หนุ่ม ๆ ผู้หลงใหลในการขับขี่พาหนะ 2 ล้อโดยเฉพาะจากค่าย Harley-Davidson คงต้องเริ่มเตรียมเก็บเงินกันได้แล้ว เพราะในปี 2019 นี้จะเป็นศักราชใหม่ที่พวกเขาจะใช้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทรงสมรรถนะคันแรกของค่าย ที่หลายคนรู้จักกัน Livewire™ ออกมาในช่วงเดือนสิงหาคมปีนี้ ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าทุกวันนี้พาหนะที่ใช้พลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคือหนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับหนุ่มผู้หลงใหลความเร็วทั้งหลาย ที่พร้อมใจหันมาเทคะแนนให้ความสนใจกันมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าช่วงหลายปีที่ผ่านบรรดาค่ายรถต่างพากันพัฒนารถในสายการผลิตของตัวเองสู่เส้นทางนี้มากขึ้น รวมถึง Harley-Davidson ที่ได้วางแผนรวมถึงเริ่มต้นสายการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของตัวเองตั้งแต่ปี 2014 จนในที่สุดโมเดลสมบูรณ์ของมันในชื่อ Livewire™ ก็พร้อมให้ทุกคนได้ทำความรู้จักแล้ว หลังจากพัฒนามาร่วม 4 ปี ในที่สุด Harley-Davidson ก็ถือโอกาสเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกของพวกเขาอย่าง Livewire™ ในงาน Milan Motocycle Show นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่ามีแผนจะวางขายมันโดยโซนแรกที่มีโอกาสได้สัมผัสความพิเศษก่อนใครเพื่อน คือโซนทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปบางประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม Harley-Davidson ก็ยังเก็บรายละเอียดสำคัญอย่างสเปคเครื่องยนต์เอาไว้และมีการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเท่านั้น Livewire™ มากับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดุดันตามปรัชญาดั้งเดิมของ Harley-Davidson ด้วยชุดเฟรมอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่ทนทานกับรูปทรงที่ดูปราดเปรียวและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผล LCD ขนาด 10.9 เซนติเมตร ซึ่งจะช่วยแสดงข้อมูลทั้งความเร็ว ระยะทาง และสถานะของแบตเตอรี่ รวมถึงสามารถให้เราใช้กำหนดโปรแกรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทางหรือเครื่องเล่นเพลงที่จะทำให้คุณมีความสุขไปกับการบิดในทุกเส้นทาง
กระแส Cyberpunk ที่กลับมาแรงแซงโค้งในวงการหนังอีกครั้งช่วงนี้ ชัดเจนสุด ๆ ก็ต้อง Blade Runner 2049 ที่แฟน ๆ แนว Sci-Fi ต่างประทับใจและยกให้เป็นหนังขึ้นหิ้งในดวงใจกันเป็นแถบ (แม้หนังจะไม่ทำเงินก็ตาม) ทำให้เราได้กลับมาเห็นความ Sci-Fi ในแวดวงบันเทิงอีกครั้ง เมือง Dystopia ยานพาหนะหน้าตาสุดล้ำ โฮโลแกรม และไฟนีออนสีสันแสบตา แต่คุณภาพชีวิตสุดแสนจะห่วยแตก สวนทางกับเทคโนโลยีที่ไปไกลเกินกว่าเราจะคาดถึง เรื่องราวเหล่านี้จะกลับมาให้หนุ่ม ๆ อย่างเราได้เติมเต็มความบันเทิงแบบอิงวิทยาศาสตร์กันอีกครั้ง UNLOCKMEN ชวนมาดูหนัง Sci-Fi มันส์ ๆ กับ 5 หนังยุคดิสโทเปีย เมื่อมนุษย์ในโลกอนาคตต้องมาใช้ชีวิตด้วยเทคโนโลยีอันไฮเทคแต่คุณภาพชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน Children of Men (2006) Director : Alfonso Cuarón โรคระบาดในปี 2027 ที่คร่าชีวิตทารกทั่วโลกและทำให้ผู้หญิงกลายเป็นหมันกันหมด นั่นหมายความว่าโลกใบนี้จะไม่มีทารกอีกต่อไป ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมือง สภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมจนไม่อาจกู้คืนได้ ประเทศอังกฤษเป็นประเทศเดียวที่ยังคงยืนหยัดกับปัญหาเหล่านี้ได้ จนทำให้เหล่าผู้ลี้ภัยแห่แหนกันมาที่นี่ แต่พวกเขากลับไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีนัก ชีวิตของพวกเขาเป็นเพียงผักปลา จนเกิดกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลที่นำทีมโดย Julian (Julianne Moore) ต้องการพาหญิงสาวต่างด้าวหลบหนีออกจากอังกฤษ จึงจำต้องขอความช่วยเหลือจาก Theo Faron
สำหรับคู่รักที่คบกันมายาวนานหวานชื่น บ่อยครั้งที่ผู้คนพยายามค้นหาคำตอบว่าอะไรคือเคล็ดลับที่ซ่อนอยู่ในเบื้องหลังของความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จ และคำตอบที่ได้ก็คือคำตอบทั่วไปอย่างความรัก ความเข้าใจ ความอดทน รวมไปถึงคำตอบที่ไม่คาดคิดอย่างแอลกอฮอล์! งานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ชิ้นหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารผู้สูงอายุอย่าง The Journal of Gerontology Series B: Psychological Series ได้ศึกษาความสัมพันธ์ของคู่รักสูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และพบว่าคู่รักที่ยังโรแมนติกกันถึงปัจจุบันมักออกไปดื่มด้วยกันเสมอ นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยจาก Reuters ได้สำรวจผู้คนกว่า 4,864 คน ที่เป็นคู่แต่งงานกว่า 2,767 คู่ และพบว่าคู่รักมากกว่า 50% มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ออกไปดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกัน แต่ถ้าหากปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไปดื่มเพียงลำพัง หรือไปกับเพื่อนมากกว่าไปด้วยกันมักจะส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ที่แย่ลง เนื่องจากความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจกัน Dr. Kira Birditt จาก University of Michigan กล่าวว่า ตัวเขาที่ได้ทำวิจัยนั้นก็ยังไม่สามารถได้คำตอบที่แน่ชัดว่าเพราะอะไรถึงทำให้แอลกอฮอล์กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักดีขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าเพราะทั้งสองคนออกไปใช้เวลาด้วยกันลำพัง โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสื่อกลางในการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ของกันและกัน อย่างไรก็ตามการวิจัยดังกล่าวนั้นไม่ได้กล่าวถึงว่าจะต้องดื่มในปริมาณที่มากแค่ไหน แต่เป็นวิจัยที่โฟกัสในเรื่องของคู่รักที่ดื่มด้วยกันและไม่ได้ดื่มด้วยกันมากกว่า การนั่งดื่มกันสองต่อสองจะทำให้ทั้งคู่โฟกัสกันและกัน พร้อมกับหาเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อมาเล่าระหว่างที่ดื่มแอลกอฮอล์และสร้างความสัมพันธ์ของคู่รักที่ดีกว่าการดูหนังเพราะจะต้องโฟกัสกับเนื้อเรื่องมากกว่าคนข้างกาย รวมถึงฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้เราเข้าสู่สภาวะมึน ๆ
สัญชาตญาณของผู้ชายที่มักจะสรรหาสิ่งหวือหวามากระตุ้นให้อะดรีนาลีนในร่างกายพุ่งพล่านอยู่เสมอ ไม่ว่าจะการใช้ชีวิตประจำวัน กิจกรรม งานอดิเรก หรือแม้แต่เรื่องลับ ๆ ใต้ผ้าห่มอย่างเซ็กซ์ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่หนุ่ม ๆ มักจะหารสชาติใหม่ ๆ มาเติมสีสันให้ตัวเองเป็นระยะ ๆ เช่นเดียวกัน แต่พอใช้ชีวิตที่มันแฟนซีอยู่ตลอดเวลา ความหวือหวาเลยกลายเป็นเรื่องของความเคยชิน UNLOCKMEN ชวนหนุ่ม ๆ กลับคืนสู่ความเบสิกอีกครั้งกับเซ็กซ์หวานละมุน ทะนุถนอม เปลี่ยนรักร้อน ๆ ให้เป็นรักอบอุ่นกันดูสักยกก็ไม่เสียหาย เราเคยได้ทำความรู้จักเซ็กซ์เรียบง่ายไปแล้วใน “พักเรื่องหวือหวาไปกับ “VANILLA SEX” ข้อดีของการมีเซ็กซ์แบบเรียบง่าย ที่กินยังไงก็ไม่เบื่อ” ความเป็นธรรมชาติของมันทำให้เราได้เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ Mellow Sex ก็ใกล้เคียงแบบนั้นในเรื่องของความเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่มีลูกเล่นอยู่ตรงที่ความหวานละมุนที่จงใจเติมแต่งลงไปให้มันกลายเป็นมู้ดสุดโรแมนติกสำหรับผู้ชายสายหวาน สายเอาใจ หรือใครที่ไม่ได้อยากดุดันอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศต้องมาก่อน ฉากเอนกายดับไฟในละครเราคงคุ้นชินกับภาพแทนเหล่านี้เพื่อให้เข้าใจว่าหลังจากนี้คือบทเข้าพระเข้านางกันแล้วนะ ในชีวิตจริงบรรยากาศเหล่านั้นก็ส่งผลกับเซ็กซ์ของเราเช่นกัน ไฟโทนอบอุ่นสลัว ๆ ให้เราได้มองเห็นผิวในแสงที่สวยต่อผิวคนที่สุด เสียงเพลงขับกล่อมให้บรรยากาศวาบหวิวยิ่งขึ้น ถ้ายังไม่มีเพลงที่ถูกใจลองตามไปที่ “อย่าให้ดังกว่าเพลง! PLAYLIST 20 เพลงปลุกไฟรักแบบเนียน ๆ กลบเสียงกิจกรรมบนเตียงได้ด้วย” อีกอย่างที่สำคัญคือความสะดวกสบายของทั้งคู่ อย่าลืมจัดที่นอนหรือพื้นที่ตรงนั้นให้อยู่ในที่ทางที่สะดวก ยามเธอเอนกายลงไป จะได้ไม่ต้อง Awkward กับท่าทางประหลาด
ในบางครั้งเมื่อเราเข้าสู่โซเชียลมีเดียสารพัดรูปแบบ เช่น Facebook หรือ Instagram ก็มักเห็นบางคนที่มีแฟนแล้วแต่ชอบโพสต์รูปตัวเองอยู่เป็นประจำและลงรูปคู่กับคนรักน้อยมาก ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนั้นสามารถบอกได้ว่าผู้ที่ชอบโพสต์แต่รูปเซลฟี่ของตัวเองลงโซเชียลมีเดีย ในชีวิตจริงมักมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับคนรัก งานวิจัยจาก Florida State University ระบุว่าการเซลฟี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคู่รัก เพราะเมื่อออกไปเดตแล้วคนรักมักลงแต่รูปเซลฟี่ของตัวเองแต่ไม่ลงรูปคู่ จะทำให้อีกฝ่ายเกิดคำถามในใจมากมายว่าเพราะอะไรแฟนถึงไม่ลงรูปคู่ และคิดไปจนถึงขั้นว่าการมาเดตในแต่ละครั้งไม่สามารถสร้างความทรงจำที่ดีให้กับคนรักได้ รวมถึงไปความหวาดระแวงเรื่องของมือที่สาม ส่วนฝ่ายที่คลั่งการเซลฟี่ก็จะให้ความสนใจกับกระแสตอบรับจากโลกออนไลน์เวลาที่โพสต์ในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นยอดไลก์หรือคอมเมนต์ต่าง ๆ มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับคู่ชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว โดยงานวิจัยได้บอกเพิ่มเติมอีกว่า อาการชื่นชอบการเซลฟี่เป็นชีวิตจิตใจนั้นสามารถเป็นทั้งเพศชายและเพศหญิง นอกจากนี้ Dr.Nikki Goldstein ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยากล่าวว่า เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่มั่นใจในความสัมพันธ์จึงมักจะแสดงออกถึงความต้องการจะแบ่งปันเรื่องราวชีวิตของตัวเองให้คนอื่นได้รับรู้มากกว่าการโพสต์รูปคู่กับแฟน หรือเขียนสเตตัสว่าไปไหนมาไหนกับคนรัก และเสพติดการเล่นโซเชียลมีเดียเป็นชีวิตจิตใจ จากการเฝ้าศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์มาเป็นเวลานาน Dr. Goldstein ได้บันทึกเรื่องราวที่เธอพบเจอไว้ว่า ในแต่ละวันเธอมักจะเห็นคู่รักหลายคู่โพสต์เรื่องราวต่าง ๆ ที่ดูเหมือนจะมีความสุข ที่เน้นบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง แต่สิ่งที่ Dr. Goldstein ได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคู่รักนักเซลฟี่นั้นไม่ได้มีความสุขอย่างที่แชร์ลงในโซเชียลมีเดีย และการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพียงด้านเดียวแบบนี้ต่อไปจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักไม่มั่นคงมากกว่าเดิม การชื่นชอบเซลฟี่เกินควรนอกจากจะส่งผลกระทบกับชีวิตคู่แล้วก็ยังส่งผลเสียกับตัวเองเช่นกัน เพราะพฤติกรรมการชื่นชอบเซลฟี่จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Generation me คล้ายกับอาการหลงตัวเองของวัยรุ่นที่เวลารูปที่ลงในโซเชียลแล้วได้รับการตอบรับเยอะก็จะรู้สึกมั่นใจ แต่เมื่อยิ่งได้รับฟีดแบคที่ดี คนรักของผู้ที่ชื่นชอบเซลฟี่มักจะเกิดความรู้สึกไม่พอใจและหึงหวง ก็จะเป็นการย้อนกลับมาในเรื่องของปัญหาความสัมพันธ์อีกครั้งแบบไม่รู้จบ ดังนั้นคำถามที่เหล่านักเซลฟี่จะต้องถามตัวเองให้ชัดเจนคือ สิ่งที่ตัวเองจะต้องให้ความสำคัญนั้นคือความสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือสนใจฟีดแบคในโลกออนไลน์มากกว่ากัน
ใครที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ในวงเหล้า หรืออาจจะไปนาน ๆ ครั้ง ไม่ใช่สายปาร์ตี้คงนึกภาพไม่ออกว่า ‘การเปิดขวด’ นั้นสำคัญขนาดไหน แต่สำหรับเราสายปาร์ตี้ย่อมจำได้ดีว่าในตอนที่เริ่มดื่มใหม่ ๆ แล้วเห็นเพื่อนเปิดขวดเบียร์โดยใช้ขวดเบียร์อีกขวดนั้นเรารู้สึกทึ่งและคิดว่ามันเท่มาก หลังจากนั้นเราก็พยายามฝึกฝนโดยตลอด กว่าจะทำได้สำเร็จเลือดก็อาบมือไปหลายครั้ง แต่บางครั้งการจะเท่ก็ไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้น เพียงแค่มีที่เปิดขวดเจ๋ง ๆ สักอัน ก็สามารถเปิดเบียร์ทุกขวดที่ขวางหน้าได้ด้วยมือเดียว เท่ได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว GrOpener คือชื่อของที่เปิดขวดสุดเจ๋งที่เราภูมิใจนำเสนอในวันนี้ ใครที่กำลังสงสัยว่ามันแตกต่างจากที่เปิดขวดธรรมดาตรงไหน ให้ลองดูคลิปด้านบนเสียก่อน รับรองว่าจะต้องอยากได้ไปใช้สักอันแน่นอน ถึงแม้ว่าในเรื่องประโยชน์การใช้สอยจะไม่ได้มีอะไรพิเศษเปิดได้เฉพาะฝาทรงจีบเหมือนที่เปิดขวดทั่วไป แต่เรื่องความเท่ บอกเลยว่า GrOpener กินขาด แม้ว่า GrOpener จะโดนใจเราในเรื่องความเท่ แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ Mark Manger สร้างสรรค์ GrOpener ขึ้นมาลึกซึ้งกว่านั้นมาก เขาเล็งเห็นถึงความลำบากของผู้พิการ ว่าการเปิดขวดด้วยมือเดียวนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ทุกคนกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย จนปัญหานี้โดนเพิกเฉย อย่างไรก็ตาม Mark ไม่คิดเช่นนั้น เขาลงมือทำตามไอเดียอย่างมุ่งมั่น จนในที่สุดก็สำเร็จออกมาเป็นที่เปิดขวดสุดเจ๋งให้ทุกคนได้ใช้งาน GrOpener สามารถตั้งอยู่บนขวดได้อย่างสบาย ๆ ก่อนจะเปิดมันด้วยการบิดข้อมือเพียงเล็กน้อย ใช้แรงน้อยกว่าที่เปิดขวดทั่วไปมาก ทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในขั้นตอนเดียว ชั่วพริบตาฝาขวดก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย การออกแบบของ GrOpener ทำให้แน่ใจว่าฝาจะไม่โค้งงอหรือบิดเบี้ยวในขณะเปิด ส่วนแม่เหล็กที่อยู่ภายในทำหน้าที่ยึดฝาทันทีที่หลุดออกจากคอขวด ทั้งเท่แถมใช้ง่าย พกพาสะดวกแบบนี้ GrOpener จึงเป็นอีกหนึ่ง
เหล่านักดื่มอาจต้องสับสนกันอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ผลวิจัยได้บอกว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละน้อยจะช่วยเรื่องสุขภาพ แต่มาวันนี้ก็ได้มีงานวิจัยที่มาหักล้างกันอีกครั้ง แถมยังบอกอีกด้วยว่าการดื่มเพียงเล็กน้อยนั้นก็คือสิ่งที่ได้ไม่คุ้มเสียกันเลยทีเดียว ข้อหักล้างที่ว่าด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยจะช่วยบำรุงสุขภาพนั้นถูกนำเสนอผ่านเว็บไซต์ข่าวชื่อดังอย่าง BBC กับการวิจัยที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการการศึกษาภาระปัญหาของโลกว่าด้วยเรื่องโรคภัยไข้เจ็บหรือ Global Burden of Disease ผลวิจัยชิ้นนี้สำรวจพฤติกรรมการดื่มของนักดื่มกว่า 195 ประเทศ ตั้งแต่ช่วงอายุ 19-95 ปี เป็นจำนวนกว่า 28 ล้านคนทั่วโลก ด้วยระยะเวลายาวนานกว่า 26 ปี โดยวิจัยนี้เริ่มลงสนามสำรวจตั้งแต่ปี 1990-2016 ถือว่าเป็นงานวิจัยที่ใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มีมากถึงหลักหลายสิบล้านตัวอย่าง ผลการวิจัยครั้งนี้เผยให้เห็นถึงอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ อย่างมะเร็ง ตับแข็ง หรือระดับการเกิดอุบัติเหตุเพราะเมานั้นมีตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นตามปริมาณที่ดื่มแอลกอฮอล์ที่เราดื่มในแต่ละวัน เช่น วันหนึ่งเราดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ 1 หน่วย หรือประมาณ 10 กรัม ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มเลย 0.5% ในขณะที่ถ้าดื่มวันละ 2 หน่วย ก็จะเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 7% หรือถ้าดื่มวันละ 5 หน่วย ความเสี่ยงก็จะพุ่งสูงถึง 37% ผลวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ Lancet และได้ชี้แนะให้หน่วยงานสาธรณสุขของประเทศอังกฤษควรออกคำเตือนให้ประชาชนลดการดื่ม เพราะปัจจุบันในอังกฤษได้แนะนำให้ประชาชนบริโภคแอลกอฮอล์ไม่เกิน
นับตั้งแต่ When Marnie Was There เข้าฉายในปี 2014 เป็นเวลากว่าเกือบ 5 ปีแล้วที่เราไม่ได้เห็นผลงานใหม่จาก Studio Ghibli อีกเลย ตามนโยบายพักการผลิตที่ทางสตูดิโอเคยประกาศออกมา แม้ตอนนี้จะมีข่าวเกี่ยวกับ How Do You Live? ผลงานเรื่องใหม่ออกมา แต่ทุกอย่างก็ยังดูคลุมเครือ มีเพียงชื่อของ ฮายาโอะ มิยาซากิ นั่งแท่นผู้กำกับ และจะเข้าฉายในปี 2020 เท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้หายคิดถึง วันนี้กีค Studio Ghibli อย่างเราจะมาเขียนถึง 5 แอนิเมชันในความทรงจำจากสตูดิโอในตำนานนี้ จะมีเรื่องไหนกันบ้างและจะตรงใจชาว UNLOCKMEN หรือเปล่า My Neighbor Totoro (1988) Directed by ฮายาโอะ มิยาซากิ ต่อให้คุณจะไม่ใช่แฟนหรือไม่แม้จะรู้จัก Studio Ghibli เลยด้วยซ้ำ แต่เชื่อว่าทุกคนน่าจะคุ้นตากับเจ้าสัตว์สีเทาร่างกลมยักษ์ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของทางสตูดิโออย่างแน่นอน เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าแอนิเมชันเรื่องนี้ประสบความสำเร็จขนาดไหน แต่ภายใต้รูปลักษณ์น่ารักแบบนี้ ถ้าใครเคยดู My Neighbor Totoro น่าจะทราบดีว่ามันแฝงไปด้วยความละมุนและลึกซึ้งขนาดไหน ผลงานแอนิเมชันลำดับที่ 3 ของ Studio Ghibli เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัว ๆ หนึ่งที่จำเป็นต้องย้ายจากเมืองใหญ่สู่ชนบทอันห่างไกลเนื่องจากปัญหาสุขภาพของผู้เป็นแม่
โลกที่ผู้ชายอย่างเราทำงานหนักหน่วงจนไม่มีเวลามากพอให้ได้ไปนั่งเหม่อมองสาว ๆ เดินไปเดินมาตัวเป็น ๆ โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ที่เราเลื่อนหน้าจอแล้วเจอสาวสักคนที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรงผิดจังหวะได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เดี๋ยวนี้เราจะได้ใช้สกิลการจีบสาวออนไลน์กันมากขึ้น การจีบกันผ่านโลกเสมือนมีข้อดีตรงที่ว่าเราสามารถทำความรู้จักกันก่อนคร่าว ๆ ได้ ดูผ่าน ๆ ได้ว่าเธอมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ที่สำคัญถ้าไม่ถูกใจ เราก็สามารถบอกลาชิ่งหนีได้อย่างแนบเนียนมากกว่าด้วย (ในกรณีที่แค่จีบ ๆ ดู ๆ ยังไม่จริงจังอะไร) แต่เพราะการเห็นกันได้ง่าย ทักกันได้ง่าย ผู้ชายอย่างเราก็มักจะหลงคิดไปว่าอะไร ๆ มันก็คงง่ายไปหมด แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้ราบรื่นเรียบง่ายอย่างที่เราคิด แถมการคิดว่ามันง่ายก็ยิ่งทำให้เราประมาทจนเผลอทำอะไรแย่ ๆ และพลาดสาวคนที่เราคิดว่าใช่ไปในที่สุด เพื่อไม่ให้พลาดซ้ำ หรืออย่างน้อย ๆ ก็เช็กตัวเองดูกันหน่อยว่าเราเผลอทำอะไรแบบนี้ไปหรือเปล่า คราวหน้าจะได้ลื่นไหลกว่าที่ผ่านมา กดไลก์ย้อน “กดไลก์ย้อน” ไม่ใช่ชื่อโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารแต่อย่างใด แต่เป็นพฤติกรรมผู้ชายอย่างเราที่ชอบสาวสักคนและไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้เธอรู้ตัวว่ากำลังสนใจเธออยู่ หรืออยากแสดงตัวตนเป็นพิเศษ จู่ ๆ ก็เลยนั่งไล่ดูรูปเธอหรือสิ่งที่เธอโพสต์ย้อนหลังไปเป็นเดือน (หรือเป็นปี) แล้วก็กดไลก์มันซะทุกรูปทุกโพสต์! ใครที่รู้ตัวว่ากำลังทำแบบนี้เพื่ออยากจีบสาวสักคน เราแนะนำว่าให้หยุด ใช่ เธอออาจจะสงสัยว่าเราเป็นใคร กดไลก์อะไรเยอะขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูน่ากลัวมาก ๆ สำหรับพวกเธอ แทนที่จะได้ไปต่อ บางทีเธออาจจะบล็อกหนี
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่เป็นสาวกของรองเท้าตระกูล Air Max คงจะทราบข่าวกันดีว่า ในปี 2019 นี้ Nike กำลังมีแผนจะ Retro รองเท้าโมเดลสุดเก๋าอย่าง Air Max 2 Light ที่ผลิตครั้งแรกเมื่อ 25 ปีที่แล้วกลับมาปัดฝุ่นพัฒนาอีกครั้ง ซึ่งรองเท้าตัวล่าสุดก็เตรียมวางขายให้เราได้เป็นเจ้าของแล้ว พร้อมกับสีต่าง ๆ ที่คาดว่าจะตามออกมาอีกล็อตใหญ่ Air Max 2 Light ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1994 เพื่อต่อยอดความสำเร็จของรองเท้ารุ่นแรกอย่าง Air Max Light ที่ผลิตเมื่อปี 1989 กับดีไซน์เอกลักษณ์ที่มีลวดลายปูดนูนขึ้นมา พร้อมกับก้อน Air ขนาดใหญ่ตรงส่วนด้านหลังของ Midsole คล้ายกับใน Air Max 95 ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเพราะรูปทรงแบบ Chucky ที่มีน้ำหนักเบาของมันต้องทำให้หลายคนได้กระเป๋าสั่นแน่นอน หลังจากผ่านไป 25 ปีในที่สุด Nike ก็ได้นำมันกลับมาอีกครั้งกับคู่แรกของ Air Max 2 Light


