เมนูยอดฮิตของร้านตามสั่งอย่าง “กะเพรา”เป็นอีกเมนูที่รสชาติจัดจ้านถูกปากคนไทยจึงครองใจคนทุกเพศทุกวัยไปแบบขาดลอย วันนี้เมนูกะเพราไม่ได้เป็นแค่เมนูซิกเนเจอร์ในร้านอาหารตามสั่งทั่วไปอีกแล้ว แต่ยังเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านนั่งดื่มบรรยากาศดีอย่าง “กะเพราผัด รัชบาร์ 32” ที่หยิบเอาเมนูนี้มาขายจนเป็นจานเด็ดของร้านที่ไม่สั่งไม่ได้ แค่กะเพราธรรมดาก็คงจะเหมือนร้านอื่นเกินไป มาลองกะเพรารสเด็ดเผ็ดถึงใจ ด้วยวัตถุดิบที่ตั้งใจคัดมาอย่างดีเหมือนกับทำกินเองของร้านนี้ แกล้มเบียร์เย็น ๆ ในร้านบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองด้านใน หรือจะเป็นสวนด้านนอกที่ร่มรื่น ชวนให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งความหรรษากันแบบ Open Air ลองไปทำความรู้จักกับเมนูเด็ดของร้านนี้ที่มันส์ไม่แพ้เมนูของพวกเขาไปพร้อม ๆ กัน ก่อนที่จะหยิบกุญแจรถออกเดินทางไปพิสูจน์ความเผ็ดร้อนกันในคืนนี้ ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยรัชดา 36 เดินทางง่ายใกล้ MRT ลาดพร้าว เข้าซอยมาให้มองทางขวามือไว้ จะเห็นบรรยากาศร่มรื่นที่ยื่นออกมานอกรั้วเล็กน้อย นั่นแหละ ถึงร้านแล้ว แม้ชื่อร้านจะชวนให้คิดว่านี่คือร้านอาหาร แต่ความจริงพรั่งพร้อมด้วยเครื่องดื่มบาดคอให้เราได้เมามายไปพร้อมกับบรรยากาศด้วยเช่นกัน บริเวณของร้านแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนด้านในบ้านและสวนด้านนอก ใครสะดวกนั่งตรงไหนสามารถจับจองพื้นที่กันได้ตามใจชอบ เดิมทีร้านนี้เป็นเหมือนร้านที่เพื่อนหลาย ๆ คนหุ้นกันทำ ความตั้งใจแรกคือเปิดร้านขายเฉพาะกะเพรา เพราะทุกคนชอบกินกะเพราเหมือนกันหมด แต่กะเพราเฉย ๆ ก็คงจะเบสิกเกินไป เติมรสชาติจัดจ้านจึงเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของร้าน ความเผ็ดร้อน เข้มข้น ดุเดือด ซ่อนตัวอยู่ในเนื้อฉ่ำ ๆ ทุกจาน ที่สำคัญยังไม่ต้องกลัวว่าปรุงใหม่แล้วรสชาติไม่เหมือนกัน เพราะทางร้านคิดถึงความง่ายและสะดวกจึงคิดค้นซอสกะเพราสูตรลับของร้านที่ปรุงขึ้นมาเองเป็นตัวชูรสขึ้นมาใช้ ส่วนใครที่ไม่สันทัดความเผ็ดระดับปรอทแตกไม่ต้องกังวล
ขึ้นปีใหม่บรรยากาศแห่งการเริ่มต้นใหม่และการพัฒนาตัวเองทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและทักษะก็อบอวลไปทั่ว ทักษะอย่างหนึ่งที่ผู้ชายหลายคนนึกอยากคว้ามาประดับตัวทุก ๆ ครั้งที่ปีใหม่มาถึงก็คือ “ทักษะทางด้านภาษา” ในโลกที่ผู้คนเชื่อมถึงกันอย่างง่ายดาย โลกทั้งใบเหลือแคบนิดเดียว การได้ภาษายิ่งมากก็ยิ่งได้เปรียบ เราจึงมักตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าปีใหม่นี้ต้องเรียนภาษาใหม่ ๆ กับเขาเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง แต่วิธีเรียนกับตัวเองวิธีไหนที่จะได้ผล ? แล้วยิ่งรับรองว่าได้ผลภายใน 6 เดือนอีก ? มีวิธีนั้น! แถมเป็นคำแนะนำจากนักภาษาศาสตร์ Chris Lonsdale คือนักภาษาศาตร์ชาวนิวซีแลนด์ ผู้พยายามควานคว้าหาคำตอบที่เราก็ถามตัวเองอยู่ทุกวันคือ “เรียนภาษาอย่างไรให้ได้เร็วขึ้นและได้ผล” โชคดีที่เขาใช้เวลาเฟ้นหาคำตอบจนออกมาเป็นกลยุทธ์ต่อไปนี้ ฟังไว้ก่อน เดี๋ยวดีเอง เราล้วนเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราเขาใจว่าการพัฒนาหรือการเรียนต้องผูกอยู่กับการเขียนการอ่านซึ่งดูเป็นรูปธรรม หลายครั้งที่การเรียนภาษาที่ 2 หรือ 3 ของเราจึงมักเริ่มต้นด้วยการจับปากกา อ่านตำรา ทั้ง ๆ ที่วิธีพื้นฐานอย่างการฟังนี่แหละที่ไม่ควรมองข้าม การฟังคือทักษะพื้นฐานเริ่มแรกในการเรียนภาษาของมนุษย์ และถือเป็นหัวใจสำคัญ (นึกถึงตอนคุณยังเด็กแล้วเริ่มเรียนรู้ภาษาไทย คุณว่าคุณเริ่มอ่านเขียนก่อน หรือฟังก่อน?) โดยวิธีที่นักภาษาศาสตร์แนะนำก็คือฟังไปเถอะ ฟังไปเรื่อย ๆ เหมือนเอาน้ำสาดเข้าผนัง แต่นี่คือการสาดความรู้ใส่สมอง ไม่ว่าภาษาอะไรที่เราเลือกเรียนให้เปิดเพลง เปิดวิทยุ เปิดพอดแคสต์ ฯลฯ ของภาษานั้น ๆ แล้วฟังให้มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือภาพยนตร์ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการทำตามสูตรสำเร็จกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ก็ตาม ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรถ้าไม่ได้ยกมาเลียนแบบทั้งโครงเรื่อง และจากกระแสซีรีส์ฮิตบน Netflix ที่เป็นตัวกำหนดเทรนด์การเขียนเนื้อเรื่องได้บ้างว่าต้องทำยังไงถึงจะสร้างยอดรับชมได้ถล่มทลายหลายล้านครัวเรือน หนึ่งในหลักสูตรนั้นคือการสร้างความตื่นเต้นอัดอั้นใจให้ผู้รับชมต้องใจจดจ่อเพื่อติดตามเรื่องราวที่ห้ามใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อความอยู่รอด ไปดูกันว่าจะเป็นอย่างไรถ้าหากสิ่งต่าง ๆ ที่เคยทำเป็นปกติในชีวิตกลับกลายเป็นสิ่งต้องห้าม กับภาพยนตร์และซีรีส์ 5 เรื่อง 5 สไตล์ ที่เมื่อดูจบแล้วจะทำให้เราฉุกคิดได้ว่า ถ้าต้องอยู่ในสภานการณ์แบบเดียวกัน เราจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างไร ห้ามมอง : Bird Box (2018) แค่ปิดตามเดินไม่กี่ก้าวยังน่ากลัว แล้วถ้าหากวันหนึ่งเราไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อย่างเคยทั้งที่ตาก็ไม่ได้บอด แต่เพราะเหตุผลบางอย่างที่ทำให้มองไม่ได้ พร้อมหาคำตอบการเอาชีวิตรอดในโลกที่ห้ามมองเห็นไปพร้อมกับ Bird Box ซีรีส์ของ Netflix ที่เล่นกับดวงตาและความกลัวของมนุษย์ได้อย่างเหนือชั้น เพราะเมื่อเปิดตามองแล้วจะเห็นสิ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือตัวอะไร และเมื่อมองเห็นมันจะกลายร่างเป็นสิ่งที่เรากลัวที่สุด ซึ่งภาพหลอนดังกล่าวจะสร้างความปั่นป่วนให้กับทั้งโลกเพราะทุกคนจะอยากฆ่าตัวตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นทางรอดเดียวก็คือการห้ามเปิดตาอย่างเด็ดขาด Bird Box เป็นซีรีส์ที่ทำลายสถิติ Netflix อย่างถล่มทลายด้วยจำนวนผู้รับชมถึง 45 ล้านบัญชีแม้จะไม่มีใครเห็นหน้าตาของผู้ร้าย หรือแม้แต่เหตุผลว่ามันเกิดขึ้นเพื่ออะไร และจบลงด้วยความหมายอะไร แต่ก็ฮิตพอที่จะมีวัยรุ่นนำไปทำเป็น Bird Box Challenge จน Netflix
หลังจากร้อนแรงกว่าคู่แข่งค่ายอื่น ๆ มาตลอดสำหรับตลาดรองเท้าของปี 2018 มาในปีนี้ดูเหมือน NIKE จะยังไม่ยอมหนำใจ กลับมารักษาตำแหน่งผู้นำและความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการประเดิมต้นปีกับคอลเลกชันรองเท้า ที่เตรียมถูกปล่อยออกมาต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ซึ่งบอกเลยว่า ต้องมีสักคู่ที่ถูกใจหลายคนแน่นอน เพราะพี่แกเล่นขนมาหมดเกือบครบทุกโมเดลยอดนิยม เรียกว่าเอาใจตลาด Asia และคนเชื้อสายจีนกันอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ไม่นานค่าย Swoosh ทำการเรียกน้ำย่อยจากสาวกด้วย Chinese New Year Collection คู่แรกอย่าง Air Vapormax 2019 ก่อนที่จะเปิดตัวภาพชุดเต็มของคอลเลกชันดังกล่าว ที่เรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มลูกค้าผู้จงรักภักดีต่อแบรนด์ได้อย่างแน่นอน ด้วยการขนโมเดลยอดนิยมมาถึง 12 คู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Zoom Pegasus, Air Max 98, Air Force 1 , Air Max 270, Air Vapormax, Blazer Low รวมถึงโมเดลสุดไฮป์จากในค่ายกรุ๊ปเดียวกันอย่าง Converse Chuck Taylor และ Air Jordan 12,
เราหายใจอยู่บนโลกที่เทคโนโลยีรุกคืบเข้ามาในเขตแดนของชีวิตมากขึ้นทุกขณะ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกขณะของชีวิตเราต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยี เพราะเหตุนี้ศูนย์วิจัยเทเลเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีจึงลองคาดเดาทิศทางเทคโนโลยีที่คาดว่าจะมาแรงในปี 2019 ไว้ 7 เรื่องด้วยกัน UNLOCKMEN ก็ไม่รอช้า เพื่อความรู้เท่าทันเราจึงสรุปทิศทางของแต่ละเทคโนโลยีมาให้เรียบร้อยแล้วว่าเราน่าจะได้เห็นอะไรเกิดขึ้นบ้างในปีนี้ 1. AI รูปแบบใหม่ที่มีกรอบของจริยธรรมเข้ามาเป็นตัวกำหนด AI กลายเป็นสิ่งที่หลายองค์กรใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อเกิดความแพร่หลายสิ่งที่ตามมาคือการอยู่เหนือความควบคุมของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบางครั้ง AI ก็อาจจะทำอะไรที่เกินกว่าความต้องการของผู้ใช้ รวมถึงการให้ข้อมูลที่บิดเบือน และการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคล ปี 2019 นี้จึงมั่นใจได้เลยว่าหลายองค์กรจะเริ่มตรวจสอบไปพร้อมกับการสนับสนุนให้ใช้ AI มากขึ้น รวมถึงการกำหนดขอบเขตการใช้งาน AI ให้มีความละเอียดมากขึ้น พูดง่าย ๆ ปีนี้เราจะไม่มอง AI เป็นแค่หุ่นยนตร์ที่เกิดขึ้นเพื่อใช้งานแล้วจบไป แต่เราจะมองมันลงลึกในรายละเอียดถึงจริยธรรมและขอบเขตการใช้งานที่ซับซ้อนลงไป เพราะมัน AI นั้นซับซ้อนพอ ๆ กับการใช้งานมนุษย์สักคนให้ทำงานนี่เอง 2. DEEPFAKE จะแพร่หลายมากยิ่งขึ้น Deepfake คือเทคโนโลยีที่เกิดจากระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่สร้างขึ้นเพื่อนเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์อย่างแนบเนียน เป็นการสร้างข้อมูลปลอมที่แพร่กระจายอยู่เต็ม Social Media ในปี 2019
เดินทางเข้าสู่ปีใหม่ ศักราชใหม่ ก็ถึงเวลาที่ผู้ชายอย่างเราต้องตั้งเป้าหมายให้ชีวิตกลับมาฮึดสู้ใหม่อีกครั้ง ไม่เพียงแค่เรื่องงานแต่รวมไปถึงเรื่องการแต่งตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งคงถึงเวลาแล้วสำหรับการปลดเกษียณกางเกงตัวโปรดที่เคยใส่มาหลายปีสักที แล้วแทนที่ด้วยตัวใหม่ที่จะพาเราลุยปีใหม่อย่างมั่นใจมากขึ้น แต่กางเกงแบบไหนที่หนุ่มไทยอย่างเราควรมีไว้ใช้งานบ้าง วันนี้ไปทำความรู้จักกางเกงทั้ง 6 ชนิดที่เราอยากแนะนำให้คุณมีเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า รับรองว่าทุกตัวจะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มันส์ ๆ รวมไปถึงช่วยทำให้ทุกท่านแต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้นในทุกโอกาสอย่างแน่นอน Jeans เริ่มต้นด้วยไอเทมยอดนิยมตลอดกาลของลุค Casual ที่มาพร้อมกับความทนทานและฟังก์ชันการใช้งานอันหลากหลาย ที่ไม่ว่าจะหยิบจับไปแมทซ์กับเครื่องแต่งกายชิ้นไหนก็ออกมาดูดีแบบสบาย ๆ ได้เสมอ เลือกกางเกงยีนส์ตัวเก่งในรูปทรงที่คุณต้องการไม่ว่าจะเป็น Slim fit, Regular แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือความพอดีตรงต้นขา หัวเข่าและปลายขากางเกงที่พอดีกับตัวของเรา ซึ่งจะช่วยทำให้การสวมใส่สมบูรณ์แบบมากขึ้น How to: จับคู่กางเกงยีนส์เข้ากับเสื้อยืด, เสื้อเชิ้ตหรือจะเพิ่มเลเยอร์และสีสันด้วยแจ็กเกตตัวโปรด แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับรองเท้า เพราะยีนส์สามารถเข้ากันได้ดีกับรองเท้าผ้าใบสีขาว หรือจะเลือกเติมเข้มด้วย Chukka Boots และ Chelsea Boots ก็ดูดีไม่แพ้กัน Chinos ด้วยความเป็นกางเกงเนื้อฝ้ายที่นุ่มสบายทำให้กางเกงชิโน่ ยังคงได้รับความนิยมเสมอในหมู่หนุ่ม ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบแต่งตัวในสไตล์ Minimal หรือ Muji รวมไปถึงคนที่ต้องการลุคดูเป็นทางการมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่หลุดจากกรอบ Casual จนเกินไป ควรเลือกกางเกงชิโน่เนื้อผ้าดี ๆ
Elon Musk คือชายที่โลกตั้งฉายาให้ว่า Iron Man ในชีวิตจริง เพราะมุมมองเฉียบคมและมันสมองสุดอัจฉริยะ แถมยังเป็นเจ้าของบริษัทที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง SpaceX, Tesla และอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนทรัพย์สินยิ่งไม่ต้องอธิบายให้มากความ เขามีมากกว่า 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ แต่นอกจากเรื่องของความสำเร็จทะลุขีดความเป็นมนุษย์ที่เราพยายามนำเสนอรูปแบบการทำงานของเขามาให้ชาว UNLOCKMEN ได้เสพบ่อย ๆ แล้ว เราเชื่อว่าเราสามารถเข้าถึงความคิดของเขาผ่านหนังสือที่อ่านได้ UNLOCKMEN จึงอยากแนะนำหนังสือ 5 เล่มที่ Elon Musk อ่าน เพื่อเป็นแนวทางให้เห็นว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้เขาสนใจอ่านอะไร Zero to One: Notes on Startups, or How to Build the Future by Peter Thiel หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจโดย ปีเตอร์ ธีล ผู้ได้ฉายาว่าเป็นประธานาธิบดีของโลกไร้เงินสด จากชายที่ถูกปฏิเสธไม่รับเข้าทำงานในศาลสูง เขาคือหนึ่งในผู้สร้างธนาคารออนไลน์ชื่อดังอย่าง PayPal หนังสือเล่มนี้จึงไม่ต่างจากการแบ่งปันความคิดและทัศนคติในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองบนโลกแห่งการเงินในปัจจุบันของเขา Musk
What is Fine Dinning? ก่อนที่เราจะพาทุกคนไปดื่มด่ำกับศาสตร์แห่งอาหารชั้นเลิศในร้านที่เราอยากแนะนำ เรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่าคำว่า ‘Fine Dining’ ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยเห็นผ่านตานั้นความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร ไม่มีอะไรซับซ้อน Fine Dining ก็คือห้องอาหารตามความเข้าใจของคนทั่วไปนั่นแหละ เพียงแต่ความพิเศษของมันคือ บรรยากาศที่หรูหราเป็นทางการและบริการด้วยเมนูคุณภาพสูงกว่าร้านทั่วไป เครื่องดื่มจะให้บริการด้วยไวน์คุณภาพสูง รวมถึงมีบริการผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์หรือ Sommeliers ประจำร้าน เพื่อให้คำแนะนำและเสนอไวน์ที่เหมาะกับอาหารแต่ละจาน แน่นอนว่าเมื่อเป็นห้องอาหารที่เป็นเลิศในทุกด้าน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าในเรื่องของราคานั้นก็จะสูงกว่าร้านธรรมดาทั่วไปด้วยเช่นกัน เอาล่ะอุ่นเครื่องความรู้กันพอหอมปากหอมคอ ไปดูทั้ง 5 ร้านที่เราอยากแนะนำกันเลยดีกว่า OSHA OSHA คือห้องอาหารสไตล์ไทยโมเดิร์นที่ได้รับการแนะนำจากมิชลินไกด์ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพย่านถนนวิทยุ โดดเด่นด้วยการรังสรรค์เมนูจาก เชฟหนุ่ม ธนินทร จันทรวรรณ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในเมนูอาหารมามากกว่า 20 ปี นอกจากนั้นยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกมากมายไม่ว่าจะเป็น Heston Blumental จาก Fat Duck และ Dinner by Heston Blumental หรือแม้กระทั่งสุดยอดเชฟชื่อดังอย่าง Gordon Ramsey OSHA ตกแต่งร้านด้วยสไตล์ไทยที่งดงามทุกรายละเอียด เน้นโทนสีดำ-ทองเป็นหลัก ยิ่งช่วยทำให้ Fine Dining แห่งนี้หรูหรามีระดับขึ้นไปอีกขั้น อย่างที่บอกไปว่า
กลับมาตามสัญญาว่าเราจะนำเสนออีกมุมหนึ่งของเจ้านายโหดให้ได้รู้ หลังจากบอกข้อดีของ CEO ระดับโลกที่อยู่ในมุมมืดไปแล้วใน Episode แรก คราวนี้ถึงเวลามาเสนอเรื่องพลังลบที่แผ่ออกมากันบ้าง ซึ่งบอกตรง ๆ เลยว่ามันส่งผลกับพนักงานมากกว่าความรู้สึกไม่อยากตื่นไปทำงานหรือนอนไม่หลับ ลองมาดูกันของแถมที่ได้จากการเติบโตหลังทำงานกับเจ้านายที่พร้อมด่ากราด ฉุนเฉียว ทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้ แล้วถามตัวเองอีกคร้ังว่าคุณพร้อมจะแลกมันหรือเปล่า ปัญหาสุขภาพ ทำงานหนักไม่เคยทำให้ใครตาย ประโยคนี้มันไม่จริง เรื่องนี้พวกเรารู้ดี และทาง UNLOCKMEN ก็เคยนำเสนอประเด็นนี้ไปแล้วผ่านบทความเรื่อง รู้จักโรค ‘ขยันมากเกินไป’ สาเหตุ อาการและทางออกก่อนที่เราจะกลายเป็นโรคบ้างานเรื้อรัง ขนาดคนที่ทำเขาทุ่มเทเพราะไม่ได้มีใครบังคับเขายังเจอผลกระทบเรื่องสุขภาพถึงตาย ดังนั้น คนที่โดนบังคับเพราะความกลัวอำนาจจะยิ่งเกิดความรู้สึกกดดันยิ่งกว่า เรียกได้ว่าโดนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตพร้อมกัน เรื่องนี้เราไม่ได้เอามาพูดปากเปล่า แต่ยืนยันได้จากเหตุการณ์ของ Amazon ที่มีข่าวช่วงกลางปี 2561 ที่เปิดเผยข้อเท็จจริงว่ารถ Ambulance เข้าออกโกดังบ่อยถึง 600 ครั้งในระยะเวลา 3 ปี งานนี้แม้จะไม่ได้บอกรายละเอียดชัดว่าอาการบาดเจ็บนั้นมาจากอะไรบ้างแต่เราเชื่อว่าการโหมงานต้องเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน เพราะสหภาพแรงงานเขาออกมาพูดเลยว่า Amazon เป็นองค์กรที่ดูแลคนไม่ต่างจากหุ่นยนต์ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอที่สนับสนุนข้อมูลนี้ด้วยการกล่าวว่าเหยื่อจากอารมณ์เจ้านายมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงชีวิต
ภาพลักษณ์แสนดุดันและน้ำเสียงทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ของ Corey Taylor ทำให้เขาเป็นเหมือน Trademark ของทั้งสองวงที่เขาเป็นสมาชิก ทั้ง Stone Sour และ Slipknot แม้เขาจะไม่ได้เป็นฟรอนต์แมนคนแรกแบบดั้งเดิมของวง แต่พอก้าวเข้ามารับตำแหน่งเขากลายเป็นที่รักของแฟน ๆ และเพื่อน ๆ ในวงชนิดที่ไม่มีใครกังขาในจุดที่เขายืนอยู่เลยแม้แต่น้อย ทว่าทุกอย่างบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เบื้องหลังความสำเร็จและภาพลักษณ์อันดุดัน ยังมีมุมมืดที่เขาต้องเผชิญและก้าวผ่านมันมาได้ด้วยตัวเอง มาดูเรื่องราวในอีกมุมที่ปลุกปั้นให้เขาเป็น Corey Taylor อย่างในวันนี้ หลายคนคงเคยทราบกันมาบ้างว่า Corey เอง เคยต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามานาน สาเหตุมาจากเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็กอย่างการถูกล่วงละเมิดทางเพศในช่วงวัยรุ่นเหมือนกับคนอื่น เขากลายเป็น “เหยื่อ” ของผู้ไม่หวังดี ที่แฝงตัวมาในรูปแบบของเพื่อนบ้านที่แสนดี เขาเป็นเพื่อนที่สนิทกันอย่างรวดเร็ว กิน เที่ยว ดื่ม เล่นดนตรีด้วยกัน จนกระทั่งวันที่เปลี่ยนทุกอย่างไป หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาเลือกที่จะปิดปากให้สนิทเพื่อแลกกับความปลอดภัยของตัวเองและแม่ จนมันกลายเป็นแผลในใจของเขาเสมอมา เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเหมือนฝันร้ายที่ตามมาหลอกหลอนเขาเรื่อยมา จนทำให้เขาค้นพบว่าการมองหาแสงสว่างให้กับตัวเองส่งผลให้ตัวเขาดีขึ้นรวมถึงผลงานเพลงของเขาด้วยเช่นกัน สำหรับบางคนเรื่องราวเหล่านี้อาจเป็นบาดแผลที่ยังคงคอยทิ่มแทงให้จมอยู่กับฝันร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ Corey เลือกทางที่แตกต่างออกไป เขาเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาหล่อหลอมให้ตัวเองแข็งแกร่ง ให้มันเป็นอุปสรรคที่หินที่สุดแล้วก้าวออกจากมันมาให้ได้ แล้วมันจะกลายเป็นเพียงด่านง่าย ๆ ที่เราเคยก้าวผ่านมันมาแล้ว และทำให้เขาแข็งแกร่งอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ “ผมมองโลกด้วยสายตาที่ชัดเจนมากขึ้น” “ผมเริ่มมองหาความสงบให้ตัวเอง


