ชาว UNLOCKMEN เคยเป็นบ้างไหม สภาพร่างกายก็ปกติดี แต่มันมักจะมีอาการ Black out ของความทรงจำไปดื้อ ๆ เหมือนมีใครมาตัดไฟยังไงอย่างงั้น กุญแจวางตรงไหน จะออกจากบ้านแล้วดันหาไม่เจอ! เพิ่งจับมือถือไปแปปเดียว เผลออีกทีเอาไปวางไว้ตรงไหนวะ ? คิดว่าจะถามอะไรคนตรงหน้า แต่พอเจอคนทักหน่อย คำถามหายลอยไปไหนไม่รู้ ? ถ้าเป็นแบบนี้เราอย่าเพิ่งกังวลคิดว่าตัวเองอัลไซเมอร์ แต่ลองสำรวจดูว่าพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำเป็นอย่างที่เราเอามาฝากด้านล่างหรือเปล่า ? ถ้าใช่คงต้องเพลาหน่อยแล้ว เพราะไลฟ์สไตล์ตอนน้ีมันเข้าข่ายการตั้งระเบิดเวลาทำลายความทรงจำของพวกเรา โสดได้ (ความจำ) เสื่อมด้วย อ่านแค่หัวข้อก็แทบร้องไห้เลยทีเดียว เพราะถือเป็นความซวยของมนุษยชาติสายโสดเข้าให้แล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์จาก Orebro University ในประเทศสวีเดนดันมาทดลองแล้วพบว่าคนที่อยู่คนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจวัยกลางคนทั้งหลายมีโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อมถ้าเทียบกับคนที่มีคู่ชีวิต นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุว่าความจำของพวกเราชาวโสดจะลดลง เรื่องเดิม ๆ ในอดีตก็จะจำไม่ได้ แถมไม่มีข้อยกเว้นให้กับใครที่หย่าร้าง เป็นม่าย แยกทาง เลยด้วย เคยมีมาตอนนี้ไม่มีเข้าข่ายความจำเสื่อมง่ายได้หมด ที่สำคัญมันยังกระแทกใจด้วยอีกเหตุผลด้วยว่า “เหล่าคนมีคู่ถึงเขาจะลืมเขาก็ยังมีอีกคนไว้เตือนกัน” ว้อย!! หงุดหงิด จะไปซื้อโพสอิทมาติดให้เต็มบ้านเลย โสดแล้วเสื่อมมาลองกันสักตั้งว่าจะยังลืมอีกไหม SOURCE1 SOURCE2 ปาร์ตี้ดึกสุดเหวี่ยง หรือกินมันส์ยามวิกาล เรากำลังพูดถึงเรื่องกินผิดเวลา ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ปาร์ตี้เดือดข้ามคืน
คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกขนาดเจ้าโลกตามธรรมชาติก็คงไม่ได้เช่นกัน บางคนอาจจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจถ้าขนาดของสิ่งนั้นเล็กกว่ามาตรฐานชายชาวโลก แต่เรื่องที่จะมาเล่ากันให้ฟังนี้ ขอบอกว่าเป็นความเดือดร้อนของชายไซส์ใหญ่อย่างแท้จริง เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศจีน เตรียมปรับการผลิตใหม่ให้มีหลายขนาดมากขึ้น หลังจากที่นาย David Parirenyatwa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของประเทศซิมบับเว ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ได้พูดออกมาในงานรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อ HIV ที่กรุงฮาราเร ว่าถุงยาง made in China นั้น มีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดน้องชายของชาวแอฟริกัน !? จากการรายงานของ NewZimbabwe.com “ภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้มีอัตราอัตราการติดเชื้อ HIV สูงที่สุด ซึ่งเราก็กำลังรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ บรรดาเยาวชนก็รู้จักการใช้ถุงยาง ทว่าเราไม่ได้ผลิตเอง แต่เรานำเข้าถุงยางจากจีน และก็มีบางคนบ่นว่าถุงยางที่นำเข้ามามีขนาดเล็กเกินไป” นอกจากนี้นาย David Parirenyatwa ยังให้ความเห็นอีกว่า ชาวซิมบับเวควรพิจารณาผลิตถุงยางเอง ให้เหมาะกับขนาดเจ้าโลกของหนุ่ม ๆ ในประเทศ แทนที่การนำเข้าจากประเทศอื่น แต่เรื่องนี้ก็ความเห็นระดับองคชาตินี้ไม่ได้ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีนนิ่งนอนใจ โดยนาย Zhao Chuan ประธานบริหาร หรือ CEO ของ Beijing Daxiang และ His Friends
บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันแบบเมามันอยู่เสมอว่าตกลงมันปลอดภัยหรือไม่อย่างไร ความปลอดภัยในที่นี้นอกจากจะหมายถึงความปลอดภัยต่อร่างกายแล้ว ยังหมายถึงความปลอดภัยของตัวผลิตภัณฑ์เองด้วย เพราะสายการบินของสหรัฐอเมริกาออกกฎห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าโหลดใต้เครื่องแล้ว ซึ่งระหว่างการหารือเรื่องข้อกฎหมายนี้สมาชิกสภาของรัฐแคลิฟอร์เนียเลยหยิบบุหรี่ไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมาดูดกลางที่ประชุมแม่งเลย! เรื่องชวนหัวแบบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไรยังไง UNLOCKMEN จะมาเล่าให้ฟัง หลังจากสายการบินของสหรัฐอเมริกาไม่อนุญาตให้นำบุหรี่ไฟฟ้า หรือแม้แต่แบตเตอรี่โหลดลงใต้เครื่อง (แน่นอนว่าเป็นเหตุผลเรื่องความปลอดภัยเช่นเดียวกับที่ไม่ให้นำ Power Bank โหลดใต้เครื่อง) แต่ยังคงนำใส่กระเป๋า Carry On ได้ แต่ไม่สามารถใช้งานและชาร์จบนเครื่องบินได้ ทั้งหมดนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงความปลอดภัยของสุขภาพผู้โดยสารส่วนรวมอีกด้วย แล้วไอ้ที่ห้ามเนี่ย หมายความรวมถึงทุกสายการบินของสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะบินในประเทศ หรือบินนอกประเทศก็ตาม งานนี้ใครจะยอมก็ยอมไป แต่ Duncan Hunter สมาชิกสภาของ Republican ไม่ยอม! เขาหยิบบุหรี่ไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมาดูด ระหว่างการประชุมของกระทรวงคมนาคม ที่กำลังถกกันเรื่องวุ่นวายของบุหรี่ไฟฟ้ากับเครื่องบิน ไม่ใช่ว่าทำเพราะโชว์เก๋าอะไรแค่นั้น แต่เขาทำเพื่อพิสูจน์ว่ามันไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง เขากล่าวในที่ประชุมว่า “นี่คือบุหรี่ไฟฟ้า” แล้วก็พ่นไอออกมาแบบไม่แคร์ใครทั้งนั้น “มันไม่ติดไฟ ไม่มีสารก่อมะเร็ง” ดูดเสร็จให้งงกันทั้งสภาแล้วก็เก็บเข้ากระเป๋าไป เขายังพูดถึงต่ออีกว่ามันช่วยให้เขาเลิกบุหรี่จริงได้ และต่อไปในอนาคต เราอาจสามารถใช้ยาอย่าง Ibuprofen กับเจ้าเครื่องนี่ก็ได้ สาเหตุที่เขาสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าแบบสุดซอยขนาดนี้ เป็นเพราะเขาเองก็สูบมันในชีวิตประจำวันและยังเขียนลงบน The Hill ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า “ใช่ ผมสูบบุหรี่ไฟฟ้า ก็รู้นะว่ามันไม่เท่แบบบุหรี่จริง เหตุผลที่ผมดูดบุหรี่ไฟฟ้าก็ง่าย ๆ แหละ
สุดสัปดาห์กำลังเรียกหาเราอีกครั้งแล้ว ช่วงเวลาที่หลายคนรอคอยจะได้ดื่มและพักผ่อนไปกับเพื่อนฝูง หลังจากกรำงานหนักมาตลอดทั้งอาทิตย์ แต่เคยเป็นกันไหมหลังจากได้นั่งจิบเพียงนิดเดียวกลับรู้สึกเมาจนต้องขอตัวกลับบ้านก่อนทั้งที่ความสนุกของค่ำคืนยังเหลืออีกยาวไกล แต่เพราะความไม่พร้อมของร่างกายทำให้ไปต่อไม่ไหว วันนี้ UNLOCKMEN จึงมี 8 เคล็ดลับการเตรียมตัวเองก่อนไปดื่มเพื่อจะช่วยให้คุณกลายเป็นผู้แข็งแกร่งในปาร์ตี้และอยู่ลากยาวความสนุกกับเพื่อนได้โดยไม่ต้องหนีกลับก่อนอีกต่อไป 1. ดื่มน้ำระหว่างวันเยอะ ๆ อาหารชนิดแรกที่จะช่วยเสริมสร้างความอดทนต่อดีกรีแอลกอฮอล์ให้กับร่างกายแถมยังฟรีไม่ต้องเสียตัง คือ H2O เพราะร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงเป็นเหมือนการเสริมประสิทธิภาพของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม การเสียน้ำในร่างกายแม้เป็นจำนวนเล็กน้อย ก็สามารถทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน รวมไปถึงสร้างความเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจของเราได้ ดังนั้นควรดื่มน้ำประมาน 8- 10 แก้วต่อวัน แต่ถ้าออกกำลังกายหรืออยู่ในอากาศร้อนบ่อย ๆ ควรเพิ่มตามความเหมาะสม หากรู้ว่าคืนนี้จะออกไปดื่มก็หมั่นดื่มน้ำระวังวันรอไว้เยอะ ๆ จะช่วยให้คุณอยู่ยาวในได้ในค่ำคืนแห่งความสนุกได้ 2. นอนให้พอ แล้วคอจะแข็ง มีผลศึกษาที่แสดงว่า หากพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้ประสิทธิภาพการขับรถแม้ในตอนที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดเหมือนกับการขับขี่ของคนปกติ แต่เราไม่ได้บอกให้คุณดื่มแล้วไปขับ ทว่าการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้สติสตังของเราทำงานได้ดีกว่าปกติ ถ้ารู้ว่าคืนพรุ่งนี้จะต้องเจอปาร์ตี้หนัก ๆ ควรพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ถ้าหากออกกำลัง ก็เพิ่มไปอีกสักหน่อย แล้วก็อย่าลืมหากคิดจะดื่มหนักโปรดเรียกแท็กซี่กลับเพื่อความปลอดภัยต่อตัวท่านเองและคนรอบข้าง 3. ออกกำลังเบา ๆ 20 นาทีต่อวันเพียงเท่านั้นคือคอร์สออกกำลังเพื่อพยุงสติในการดื่ม ในเวลาเพียงเท่านี้แม้จะไม่ได้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมันก็ตาม
อย่าหาว่าทะลึ่งเลยนะ แต่ผู้ชายอย่างเราทุกคนล้วนมีถุงอัณฑะเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเรียกง่าย ๆ ภาษาปากก็คือเจ้าถุงหุ้มไข่หรือหนังไข่นั่นเอง เรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นตกใจเลย (เอาเป็นว่าอนุญาตให้ก้มลงมองถุงไข่ตัวเองได้หนึ่งรอบถ้วน เป็นไงกันบ้าง?) หนังไข่ก็คือหนังไข่ใช่ไหมล่ะ มันก็มีรอยยับย่นยู่ยี่ตามธรมชาติของมันไป แต่ปัญหามันเกิดขึ้นที่มนุษย์ดันไม่พอใจความยับยู่ยี่ของหนังไข่ตัวเองจนเกิดนวัตกรรม “Scrotox” หรือการทำหนังอวัยวะส่วนนั้นให้เรียบตึงขึ้น! “Scrotox” เป็นคำศัพท์ที่เกิดจากการประกอบกันของคำสองคำนั่นก็คือ Scrotum ที่แปลว่าถุงอัณฑะ กับ Botox หรือโบทอกซ์ที่สาว ๆ เขาฉีดให้ใบหน้าเรียบตึงนั่นแหละ ดังนั้น “Scrotox” จึงเป็นการฉีดโบทอกซ์ไปที่ถุงอัณฑะหรือหนังไข่น้อย ๆ ของพวกเรานั่นเอง (แค่คิดก็สยองมากกว่าจะคิดถึงเหตุผลเรื่องความสวยงามแล้ว) คำถามก็คือ เฮ้ย!? แล้วกูจะฉีดโบทอกซ์ให้หนังไข่ตัวเองไปทำไม? คำตอบก็ไม่ต่างจากสาว ๆ ที่เธอฉีดให้หน้าเรียบตึงแบบไหน เราก็ต้องการฉีดโบทอกซ์ให้หนังไข่เราเรียบตึงดูอ่อนกว่าวัยแบบนั้นเลยทีเดียว (โลกมันชักจะบ้าบอขึ้นไปทุกวัน) กระบวนการก็คือโบทอกซ์ที่ฉีดเข้าไปในหนังไข่จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวไม่เคลื่อนไหว จนปราศจากรอบยับยู่ยี่ไม่พึงปรารถนา ดังนั้นหลังจากฉีดเข้าไปหนังไข่เราก็จะดูสดใสเรียบตึงสมใจอยาก อ้อ แต่อย่าคิดว่ายอมเจ็บตัวครั้งเดียวแล้วจะหายเหี่ยวไปได้ตลอดชีวิตกันล่ะ โบทอกซ์จะช่วยให้เราเรียบตึงอยู่ได้แค่ 4-8 เดือนเท่านั้น Dr. John Mesa ศัลยแพทย์จากนิวยอร์กเปิดเผยว่าเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาเขาทำ “Scrotox” ให้ผู้ชายไปแล้ว 15 ราย (UNLOCKMEN
ถ้าพูดถึงการฉี่ ไม่ว่ายังไงผู้ชายอย่างเราก็จินตนาการออกได้อย่างเดียวว่าต้องเป็นการ “ยืนฉี่” เท่านั้น จะให้นั่งฉี่เหมือนสาว ๆ ให้ตายยังไงเราก็นึกภาพไม่ออก แถมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกูต้องนั่งฉี่ด้วยล่ะวะ? พ่อแม่ก็สอนให้ยืนฉี่มาตั้งแต่เด็ก ๆ วันนี้ UNLOCKMEN อยากมาเล่าให้ฟังว่า เฮ้ย ผู้ชายก็นั่งฉี่ได้ว่ะเพื่อน แถมมันเป็นเทรนด์ที่กำลังมาในหลาย ๆ ประเทศมาก ๆ (What The F***!) แม้ในไทยจะยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้กันมากนัก แถมใครที่เข้าห้องน้ำชายแล้วต้องเดินเข้าห้องส้วมเพื่อไปฉี่แทนที่จะยืนก็มักจะถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ หรือถูกยัดเยียด ตีตราให้ว่าผู้ชายคนนั้นไม่แมนหรือเปล่า? การนั่งฉี่สำหรับผู้ชายไทยจึงเป็นอะไรที่โคตรใหม่และแทบจะไม่มีใครพูดถึง แต่ถ้าบินลัดฟ้าไปไกลถึงเยอรมนี (และประเทศอื่น ๆ ) ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาวัฒนธรรมการนั่งฉี่เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2004 ที่บริษัทในเยอรมันหลายแห่งได้ทำคลิปวีดีโอสั้น ๆ รณรงค์ให้ผู้ชายหันมานั่งฉี่กันมากขึ้นด้วยเหตุผลด้านความสะอาด (และอีกหลาย ๆ เหตุผล) ถัดมาในปี 2006 โรงเรียนประถมในประเทศนอร์เวย์ก็เริ่มบอกให้พ่อแม่เด็ก ๆ ฝึกลูกของตัวเองให้นั่งฉี่อย่างมีอารยธรรม จากนั้นวัฒนธรรมการนั่งฉี่ก็แพร่หลายไปอีกทั่วประเทศแถบ ๆ นอร์เวย์ แถมยังมีการเคลื่อนไหวให้นั่งฉี่ในแบบคล้าย ๆ กันที่ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ด้วย โดยรายงานพบว่าปรากฏการณ์การนั่งฉี่เริ่มปรากฏชัดเจนที่สุดในช่วงปี 2012 เมื่อพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในสวีเดนพยายามกำหนดให้สมาชิกสภาเมืองเพศชายนั่งฉี่แทนที่จะยืน
หมู่นี้หายใจไปขยับนิ้วปัดจอแทบตลอดเวลา สังเกตตัวเองอีกทีตั้งแต่ตื่นลืมตา อาบน้ำ กินข้าว เข้าห้องน้ำ ทำงาน เราก็พกมือถือไปด้วยตลอด กระทั่งตอนนอนยังยอมรับตรง ๆ ว่าปิดไฟทั่วห้องแล้วแต่ตาก็ยังมองมือถือจนฟ้าสว่างก็เคย “เรากำลังติดโซเชียลหรือเปล่า ?” ไลฟ์สไตล์มันบังคับให้ติดว่ะ…แล้วมันก็ไม่ได้เสียหายสักหน่อย ถ้ากำลังคิดอย่างนั้น เราอยาก challenge ให้ชาว UNLOCKMEN วางมือถือลง ไม่เปิดคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปสักพัก ตอนนี้แหละที่จะเริ่มเกิดอาการลงแดง ร้อนรนไปพร้อมกับการรู้จักคำว่า “มีเวลาเหลือ ๆ” ทันที มากพอจะทำอะไรที่เราไม่เคยทำ ออกกำลังกาย เที่ยว สังสรรค์กับเพื่อน นอนหลับ ให้มันสุดใน 24 ชม. ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้มันจะทำให้ชีวิตดีขึ้นและเรียลกว่าที่เคย สำหรับคนที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าไอ้ที่ทำกันอยู่ตรงนี้มันไม่เรียลตรงไหน ลองดู “I forgot my phone” ไวรัลคลิปยอดวิว 51 ล้านวิว ชิ้นนี้ก่อนได้ สร้างมาตั้งแต่ 2013 แต่ตอนนี้ยังใช้ได้อยู่เลย แต่ถ้าให้หักดิบเลยก็ออกจะยากไปหน่อย UNLOCKMEN ขอแนะวิธีกระชากวิญญาณจากหน้าจอได้แบบไม่ฟูมฟายด้านล่าง พร้อมแล้วไปลุยกันเลย เปลี่ยนกรอบให้ตอบโจทย์ “เรื่องบันเทิงมันอยู่ในโซเชียล ถ้าพี่ไม่ให้ผมเข้าไปดูในนั้นผมจะไปสนุกที่ไหนได้
“โตไปไม่โกง” อาจเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ที่สังคมตามหา แต่พวกเราชาว UNLOCKMEN ล่ะ ? เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าโตไปอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ อยากเป็นอะไร หรืองานที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ใช่ความฝันของเราแล้วหรือยัง ? ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับการเป็นตัวเอง เราอยากให้ทุกคนที่อาจกำลังสับสนได้มีโอกาสใช้ชีวิตแบบ YOLO ในสิ่งที่ตัวเองต้องการกับเขาสักครั้ง จากการเริ่มต้นถามตัวเองตาม 6 วิธีนี้ 1. ปลุกความขี้อิจฉาในตัว อ่านแล้วอย่างเพิ่งร้องว่าไร้สาระ บางครั้งผู้ชายอย่างเรามองว่าความขี้อิจฉามันเป็นเรื่องหยุมหยิม ดูไม่แมนและเป็น loser เลยพยายามมองข้าม แต่มันอาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลให้นั่งแน่นิ่งหาคำตอบของความชอบไม่เจอ เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ อย่างตอนนี้ ทดลองใช้สัญชาติญาณดิบด้านมืดมาค้นหาตัวตนกันบ้าง ตัวอย่างคำถามกระตุ้นความทรงจำ : “เฮ้ย! แม่งกูอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง ทำไมโชคดีจังวะ ?” “ทำบุญด้วยอะไรวะ แฟนมันโคตรสวยเลย” ถ้าปลายทางคำตอบคือดารานักแสดงรวย ๆ เป็นทนาย เป็นทหาร เป็นนักการเมือง หรืออาชีพอะไรก็ตามที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเราไม่มีวันจะอยากเป็นแบบนั้น ขุดมันให้ลึกลงไปอีกหน่อยเพราะคำตอบบางทีมันก็ไม่ได้อยู่แค่ผิว ๆ แต่อาจต่อยอดไปเจอต้นตออย่างอื่น เช่น อิจฉาช่วงเวลาทำงานยืดหยุ่นของมัน อิจฉาที่ได้ใกล้ชิดสาว ๆ ตลอด อิจฉาที่มันได้ไปเที่ยวตลอด
หากเราพูดชื่อของ Edison Chen หลายคนอาจจะงง ๆ ว่าเขาเป็นใคร แต่ถ้าเราบอกว่า Edison Chen หรือที่รู้จักกันในชื่อ เฉินกวนซี อดีตดาราฮ่องกงชื่อดัง ซึ่งเคยมีข่าวฉาวระดับทวีปกับคลิปหลุดกับดาราสาว ๆ มากหน้าหลายตา เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนจนทำให้ต้องลาออกจากวงการหนีปัญหาย้ายไปต่างประเทศ เชื่อว่าทุกคนคงจะร้องอ๋อในทันที แต่ชาว UNLOCKMEN คงจะสงสัยว่าทำไมเราถึงหยิบเรื่องของ Edison Chen หรือ เฉินกวนซี ขึ้นมาพูดถึง สืบเนื่องมาจากเราเกิดไปสนใจความสามารถอีกด้านของ Edison นั่นก็คือแฟชั่นเซ้นต์และการบริหารธุรกิจแฟชั่นจนผลักดันสตรีทแฟชั่นในเอเชียให้โด่งดังไปทั่วโลก จนทำให้เราอยากจะมาเล่าเรื่องของเขาในวันนี้ สมัยก่อนในยุคที่ยังไม่ค่อยมีอินเตอร์เน็ตเราก็ไม่ค่อยจะรู้จักหรอกว่า Edison Chen เป็นคนที่มีสไตล์การแต่งตัวยอดเยี่ยม เพราะเห็นหน้าเขาทีไรก็จะเป็นในมาดนักแสดงหนุ่มหน้ามนที่โดนจับคอสตูมเป็นที่เรียบร้อย แต่ในประเทศฮ่องกงและจีน เขาถือเป็นแฟชั่นไอคอนระดับทวีปชนิดที่อาตี๋ทุกคนพยายามจะลอกเลียนแบบ (คล้ายกับ G-Dragon ในปัจจุบัน) อาจเพราะพื้นเพเดิมของเขาเติบโตมาในครอบครัวระดับมหาเศรษฐีแถมยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตที่ แวนคูเวอร์ ประเทศ แคนนาดา จึงไม่แปลกที่เขาจะได้อิทธิพลการแต่งตัวในสไตล์ตะวันตกมาอย่างเต็ม ๆ ทว่าในตอนวัยรุ่นเขาเลือกจะทุ่มเทกับงานแสดงอย่างเต็มที่ ก่อนจะต้องอัปเปหิตัวเองเพราะรูปหลุดสะท้านวงการไปอย่างน่าเสียดาย ก่อตั้งร้าน JUICE หลังจากเริ่มมีชื่อในด้านผลงานแสดง เขาและเพื่อนชื่อว่า Kevin Poon ซึ่งมีความชอบและไลฟ์สไตล์คล้าย
ตั้งแต่ “ไกลแค่ไหนคือใกล้” จนมาถึง “คนไม่จำเป็น” นับเป็นการสร้างปรากฎการณ์ GETSUNOVA FEVER ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องได้ยินเพลงของพวกเขาอยู่เสมอ จากวันนั้นถึงวันนี้เพลงฮิตของพวกเขาทั้ง 4 คนในชื่อ “GETSUNOVA” ได้ไปแตะหลักร้อยล้านวิวเรียบร้อย ซึ่งนั่นอาจทำให้คนฟังส่วนใหญ่ติดภาพจำที่ว่า “GETSUNOVA” จะมีแต่เพลงรัก เพลงซึ้ง แต่การกลับมาของเขาครั้งนี้จะทำให้เราลืมภาพเดิม ๆ ของพวกเขาไปเลยกับเพลงใหม่ที่ชื่อว่า “รู้ดีว่าไม่ดี” ที่ได้แร็ปเปอร์กำลังมาแรงในขณะนี้อย่าง YOUNGOHM มา Featuring กับเพลงสไตล์ใหม่ของวง ที่แปลกตากันตั้งแต่รูปโปสเตอร์ไปจนถึง MV เอง วันนี้ UNLOCKMEN จะพามาพูดคุยถึงการ UNLOCK สไตล์ใหม่กับหนุ่ม ๆ “GETSUNOVA” กัน ก่อนหน้านี้ไปทำอะไรกันมาบ้าง? เล่าถึงการกลับมาของตัวเองครั้งนี้หน่อย ? นต : จริงๆมันผ่านช่วงที่เราปล่อยเพลงมาสักระยะหนึ่ง เราเองก็ปล่อยเพลงล่าสุดชื่อว่า “พัง” ไปประมาณปีที่แล้ว หลังจากนั้นเราเองก็อยากทำอะไรที่ตื่นเต้นมากขึ้น ตอนเราปล่อยเพลง “พัง” ไปเรารู้สึกว่ามัน Success แล้วก็มีคนฟังเยอะ แต่ว่ามันยังเป็นเพลงเก็ตสึโนว่าที่ทุกคนเดาออก มันก็คือเพลงช้า เพลงเพราะ เพลงซึ้ง ทุกคนเดาได้หมดเลย เราเลยรู้สึกว่ามันขาดอะไรบางอย่างที่มันยังไม่สนุกเท่าไหร่


