เกิดเป็นคนหน้าตาดี โอกาสหลาย ๆ อย่างก็วิ่งเข้ามาหา ไหนจะดึงดูดงาน ดึงดูดสาว ดึงดูดอะไรต่อมิอะไรดี ๆ จนชวนให้คนรอบข้างหมั่นไส้ไปหมด แต่ใครจะรู้ว่าหน้าตาดีก็มีกรรม เพราะกับเรื่องความสัมพันธ์แม้ว่าพวกเขาหรือเธอจะได้ควงคนไม่ซ้ำหน้า แต่มันมีแนวโน้มว่าจะคบกับใครไม่ได้นาน! UNLOCKMEN ไม่ได้คิดเองลอย ๆ แต่มีงานวิจัยมายืนยันให้เราอ่านกันชัด ๆ งานวิจัยชิ้นที่ว่านี้มีชื่อว่า Attractiveness and relationship longevity: Beauty is not what it is cracked up to be ซึ่งนำทีมโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. Christine Ma-Kellams นักจิตวิทยาสังคม ซึ่งต้องการทำความเข้าใจว่าการมีหน้าตาดีของคนเรามันสัมพันธ์กับอัตราการหย่าร้าง หรือการมีความสัมพันธ์ที่สั้นกว่าคนอื่น ๆ จริงหรือ การทดลองแรกเริ่มต้นจากการให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเปิดดูหนังสือรุ่นของนักเรียนมัธยมปลายช่วงยุค 70 และ 80 แล้วให้คะแนนว่าใครมีหน้าตาดึงดูดความสนใจ จากนั้นก็ตรวจสอบดูว่าเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในรูปเหล่านั้นตอนนี้เติบโตไปแล้วมีสถานะอย่างไรกันบ้าง ผลก็คือคนที่ถูกให้คะแนนว่าท็อปฟอร์ม หน้าตาดี ดึงดูดใจเสียเหลือเกินมีค่าเฉลี่ยในการแต่งงานแล้วหย่าร้างมากกว่าคนที่ถูกมองว่าหน้าตาธรรมดา ๆ ไม่ได้ดึงดูดอะไร ยังไม่จบเพียงแค่นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์
“ความขี้เกียจ” เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัว เพียงแต่ละคนจะมีมากหรือมีน้อยเท่านั้น หลายคนมักมองว่า “ความขี้เกียจ” เป็นสิ่งเลวร้ายที่จะนำพาชีวิตดำดิ่งและมีแต่จะก้าวถอยหลัง แต่จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ถ้าเรากำลังจะบอกว่า “ความขี้เกียจ” ของคน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเรานั้นมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จ! คุณเคยรู้มาก่อนหรือไม่ว่า จริง ๆ แล้ว คนที่มีนิสัยขี้เกียจมากมายหลายคน กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น Charles Darwin ที่ว่ากันว่า เขาเป็นคนขี้เกียจยิ่งกว่าตัวสล็อตซะอีก ขี้เกียจขนาดไหนรู้ไหม? ขี้เกียจจนคุณครูและพ่อแม่ของเขา รู้สึกทุกข์ทรมาน และต้องคอยเคี่ยวเข็ญเขาอย่างหนัก เพื่อที่จะให้เขาไปโรงเรียนในวัยเด็ก บ่อยครั้งที่เขาหลับในชั่วโมงเรียน และไม่เคยทำการบ้านมาส่ง ถึงแม้ว่าเขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักเขียน แต่ผลงานแต่ละชิ้น ก็ใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะเสร็จได้ ตัวอย่างก็ของคนขี้เกียจผู้โด่งดังก็ คือ Winston Churchill เค้าเป็นคนที่มีคะแนนตอนสมัยเรียน แย่สุด ๆ ตั้งแต่อนุบาล จนกระทั้งจบมัธยมปลาย เขาไม่สามารถเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ เค้าไม่ชอบเล่นกีฬา ไม่ชอบทำกิจกรรม แต่สิ่งที่เขาชอบคือ การนั่งเฉย ๆ อยู่บนเก้าอี้โยกเท่านั้น สุดท้าย เขากลายเป็นนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว หน้าที่หลักของเขาก็คือ การนั่งอยู่บนเก้าอี้แบบที่เขาชอบ นอกจากนี้
สวัสดีสหายสายเขียวทุกท่าน ก่อนอื่นเราคงต้องขอกล่าวคำว่า เสียใจด้วย ที่พืชเฮฮา หรือ Marijuana ยังคงเป็นวัตถุผิดกฏหมายในบ้านเรา แตกต่างจากหลาย ๆ ประเทศที่ทำการปลดล็อค ให้ Marijuana กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย สามารถซื้อขายได้เป็นที่เรียบร้อย แม้หน่วยงานปปส.ของอเมริกา กำลังจริงจังกับการหาประโยชน์ที่มีอยู่ในตัวพืชเฮฮานี้ เพื่อที่อาจนำมาใช้งานเชิงอื่น ๆ ได้ในอนาคต และ ปปส. เองก็เห็นด้วย กับการละเว้นข้อบังคับเพื่อให้ปลูกมันเพื่อใช้ในการวิจัยได้ โดยให้นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัย ปลูกมันไว้เพื่อการทดลอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ University of Mississippi คือ หน่วยงานเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกเพื่อการค้นคว้าวิจัย อย่างที่เรารู้กันว่า ตอนนี้ได้มีการละเว้นทางกฎหมายให้ ซื้อ-ขาย และ สูบ Marijuana ได้อย่างเสรีกันแล้ว ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น โคโลราโด วอชิงตัน และผู้ถือบัตรอนุญาตในดูดปุ๊นได้ถูกกฎหมาย ในรัฐแคลิฟอร์เนีย หลายคนจึงเริ่มสงสัยว่า ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งผิดกฏหมายมาอย่างยาวนาน ทำไมอยู่ ๆ ถึงยอมยกเลิกมันกันแน่? หรือจริง ๆ แล้ว มันมีผลดีมากกว่าผลเสีย?
ทุกวันนี้ใครที่อยู่ในแวดวงของสื่อ, การเขียน – อ่านบทความ หรือพวกเว็บไซต์ขายของออนไลน์ต่าง ๆ อาจคุ้นหูกับ WordPress กันมาบ้างแล้ว โดย WordPress เป็นระบบ CMS ขนาดใหญ่ที่เป็นตัวสร้างเว็บไซต์ได้หลากหลายรูปแบบ ปรับเปลี่ยนได้เหมาะสมตามแต่การใช้งาน และยังเป็น CMS ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งเจ้าของผู้พัฒนา WordPress คือ Automattic บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกล่าสุดมีข่าวออกสื่อ เป็นเรื่องของตัวบริษัทที่มีข่าวขายตึกสำนักงานในซานฟรานซิสโกทิ้ง เราก็นึกว่าบริษัทนี้จะเจ๊ง แต่ที่ไหนได้เป็นเพราะมันแทบจะไม่มีพนักงานเข้ามานั่งทำงานในออฟฟิศเลยต่างหาก โดยสำนักงาน Automattic ได้ประกาศขายทอดตลาดผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ Matt Mullenweg ซีอีโอของ Automattic ก็เคยพูดไว้แล้วว่า เขากำลังประสบปัญหาเรื่องการที่พนักงานไม่เข้ามาในทำงานในพื้นที่ออฟฟิศ!! ฟังแล้วดูน่าตกใจใช่ไหมครับ เพราะว่ามันช่างสวนทางกับยุคปัจจุบันที่บริษัทที่มักจะมีการเติบโต จะต้องขยับขยายพื้นที่ออฟฟิศเพื่อรองรับกับปริมาณและการใช้งานของพนักงานที่เพิ่มขึ้นมากขึ้น โดย Matt ก็ได้พูดถึงเกี่ยวกับออฟฟิศแห่งนี้ไว้เหมือนกันว่า เขาทำออฟฟิศนี้เมื่อ 6-7 ปีก่อน ทุกอย่างล้วนตกแต่งใหม่ สวยงาม น่าใช้ คิดวิเคราะห์มาแล้วอย่างดี มีโต๊ะทำงาน มีมุมพักผ่อนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด และพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางถึง 15,000 ตารางฟุตกันเลย
หากบอกว่าเพลงร็อคคือแนวดนตรีแห่งมวลมนุษยชาติในช่วงที่ผ่านมา อีกหนึ่งแนวดนตรีที่คืบคลานเข้ามาเป็นบทเพลงแห่งจักรวาลที่เกาะกินทุกคนคงจะหนีไม่พ้นดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์มิวสิค หรือที่เรียกกันบ้าน ๆ ว่า EDM หากคุณไม่เชื่อในคำกล่าวอ้างนี้ของเรา ขอให้ย้อนกลับไปดูชาร์ตเพลงไม่ว่าจะเป็น Billboard , MTV หรือแม้กระทั่งวิดีโอบน YouTube ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาต่างโดนบทเพลงเต้นรำครอบครองจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับดนตรีแนวอื่น ๆ อีกแล้ว จะว่าใครก็คงไม่ได้เพราะในเรื่องดนตรีมันมีวัฎจักรของตัวมันเอง ตัวอย่างเช่นปี 90s เรามีเพลงร็อคที่ครองใจผู้คน แต่แล้วหลังจากปี 2000 ก็เป็นช่วงเฟื่องฟูของ นู-เมทัล จนกระทั้งมี ฮิปฮอป เข้ามาก่อนที่จะกลายมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์มิวสิคเช่นทุกวันนี้ ซึ่งหลายคนอาจจะเริ่มเบื่อหน่ายเพราะไหนจะดีเจหน้าเก่าที่เคยมีผลงานอยู่แล้ว บวกกับหน้าใหม่ ๆ ที่ผุดขึ้นมาขยันออกเพลงแนวตี้ด ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน จนตอนนี้ตลาดดนตรีมันเริ่มจะเฟ้อแล้ว แต่หากไล่เรียงจากบรรดาศิลปินดีเจจากตลาดอุตสาหกรรมดนตรีทั้งหมด ดูเหมือนจะมีดูโอ้คู่หนึ่งที่โดดเด่น และพยายามก้าวข้ามความเป็นดีเจอย่างสิ้นเชิงนั้นคือ The Chainsmonkers The Chainsmonkers มีสมาชิกประกอบไปด้วย Andrew Taggart และ Alex Pall ทั้งคู่เริ่มต้นรู้จักกันผ่านทางเว็บไซต์แชทออนไลน์เว็ปไซต์หนึ่ง ซึ่งตอนนั้น Alex Pall เริ่มที่จะเป็นดีเจเปิดเพลงบ้างแล้ว และอยู่ภายใต้สังกัดของ
six pack คือมัดกล้ามเนื้อที่ผู้ชายหลายคนปรารถนาที่จะมีมันเหลือเกิน แต่อยู่เฉย ๆ แล้วปล่อยให้มันลอยมาเองคงจะไม่ได้ เราต้องมีการขยับร่างกาย บวกดูแลโภชนาการเสียหน่อย เพราะในโลกไม่มีอะไรแลกมาง่ายดาย ด้วยเหตุนึ้เพื่อเป็นการทำฝันของหนุ่ม UNLOCKMEN ให้เป็นจริง ทีมงานจะได้นำท่าออกกำลังกายสำหรับหน้าท้องที่ใช้เวลาไม่นานเพียง 10 นาที และให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ที่แม้แต่เทรนเนอร์จาก Men Health ยังยืนยันว่าหากให้ทำติดต่อกัน 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์รับรองกล้ามท้องมาแน่ The Overhead Crunch ทำไมต้องท่านี้ : การที่เราทำท่านี้แทนการ Crunch ปกติก็เพราะเมื่อเวลาเรากางแขนเหยียดตรงแล้วยกตัวขึ้น กล้ามท้องส่วนบนของเราจะทำงานหนักกว่าท่าธรรมทั่วไป เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นกว่าปกติ 12 rep 3 set The Reverse crunch ทำไมต้องท่านี้ : การทำ reverese crunch โดยการยกขาทั้งสองขาตั้งฉากกับพื้นจากนั้นค่อย ๆ วางลง จะเป็นการเน้นย้ำถึงบริเวณกล้ามท้องล่างซึ่งเป็นส่วนที่ไขมันสลายออกได้ยากที่สุดในร่างกายของเรา ดังนั้นเราจึงต้องเพิ่มความเข้มข้นกับส่วนนี้ให้มากเป็นพิเศษ 12 rep 3 set Janda sit-up
แม้จะมั่นใจศักยภาพความสามารถในการหาเงินของตัวเองสักแค่ไหน แต่เรื่องไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เช่นรายจ่ายเหนือความคาดหมาย จู่ ๆ ก็พบว่า แบตเตอรี่รถเสื่อม ยางแตก โทรศัพท์มือถือหาย เพื่อนฝูงพร้อมใจกันส่งซองเงินแต่งงานมากันรัว ๆ หรืออารมณ์อยากซื้อของเจ๋ง ๆ ตอบสนองความอยาก เสริมบารมี รวมถึงกรณีชวนเสียตังค์อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ดาหน้าเข้ามากระหน่ำซ้ำเติมพร้อมกันในเดือนเดียว แม้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราอาจไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน แต่มันล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ยากจะปฏิเสธ ทางออกที่ดีที่สุดคือหาทางรับมือ พาตัวเองให้อยู่รอดไปถึงวันเงินเดือนออก เพื่อกลับมามีวิถีชีวิตอย่างคนปกติในเดือนถัดไปให้ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลัง แค่เตรียมตัวเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย รับรองว่าเดือนช็อต ๆ ที่ดูน่ากังวล อาจจะผ่านไปได้ไม่ยากอย่างที่คิด TRY UNDERSTATED WARDROBE ถือเป็นข้อได้เปรียบของผู้ชายเรา ที่ดูดีได้ด้วยเครื่องแต่งกายที่ไม่ยุ่งยาก เราเรียกสไตล์นี้ได้หลากหลายความหมาย ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มเซอร์ เป็นผู้ชาย Minimalist หรือแม้แต่เป็นแนว Understated ที่คุมโทนสีนิ่งเท่ ไม่ฉูดฉาดแบบ ดำ เทา ขาว กรมท่า เหมาะกับเดือนที่ขาดสภาพคล่องมาก ซึ่งคงไม่ดีแน่หากจะต้องเสียเงินไปกับการช็อปปิ้งเสื้อผ้าวิ่งตาม Collection ใหม่
เกมไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาทุกอย่างบนโลกอย่างที่ผู้ใหญ่ในสังคมคอยกล่าวโทษเสมอไป มีงานวิจัยจำนวนมากที่ออกมาบอกว่าการเล่นเกมมีประโยชน์หลายอย่างกว่าที่คิด ทั้งช่วยพัฒนาสมอง ช่วยให้จัดการงานหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน แต่ทุกอย่างก็ล้วนมีข้อดีและข้อเสีย ผู้ชายสายเกมจะว่ายังไงถ้ามีงานวิจัยที่ออกมาบอกว่าเกมเมอร์นี่แหละที่ไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศ! ก่อนจะโวยวาย เรามาลองอ่านกันหน่อยว่างานวิจัยที่ว่านี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร งานวิจัยชิ้นที่ว่านี้ถูกเผยแพร่ใน Journal of Sexual Medicine โดยนักวิจัยศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเล่นวีดีโอเกมกับสุขภาพทางเพศของผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ผลปรากฏว่าผู้ที่เล่นวีดีโอเกมมีปัญหาการหลั่งเร็วน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้เล่นวีดีโอเกม (อ้าว ก็ดีแล้วนี่!) แต่ผลการวิจัยมันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะผลการศึกษายังออกมาต่อว่า ‘เกมเมอร์มีความต้องการทางเพศต่ำ’ (อ้าว พูดแบบนี้ก็มีเคืองกันบ้างแหละ) เหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ผลออกมาเป็นแบบนั้นเป็นเพราะว่าการเล่นเกมบางเกมเราก็ต้องอาศัยความตั้งใจ จนอาจก่อให้เกิดความเครียด และความเครียดนี้เองที่สามารถนำไปสู่ภาวะ hyperprolactinemia หรือ ภาวะที่พบความผิดปกติของระดับโปรแลคตินในเลือดซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดความต้องการทางเพศไป ไม่เพียงเท่านั้นนัก นักวิจัยยังบอกอีกว่าการเล่นเกมมันทำให้คนเล่นมีความสุข ระหว่างเล่นจึงมีการหลั่ง dopamine หรือฮอร์โมนแห่งความพึงพอใจออกมา ซึ่ง dopamine ที่ว่าก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเสมือนถึงจุดสุดยอดตอนที่เราร่วมรัก ดังนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่คนเล่นเกมมาก ๆ ฟินกับเกมมาก ๆ แล้วก็จะรู้สึกถูกกระตุ้นจากความตื่นเต้นทางเพศได้น้อยลง รวมทั้งนี่อาจเป็นเหตุผลของผลการวิจัยที่บอกไว้ในตอนต้นว่าผู้ชายที่เล่นเกมประสบปัญหาการหลั่งเร็วน้อยมาก เพราะมีโอกาสเผชิญกับความรู้สึกตื่นเต้น ซาบซ่านระหว่างเล่นเกมที่เหมือนกับการร่วมรักกับสาว ๆ จนมีความอดทนแข็งแกร่งในการอดทนไม่ให้หลั่งเร็วไปในตัว อย่างไรก็ตามนักวิจัยเขาก็บอกว่ามันไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับทุกคนขนาดนั้น ควรต้องรองานวิจัยอื่น ๆ มาร่วมสนับสนุนอีก แต่เขาก็คิดว่ามันไม่ต่างจากการออกกำลังกายหรอก
บางครั้งโชคชะตาก็พาให้เราลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว หลายครั้งหลายหนที่การสบตาได้นำพาปัญหามาให้มนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างเราแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เราใช้ชีวิตตามปกติแต่มันดันไปขัดหูขัดตาใครบางคนเข้าโดยเฉพาะกลุ่มคนที่เอะอะก็จะเดินหน้าสาวหมัดเข้ามา แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการใช้สติปัญญาแบบมนุษย์ที่มีอารยะธรรมควรจะปฎิบัติ ซึ่งเราเองก็มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า คนธรรมดาทั่วไปที่รุ่งเช้าออกไปทำงาน พอตกเย็นเลิกงานก็ตรงดิ่งกลับบ้านทุกวัน คงไม่มีใครคิดว่า ตัวเองจะตกเป็นเหยื่อจากการคุกคามทางความรุนแรงอย่างแน่นอน ดังนั้นส่วนใหญ่จึงไม่มีใครพกพาอาวุธยุทโธปกรณ์ติดตัวไปทำงาน หรือพกออกนอกบ้านอยู่ตลอดเวลา พอเกิดเหตุการณ์โดนรุมทำร้ายเลยต้องกลายเป็นกระสอบทรายในการระบายอารมณ์อยู่เป็นประจำ บางคนอ่านแล้วอาจจะคิดว่า นี่กำลังจะบอกให้คนทั่วไปพกพาอาวุธไปไหนมาไหนอย่างนั้นหรือเปล่า? คำตอบก็คือ ไม่ใช่ แต่เราอยากจะบอกคุณว่า จริง ๆ แล้ว ทุกคนสามารถจะเอาตัวรอดและป้องกันตัวจากเหตุการณ์การถูกคุมคามด้วยความรุนแรงได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพกพาอาวุธแต่อย่างใด เพราะ มือ และ เท้า ของเราเองก็ถือเป็นอาวุธร้ายแรงที่ใช้ในการป้องกันตัวได้ในยามฉุกเฉิน เพียงแค่รู้วิธีการ และจุดอ่อนต่าง ๆ บนร่างกาย วันนี้เราจึงได้นำเอาเทคนิคการเอาตัวรอดและป้องกันตัวเองด้วยมือเปล่า ที่มีความอันตรายร้ายแรงถึงขั้นฆ่าใครสักคนให้ตายได้ง่าย ๆ *ดังนั้นโปรดจำไว้ว่าสิ่งต่อไปที่คุณกำลังจะอ่าน มันเป็นเทคนิคในการฆ่าที่ไม่ควรจะนำไปใช้ทดลองเล่นกับใคร นอกจากจะเกิดภัยอันตรายร้ายแรงขึ้น แล้วค่อยนำออกมาใช้ปกป้องตัวเอง TEMPLE การโจมตีที่บริเวณ Temple หรือด้านข้างของศีรษะหลังดวงตา แค่ถ้าให้พูดเป็นภาษาไทยเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ขมับ นั่นเอง ขมับ เป็นจุดที่สำคัญมากที่สุดของร่างกายที่ไม่ควรได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรง เนื่องจากมันเป็นจุดที่เส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ไหลผ่าน คุณลองสังเกตได้จากการจับบริเวณขมับของคุณเองว่า บริเวณนี้จะเป็นมีความบอบบางและนิ่มกว่าจุดอื่น
ร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และน่าสนใจเป็นอย่างมาก ยิ่งได้รู้จักกับร่างกายตัวเองมากเท่าไหร่ เรื่องที่น่าประหลาดใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามยังมีหลายคนที่ไม่ค่อยจะรู้จักกับร่างกายของตัวเราเองแบบจริง ๆ จัง ๆ แถมยังมีความเชื่อผิด ๆ เช่น ทำแบบนี้แล้วจะดีกับร่างกาย กินอาหารแบบนี้แล้วร่างกายจะป่วย ความเชื่อเหล่านี้มักเป็นคำบอกเล่าที่ส่งต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงการเรื่องเล่าจากตำนานหรือเรื่องเล่าในจินตนาที่ถูกแต่งขึ้น เพื่อที่จะช่วยให้การเลี้ยงดูบุตรหลายง่าย ดังนั้นวันนี้เราจึงได้นำเอาความเชื่อผิด ๆ ที่เราทุกคน ควรหยุดเชื่อกันได้แล้วมาฝากชาว UNLOCKMEN กัน 10% Of The Brain คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า สมองของเรานั้นทำงานได้เต็มที่ที่สุดในเวลากลางวันเพราะคนเราต้องใช้สมองในการทำงาน และควบคุมการใช้ชีวิตประจำต่าง ๆ มากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมองของเรานั้นจะทำงานแบบเต็มที่ที่สุดในขณะที่เรากำลังนอนหลับอยู่ต่างหาก You’ll be even smarter in 3 years หลายคนมีความเชื่อที่ว่า Cell สมองของคนเราจะหยุดการเจริญเติบโต เมื่อเรามีอายุมากขึ้น แต่ที่จริงแล้ว Cell สมองของคนเรานั้น มีการซ่อมแซม ผลัดเปลี่ยนและสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทนของเก่าที่สึกหรอไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการพัฒนาของสมองของคนเราจึงไม่มีวันหยุดการเจริญเติบโต หากใครที่คิดว่า โตขึ้นมาไม่จำเป็นต้องหาความรู้เข้าหัว เพราะสมองไม่เปิดรับเหมือนตอนเด็ก ๆ อยู่ล่ะก็ เตรียมเลิกหาข้ออ้างให้ได้เลย
เรื่องของศาสตร์ความเชื่อ และเรื่องเร้นลับต่าง ๆ นั้น ถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยชนิดติดแน่นจนแงะออกจากกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ผีสางนางไม้ นรกสวรรค์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึง การดูดวง ที่เป็นการพยากรณ์สิ่งต่าง ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือเพื่อให้รู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแบบล่วงหน้า ถ้าเจาะไปที่ศาสตร์ของ การดูดวง มันก็ยังถูกแยกออกไปศาสตร์ย่อย ๆ อีกหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น ดูลายมือ ดูวันเดือนปี ดูไพ่ ดูไฝ ดูอะไรก็ได้ที่หมอดูทั้งหมายกล่าวอ้างว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว แต่มีศาสตร์การพยากรณ์อยู่อย่างหนึ่ง ที่ดูแล้วเหมือนจะมีเหตุและผลมากกว่าเพียงแค่การนั่งหลับตาเล่าเรื่องเท่านั้น นั่นก็คือการพยากรณ์นิสัยคนจากดวงดาวประจำราศีเกิด ที่เราบอกว่าศาสตร์การทำนายชนิดนี้ เป็นศาสตร์แห่งพยากรณ์ที่พอจะมีมูลความจริงอยู่มากกว่าศาสตร์การทำนายอื่น ๆ ก็เพราะว่า การทำนายทายทักจากดวงดาวนั้นเป็นการนำเอาข้อมูลในเชิงโหราศาสตร์และวิทยาศาสตร์เข้ามาผสมผสานกันและยังใช้เป็นส่วนหนึ่งในเกณฑ์การวิเคราะห์พยากรณ์อยู่ด้วยเสมอ ไม่ใช่แค่คนปกติทั่วไปอย่างเรา ๆ ที่เชื่อในคำทำนายต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการทำนายนิสัยใจคอของบุคคลจากดาวประจำราศี เมื่อ FBI เปิดเผยสถิติจริงที่เป็นการนำวันเดือนปีเกิดของฆาตกรต่อเนื่องและคนที่อันตรายสุด ๆ แถมยังวิกลจริตผิดมนุษย์มนามาไล่เรียงดูแบบจริง ๆ จัง ๆ ว่าราศีใดกันที่มีแนวโน้มและโอกาสจะกลายเป็นฆาตรโรคจิตอำมหิตสุด ๆ บ้าง ซึ่งผลที่ได้ออกมานั้น ไม่น่าเชื่อว่า มันจะบังเอิญอะไรขนาดนี้ 12. คนส่วนใหญ่มักพูดถึงคนที่เกิดในราศี เมถุน
การได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ก็มีข้อดีมากมาย ทั้งโอกาสในหน้าที่การงาน การเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่สะดวกรวดเร็วทันใจ แต่การอยู่ในเมืองใหญ่ก็มีราคาที่เราต้องจ่าย ทั้งเสียงการจราจรจอแจ สภาพอากาศที่ไม่บริสุทธิ์มากพอ นอกจากจะสร้างความรำคาญ ยังส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย นักวิจัยทำการศึกษาจากผู้ใหญ่จำนวน 144,000 คน จนออกมาเป็นงานวิจัยชิ้นนี้ที่เพิ่งถูกเผยแพร่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยงานวิจัยครั้งนี้โฟกัสไปที่ชีวเคมีในเลือด (blood biochemistry) สมมติฐานของงานวิจัยครั้งนี้ก็คือการที่มนุษย์อย่างเรา ๆ ต้องอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่รถราวิ่งกันขวักไขว่นั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพเรา เนื่องจากมลพิษทางอากาศและเสียงการจราจรส่งผลต่อการเป็นโรคหัวใจ เพราะมันรบกวนการนอนหลับ เพิ่มความดันโลหิต แถมเพิ่มความเครียดให้กับเราอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นมลพิษทางอากาศยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด การตรวจสอบสารชีวเคมีในเลือดครั้งนี้ พวกเขาตรวจสอบทั้งไขมันในเลือดและไตรกลีเซอไรด์ซึ่งถ้ามีปริมาณมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะหัวใจวายได้มาก รวมถึงตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งสัมพันธ์กับโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคหลอดเลือดในสมอง สุดท้ายพวกเขาโฟกัสไปที่ปริมาณโปรตีน C-reactive ซึ่งเป็นสัญญานของโรคหัวใจ ผลการทดสอบออกมาว่าหลังจากที่ควบคุมตัวแปรต่าง ๆ เช่น อายุ เพศ การศึกษา การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสถานะการสูบบุหรี่ออกไปแล้วพบว่าทุก ๆ การรับมลพิษทางเสียงที่เพิ่มขึ้น 5 เดซิเบลจากบริเวณที่พักอาศัย มีส่วนเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้น 0.3 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับคนที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีเสียงรบกวนน้อยกว่า ในขณะที่ปริมาณมลภาวะทางอากาศ ก็มีผลต่อปริมาณน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้น 2.3% มีผลต่อปริมาณไตรกลีเซอไรด์ที่เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณมลภาวะทางเสียงและอากาศในที่ที่แต่ละคนอาศัยอยู่ ถ้าให้สรุปอย่างง่ายก็คือสารชีวเคมีในเลือดเหล่านี้กำลังบอกเราว่า


