จอภาพ Liquid Retina ขนาดใหญ่ 15.3 นิ้ว, ประสิทธิภาพของชิป M2, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมง และระบบเสียง 6 ลำโพง ทั้งหมดนี้มารวมอยู่ด้วยกันในดีไซน์แบบไร้พัดลมที่บางและเบาของ MacBook Air ใหม่ ซึ่งเป็นแล็ปท็อปรุ่น 15 นิ้ว ที่ดีที่สุดในโลก MacBook Air รุ่น 15 นิ้ว ซึ่งเป็นแล็ปท็อปรุ่น 15 นิ้วที่ดีที่สุดในโลก ด้วยจอภาพ Liquid Retina ขนาดใหญ่ 15.3 นิ้ว, ประสิทธิภาพที่เหนือชั้นของชิป M2, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมง และดีไซน์แบบไร้พัดลมที่เงียบ MacBook Air ใหม่นี้ ครบเครื่องทั้งในด้านขุมพลังและความสะดวกในการพกพา ทั้งหมดนี้ในแล็ปท็อปรุ่น 15 นิ้วที่บางที่สุดในโลก ยิ่งกว่านั้นยังมีระบบเสียง 6 ลำโพงแบบใหม่หมด ทำให้ MacBook Air
Mac Studio พร้อมชิป M2 Max และ M2 Ultra ใหม่คือขุมพลังด้านประสิทธิภาพที่มาในดีไซน์กะทัดรัด ในขณะที่ Mac Pro ใหม่นำชิป M2 Ultra ที่ทรงพลังสุดขั้วมารวมเข้ากับช่องต่อขยาย PCIe และทำให้การเปลี่ยนมาใช้ Apple silicon ใน Mac นั้นครบสมบูรณ์ Apple เปิดตัว Mac Studio และ Mac Pro ใหม่ ซึ่งเป็น Mac สองรุ่นที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา Mac Studio มาพร้อมชิป M2 Max และ M2 Ultra ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และความสามารถในการเชื่อมต่อที่ดียิ่งขึ้นในดีไซน์ที่กะทัดรัดอย่างน่าทึ่ง ประสิทธิภาพเร็วขึ้นสูงสุด 6 เท่า เมื่อเทียบกับ iMac รุ่น 27 นิ้ว ที่ใช้โปรเซสเซอร์ Intel ที่ทรงพลังที่สุด
เปิดตัวอย่างเร้าใจ เคล้าเสียงกระซิบบนเนินทรายแห่งความฝันกับงาน “RADO NOVELTIES 2023: Whispers of Dunes and Dreams” งานแสดงประจำปีจาก RADO เผยโฉมเสน่ห์อันเร้าใจเกินต้านของ Rado Centrix ส่งตรงจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ อาณาอานันท์รีสอร์ต แอนด์วิลลาพัทยา ที่เพิ่งผ่านกันไปสด ๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ แม้จะเป็นวันที่ร้อน ปนความชื้นของฝน แต่บอกเลยว่างานนี้มีเสน่ห์อันเร้าใจ จนทำให้ทุกคนลืมอากาศกันไปเลยทีเดียว เป็นประสบการณ์ ล้ำค่าที่ผู้หลงใหลเรือนเวลาต่างจดจำไม่รู้ลืม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ RADO ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาจะเปิดตัวผลงานใหม่ล่าสุด Rado Centrix มาในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัดแบบนี้ เพราะเสน่ห์อันน่าหลงใหลของนาฬิกาเรือนล่าสุดเปรียบเสมือนสายลมที่พัดผ่านทะเลทราย และความร้อน แต่ให้ความรู้สึกสบายได้อย่างน่าทึ่ง งานในครั้งนี้จึงจะจัดขึ้นที่อื่นไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ริมทะเล เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบของสายลม และเนินทรายอันนุ่มนวล ภายในงานครั้งนี้นอกจากการโชว์ตัวนาฬิกาแล้ว ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อป “Scent of Dreams” ให้ทุกท่านได้เปิดประสบการณ์ การครีเอตเครื่องหอม Diffuser ริมชายหาด ร่วมแต่งเติมกลิ่นหอมในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ไปพร้อมกับการทดลองสวมใส่นาฬิกาเรือนหรูที่ให้ความรู้สึกสบายตลอดการสวมใส่ เมื่อถึงช่วงโพล้เพล้พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า Rado
หลังจากความสำเร็จของ Montblanc 1858 Iced Sea Automatic Date ที่เปิดตัวเมื่อปี 2022 ด้วยหน้าปัดดีไซน์ผลึกน้ำแข็ง Montblanc กลับมาอีกครั้งในปีนี้พร้อมกับสีหน้าปัดใหม่เฉดสีเทาที่เรียบง่ายแต่ดูภูมิฐาน ซึ่งหน้าปัดรูปแบบธารน้ำแข็งสีเทาใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Mer de Glace หนึ่งในธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดบนยอดเขามงต์บลองค์ เมื่ออยู่ในสภาวะแสงที่เที่ยงตรง ธารน้ำแข็งจะปรากฏเป็นสีเทาเผยให้เห็นแร่ธาตุที่จับตัวอยู่ในโครงสร้างของน้ำแข็งที่สะสมมาเป็นเวลานับพันปี นาฬิกา Iced Sea รุ่นใหม่นี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41 มม. พร้อมฝาหลังที่มีการแกะสลักรูปภูเขาน้ำแข็งแบบ 3 มิติ และนักดำน้ำในชุดสีดำออกสำรวจธารน้ำแข็งเบื้องล่าง กระบวนการสร้างสรรค์ สำหรับกระบวนการสร้างหน้าปัดผลึกธารน้ำแข็งนี้ได้มีการใช้เทคนิคพิเศษที่เรียกว่า Gratté-boisé ในการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา หน้าปัดแต่ละเรือนสามารถสื่อถึงความลึก และความส่องสว่างของธารน้ำแข็งได้เป็นอย่างดี ทำให้ดูมีมิติ และสมจริง โดยกระบวนการแกะสลักบนฝาหลังตัวเรือนนั้นใช้เลเซอร์กำหนดโครงสร้างโลหะ เพื่อสร้างภาพนูน 3 มิติที่มีความลึก และความสมจริงสอดคล้องกับชุดพื้นผิวด้าน และเงา เกิดเป็นความแตกต่างที่น่าหลงใหล ISO 6425 มาตรฐานหลักสำหรับนักดำน้ำ Montblanc 1858 Iced Sea เป็นมากกว่านาฬิกาสปอร์ต เพราะเป็นเครื่องมือดำน้ำที่เป็นไปตามมาตรฐาน ISO 6425
เหล่านักสะสมไฟแช็ค ห้ามพลาด! กับการร่วมมือกันของแบรนด์สาย Punk อย่าง Vivienne Westwood และ ZIPPO กับคอลเลคชันไฟแช็กรุ่นพิเศษที่มี 6 แบบด้วยกัน จุดเด่นของคอลเลคชันนี้คือโลโก้ Vivienne Westwood ที่มีการฝังและแกะสลักไว้ตามจุดต่าง ๆ นั่นเอง สำหรับไฮไลท์ของคอลเลคชันนี้ คือ รุ่น “SPIN ORB” ที่ใช้ตัวโครงสร้างของรุ่น Armor Zippo โดยรุ่นนี้มีสองสีด้วยกันคือ สีเงิน และสีทอง ต้องบอกเลยว่าความเท่ของรุ่น “SPIN ORB” คือลายสลักโลโก้ที่อยู่ระหว่างฝาบนกับตลับ เรียกได้ว่าเรียบแต่โก้เลยทีเดียว ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 ชิ้น เท่านั้น ต่อมารุ่น “BIG ORB” ลายแกะสลักโลโก้ขนาดใหญ่ที่ตัวตลับไฟแช็ก และ “OUTSTANDING ORB” ที่แกะสลักลายโลโก้ของ Vivienne Westwood รอบตัวตลับไฟแช็ก ซึ่งในสองรุ่นนี้ผลิตขึ้นมามีความหนากว่าปกติ อ้างอิงจากรุ่นคลาสสิกของ ZIPPO 200 เนื่องด้วยการใช้พื้นผิวสำหรับการสลักลายที่ตลับ สำหรับสองรุ่นสุดท้ายของคอลเลคชันนี้
หลังจากได้ยินข่าวการร่วมมือระหว่าง Xiaomi และ Leica เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นศักยภาพของกล้องจากมือถือตระกูล Ultra ซึ่งจัดได้ว่าเป็นแรงค์เรือธงที่แท้ทรูของ Xiaomi และเมื่อช่วงหัวค่ำของวันอังคารที่ 18 เมษา ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย ก็ถึงเวลาประกาศศักดาของ Xiaomi 13 Ultra ซึ่ง Matt Stuart ช่างภาพสายสตรีทชื่อดังชาวอังกฤษให้คำนิยามว่า “This is a camera phone, not a phone with a camera.” กันเลยทีเดียว โดยคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพของ Xiaomi 13 Ultra เรียกได้ว่าจัดมาแบบดุดันไม่เกรงใจใคร ด้วย Quad camera with six focal lengths กล้องถ่ายภาพ 4 ตัวหลัก ครอบคลุมระยะ 0.5x to 10x เทียบเท่าระยะเลนส์ 12 –
เอาใจหนุ่มนักกิจกรรม! “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ประกาศเปิดตัว “โอเชียน สตาร์ ทริบิวท์ สเปเชียล อิดิชั่น” (Ocean Star Tribute Special Edition) เรือนเวลาสไตล์เรโทรที่มาพร้อมเฉดสีฟ้าแห่งท้องทะเลและประสิทธิภาพการทำงานสุดล้ำสมัย อีกหนึ่งสัญลักษ์แห่งความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาดำน้ำประสิทธิภาพสูงจาก “มิโด” (MIDO) ที่พร้อมให้หนุ่มนักกิจกรรมได้ยลโฉมแล้ววันนี้ “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (GEORGES SCHAEREN) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.SCHAEREN & CO. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน สำหรับ “โอเชียน สตาร์ ทริบิวท์ สเปเชียล
เซมาดืออออ ช้อก กาาาาา… สำหรับ FC Masked Rider (มาสค์ไรเดอร์) หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่าไอ้มดแดง คงคุ้นหูกับเพลงนี้ดี หลายคนฟังแล้วอาจถึงกับลุกขึ้นยืนแปลงร่าง ด้วยความอินกับเรื่องราวสุดมันส์ของ Masked Rider หนึ่งในตัวละครฮีโร่ในวัยเยาว์ วันนี้ฝันในการแปลงร่างของใครหลาย ๆ คนอาจจะเป็นจริงด้วย Masked Rider Limited Edition นาฬิกา Limited Edition ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อฉลอง 55 ปี Seiko 5 Sports ได้นำการ์ตูนระดับตำนานอย่างไอ้มดแดงแปลงร่างมาอยู่บนนาฬิกา Seiko แล้วเรียบร้อย โดยการสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือในครั้งนี้ Seiko 5 Sports ได้อัปเกรดดีไซน์นาฬิการุ่นดั้งเดิมด้วยเทคโนโลยี และวัสดุที่ทันสมัย พร้อมแฝงด้วยสัญลักษณ์การออกแบบที่อ้างอิงถึงความเป็น Masked Rider ออกมาได้เท่สุด ๆ จะออกมาเท่แค่ไหน มีที่มาจากอะไรบ้างไปดูกันเลย หน้าปัดที่เหมือนหัวของ Masked Rider ตัวหน้าปัดมาพร้อมสีสัน และรูปแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากหมวกของ Masked Rider 1
สำหรับคาร์เทียร์ เวลานั้นหมุนเวียนเป็นวัฏจักร มิใช่เดินเป็นเส้นตรงอย่างที่นำเสนอทั่วไป วิสัยทัศน์นี้จึงเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมเมซงคอยพัฒนาปรับเปลี่ยนนาฬิกาและรังสรรค์ทั้งดีไซน์และกลไกขึ้นใหม่อย่างไม่รู้จบ เพื่อนำพาผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาไปสู่อนาคต เรือนเวลาของคาร์เทียร์ประสบความสำเร็จจากการเดินทางด้วยพลังแห่งจินตนาการจากอดีตไปสู่อนาคต ตราบเท่าที่วิวัฒนาการยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ไร้ขีดจำกัดของกาลเวลา ความคิดสร้างสรรค์เป็นอนันต์ และในปีนี้ คอลเลคชั่นใหม่ของคาร์เทียร์ได้สะท้อนสิ่งนี้ ผ่านเรือนเวลาที่พรั่งพร้อมทั้งรูปทรงและคาแรกเตอร์ ปรับโฉมใหม่ผ่านการสร้างสรรค์ อันทรงคุณค่า Tank คือไอเดียแรกที่หลุยส์ คาร์เทียร์ทำนายว่าจะประสบความสำเร็จ และในปีนี้มีตัวแทนคือ Tank Normale รุ่นใหม่ที่อ้างอิงเรือนแรกสุดจากปี 1917 กับ Tank Américaine อันภูมิฐาน สองเอกลักษณ์การรังสรรค์เรือนเวลาของคาร์เทียร์ มาเคียงคู่เรือนเวลาที่ได้รับการตีความขึ้นใหม่ อันได้แก่ Pasha, Baignoire, Panthère และ Santos de Cartier รวมถึง Clash [Un]Limited เรือนเวลาที่หลอมรวมมรดกเชิงสุนทรียะของคอลเลคชั่น Clash อย่างสร้างสรรค์และและสร้างวิวัฒนาการให้ก้าวไกลกว่าเดิมจากปัจจุบันที่มุ่งหน้าสู่อนาคต TANK NORMALE แต่ละปีเรือนเวลาหายากหนึ่งรุ่นจะได้รับเลือกเข้าสู่คอลเลคชั่น Cartier Privé จุดนัดพบของนักสะสม ซึ่งเฉลิมฉลองและสำรวจเรือนเวลารุ่นตำนานของเมซงผ่านเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดโดยสลักหมายเลขกำกับไว้ วันนี้ Cartier Privé เปิดตัว Tank Normale ผลงานชิ้นที่ 7
หากพูดถึงเรือนเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวสำคัญของ OMEGA แล้วล่ะก็ การหยิบ OMEGA Aqua Terra ขึ้นมาสวมใส่บนข้อมือ พร้อมพินิจพิเคราะห์ความงดงามกันอีกครั้ง ดูจะเป็นอะไรที่ถูกต้องที่สุดแล้ว หากใครไม่คุ้นเคยกับ OMEGA รุ่นนี้ เราขอพาไปเริ่มต้นเรื่องราวประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 2002 กันก่อน ย้อนกลับไปในปี 2002 แบรนด์ OMEGA ได้เปิดตัว OMEGA Aqua Terra ต้องบอกว่าเพียงครั้งแรกที่ผู้คนได้เห็นเรือนเวลารุ่นนี้ก็สร้างความประหลาดใจและประทับใจให้คนทั่วโลกได้ทันที การเลือกดีไซน์เรือนเวลาที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายในทุกอณู เพื่อตอบโจทย์การเป็น ‘Every Day Watch’ นาฬิกาที่ใส่ได้ทุกวันของทุกคน แต่ทว่า อีกโจทย์หนึ่งของ OMEGA คือคอนเซปต์สุดยิ่งใหญ่ของนาฬิการุ่นนี้ เพราะนี่คือเรือนเวลาที่จะเป็นหนึ่งในตัวแทนที่ดีที่สุดของซีรีส์ Seamaster หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ บอกเล่าการเป็นเรือนเวลาระดับตำนานที่สามารถใช้ดำน้ำได้รุ่นแรก ๆ ของโลกตั้งแต่ปี 1948 อันเป็นจิตวิญญาณสำคัญที่ขับเคลื่อนแบรนด์เสมอมา จากจุดเริ่มต้นกว่า 20 ปีที่แล้ว เวลาล่วงเลยผ่านมาพร้อม ๆ กับเข็มของ OMEGA ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แม้สักวินาทีเดียว
หลังจากสาวกต่างเฝ้ารอนาฬิกาที่ถือเป็น The holy grail of Rolex อย่าง Daytona ซึ่งราคาก็แข็งชนเพดาน และ demand ก็สูงจนหาของยากสุด ๆ แต่ในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี Rolex Daytona นี้ ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกับ edition ใหม่สักที เป็นความใหม่ที่คนทั่วไปอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ไปดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรใหม่บ้างใน Daytona เริ่มจากตัวเรือนยังคงมีขนาด 40mm เหมือนเดิม ส่วนหน้าปัดมีการปรับดีไซน์ใหม่เล็กน้อยเพื่อบาลานซ์ความแตกต่างของหน้าปัดและตัวบอกรายละเอียดรวมถึงใน sub-dial ต่าง ๆ ให้ชัดเจนลงตัวมากขึ้น ตัว Oyster case มีการขัดเงาบริเวณ lugs และด้านข้างมากขึ้น ส่วนรุ่นหน้าปัดทองหรือ pink gold บน Cerachrom bezel จะได้สายที่ใช้เหล็กที่ข้อกลางเป็นสีเดียวกัน ทำให้ดูต่อเนื่องและภูมิฐานมากขึ้น จุดสำคัญที่สุดใน New Daytona คือกลไกที่ผลิตแบบ In-house ของ Rolex ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี
Nothing แบรนด์เทคโนโลยีในลอนดอนได้ทำการเปิดตัว Ear (2) ซึ่งเป็นหูฟังไร้สายที่ได้รับการดีไซน์แบบโปร่งใสอีกเช่นเคย ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing อย่างชัดเจน และยังได้รับการปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประสบการณ์เสียงอันทรงพลังขั้นสูงสุด Ear (2) มอบประสบการณ์เสียงอันทรงพลังอย่างแท้จริง เพราะได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) และมีเทคโนโลยี LHDC 5.0 ผู้ใช้ยังสามารถสร้างโปรไฟล์เสียงส่วนตัวของตนเองได้โดยทำการทดสอบการได้ยินผ่านแอป Nothing X จากนั้น Ear (2) จะปรับการตั้งค่าอีควอไลเซอร์แบบเรียลไทม์เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด หูฟังมีไดร์เวอร์ขนาด 11.6 มม. ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเสียงเบสที่ลึกและทรงพลังและเสียงสูงที่ชัดใส และได้รับการออกแบบ Dual-Chamber ใหม่ที่จะมาช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยรวม ด้วยการไหลเวียนของอากาศที่ลื่นไหลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Ear (2) ยังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกัน พร้อมทั้งมีการอัปเกรด Clear Voice Technology ที่สามารถป้องกันเสียงลมและผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดีและการอัปเกรดของการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟส่วนบุคคลที่จะถูกปรับให้เข้ากับรูปร่างหูของผู้ใช้แต่ละคน เสียงสมจริงอย่างแท้จริง Ear (2) ได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) เพื่อสัมผัสประสบการณ์เสียงอันดื่มด่ำ เสมือนพาคุณไปยังสตูดิโอบันทึกเสียง เทคโนโลยีตัวแปลงสัญญาณ LHDC 5.0


