ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1988 ในวันที่ทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติ ผู้โดยสารและลูกเรือหลายร้อยชีวิตกำลังเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ ประเทศอังกฤษ บนเครื่องบินของสายการบิน Pan Am เที่ยวบินที่ 103 มีจุดหมายปลายทางคือท่าอากาศยานนานาชาติเจเอฟเค สหรัฐอเมริกา Paul Jeffreys มือเบสวง Be Bop Deluxe กับ Rachel Jones ภรรยาของเขาเป็นหนึ่งในผู้โดยสารของเที่ยวบินนี้ ทั้งคู่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานจึงตัดสินใจบินไปฮันนีมูนกันถึงอเมริกา โดยไม่อาจล่วงรู้เลยว่าจะมีหายนะอะไรเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า และวันฮันนีมูนแสนสุขเหล่านั้นก็ไม่อาจมาถึง Paul Jeffreys และ Rachel Jones ในเมืองล็อกเกอร์บี ประเทศสก็อตแลนด์ หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้เมืองกลาสโกลว์ ชาวบ้านที่อาศัยแถบนั้นได้ยินเสียงกึกก้องเหมือนฟ้าร้อง จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระแทกดังสนั่นจนพื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ อะไรบางอย่างร่วงลงกระแทกพื้นดินอย่างรุนแรง ลูกไฟขนาดใหญ่ที่เกิดจากแรงระเบิดนั้นพุ่งขึ้นฟ้าสูงถึง 300 ฟุต และบ้านหลายหลังของชาวบ้านผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ถูกเผาวอดวาย จากรายงานพบว่า มีกลไก ‘ระเบิดแสวงเครื่อง’ ถูกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางของหนึ่งในผู้โดยสาร และเกิดระเบิดขึ้นในห้องเก็บสินค้า ศูนย์ควบคุมทางอากาศระบุว่าเรดาร์ตรวจจับว่าเครื่องบินลำนี้เกิดการระเบิดเกิดขึ้นก่อนทางอากาศ ไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือ ลูกเรือไม่ได้สวมหน้ากากออกซิเจน
ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระบนท้องฟ้าคือนก นกแต่ละชนิดต่างก็มีสไตล์การบินที่ไม่เหมือนกัน บางตัวบินระยะใกล้ บางฝูงบินข้ามทวีป เดินทางไปทั่วทุกมุมโลกโดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ถ้าหากการบินของนกสามารถทิ้งร่องรอยเป็นภาพไว้ให้มนุษย์เห็นจะเป็นอย่างไร ? จะสวยงามเหมือนงานศิลปะ หรือว่าจะน่ากลัวคล้ายวันสิ้นโลก ? Xavi Bou (จาวี โบ) ช่างภาพวัย 38 ปี ผู้จบการศึกษาสาขาธรณีวิทยาและการถ่ายภาพจากประเทศสเปนก็เกิดความสงสัยเช่นเดียวกัน เพราะขนาดการเดินของมนุษย์ก็ยังทิ้งรอยเท้าไว้ งูเลื้อยไปมาก็ทิ้งรอยเอาไว้บนผืนทราย ว่าหากนกที่บินไปมาอย่างอิสระสามารถทิ้งร่องรอยของพวกมันเอาไว้กลางอากาศจะเป็นอย่างไร เส้นทางที่ได้จะคดเคี้ยว เป็นเส้นตรง หรือบิดเบี้ยวแบบไหน เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาเริ่มสร้างโปรเจกต์จริงจังเพื่อค้นหาคำตอบ จาวีเริ่มสังเกตการบินของนก มองดูท้องฟ้ามากขึ้น พยายามจับเส้นทางการบินของนกเพื่อทำ ‘สิ่งที่มองไม่เห็นให้มองเห็นได้’ พร้อมกับนำความรู้ที่มีติดตัวอย่างการถ่ายภาพมาประยุกต์ให้เข้ากับธรรมชาติของนกและพยายามจะถ่ายทอดออกมา จนกลายเป็นภาพถ่ายที่แปลกตาไม่ซ้ำใคร จาวีใช้เทคนิคการถ่ายภาพและวิดีโอเข้ามาช่วยสร้างให้จินตนาการของเขาเป็นรูปธรรม เขาหยิบภาพของตัวเองที่ถ่ายเส้นทางการบินของนกจำนวนมากมารวมให้เป็นภาพเดียว ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างภาพนิ่งต่อเนื่อง (chronophotograph) ที่เหล่าช่างภาพต่างก็รู้จักกันดี โดยภาพนิ่งที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนไปทีละเฟรมจะถูกบันทึกลงในแต่ละช่องของแผ่นฟิล์ม เมื่อนำมาเล่นต่อกันเรื่อย ๆ จะทำให้ภาพนิ่งสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่เดิม chronophotograph ในสมัยก่อนมักถูกใช้คู่กับกล้องฟิล์ม แต่จาวีต้องการภาพที่คมชัดกว่านั้น เขาจึงเลือกใช้กล้องวีดิทัศน์ความละเอียดสูง จากนั้นเลือกฟุตเทจแต่ละช่วงเวลาทั้งหมดและนำมาซ้อนกันผ่านกระบวนการดิจิทัล เป็นเวลากว่า 5 ปี ตั้งแต่วันที่จาวีเริ่มต้นโปรเจกต์ เขาทำมันโดยไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร เมื่อภาพทั้งหมดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ความสวยงามที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา