การค้นพบเด็ก ๆ และโค้ชของทีมฟุตบอลหมูป่าเป็นเหมือนแค่จุดเริ่มต้นของภารกิจช่วยชีวิตครั้งนี้เท่านั้น เพราะถึงจะพบตัวแล้วแต่กว่าจะนำตัวทุกคนออกมาได้ก็ต้องใช้เวลาร่วมสัปดาห์ เนื่องจากการจะออกไปด้านนอกนั้นต้องดำน้ำออกไป จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขนาดหน่วย Seal ที่มีความเชี่ยวชาญยังใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่นี่ต้องพาเด็ก ๆ ที่ร่างกายไม่แข็งแรงออกมาด้วยภารกิจนี้จึงเข้าขั้นโหดหิน นอกจากนั้นยังมีข่าวร้ายนั่นคือการเสียชีวิตของ จ.อ. สมาน กุนัน อดีตหน่วย Seal ที่เสียชีวิตภายในถ้ำหลวงระหว่างดำน้ำลำเลียงขวดอากาศ ยิ่งตอกย้ำว่าการดำน้ำในถ้ำนั้นอันตรายขนาดไหน ดังนั้นวันนี้ UNLOCKMEN จึงจะมาบอกอันตรายของการดำน้ำในถ้ำเพื่อเป็นอุทาหรณ์และทำความเข้าใจว่าทำไมการช่วยชีวิตเด็ก ๆ และโค้ชจึงไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ความคับแคบที่ส่งผลต่อทั้งกายและใจ การมุดผ่านซอกหินแคบ ๆ แม้แต่ในพื้นที่แห้งยังเป็นเรื่องยากลำบาก ดังนั้นเมื่อต้องดำน้ำแบกถังออกซิเจนหนัก ๆ ไว้บนหลัง ความยากย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ การเคลื่อนที่ทำได้อย่างเชื่องช้ายิ่งทำให้รู้สึก Panic เข้าไปอีกว่าปริมาณออกซิเจนจะเพียงพอหรือไม่เพราะคุณไม่สามารถโผขึ้นบนผืนน้ำเพื่อหายใจได้เลยในกรณีออกซิเจนคุณหมด และการที่ต้องอยู่ในช่องแคบ ๆ เป็นเวลานานนอกจากสภาพร่างกายที่จะค่อย ๆ อ่อนล้าแล้ว จิตใจก็ต้องรับภาระหนักไม่แพ้กัน เหมือนคุณกำลังอยู่ในอุโมงค์ลึกที่ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะใครที่กลัวที่แคบอยู่แล้วการดำน้ำในถ้ำถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามเลยทีเดียว อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยปกติการดำน้ำก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอยู่แล้ว แต่การดำน้ำในถ้ำนั้นเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าการดำน้ำปกติหลายเท่าตัวเนื่องจากคุณต้องดำผ่านซอกหินที่คับแคบแทบจะตลอดเวลา ซึ่งพื้นผิวของมันก็ขุรขระเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยแหลมคม และที่สำคัญคือถ้าคุณเกิดประสบอุบัติเหตุในซอกหินคุณจะไม่สามารถขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อปฐมพยาบาลได้ในทันที คุณต้องกลั้นใจเดินหน้าต่อไปหรือไม่ก็ถอยหลังกลับมาสู่พื้นที่โล่งเสียก่อน ดังนั้นการดำน้ำในถ้ำถ้าคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็เหมือนกำลังพาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย วิสัยทัศน์ในการมองเห็นต่ำ อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญของการดำน้ำในถ้ำคือการที่คุณแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยต่อให้คุณจะพกไฟส่องสว่างติดตัวไปด้วยก็ตาม ภายในถ้ำใต้น้ำที่ถูกตัดขาดจากแสงเดือนแสงตะวันนั้นมืดมิดเสียจนบางครั้งคุณมองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเองด้วยซ้ำ นอกจากนั้นน้ำก็ไม่ได้ใสเหมือนในทะเล
หลังออกกำลังกายเสร็จหมาด ๆ จนเหงื่อโชก อะไรจะเรียกความสดชื่นของผู้ชายอย่างเราได้ดีกว่าเกลือแร่แช่เย็นเจี๊ยบดับกระหาย พวกเราคงเคยคิดแบบนี้ใช่ไหม แต่มันอาจเป็นเพราะบ้านเราไม่มีใครลองกินเบียร์ไร้แอลกอฮอล์มากกว่า เพราะเมืองเบียร์เขาออกมายืนยันตอนช่วงโอลิมปิกหน้าหนาวว่า “กินเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ คือที่สุดของการฟื้นฟูร่างกายนักกีฬาจริง ๆ ไม่ได้โม้” ไม่รู้ว่าเพราะเป็นประเทศที่กินเบียร์ต่างน้ำกันเป็นปกติหรือเปล่า ทำให้การสรรหาเครื่องดื่มให้นักกีฬาของชาตินี้ต่างจากชาติอื่น ถ้ายังจำกันได้โอลิมปิกที่จัดที่เมือง Pyeongchang ประเทศเกาหลีใต้ช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ประเทศเยอรมนีใช้วิธีดูแลนักกีฬาด้วยเครื่องดื่มประจำชาติอย่าง “เบียร์” แต่เลือกที่เป็นแบบไร้แอลกอฮอล์มาให้ดื่มกันทั้งระหว่างการฝึกและหลังการแข่งสิ้นสุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับมาน่าทึ่ง เนื่องจากประเทศเยอรมนีไม่เพียงได้ที่ 2 จากการกวาดคะแนนรวมการแข่งขัน ที่สำคัญยังได้รับเหรียญทองเทียบเท่ากับแชมป์อย่างนอร์เวย์ถึง 14 เหรียญทองเชียว Johannes Scherr แพทย์ประจำทีมสกีในโอลิมปิกนำวิธีนี้มาใช้โดยได้แรงบันดาลใจมาจากข้อมูลผลการศึกษาของบริษัทกลั่นเบียร์ที่จัดทำขึ้นเพื่อพิสูจน์ในรูปแบบ Double-blind หรือการพิสูจน์โดยไม่บอกผู้ทดลอง โดยนำเบียร์ให้นักวิ่งมาราธอนดื่มทุกวันต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ก่อนการแข่งและ 2 สัปดาห์หลังการแข่งขัน ผลปรากฎว่านักวิ่งที่ดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ มีอาการอักเสบน้อยกว่านักวิ่งที่ได้รับยาหลอก (ยาที่ทำจากแป้งแต่ไม่ได้มีสรรพคุณทางจริง คนนิยมใช้เพื่อทดสอบกระตุ้นให้ผู้กินรู้สึกว่าได้รับการรักษา) นอกจากผลการศึกษานี้แล้วยังมีผลวิจัยของ Chilean หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาด้านโภชนาการช่วยการันตีถึงประโยชน์ของมัน เพราะเขาว่าการดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ ก่อนการออกกำลังกายช่วยให้นักกีฬาฟุตบอลช่วยรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายได้ด้วย ถอดรหัสทำไมในเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ถึงดีกับร่างกาย เมื่อติดตามผลกันให้ลึกซึ้งแล้วมันมีเหตุผลมากกว่าการสุ่มกินสุ่มทดสอบหรือหลักการตลาดที่เผยออกมาเพื่อเรียกแขกเท่านั้น เนื่องจากเบียร์ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบสำคัญที่มีประโยชน์กับร่างกาย ตั้งแต่ Hops ดอกไม้ที่เป็นต้นทางของรสชาติขมที่มีสรรพคุณช่วยรักษาโรควิตกกังวล นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย