เพิ่มความสปอร์ตให้รถหรู ด้วยรุ่นอัพเกรดใหม่กับรหัส “S” ใหม่ล่าสุด หลังจากก่อนหน้านี้ Bentley เพิ่งจะเปิดตัว Continental GT และ GTC พร้อม S badge ไปแล้ว วันนี้มาถึง Flying Spur S Sedan กับการเพิ่มของแต่งโทนดำ Blacked-out Bentley Flying Spur S ตกแต่งภายนอกด้วยโทนดำมาแทนที่วัสดุเงินสะท้อนแสงทั้งหมด กระจังหน้าและช่องดักอากาศดำ โคมไฟหน้าหลังรมดำ dark-tinted พร้อมล้อลายโหดสีดำ gloss black ขนาด 22 นิ้ว กับ calipers brake สีแดงดุดัน ปลายท่อไอเสีย quad exhaust tips สีดำ ช่วยให้ Flying Spur S ดูเตี้ยและใหญ่กว่าปกติ ขุมพลังของ Bentley Flying Spur S
“บางทีฉันแค่อยากจะหนีออกไป อยากออกไปใช้ชีวิต ไม่ได้อยากตาย บางทีฉันก็แค่อยากหายใจ บางทีฉันก็แค่ไม่อยากเชื่ออะไรเลย บางทีเธอน่าจะเป็นเหมือนฉัน พวกเราได้มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันได้เห็น เธอกับฉันจะอยู่ด้วยกันไปตลอดกาล” นี่คือวรรคทองของเพลง “Live Forever” ผลงานของวง Oasis จากอัลบั้มเดบิวต์ Definitely Maybe (1994) เป็นเพลงที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดตลอดกาลของวงร็อกจากเมืองแมนเชสเตอร์ อีกทั้งมันยังเต็มไปด้วยซาวด์ดนตรีที่เปรียบเสมือนการปูแนวทางของวงตลอดระยะเวลา 18 ปีที่โลดแล่นอยู่ในวงการ และยังเป็นเพลงที่ทั้ง Liam และ Noel Gallagher (ที่ตอนนี้เป็นศิลปินเดี่ยว) จะต้องยัดเอาไว้ในเซตลิสต์อยู่เสมอ จุดเริ่มต้นของเพลง “Live Forever” เกิดขึ้นในปี 1991 ซึ่งในตอนนั้น Noel ยังทำงานเป็นกรรมกรคนใช้แรงงานอยู่กับบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งในบ้านเกิด แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายเพราะ Gallagher ผู้พี่เกิดประสบอุบัติเหตุโดนท่อเหล็กชนเข้าที่ข้อเท้า ผลคือเขาถูกส่งไปทำงานเบา ๆ อยู่ในห้องเก็บของ ซึ่งเป็นงานที่สบายและมีเวลาว่างกว่าเดิมมาก ทำให้เขามีเวลาเขียนเพลงแบบเต็ม ๆ ส่วนแรงบันดาลใจของเพลงนี้มันก็ได้รับมาจากทั้งจากวง The Rolling Stones, Nirvana และชีวิตวัยเด็กของพี่น้อง Gallagher “SHINE THE LIGHT” “Shine The
ลงทุนอะไรไม่ดอย วันนี้ต้องยกให้ Classic Car ที่สุดของทรัพย์สินที่มูลค่ามีแต่ทวีคูณ หากคุณรู้ว่ารุ่นไหนน่าเล่นน่าลงทุน วันนี้เราขอแนะนำ Top Classic Car ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกจากการประมูลอย่างเป็นทางการ จากเดิมที่อันดับ 1 เคยตกเป็นของ Ferrari 250 GTO มาอย่างยาวนาน ปีนี้ก็ถูกยึดตำแห่งโดย Mercedes-Benz 300 SLR กับราคาที่แพงกว่าถึง 3 เท่าตัว 1. 1955 Mercedes-Benz 300 SLR “Uhlenhaut Coupe”: 5,000 ล้านบาท รถที่เปรียบเสมือนสมบัติแห่งชาติของ Mercedes-Benz วงการ Racing car ช่วงปี 1950s มีเพียง 2 คันในโลก ผลงานของ Rudolf Uhlenhaut หัวหน้าแผนก Test department ได้นำเอา 300 SLR W196
นักลงทุน Crypto และนักสร้าง NFT อาจจะไม่ชอบมุมมองของ Bill Gates ที่มีต่อทรัพย์สิน Digital ทั้งสองประเภทนี้แน่ ๆ เพราะในการสัมภาษณ์ล่าสุด Bill Gates โจมตีอย่างเจ็บแสบว่า NFT เป็นการลงทุนบนหลักการณ์หลอกขายคนโง่กว่า เพราะเป็นโลกของสินทรัพย์ไร้มูลค่าและสาระที่ไม่สนใจว่าราคาจะ Overpriced ไปแค่ไหน ก็ยังจะมีคนยินดีจ่ายเงินจำนวนที่มากกว่าโดยหวังว่าจะขายทำกำไรได้อย่างไม่รู้จบ Bill Gates ให้สัมภาษณ์ไว้ในงาน TechCrunch โดยมีมุมมองต่อการลงทุนเหมือนกับ Warren Buffett เพื่อนซี้มหาเศรษฐีว่า Gates สนใจการลงทุนในทรัพย์สินที่มีผลผลิตจับต้องได้ และมีผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มหรือการผลิตอะไรออกมาสักอย่าง ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยเกี่ยวข้องหรือลงทุนในทั้ง Crypto และ NFT แม้แต่ครั้งเดียว เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้คนรวยใช้เลี่ยงภาษีรวมถึงข้อบังคับต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยใช้คนทั่วไปเป็นเครื่องมือผ่านการลงทุน “คุณคิดว่ารูปลิง Bored Ape Yacht Club ในออนไลน์ที่มีมูลค่ามหาศาล มันแพงเพราะอะไร มันทำอะไรได้ มันคำนวณมูลค่ายังไง และมันช่วยทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้ยังไง?” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Bill Gates
ช่วงนี้ข่าวคราวในวงการฟุตบอลคงไม่มีอะไรร้อนแรงไปกว่าการย้ายมาร่วมทีม Manchester City ของ Erling Braut Haaland ที่เซ็นสัญญามาค้าแข้งในถิ่นเอติฮัด สเตเดียม นานถึง 5 ปี พร้อมด้วยค่าเหนื่อยที่คาดว่าน่าจะได้รับราว ๆ 5 แสนปอนด์/สัปดาห์ มากกว่า Cristiano Ronaldo และ Mohammed Salah ซะอีก การตัดสินใจของทีมเรือใบสีฟ้าในครั้งนี้ก็เพราะต้องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตำแหน่งกองหน้านับตั้งแต่ Kun Aguero ย้ายออกจากทีมไป (แต่ก็ยังอุตส่าคว้าแชมป์ได้) ดังนั้นการตัดสินใจทุ่มเงินกระชากตัว Erling Haaland กองหน้าชาวนอร์เวย์ วัย 21 ปี จากทีม Borussia Dortmund จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะสถิติการทำประตูของเขานั้นบอกได้เลยว่าโหดบรรลัย! ความเก่งกาจของ Erling Haaland มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน มันมาจากประสบการณ์ที่ถูกถ่ายทอดมาผ่านทางสายเลือดและความชอบฟุตบอลที่ฝัรากลึกลงถึงชั้น DNA สายเลือดนักกีฬา เขาเกิดมาในครอบครัวของนักกีฬาโดยแท้จริง เพราะนอกจากคุณพ่อของเขาแล้ว ยังมีคุณทวดนามว่า Gabriel Hoyland ก็เป็นฟุตบอลเช่นกัน รวมไปถึงคุณแม่ก็เป็นนักกีฬากรีฑาผสมอีกด้วย หลาย
กว่า 2 ปีที่ แบรนด์ THEATRE ห่างหายจากการทำแฟชั่นโชว์ครั้งใหญ่ ล่าสุด คุณจ๋อม – ศิริชัย ทหรานนท์ ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ THEATRE (เธียเตอร์) ที่อยู่คู่วงการแฟชั่นมานานกว่า 37 ปี กลับมาจัดแฟชั่นโชว์เปิดคอลเลกชั่นสำหรับบุรุษ สะท้อนความเป็นเฟมินิน มัสคิวลีน ของสุภาพบุรุษช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (ระหว่างปี 1900-1920) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความก้าวหน้า และวิทยาการ ผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมและเทคโนโลยี หลอมรวมกับความ Sustainability เพื่อตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซีซั่นนี้ยังคงสะท้อนความเป็นเฟมินินและมัสคิวลีนตามแบบฉบับของแบรนด์เอาไว้ การห่มและสวมทับ ความพลิ้วไหว ความสบายในฤดูร้อน คือคอนเซปต์หลักของคอลเลกชั่นนี้ นำมาผสานเข้ากับเทคนิคการตัดเย็บที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งคือการเลือกย้อมสีผ้าด้วยสีธรรมชาติ ในสีเอิร์ธโทน อย่าง โทนสีน้ำตาลไล่ไปจนถึงสีครีม และการนำเศษวัสดุที่มีอยู่ หรือ ผ้าสีต่างๆ มาทักทอ ตัดต่อ วางลายผ้า ด้วยเทคนิคเดรปปิ้ง มัด และผูก กลายเป็นซีลูเอตใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ สะท้อนถึงตัวตนของผู้สวมใส่ สำหรับแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ไม่ทำให้ผิดหวังกับความอลังการ ภายใต้ธีม DIVERSOLOGY โดยมี
นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับนักเลงสายเนื้อ เมื่อมีการประกาศปลดล็อคกัญชา ที่ทุกคนสามารถปลูกพืชนี้ในครัวเรือนได้อย่างเสรี เรียกได้ว่าตอนนี้หลายคนคงตลบอบอวลไปด้วยควันแห่งความสุขกันอย่างแน่นอน แต่ในวงการดนตรีแล้ว กัญชากับดนตรี เป็นของคู่กันมานานแสนนาน มาตั้งแต่ยุคสมัยร็อคแอนด์โรลรุ่งเรือง ยันไปถึงยุคของเพลงฮิปฮอป เรียกได้ว่าสมุนไพรนี้เป็นบัดดี้กับดนตรีก็ว่าได้ UNLOCKMEN จึงขอใช้วาระสำคัญนี้ เสนอ 10 บทเพลงเกี่ยวกับกัญชาที่ดีที่สุดมาเล่าสู่กันฟัง Miley Cyrus, “Dooo It!” (2015) “ฉันคิดว่ากัญชาคือยาที่ดีที่สุดในโลก” คือคำกล่าวที่ Miley Cyrus ได้บอกไว้เมื่อปี 2013 “แม้ว่าฮอลลีวู้ดจะเป็นเมืองแห่งโคเคน แต่กัญชาคือเดอะเบสต์” Miley หันมาใช้กัญชาบำบัดหลังจากที่เธอตัดสินใจเลิกบุหรี่ มันทำให้เธอรู้สึกอยู่ติดบ้านมากยิ่งขึ้น สาวแซ่บที่ถือกำเนิดมาจากซีรีส์สำหรับเด็กอย่าง Hannah Montana จึงได้อวยยศสมุนไพรนี้อย่างเป็นทางการด้วยเพลง “Dooo It!” ที่ได้ยอดฝีมือจาก The Flaming Lips มาช่วยแต่งในโปรเจกต์ Miley Cyrus & Her Dead Petz ของเธอ ที่เจือด้วยกลิ่นของไซคีเดลลิกเต็มขั้น ผสานด้วยเนื้อเพลงที่เทิดทูนบูชากัญชาด้วยถ้อยคำว่า “Sing about love /
หากเอ่ยชื่อ “เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร” หลายคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีในฐานะเจ้าของร้าน Le Du (ฤดู) ร้านอาหารสไตล์ Fine dining ที่โดดเด่นด้วยแนวอาหารแบบไทยฟิวชั่นที่ถูกปากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากว่า 10 ปี นอกจาก Le Du แล้ว เชฟหนุ่มคนนี้ยังดูแลธุรกิจร้านอาหารอีกถึง 7 ร้านซึ่งมีแนวทางการสร้างสรรค์อาหารที่แตกต่างกัน หากนับชั่วโมงบินในวงการนี้แล้ว เชฟต้นถือเป็นเชฟมืออาชีพทั้งจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาและรางวัลการันตีความสามารถมากมาย และแม้จะต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 อุปสรรคครั้งใหญ่ที่ทำให้ร้านอาหารหลายร้านต้องยอมถอย แต่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การบริหารของเขายังคงอยู่รอดมาได้ อะไรคือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้เชฟหนุ่มคนนี้ประสบความสำเร็จ วันนี้เราจะมาหาคำตอบจากเชฟหนุ่มคนนี้กัน ปรุงรสเสน่ห์อาหารไทยด้วยความโดดเด่น แตกต่าง และวัตถุดิบจากท้องถิ่น ย้อนกลับไปช่วงที่เชฟต้นเริ่มเปิดร้านอาหารเป็นครั้งแรก อาหารไทยสไตล์ฟิวชั่นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ด้วยความชอบในอาหารไทยเป็นทุนเดิม จึงเป็นเหมือนแรงผลักดันให้เชฟหนุ่มคนนี้ทำตามความฝันที่จะเปิดร้านอาหารไทยฟิวชั่นในรูปแบบ Fine dining จนกลายเป็น Signature ประจำตัว “ผมมองว่าอาหารไทยคือสิ่งที่คนไทยเราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เราเติบโตมากับอาหารไทยตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าจะไปลองกินอาหารชาติไหน สุดท้ายเราก็อยากกลับมากินอาหารไทยอยู่ดี เพราะเป็นรสชาติที่คุ้นเคยและถูกปาก แม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังชื่นชอบอาหารไทย แต่การยกระดับอาหารไทยขึ้นมาเสิร์ฟในรูปแบบ Fine dining นั้นเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะมุมมองของคนทั่วไปในเวลานั้น อาหารไทยหาทานที่ไหนก็ได้ ผมจึงให้ความสำคัญในการเลือกสรรวัตถุดิบและกรรมวิธีการปรุงรสเพื่อชูวัตถุดิบหลักให้ได้มากที่สุด ลองคิดนอกกรอบสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น ทำให้เราได้เมนูที่แปลกใหม่แต่ยังคงมีกลิ่นอายความเป็นไทย
ความเจ็บปวดและความโศกเศร้าเป็นสิ่งที่กระทบกับจิตใจเรา คงไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับมัน แต่สัจธรรมคือเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันไปไหนได้เพราะความทุกข์ย่อมมาคู่กับความสุขเสมอ แต่การสะสมความเจ็บปวดไว้ในตัวเรามากเกินไปสุดท้ายมันจะส่งผลกระทบไปสู่อาการอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ เช่น ความเครียด, นอนไม่หลับ, วิตกกังวล อาจจะเป็นต้นตอของการเกิดสภาวะซึมเศร้าได้เช่นกัน ทุกคนต้องเจอกับความเจ็บปวด สิ่งที่แตกต่างคือการรับมือกับมันของแต่ละคน หากเราพยายามจะหนีจากมัน ความเจ็บปวดจะยิ่งติดอยู่ในความทรงจำ เราจะไม่มีทางลืมหรือสลัดมันหลุดไปได้ แต่หากเราเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน ร้องไห้ออกมา แล้วหาทางแก้ปัญหาไม่ให้เราต้องเจ็บปวดจากสาเหตุเดิม ๆ อีก เราจะเอาชนะและก้าวข้ามความเจ็บปวดนั้นไปได้อย่างถาวร เหมือนกับตอนเราเป็นเด็ก เราวิ่งหกล้มเป็นแผล เรารู้สึกเจ็บ แม้ผู้ใหญ่จะมาปลอบเราด้วยการบอกว่า ไม่เจ็บหรอกนะ เดี๋ยวก็หาย แต่เราก็รู้ดีว่ามันเจ็บ การพยายามหลอกความรู้สึกจึงเป็นเรื่องที่ไรประโยชน์ เราควรรีบไปล้างแผล ปฐมพยาบาล และพยายามไม่หกล้มแบบเดิมอีก การหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เจ็บ หรือการหาทางออกเช่นการดื่มเหล้า เล่นยา เพื่อให้ลืมความเจ็บปวดนั้นไป มีแต่จะยิ่งสร้างบาดแผลให้ตัวเองเจ็บปวดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดผลกระทบในระยะยามตามมา ดังนั้นการเผชิญหน้าเพื่อรับมือและแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นให้เป็นส่ิงที่มีประโยชน์ต่อตัวเราเองกันดีกว่า แปรรูปความเจ็บปวดด้วยงานศิลปะ หนึ่งในอาชีพที่สามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นงานศิลปะได้ดีที่สุดก็คือ “ศิลปิน” ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี, นักแต่งเพลง, นัดวาดภาพ, นักเขียนหนังสือบทกวี หรือแม้กระทั่งนักเขียนนวนิยาย พวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนห้วงอารมณ์อันมืดมนจนกลายเป็นผลงานที่ช่วยบรรเทาจิตใจ ต่อยอดจนเกิดเป็นการสร้างรายได้ในที่สุด เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่พูดกันลอย ๆ เพราะจากบทสัมภาษณ์ในหลาย ๆ


