ความเจ็บปวดและความโศกเศร้าเป็นสิ่งที่กระทบกับจิตใจเรา คงไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับมัน แต่สัจธรรมคือเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันไปไหนได้เพราะความทุกข์ย่อมมาคู่กับความสุขเสมอ แต่การสะสมความเจ็บปวดไว้ในตัวเรามากเกินไปสุดท้ายมันจะส่งผลกระทบไปสู่อาการอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ เช่น ความเครียด, นอนไม่หลับ, วิตกกังวล อาจจะเป็นต้นตอของการเกิดสภาวะซึมเศร้าได้เช่นกัน ทุกคนต้องเจอกับความเจ็บปวด สิ่งที่แตกต่างคือการรับมือกับมันของแต่ละคน หากเราพยายามจะหนีจากมัน ความเจ็บปวดจะยิ่งติดอยู่ในความทรงจำ เราจะไม่มีทางลืมหรือสลัดมันหลุดไปได้ แต่หากเราเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน ร้องไห้ออกมา แล้วหาทางแก้ปัญหาไม่ให้เราต้องเจ็บปวดจากสาเหตุเดิม ๆ อีก เราจะเอาชนะและก้าวข้ามความเจ็บปวดนั้นไปได้อย่างถาวร เหมือนกับตอนเราเป็นเด็ก เราวิ่งหกล้มเป็นแผล เรารู้สึกเจ็บ แม้ผู้ใหญ่จะมาปลอบเราด้วยการบอกว่า ไม่เจ็บหรอกนะ เดี๋ยวก็หาย แต่เราก็รู้ดีว่ามันเจ็บ การพยายามหลอกความรู้สึกจึงเป็นเรื่องที่ไรประโยชน์ เราควรรีบไปล้างแผล ปฐมพยาบาล และพยายามไม่หกล้มแบบเดิมอีก การหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เจ็บ หรือการหาทางออกเช่นการดื่มเหล้า เล่นยา เพื่อให้ลืมความเจ็บปวดนั้นไป มีแต่จะยิ่งสร้างบาดแผลให้ตัวเองเจ็บปวดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดผลกระทบในระยะยามตามมา ดังนั้นการเผชิญหน้าเพื่อรับมือและแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นให้เป็นส่ิงที่มีประโยชน์ต่อตัวเราเองกันดีกว่า แปรรูปความเจ็บปวดด้วยงานศิลปะ หนึ่งในอาชีพที่สามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นงานศิลปะได้ดีที่สุดก็คือ “ศิลปิน” ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี, นักแต่งเพลง, นัดวาดภาพ, นักเขียนหนังสือบทกวี หรือแม้กระทั่งนักเขียนนวนิยาย พวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนห้วงอารมณ์อันมืดมนจนกลายเป็นผลงานที่ช่วยบรรเทาจิตใจ ต่อยอดจนเกิดเป็นการสร้างรายได้ในที่สุด เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่พูดกันลอย ๆ เพราะจากบทสัมภาษณ์ในหลาย ๆ
Sriracha Sauce อีกหนึ่งบทเรียนของคนไทยในเรื่องการจดสิทธิบัตร
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ในที่สุดจะมีการประกาศภาคต่อ Squid Game 2 อย่างเป็นทางการ เพราะนี่คือหนึ่งในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Netflix แต่ที่น่าสนใจคือข้อมูลสำคัญของภาค 2 ที่แง้มมาพร้อมประกาศจาก Hwang Dong-hyuk ผู้กำกับและผู้สร้าง Squid Game ข้อมูลจาก memo ขอบคุณแฟน Squid Game ทั่วโลก แอบเปิดเผยว่าซีรีส์ภาคต่อจะมี Gi-hun พระเอกจากภาคแรก มี The Front Man ชายหน้ากากดำลึกลับ รวมถึง Gong Yoo ชายในชุดสูทกับเกม ddakji (ตั๊กจี) และตัวละครลับ Cheol-su แฟนหนุ่มของตุ๊กตา Young-hee ตุ๊กตา A E I O U ก็จะกลับมาเช่นกัน ต้องติดตามกันต่อไปว่าเกมใน season 2 จะเดือดและโหดแค่ไหน แม้ season แรกจะใช้เวลานานถึง 12
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่ามกลางความขัดแย้งและความรุนแรงของสังคมในปัจจุบัน ดนตรี Punk มักถูกพูดถึงอยู่เสมอในฐานะอาวุธในคราบเสียงดนตรี ที่มาพร้อมการสั่นสะเทือนสังคม แม้ในปัจจุบัน วัฒนธรรม Punk จะโดนแปรรูปไปด้วยรูปแบบที่หลากหลาย จนกลายเป็นเพียงความขบถอันแสนเจือจางไปแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ของดนตรี ก็ยังกล่าวถึงความ Punk อยู่เสมอ ในฐานะผู้บุกเบิก / ปฏิวัติ และทำลายล้างขนบเก่า ๆ ให้สิ้นซากไปซึ่งอายุอานามของแนวนี้มีมาได้ครึ่งศตวรรษแล้ว และสำหรับคนที่ยังรู้จักดนตรีแนวนี้ไม่เพียงพอ เราขอเวลาคุณสักครู่ มาทำความรู้จักความ Punk ผ่าน 10 บทเพลงนี้ รับรองมันส์ถึงแก่นอย่างแน่นอน The Stooges – “Search and Destroy” (1973) การปรากฏตัวของ The Stooges ท่ามกลางความมึนงงของแฟนเพลงที่ในช่วงเวลานั้นยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “Punk” เนื่องจากช่วงนั้นดนตรี Hard Rock ยังคงยึดหัวหาดอยู่ จนทำให้วงพบความล้มเหลวของ 2 อัลบั้มแรกติด ๆ กัน จึงตัดสินใจแยกทางเพราะคิดว่าฝืนไปก็ไม่น่ารอด จนกระทั่ง David Bowie เห็นแววและพลังทำลายล้างที่มีอยู่ในตัวสูง
เมื่อปี 2016 พวกเราเคยพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Bomb At Track วงแร็ป ร็อก/เมทัล สุดร้อนแรงที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยอย่างตรงไปตรงมาแบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม จนทำให้พวกเขากลายเป็นวงที่ถูกพูดถึงและเข้าไปยึดพื้นที่ความชื่นชอบของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่นิยมเสพเพลงนอกกระแส เวลาผ่านไป 6 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างในวง Bomb At Track ก็ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละนิดตามวัยและวุฒิภาวะที่เติบโตขึ้น ในวันนี้สมาชิกทั้ง 5 ได้แก่ เต้ (ร้องนำ), เมษ (กีตาร์), ปุ้ย (กีตาร์), ข้น (เบส) และนิล (กลอง) อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลและศิลปากร ได้พาดนตรีของพวกเขาข้ามไปอีกขั้นด้วยการก้าวเข้ามาสู่สังกัดใหญ่อย่าง Genie records ภายใต้เครือ GMM Grammy และล่าสุดพวกเขาเพิ่งจะส่งอัลบั้มใหม่ลำดับที่ 2 “Bomb The System” ออกมาให้แฟน ๆ ได้เสพกันเป็นที่เรียบร้อย แต่ในระหว่างทางพวกเขาได้ระเบิดระบบความคิดไปในทิศทางใดกันบ้าง คำตอบมีรอทุกคนอยู่แล้วครับ “อำนาจเจริญ” ความหมาย ณ ที่นี้ไม่ใช่จังหวัดในภาคอีสาน แต่มันคือซิงเกิลแรกของวง
นาทีนี้คงไม่มีผู้ชายไทยคนไหนเนื้อหอมไปกว่า เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอีกแล้ว เนื่องจากจำนวน ส.ส. ประมาณ 50 ที่นั่ง (อย่างไม่เป็นทางการ) ที่พรรคภูมิใจไทยมีอยู่ในมือถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะตัดสินอนาคตประเทศไทยว่าจะไปในทิศทางไหน แต่ไม่ว่าเสี่ยหนูจะเลือกฝ่ายไหน ก็ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าเขาและพรรคภูมิใจไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นนโยบาย ‘กัญชาเสรี ปลูกได้บ้านละ 6 ต้น’ ที่ทุกคนรอคอยก็ใกล้ความจริงเข้าไปอีกขั้นแล้ว ว่าแต่กัญชามันปลูกยังไงล่ะ? เนื่องจากที่ผ่านมาในประเทศไทยกัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 มาโดยตลอด ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้จึงไม่แพร่หลายนัก แต่ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่หนุ่ม ๆ สายเขียวจะกลายเป็นเกษตรกรไปด้วยกัน เลือกเมล็ดพันธุ์ สำหรับนักปลูกหน้าใหม่ชาวไทย การเลือกเมล็ดพันธุ์คือสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศบ้านเราแตกต่างจากประเทศฝั่งตะวันตกที่ปลูกกัญชากันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เข้ากับสภาพอากาศมา ความพยายามในขั้นตอนต่อไปก็อาจจะสูญเปล่า สิ่งต่อมาที่ต้องพิจารณาคือความเหมาะสมของเมล็ดพันธุ์กับสถานที่ปลูก เพราะบางสายพันธุ์เติบโตได้ดีในที่ปิด บางสายพันธุ์เติบโตได้ดีในที่โล่ง นอกจากนั้นก็แล้วแต่รสนิยมของคุณแล้วว่าชอบการออกฤทธิ์ของสายพันธุ์ไหนและสายพันธุ์ไหนเข้ากับคุณที่สุด สภาพแวดล้อมพื้นฐาน น้ำ: เช่นเดียวกับพืชชนิดอื่น กัญชาต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต ในกรณีที่ปลูกกลางแจ้ง ถ้าพื้นที่ที่คุณปลูกมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องน้ำ แต่ถ้าปลูกในปริมาณมาก คุณก็จำเป็นต้องหาน้ำจากแหล่งอื่นมาเสริม น้ำคือสื่อที่นำพาสารอาหารล่อเลี้ยงต้นกัญชา นอกจากนั้นยังถูกใช้เพื่อล้างระบบไฮโดรโพนิก ค่า pH ของน้ำมีความสำคัญมาก เครื่องวัดค่า pH จึงเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ปลูกกัญชา อุณหภูมิ: กัญชาเป็นพืชที่แข็งแรงมาก
น่าจะเป็น Jaguar E-Types ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดในปัจจุบันแล้ว เพราะนี่คือ 1965 Series 1 Roadster ที่ถูกนำมาชุบชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้งนึงชนิดใหม่ยันหัวน็อตโดย Jaguar Classic นำออกมาขับโชว์ในขบวนฉลอง Queen of England’s Platinum Jubilee ที่ผ่านมา เป็น 1 ใน 26 คันของ Jaguar Land Rover ที่เตะตาเรามากที่สุด Jaguar Classic ใช้เวลาถึง 12 เดือนเต็มในการสร้าง Series 1 E-Type คันนี้ขึ้นมาใหม่แบบ one-off สำหรับลูกค้าคนพิเศษที่สั่งระบุว่าต้องการรถที่สร้างขึ้นตรงกับปีเกิดของเจ้าตัวด้วย ซึ่งเป็นการแสดงฝีมือการ restore รถเพื่อให้โลกได้เห็นในวันงานที่สำคัญที่สุดของคนอังกฤษ ภายนอกโดดเด่นแปลกตาด้วยตัวถังสี deep metallic blue และภายในสีแดง ได้แรงบันดาลใจมาจากสีบนธงชาติอังกฤษ ซึ่งกระบวนการหุ้มหนังทุกขั้นตอนใช้วิธีแบบดั้งเดิม เย็บและประกอบด้วยมือทั้งหมด มีการเพิ่มเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ เข้าไปภายใต้รูปแบบดีไซน์ที่ยังคงความคลาสสิค ไม่ว่าจะเป็นจอ Infotainment
นับย้อนไปตั้งแต่การเปิดตัวนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำรุ่นแรกของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1965 เทคโนโลยีนวัตกรรมการบอกเวลาของ Seiko ได้ทำให้มาตรฐานของวงการนาฬิกาเปลี่ยนแปลงไป และทำให้ชื่อของไลน์อัพ Seiko Prospex เป็นสัญลักษณ์ของความท้าทายทุกขีดจำกัด เป็นตัวแทนคอลเลกชั่นเครื่องบอกเวลาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาและผู้ที่หลงใหลในการผจญภัย ไม่ว่าจะใต้น้ำ เหนือท้องฟ้า หรือแม้กระทั่งบนบกก็ตาม และในปี 2022 นี้ นาฬิกา The Black Series หนึ่งในซีรีส์ยอดนิยมของ Seiko Prospex ได้ก้าวข้ามความท้าทายสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ที่ไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่เพียงการดำดิ่งสู่ท้องทะเลลึก กับการเปิดประสบการณ์การเดินป่าตั้งแคมป์ในยามค่ำคืน เพื่อดื่มด่ำความงามท่ามกลางความเงียบสงบ ซึ่งพร้อมสะกดทุกสายตาด้วยแสงจากธรรมชาติบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิท จนแทบจะมองเห็นดวงดาวทั้งกาแล็กซี่ โดยเฉพาะในบางพิกัดบนท้องฟ้าที่เผยความงามผ่านแสงสีเขียวเรืองรองที่สาดส่องลงมากระทบกับเงาของต้นไม้รอบด้าน จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition รุ่นใหม่ล่าสุด Seiko Prospex Black Series “Night Vision” Collection นำแรงบันดาลใจจากท้องฟ้าของผืนป่ายามค่ำคืน มาถ่ายทอดลงบนตัวเรือนทั้งหมด 3 แบบ ทั้ง 3 รุ่น
หน้าที่ของสีสัน ไม่ได้มีแค่แต่งแต้มให้โลกนี้สดใส แต่สียังใช้เป็นสิ่งแทนบุคลิก / ตัวตน / ความหลงใหล รวมถึงสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้เป็นอย่างดี และสกู้ตเตอร์ที่เปี่ยมไปด้วยสีสันอย่าง VESPA ก็พร้อมที่จะสะท้อนตัวตนและเรื่องราวในทุกแง่มุมของผู้เป็นเจ้าของเช่นกัน ซึ่งในวันนี้ UNLOCKMEN x VESPA จะมาร่วมบอกเล่าเรื่องราวตัวตน และสไตล์ของ ‘เดียร์ – ชัชพงษ์ อำภรรัตน์’ ชายผู้มีความสุขกับทุกสิ่งที่ได้ทำในทุกวัน เพราะจากที่เคยสัมภาษณ์ผู้คนมานับไม่ถ้วน ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นคนแรกที่บอกกับเราว่า “แค่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องออกไปทำงานก็มีความสุขตุนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว” และเหตุผลที่ Passion ของเดียร์ มีค่า = ความสุข มันมาจากสารตั้งต้นของการเริ่มต้นลงมือทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งอาจฟังดูเหมือนง่าย แต่กว่าจะพาตัวเองมาสู่จุดนี้ได้ เขาเล่าให้ฟังว่ามันต้องผ่านด่านยากในการตอบคำถามตัวเองว่าชอบอะไร และตีโจทย์ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะพิชิตเส้นทางความชอบของตัวเองได้ ก่อนที่จะใช้ความพยายามพาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมาย จนสุดท้ายตอนนี้เขาคือชายที่เป็นทั้งผู้ช่วยช่างภาพ / นายแบบ และยังเป็นเจ้าของกิจการทุเรียนแสนอร่อยจากสวนเมืองจันทบุรี ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำไปด้วยความชอบล้วน ๆ ไม่เพียงแค่การยึดความชอบมาเป็นอาชีพ แต่ความซื่อสัตย์ชัดเจนในความชอบของตัวเอง มันถูกสะท้อนออกมาผ่านสไตล์ของเดียร์เช่นกัน แม้จะเป็นลุคการแต่งตัวที่ดูเซอร์ ๆ ง่าย ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสไตล์ที่เห็นนั้นสามารถขับเน้นคาแรคเตอร์ของผู้ชายคนนี้ออกมาได้อย่างเด่นชัด ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องของสีสันคือสิ่งที่ผู้ชายสไตล์เรียบแต่ชัดคนนี้ให้ความสำคัญ เพราะเขาเชื่อว่าสีเป็นอีกสิ่งที่ช่วยเสริมความมั่นใจ และใช้แทนตัวตนได้เป็นอย่างดี ซึ่งสีที่สะท้อนความเป็น


