ในช่วงต้นยุค 2000’s หรือยุคมิลเลเนียม ดนตรีร็อกในอเมริกามีกระแสดนตรีหลากหลายแนวที่ได้รับความนิยม แต่หลัก ๆ ต้องยกให้ นูเมทัล, ป๊อปพังก์ และโพสต์กรันจ์ แม้วงเหล่านี้จะนิยมเล่นดนตรีที่หนักหน่วงและเกรี้ยวกราด แต่พวกเขาก็มีเพลงช้าไว้ใช้สำหรับการโปรโมตเป็นอาวุธติดตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งเพลงเหล่านี้ที่ทำให้ชื่อเสียงของวงในยุคนั้นต่างโด่งดังและประสบความสำเร็จ Unlockmen Playlist จึงขอนำเสนอบเพลงร็อกจากฝั่งอเมริกาแห่งยุค 2000’s ที่อยู่ในความทรงจำของทุกคน มาร่วมย้อนเวลาไปหาความรู้สึกดี ๆ เหล่านั้นกันครับ 1.IN THE END LINKIN PARK ผลงานจากอัลบั้มแรกนามว่า Hybrid Theory ของวง Linkin Park ซึ่งถือได้ว่าเป็นเพลงที่ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักชื่อของพวกเขาอย่างกว้างขวางกับดนตรีสไตล์แร็ป/ร็อก นูเมทัล ที่มาพร้อมกับเมโลดี้ทั้งดนตรีและเสียงร้องสุดติดหู ชนิดที่ว่าฟังครั้งเดียวก็ติดหนึบในโสตประสาทแบบแกะไม่ออกเลยทีเดียว 2.MY SACRIFICE CREED วง Creed ถือเป็นวงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดเพลงร็อกในอเมริกากับดนตรีสไตล์โพสต์กรันจ์ที่เน้นเนื้อหาเอาใจชาวคริสเตียน แต่ถ้าจะให้พูดถึงบทเพลงที่โด่ดังที่สุดตลอดกาลคงต้องยกให้กับ “My Sacrifice” ที่นอกจากดนตรีจะตราตรึงใจ ตัว MV ก็กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกคนต่างจดจำโดยเฉพาะซีนที่ Scott Stapp อยู่บนเเรือและได้ดึงตัวเองอีกคนที่จมน้ำขึ้นมา 3.WHERE EVER
ถ้าให้คุณนึกถึงรถยนต์ที่โดดเด่นด้วยความเร็ว, ความแรง อีกทั้งยังโดดเด่นไปด้วยดีไซน์ที่โคตรเท่ สิ่งที่แล่นเข้าหัวของคุณอย่างรวดเร็วจะต้องนึกถึง Nissan Skyline GT-R อย่างแน่นอน แค่ได้เห็นชื่อก็รู้สึกได้ถึงความทรงพลังแล้ว มันคือรถยนต์ในตำนานที่ถูกกล่าวขานมาโดยตลอดเสมอ ซึ่งในปัจจุบันราคาของมันโดยเฉพาะรุ่นตั้งแต่ยุค 90’s ลงไปพุ่งทะยานขึ้นไปสูงหลักหลายล้านเลยทีเดียว Nissan Skyline มีคนที่หลงใหลอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ถ้าหากพูดถึงในบ้านเราคงจะมีแค่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่อุทิศชีวิตให้รถยนต์รุ่นนี้ทุกลมหายใจ เขาเป็นคนที่สะสม Nissan Skyline GT-R ไว้มากที่สุดในประเทศไทย และเขามีนามว่า “รัฐชัย ธรรมารัตน์” หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีในนาม “Heng’s Garage” ความชอบรถยนต์ตั้งแต่วัยเยาว์ เฮงเป็นคนที่ชื่นชอบรถยนต์มาตั้งแต่เด็ก ๆ เขาให้ความสนใจทุกครั้งที่เห็นรถยนต์ในทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนน, ทีวี หรือนิตยสารต่าง ๆ เฮงได้เก็บความรู้สึกชอบเอาไว้จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงมัธยม เขาได้ไปเจอเพื่อน ๆ ในโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่เริ่มมีรถยนต์ขับกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เฮงได้มีรถคันแรกเป็นของตัวเอง “ตอนช่วงมัธยมเพื่อน ๆ ก็มีรถกันแล้วแต่เรายังไม่มี จนสุดท้ายผมก็ได้ซื้อรถคันแรกเป็นของตัวเองคือ Volvo 940 ซื้อมาปุ๊ปผมก็เอามาแต่งเลย ทำเฮดเดอร์, วางเทอร์โบ สุดท้ายมาจบที่ลงเครื่อง 2J ส่วนสาเหตุที่ซื้อเพราะผมมองเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก
ในที่สุด BMW M4 CSL ก็มาถึงแล้ว ความแรงที่สัมผัสได้ตั้งแต่ดีไซน์ด้านนอก เป็นรถที่ทำเวลา Nurburgring’s Nordschleife circuit ได้เร็วที่สุดในตระกูล BMW เท่าที่เคยมีมา ด้วยสถิติใหม่ 7 นาที 15.677 วินาที BMW M4 CSL ใช้เครื่องยนต์ B58 twin-turbocharged 3.0-liter 543 hp, 649 Nm or torque ตั้งแต่ 2,750 rpm อัด boost pressure เพิ่มเป็น 30.5 psi ในตัวถังที่ลดน้ำหนักให้เบาลงกว่า M4 Competition ได้ถึง 109 กิโลกรัม ด้วยการรื้อเบาะหลังออกเปลี่ยนเป็นที่เก็บ helmet ใช้วัสดุ carbon-fiber-reinforced plastics (CFRP) ในหลายจุดของรถ ส่งกำลังลงสู่ล้อหลังด้วยเกียร์ M
เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลอันย่ำแย่โดยแท้จริงสำหรับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เต็มไปด้วยนักเตะซุปเปอร์สตาร์ค่าตัวแพงมากมาย แต่กลับต้องหล่นจากทีมลุ้นแชมป์กลายมาเป็นทีมที่ต้องลุ้นพื้นที่ไปยูโรป้าลีกแทน ถึงแม้ว่าจะมีการปลดโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ไปกลางฤดูกาล และได้ราล์ฟ รังนิค เข้ามาคุมทีมขัดตาทัพชั่วคราว แต่ผลงานกลับไม่กระเตื้องขึ้นทำเอาแฟนบอลปีศาจแดงไม่อยากจะเสียเวลาเปิดดูแมตช์การแข่งขันกันเลยทีเดียว แน่นอนว่านอกจากแทคติกของโค้ชที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่บรรดานักเตะฟอร์มห่วยก็มีส่วนกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเช่นกัน ใครที่ได้ชมเกมการแข่งขันจะพบว่ามีนักเตะหลาย ๆ คนเล่นบอลเหมือนไม่มีแพชชั่น ขาดความกระหายในการไล่ล่าชัยชนะ มันแตกต่างจากนักเตะทีมลุ้นแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือลิเวอร์พูล โดยสิ้นเชิง เอาจริง ๆ ก็เทียบไม่ได้กับทีมที่ลุ้นพื้นที่ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์, อาร์เซนอล และเชลซี เลยด้วยซ้ำ ปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อว่าเป็นสิ่งแรกที่เอริก เทน ฮาก ว่าที่กุนซือคนใหม่ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะต้องจัดการเป็นอย่างแรกเพื่อปรับปรุงทีมให้เข้ารูปเข้ารอย และเป็นการคัดกรองนักเตะจากความรอยัลตี้ที่มีต่อสโมสรด้วยเช่นกัน และนี่คือเหล่าบรรดานักเตะที่ในฤดูกาลนี้สอบตกอย่างรุนแรง พอล ป๊อกบา กองกลางชาวฝรั่งเศสที่มีทรงผมโดดเด่นกว่าฝีเท้า ป๊อกบาถูกปีศาจแดงในยุคของโจเซ่ มูริญโญ่ซื้อตัวกลับมาจากยูเวนตุสด้วยค่าตัวสูงถึง 89.3 ล้านปอนด์ พร้อมกับการขายคอนเทนตด้วยคำว่า “Pogback” เขามาพร้อมกับความคาดหวังของบรรดาแฟนบอลที่อยากจะเห็นเข้าโชว์ฝีเท้าเทพ ๆ เหมือนสมัยที่วาดลวดลายกับทีมม้าลาย อย่างไรก็ตามตลอด 6 ฤดูกาลที่ค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด
เคยใช่ไหม? ที่ต้องมานั่งรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ได้ยินหรือพบเห็นคำนินทา บางครั้งก็ทำให้เรามานั่งสงสัยว่าเราไปทำอะไรให้เจ็บแค้นเคืองโกรธขนาดนั้นเลยหรอ? บางครั้งมันก็ลุกลามทำให้เราเครียด จนสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต เพราะต้องมาคอยนั่งระแวดระวังว่าจะถูกใครด่าใครนินทาบ้าง เล่นเอาเสียความเป็นของตัวเองไปเลย หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้น และยังหาทางออกไม่ได้ ลองมาดูวิธีรับมือพวกปากหอยปากปูเพื่อกู้ความสุขเราให้คืนกลับมาจากทาง Unlockmen กันดีกว่าครับ ช่างแม่ง หลักการแรกพูดง่าย ๆ แต่ทำยากคือการ “ปล่อยวาง” หรือจะให้พูดแบบภาษาเข้าใจง่ายกว่านั้นคือ “ช่างแม่ง” เพราะชีวิตเรามันเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะได้พบเจอคำนินทาต่าง ๆ นานา ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหมือนกับชาวพุทธศาสนิกชนที่ชอบพูดกันว่า “แม้แต่พระพุทธเจ้า ยังโดนนินทา” ดังนั้นเราก็ไม่ควรไปให้ค่า ไม่ไปสนใจเสียงพวกนี้เลย คิดซะว่าเหมือนเสียงนกเสียงกาเสียงหมาเห่า พอเหนื่อยเดี๋ยวก็หยุดกันไปเอง หากเราสามารถใช้วิธีการปล่อยวางได้ จิตใจของเราก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น แถมมีภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเรื่องน่ารำคาญใจด้วยเช่นกัน ฟ้องร้อง เอาให้หนัก แม้เราจะสามารถปล่อยวางเป็น แต่เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรปล่อยผ่านเพราะถ้าหากคำนินทาหรือใส่ร้ายทำให้เราเสื่อมเสียเกียรติ ชื่อเสียง หรือมีผลกระทบกับองค์กรณ์ของเรา วิธีการฟ้องโดยใช้กฏหมายเล่นงานดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หากเรามีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ต่าง ๆ บนโซเชียลเนตเวิร์ก, ข้อความตามแชทส่วนบุคคล หรืออะไรก็แล้วแต่ที่สามารถอ้างอิงเป็นข้อมูลยืนยันได้ เราก็ดำเนินการแจ้งความฟ้องหมิ่นประมาทกับทางสถานีตำรวจ ก่อนจะส่งต่อให้ทนายช่วยดูแลเคสและตามมาด้วยเข้าสู่กระบวนการของศาลในที่สุด แม้อาจจะเป็นวิธีที่เสียเวลา แต่นี่คือการฟาดกลับอย่างถูกต้อง สะใจ แถมอาจจะได้ค่าเสียหายกลับมาใช้เล่น ๆ อีกด้วย อย่าลืมให้พรบ.คอมให้คุ้มค่า
[เนื้อหามีสปอยล์เล็กน้อย] หากจะให้พูดถึงภาพยนตร์ทาง Netflix ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้คงต้องยกให้ “Gangubai Kathiawadi” หรือที่ทุกคนต่างเรียกกันสั้น ๆ ว่า “คังคุไบ” ภาพยนตร์ของประเทศอินเดียที่ถูกสร้างมาจากการอ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ เป็นการนำเสนอเรื่องราวของโสเภณีที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิให้กับเหล่าหญิงสาวที่ประกอบอาชีพเดียวกับเธอ จนกลายเป็นที่กล่าวขานไปทั่วประเทศ “คังคุไบ” นำแสดงโดย อาเลีย บาตต์ นักแสดงสาวชาวอินเดียมากความสามารถ เธอสามารถตีทุกบทบาททุกอารมณ์ได้แตกกระเจิง ซึ่งมันถูกส่งออกมาผ่านแววตาที่ทำให้เราเชื่อในสิ่งที่เธอแสดงได้อย่างหมดจด รวมไปถึงบรรดานักแสดงสมทบทั้ง อชัย เทวคัน ซึ่งรับบทเป็น ราฮิม ลาลา มาเฟียผู้พลิกชีวิตคังคุไบ, จิม ซาร์บ รับบทเป็น เฟซี นักข่าวผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้คังคุไบกลายเป็นที่รู้จัก และนักแสดงอีกหลาย ๆ คนต่างก็สวมบทบาทแต่ละตัวละครออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกคนต่างมีความสำคัญในเรื่องราวที่ดำเนินไปด้วยความเข้มข้นด้วยจังหวะที่มีกราฟขึ้นลงจนไปถึงจุดไคลแมกซ์ แม้ภาพยนตร์จะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะแต่ก็ไม่ได้ทำให้การรับชมรู้สึกน่าเบื่อแต่อย่างใด อีกสิ่งที่โดดเด่นมาก ๆ คือภาพและบรรยากาศภายในภาพยนตร์ที่ถ่ายทำออกมาได้สวยและงดงามทุกซีนแบบชนิดที่ว่าสามารถแคปเจอร์ออกมาเป็นภาพถ่ายสวย ๆ ได้ตลอดทั้งเรื่อง แต่เหนือสิ่งอื่นใด “คังคุไบ” ได้มอบแรงบันดาลใจให้เรามีความกล้าในหลาย ๆ เรื่องดังนี้ กล้าต่อสู้เพื่อความยุติธรรม คังคุไบเธอต้องมาประกอบอาชีพโสเภณีโดยไม่ได้สมยอม ทำให้เธอต้องก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมที่เธอไม่ต้องการ แต่ถึงกระนั้นเธอก็มีมุมมองถึงศักดิ์ศรีในตัวมนุษย์เช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์ในเรื่องจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอถูกทำร้ายร่างกายจนทำให้ต้องสูญเสียการหารายได้ไปช่วงใหญ่ ๆ ทำให้เธอตัดสินใจรวบรวมความกล้าเพื่อนำเรื่องราวดังกล่าวไปบอกถึงบุคคลที่เธอคิดว่าจะทวงคืนความยุติธรรมในครั้งนี้ได้ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้รู้จักคนคนนั้นมาก่อน แต่ด้วยวาทะศิลป์ของคังคุไบ ทำให้เธอสามารถพิชิตความไม่ถูกต้องได้สำเร็จ กล้าต่อสู้เพื่ออำนาจที่ต้องการ คังคุไบมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ตอนนี้ ไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดถึง Multiverse หรือในภาษาไทยเรียกกันว่า “พหุจักรวาล” หรือ จักรวาลคู่ขนาน กันเยอะขึ้น โดยเฉพาะโลกของซูเปอร์ฮีโร่ในฮอลลีวู้ดที่ในช่วงปีที่ผ่านมา คำๆนี้ดูจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่คนดูหนังสนใจไปเลย หากแต่ในฮอลลีวู้ดแล้ว โลกคู่ขนานไม่ได้เพิ่งมาเกิดในยุคนี้ แต่ถือกำเนิดมานานแสนนานแล้ว เรามาดูกันว่าที่มาของเทรนด์นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมถึงกลายเป็นเทรนด์สุดฮิตของภาพยนตร์ในยุคนี้ ต้นกำเนิดของคำว่า “MULTIVERSE” “Multiverse” คำ ๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงประเดี๋ยวประด๋าว แต่เกิดขึ้นมาแล้วนับร้อยปี เมื่อนักปรัชญาและนักจิตวิทยานามว่า William James ได้บัญญัติคำ ๆ นี้ไว้ในบทความที่ชื่อว่า “Is Life Worth Living” เมื่อปี 1895 เพื่อสนับสนุนแนวคิดที่ว่า “เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างโดดเดี่ยว และตัวตนของเราอาจจะกำลังโลดแล่นอยู่ในจักรวาลคู่ขนานที่แตกต่างก็เป็นได้” แต่คำๆนี้กลับมาฮิตอีกครั้งในยุค 70s เมื่อ Michael Moorcock นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง หยิบคำ ๆ นี้มาใช้ในนิยายแฟนตาซีเรื่อง The Eternal Champion จึงทำให้คำๆนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย นับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่หากจะกล่าวว่า The Eternal Champion
สำหรับใครที่อยู่ในแวดวงอสังหาฯ น่าจะพอรับรู้ได้ถึงสัญญาณของตลาดที่กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยความเคลื่อนไหวของ Developer ทั้งค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ ที่ต่างก็เดินหน้าเปิดกลยุทธ์พร้อมลุยศึกแย่งชิงตลาดกันอย่างดุเดือด ซึ่งผู้นำวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่อย่าง RAIMON LAND (ไรมอน แลนด์) ก็เป็นอีกรายที่พร้อมลุยศึกใหญ่ครั้งนี้ โดยความเคลื่อนไหวของไรมอน แลนด์ ครั้งล่าสุดนั้นไม่ใช่แค่การเปิดเกมรุกเพื่อยึดพื้นที่ตลาดลักซ์ชัวรี่ในไทยเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเป้าหมายในการเป็น Developer เจ้าแรกในไทย ที่พร้อมมอบความพิเศษเฉพาะตัวให้กับลูกค้าในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายใต้คอนเซ็ปท์ “Luxury Reimagined” โดย คุณ ‘กรณ์ ณรงค์เดช’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า “สำหรับการดำเนินธุรกิจ บริษัทเดินหน้าตามแผนการรีแบรนด์ ยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงง่าย ทันสมัยมีสไตล์มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการปรับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ใหม่ของไรมอน แลนด์ ภายใต้คอนเซ็ปท์ Luxury Reimagined เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายให้เข้าถึงคนเจเนอเรชั่นใหม่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ ด้วยการออกแบบระดับเวิลด์คลาสที่ผสมผสานเทคโนโลยีรวมถึงนวัตกรรมที่ทันสมัยในทุกโครงการ” “นอกจากนี้ทางไรมอน แลนด์ จะยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งงานออกแบบตกแต่งภายใน ภายนอก งานภูมิสถาปนิก
Blur คือหนึ่งในวงร็อกแห่งอาณาจักรบริตป๊อปที่รุ่งเรืองสุดขีดในช่วงยุค 90’s พวกเขาฝากผลงานไว้ทั้งหมด 8 อัลบั้มพร้อมด้วยเพลงฮิตติดหูผู้ฟังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “Girls And Boys”, “Beetlebum”, “Coffee And Tv” และอีกหนึ่งเพลงที่แม้ไม่ใช่แฟนของวง Blur ก็ต่างรู้จักกันดี มันคือเพลง “Song 2” นั่นเอง “Song 2” เป็นเพลงที่รวมอยู่ในอัลบั้มที่มีชื่อเดียวกับวง ถูกปล่อยให้ฟังครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน ปี 1997 หรือ 25 ปีที่ผ่านมา ตัวดนตรีแม้จะดูง่าย ๆ ไม่มีความซับซ้อนแต่ก็มีความโดดเด่นด้วยความมันส์กับซาวด์กีตาร์แตกสนั่น เสียงร้องยียวนกวนประสาท และมีความกระชับด้วยความยาวเพียง 2:02 นาที พร้อมด้วยการบิวด์ท่อนฮุคที่จดจำง่ายด้วยคำว่า “วู้ฮู้” เป็นตัวเลือกในการปลดปล่อยอารมณ์ความสนุกออกมาได้ดีมาก จนสุดท้ายมันได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งผลงานเพลงที่ประสบความสำเร็จของวง Blur แต่รู้หรือไม่จริง ๆ แล้วเราเกือบจะไม่ได้ฟังเพลง “Song 2” ในเวอร์ชั่นที่มันส์สะใจ เพราะจุดเริ่มต้นของเพลงนี้มันมาจากดนตรีที่บรรเลงด้วยอะคูสติคกีตาร์ที่มีคำร้องในท่อนคอรัสว่า “วู้ฮู้” แถมยังมาในรูปแบบเพลงช้าอีกต่างหาก แต่โชคดีที่ทาง Graham


