การหลบไปทำอะไรตามลำพังบางครั้งบางคราวเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอยากกินข้าวคนเดียว อยากนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ หรือต่อกันพลา เพราะเราต่างต้องการเวลาส่วนตัวกันทั้งนั้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การกระทำบางสิ่งด้วยตัวคนเดียวส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้อื่น เมื่อนั้นโลกจะเรียกคุณว่า ‘lone wolf’ ปัจจุบันเรามักพบเจอกับความรุนแรงและการก่อการร้ายในสังคมอยู่บ่อยครั้ง บ้างอาจเป็นทีมหรือลัทธิความเชื่อสุดโต่งก็ร่วมกันวางแผนก่อเหตุสะเทือนขวัญและก็มีหลายครั้งที่เหตุร้ายเกิดขึ้นจากฝีมือคนคนเดียว ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ UNLOCKMEN เริ่มขุดคุ้ยถึงที่มาของคำว่า ‘lone wolf’ ที่เห็นบ่อยครั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อหาคำตอบว่าหมาป่าเดียวดายที่ถูกสังคมถีบออกมามีเรื่องราวและความเป็นมาอย่างไร หมาป่าเดียวดายส่วนใหญ่บาดเจ็บจากสังคม ความหมายแรกเริ่มของคำว่า ‘lone wolf’ หรือ ‘หมาป่าเดียวดาย’ ไม่ได้ถูกมองแง่ลบเหมือนปัจจุบัน แต่เป็นคำจำกัดความสำหรับเรียก ‘คนที่ชอบทำอะไรคนเดียว’ ไม่ว่าจะกินข้าวคนเดียว ไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวก็สามารถเรียกว่า lone wolf ได้ทั้งนั้น เมื่อลองสืบหาต้นตอของคำคำนี้จริง ๆ พบว่า lone wolf อ้างอิงมาจากลักษณะนิสัยของหมาป่าที่อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนไม่ต่างจากมนุษย์ และเกือบทุกกลุ่มก็มักมีหมาป่าบางตัวที่ถูกขับออกจากฝูง ทำให้นิสัยของหมาป่าเดียวดายส่วนใหญ่ที่ถูกขับ มักชอบลงมือทำอะไรเสี่ยง ๆ เพราะไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าเทียบกับคนสามารถเห็นได้ชัดกับกรณีคนผิวสีอยู่ท่ามกลางคนขาวทำให้คนผิวสีที่เป็นส่วนน้อยรู้สึกแปลกแยก จึงทำให้ความหมายของ lone wolf ออกไปในเชิงลบมากกว่าบวก ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปคำว่าหมาป่าเดียวดายไม่ได้แปลว่าคนที่ชอบทำอะไรคนเดียวอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การก่อการร้ายแบบลุยเดี่ยว’ ให้ความหมายเชิงลบดำมืด โดย
“คอนเนกชัน” คืออีกกุญแจหนึ่งที่จะไขบานตูแห่งโอกาสใหม่ ๆ ให้ชีวิตลูกผู้ชายอย่างเรา คอนเนกชันไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความสามารถ แต่มันหมายถึงการที่เราทำความรู้จักคนที่เหมาะสม ผูกมิตรภาพและใช้ใจแลกใจจนเกิดเป็น “คอนเนกชันที่ดี” ซึ่งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ความสามารถและผลงานของเราไปอยู่ถูกที่ถูกทางได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามคอนเนกชันไม่ได้ลอยมาจากอากาศ การรู้จักสร้างคอนเนกชันให้เหมาะสมก็ถือเป็นอีกความสามารถหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้และฝึกฝน เพื่อให้ทุกปาร์ตี้ ทุกการสังสรรค์ หรือทุกงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยคอนเนกชันให้เก็บเกี่ยว เราจะได้สร้างบทสนทนาได้ลื่นไหล วางตัวได้ราบรื่น และเข้ากับผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด “ตรงกลาง” คือตำแหน่งสำคัญ หลายคนคิดว่าการสร้างคอนเนกชันจากบทสนทนานั้นมีแค่สกิลการพูดเท่านั้นที่สำคัญ จนหลงลืมไปว่า “ตำแหน่งที่เราเลือกอยู่” ในงานสังสรรค์หรืองานทางธุรกิจนั้น ๆ ก็สำคัญและมีความหมายไม่แพ้กัน เราเข้าใจดีว่าการไปในที่ที่เราไม่รู้จักใครเลย และหลาย ๆ คนก็มากันเป็นกลุ่มหรือดูจะรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว การเลือกเดินเข้าไปที่มุมห้อง แล้วยืนมองใครต่อใครจากมุมนั้นมันให้ความรู้สึกอุ่นใจกว่า แต่ในความอุ่นใจนั้นก็เป็นการตัดโอกาสของตัวเราเองเช่นกัน เพราะในปาร์ตี้ที่ต่างคนต่างต้องการหาคอนเนกชันและคนส่วนใหญ่อาจแปลกหน้าต่อกันนั้น ไม่มีใครเดินข้ามห้องจากมุมหนึ่งไปมุมหนึ่ง (โดยเฉพาะเมื่อสถานที่นั้นกว้างใหญ่) เพื่อหาคนที่อยากคุยโดยเฉพาะ แต่ผู้คนมักเลือกคนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา คนที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขา หรือคนที่มองเห็นได้ง่าย ไม่ต้องสอดส่ายสายตาหาให้เหนื่อย การเลือกยืนตรงกลางห้องจึงถือเป็นตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมา หรือมองมาจากมุมไหนก็เห็นและง่ายต่อการที่ทั้งเราและเขาจะเริ่มต้นทำความรู้จักกัน ซึ่งมีประสิทธิภาพกว่าการไปยืนอยู่มุมห้องรอใครเดินเข้ามา และจบลงด้วยการยืนไถมือถืออย่างเหงา ๆ จนจบงาน ถ้าไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาแบบไหนให้ “ชื่นชม” คนอื่น บางครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปเริ่มต้นบทสนทนากับคนแปลกหน้า หรือแม้แต่การยืนกลางห้องแล้ว แต่ถ้าไม่มีใครมี Eye Contact
BMW เปิดตัวอาร์ตคาร์คันล่าสุดของค่ายครั้งนี้กับสายพันธุ์แรงอย่าง M2 โดยได้ตำนานสตรีตอาร์ตจากนิวยอร์กอย่าง Leonard Hilton McGurr หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ Futura BMW Art Cars โปรเจ็คต์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1975 จากแนวคิดของ Herve Poulain นักแข่งรถชาวฝรั่งเศสที่ต้องการถ่ายทอดผลงานศิลปะลงบนรถยนต์ ก่อนให้กำเนิดอาร์ตคาร์คันแรกเป็น BMW 3.0 CSL รุ่นปี 1975 ซึ่งเป็นรถที่ Herve Poulain ใช้ในการแข่งขัน Le Mans และศิลปินในครั้งนั้นคือ Alexander Calder เพื่อนของเขานั่นเอง นับจากนั้นมา BMW Art Cars กลายเป็นโปรเจ็กต์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีศิลปินระดับโลกร่วมฝากผลงานของตัวเองลงบนยนตรกรรมของ BMW มากมายไม่ว่าจะเป็น David Hockney, Roy Lichtenstein, Frank Stella และ Andy Warhol ล่าสุดเป็นผลงานของศิลปินสตรีตสุดเก๋าอย่าง Futura ที่ใช้ชื่อว่า BMW x
คงต้องยอมรับว่ากว่าที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นคงไม่ง่ายแบบในละคร และชีวิตการทำงานก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เราคิดเสมอไป หากมากไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคแสนท้าทายที่กำลังทดสอบตัวคุณอยู่ อีกหนึ่งบททดสอบในชีวิตการทำงานคงหนีไม่พ้นโปรเจกต์ยาก ๆ ที่ไม่มีเพื่อนร่วมงานหน้าไหนอยากจะรับมาทำ แต่ท่านหัวหน้าสุดที่รักดันโยนโปรเจกต์นี้มาให้คุณ ความรู้สึกแรกอาจประหม่าเล็กน้อยและกระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้านั่งนึกดูดี ๆ แล้วนี่ถือเป็นโอกาสสำคัญในเส้นทางความสำเร็จของคุณเลยด้วยซ้ำ วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำ 4 เทคนิคที่ช่วยให้หนุ่ม ๆ พิชิตโปรเจกต์ยาก ๆ ได้ราวกับปอกกล้วยเข้าปาก อย่าเพิ่งดูถูกตัวเองไป เพราะไม่มีอะไรที่ผู้ชายอย่างคุณทำไม่ได้! ค้นหาข้อจำกัด จริงอยู่ที่การจะคิดงานใหญ่ต้องมีใจนิ่งสงบ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือคุณต้องค้นหาข้อจำกัดของโปรเจกต์นั้น ๆ เสียก่อน อย่างเช่นถ้าคุณต้องทำโปรเจกต์ใหญ่ ใช้คนจำนวนมาก ใช้เวลามาก แต่มีงบประมาณจำกัด คุณควรทำอย่างไร? การค้นหาข้อจำกัดจะทำให้คุณเห็นภาพใหญ่ขึ้นว่าทรัพยากรหรือเงินทุนที่มี สามารถนำไปทำอะไรได้บ้างและทำอะไรไม่ได้ วิธีนี้จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุด และไม่เปลืองพลังงานที่ต้องเสียไปกับการคิดอะไรที่ทำไม่ได้ แถมยังเหลือเวลาให้คุณไปทุ่มเทพลังกายพลังใจทั้งหมดกับงานทำได้จริง กำหนดระยะเวลาการทำงานอย่างเป็นระบบ การทำโปรเจกต์ยาก ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นอกจากต้องอาศัยพลังงานมหาศาลแล้ว สิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้กำหนดการต่าง ๆ ราบรื่นได้คือการกำหนดระยะเวลาทำงานที่เป็นระบบ สมมติถ้าโปรเจ็กต์นี้มีเวลาให้คุณทำเพียงหกเดือน หนุ่ม ๆ ควรคิดและวางแผนว่าแต่ละเดือนจะทำอะไร และงานยิบย่อยต่าง ๆ ควรทำให้เสร็จภายในวันไหน กลับกันถ้าไม่มีเดดไลน์หรือการวางแผนงานที่แน่ชัด อาจมีแนวโน้มที่คุณจะต้องทำงานด่วนงานร้อน
สำหรับหนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบและติดตามเกมรวมดาราเอ็นบีเอ หรือ NBA All-Star Game การแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลโดย NBA ที่จัดกันเป็นประจำทุกปีช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่แบ่งเป็นทีมฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเพื่อกระโดดเข้าสู่สังเวียน เพื่อแข่งกันว่าใครจะสามารถยัดลูกกลม ๆ ลงในห่วงได้มากกว่ากัน การแข่งขันรวมดาวของ NBA เต็มไปด้วยความเข้มข้น มีนักกีฬาบาสเกตบอลชื่อดังหลายคนตบเท้าเข้าสู่การแข่งขันนี้ วงการพนันก็คึกคัก สื่อหลายสำนักต่างให้ความสนใจการแข่งขัน NBA All-Star Game จึงทำให้แบรนด์แฟชั่นน้อยใหญ่เล็งเห็นว่าหากสามารถร่วมคอลแลปส์กับการแข่งนี้ได้ ไอเทมของพวกเขาก็จะได้อยู่บนหน้าสื่อจำนวนมากอย่างแน่นอน Diamond Supply Co. แบรนด์สเกตบอร์ดสุดเก๋าที่มีต้นกำเนิดเมื่อปี 1998 โดย Nick Diamond ชายผู้เกิดไอเดียว่าอยากมีแบรนด์สเกตบอร์ดและสตรีตแวร์เป็นของตัวเอง เขาเริ่มสร้างทั้งหมดภายในห้องพักหนึ่งเล็ก ๆ ในอพาร์ตเมนต์เมืองซานฟรานซิสโกพร้อมกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแบรนด์ แถมยังสามารถสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการสตรีตแฟชั่นครั้งใหญ่ในปี 2005 เมื่อการร่วมออกแบบสนีกเกอร์กับ Nike SB จนได้ออกมาเป็นรุ่น Nike SB Dunk Low “Tiffany” สี Aqua/Chrome ที่โดดเด่นยิงโดนความชอบผู้ชายสายสตรีตไปเต็ม ๆ จนทำให้ราคาของรองเท้าคู่นี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สำหรับปี 2020 แบรนด์
ตั้งแต่ปลายปี 2019 มาจนถึงต้นปี 2020 อย่างตอนนี้ นอกจากหลากแบรนด์นาฬิกาจะนิยมนำโมเดลรุ่นไอคอนิกมาต่อยอดและสร้างงานดีไซน์แบบร่วมสมัยแล้ว หลายแบรนด์ยังเริ่มหันมาสนใจการผลิตนาฬิกาทหารมากขึ้นด้วย ล่าสุดแบรนด์นาฬิกายอดนิยมตลอดกาล Casio จับมือกับกองทัพอังกฤษ หรือ กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร (The United Kingdom’s Ministry of Defence) เปิดตัว ‘G-SHOCK x The British Army Mudmaster’ นาฬิกาลายพรางที่มีรูปลักษณ์เท่ดุดันแบบทหาร และใช้วัสดุแข็งแรงทนทานเพื่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายหรือท้าทาย นาฬิกาเรือนนี้ถือเป็นนาฬิกาหนึ่งในสามรุ่นพิเศษของ Casio ที่เปิดตัวในปี 2020 ใช้เคสเรซินเสริมคาร์บอนสามชั้นและ Carbon Core Guard โครงสร้างต้านแรงสั่นสะเทือนที่พัฒนาขึ้นใหม่ นำวัสดุคาร์บอนที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทานมาใช้ ช่วยให้นาฬิกาเรือนนี้ทนต่อแทบทุกสภาพอากาศได้ ขณะเดียวกันผู้สวมใส่ก็สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องตัว เพราะตัวเรือนมีขนาด 53 มิลลิเมตรและน้ำหนักอยู่ที่ 92 กรัมเท่านั้น เหตุที่หน้าปัดของ G-SHOCK x The British Army Mudmaster ดีไซน์มาเป็นสีดำ เนื่องจากกองทัพอังกฤษต้องการให้ผลิตนาฬิกาที่ไม่ดึงดูดความสนใจขณะสวมใส่มากเกินไป แถมสีดำยังช่วยพรางและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมมากกว่า ตัวหน้าปัดใช้กระจก
ในยุคที่งานไม่ได้หาง่าย ๆ แถมหลายองค์กรยังปลดคนออกเพื่อความคล่องตัว การสมัครงานแล้วโดนปฏิเสธจึงอาจเกิดขึ้นได้กับใครหลาย ๆ คน บางคนโดนปฏิเสธเพราะคุณสมบัติไม่ถึง เพราะตำแหน่งในองค์กรไม่ว่าง หรือเพราะความต้องการไม่ตรงกัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการปฏิเสธที่ผู้ชายอย่างเราเข้าใจได้ แต่เมื่อโดนปฏิเสธไม่รับเข้าทำงานด้วยเหตุผล “คุณดีเกินไป” หรือ OVERQUALIFIED เรามักจะงงเป็นไก่ตาแตก คิดว่าจะมีแค่คนรักเท่านั้นที่บอกปฏิเสธเราด้วยเหตุผลนี้ อ้าว แต่ที่ทำงานไม่ต้องการคนดี ๆ หรอกเหรอ? ดีเกินไปมันเกินไปอย่างไร? ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่า OVERQUALIFIED คืออะไรกันแน่ UNLOCKMEN พาสำรวจความหมายที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่า “ดีเกินไป” ที่องค์กรใช้ปฏิเสธไม่รับเราเข้าทำงาน ไม่ได้ดีเกินไป แต่เราจ่ายคุณไม่ไหว บางทีคำว่าดีเกินไป หรือ OVERQUALIFIED นั้นไม่ได้หมายความว่าเรามีคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบเกินที่เขาต้องการแต่อย่างใด แต่อาจหมายความว่าคุณสมบัติเรานั้นก็ตรงกับประกาศรับสมัครของตำแหน่งนั้นทุกประการ แต่เขาไม่สามารถจ่ายค่าคุณสมบัติที่เราเรียกไปได้ไหว แล้วจริง ๆ เขาต้องการอะไร? เขาต้องการคนที่คุณสมบัติเท่านี้แต่เรียกค่าตอบแทนต่ำกว่าเรา รวมถึงยินดีรับคนที่คุณสมบัติไม่ถึง (แต่บอกว่าจะทำตามคุณสมบัตินั้นให้ถึง) และเรียกค่าตอบแทนต่ำกว่า ดังนั้นไม่ต้องมัวกังวลว่าเราดีเกินไป หรือสิ่งที่เรามีมันแย่ แต่แค่ความต้องการเขากับเราเรื่องค่าตอบแทนต่อคุณสมบัติที่เหมาะสมนั้นไม่ตรงกัน แม้ประสบการณ์และการเรียนรู้จะสำคัญกว่าค่าตอบแทน แต่การทำงานในองค์กรที่ไม่เห็นคุณค่าของความสามารถเรา ก็เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มเสี่ยง เพราะหมายความว่าทัศนคติขององค์กรอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสามารถคนทำงานมากพอ และนั่นอาจทำให้คุณทุกข์ทรมานมากกว่ามีความสุข คุณดีพอนะ แต่เรากลัวว่าคุณจะจากเราไปไว คำว่าดีเกินไปจากบางองค์กร คือการบอกว่าเรานี่แหละดีมาก เหมาะสมที่สุด
หนุ่ม ๆ ที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะจากค่าย Ducati เตรียมตัวต้อนรับโมเดล 2 ล้อคันใหม่ล่าสุดของค่ายในฐานะรถที่ทรงพลังที่สุดของค่ายบิ๊กไบค์จากอิตาลี ชื่อของมันคือ Superleggera V4 (ซูเปอร์เลกจีรา วีโฟร์) ผ่านเวลามา 2 ปีหลังจากเปิดตัว Panigale V4 ที่ทรงพลัง แต่ดูเหมือน Ducati ยังต้องการผลิตรถที่มีพลังเพิ่มขึ้นเสมอ ล่าสุดพวกเขาพัฒนาโมเดล Superleggera V4 ที่จะเข้ามารั้งตำแหน่งโมเดลที่เร็วที่สุดของค่าย และมีแผนจะผลิตเพียง 500 คันเท่านั้นโดยแต่ละคันจะมีหมายเลข xxx-500 เป็นของตัวเอง Superleggera V4 เป็นรถที่ทีมนักออกแบบและวิศวกรของ Ducati ตั้งใจพัฒนาให้เป็นรถที่ล้ำสมัยทั้งเรื่องการวัสดุและงานดีไซน์ ใช้งานออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ GP16 Aerodynamic Design ที่ขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุดของ Ducati ในปัจจุบัน วัสดุใน Superleggera V4 เป็นส่วนผสมระหว่างคาร์บอนไฟเบอร์ ไทเทเนียม และแมกนีเซียม รถคันนี้เป็นโมเดล 2 ล้อที่สามารถวิ่งบนท้องถนนได้ถูกต้องตามกฎหมายคันเดียวที่มีโครงสร้างตัวถังเป็นคาร์บอนไฟเบอร์เหมือนกับรถแข่งในสนามโดยไม่ต้องปรับแต่งอะไร โปรเจ็กต์นี้ Ducati ยังร่วมมือกับ Ohlins
สำหรับคอดนตรีร็อกในเมืองไทย เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงของ “The Rock Pub” หนึ่งในแหล่งรวมตัวคนชอบดนตรีร็อกที่จัดว่ามีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ในกรุงเทพฯ รวมถึงในบ้านเราเลยทีเดียว ชาวร็อกหลายคนอาจจะเคยไปมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้ว่าร้านนี้ตั้งอยู่ส่วนไหนในประเทศ ลองคิดดูดี ๆ ว่าคุณเคยเห็นตึกอิฐที่ดูน่าเกรงขามข้าง Coco Walk ติด BTS ราชเทวี ตึกนั้นหรือไม่? ใช่ครับที่นั่นคือที่ตั้งของ The Rock Pub ภายนอกสถานที่แห่งนี้อาจทำให้หลายคนคิดว่า ‘ดูเก่า’ ไม่ก็อาจจะคิดว่าดูน่ากลัว แต่สำหรับคนที่เคยเข้าไปคลุกคลีเสพดนตรีทั้งคืนจนถึงร้านปิดอย่างเราแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย ที่เข้ามาเต้น มาร้อง มากระโดด มาพูดคุย บ้างก็นั่งเฉย ๆ ฟังดนตรีกันอย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นสถานที่สำหรับผู้ที่มีใจรักต่อดนตรีร็อกอย่างแท้จริง บางครั้งก็อาจจะมากกว่าเครื่องดื่มที่พวกเขาถือในมือเสียอีก ด้วยความที่เห็น The Rock Pub มาอย่างช้านาน เราจึงเกิดคำถามว่าใครเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้? และเขาทำอย่างไรให้ร้านเป็นดนตรีเฉพาะกลุ่มลักษณะนี้ให้ดำรงอยู่ได้? วันนี้ UNLOCKMEN จึงเข้ามาสนทนากับ “คุณเต๋า – นนทเดช บูรณะสิทธิพร” ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของคนปัจจุบันของร้าน และเราก็ได้พบว่า The


