หากจะกล่าวถึงวงดนตรีแนว Goth-Rock ที่ขึ้นหิ้งเป็นระดับตำนานไปแล้ว เชื่อว่า The Cure จะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครหลายคนคิดถึง พวกเขาก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1976 สมาชิกในวงเข้า ๆ ออก ๆ ผลัดเปลี่ยนมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย มีผลงานสตูดิโออัลบั้มมากถึง 13 ชุด ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาพวกเขาจะออกทัวร์อยู่เนือง ๆ และเพิ่งจะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครบรอบ 30 ปีอัลบั้ม Disintegration ไป แต่อัลบั้มล่าสุดอย่าง 4:13 Dream มันก็ผ่านมานานกว่า 12 ปีแล้ว เพราะถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปี 2008 หลังจากที่ปล่อยข่าวออกมาสักพักแล้วว่า The Cure กำลังอยู่ในกระบวนการทำอัลบั้มใหม่ แต่ก็รอกันเนิ่นนานจนแฟนเพลงแซวว่า Robeth Smith แกล้งอำให้แฟนเพลงดีใจเล่น ล่าสุดฟรอนต์แมนวัยเก๋าท่านนี้ก็ออกมาคอนเฟิร์มเรื่องนี้ที่งาน NME Awards เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา โดยเขากล่าวว่า “เดี๋ยวเพลงแรกจะถูกปล่อยออกมาเร็ว ๆ นี้แหละครับ เราอัดกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เชื่อว่าชาวร็อกหลายคนต้องคุ้นเคยกับชื่อนี้ ‘Ozzy Osbourne’ เพราะเขาคือบุรุษแห่งความมืดมิด อดีตนักร้องนำ Black Sabbath วงดนตรีวงแรก ๆ ของโลกที่บุกเบิกดนตรีแนวเฮฟวีเมทัล เขาเป็นหนึ่งในคนที่ใช้ชีวิตคุ้มมาก เหล้า ยา ปาร์ตี้ พี่แกเอาหมด จนหลาย ๆ คนถึงกับสงสัยว่าพี่แกรอดชีวิตมาถึงวันนี้ได้อย่างไร ห้อยพระอะไรถึงหนังเหนียวเสียเหลือเกิน ใครจะไปคาดคิดว่า Osbourne ในวัย 71 ปี จะออกมาเผยว่าตัวเองต้องทนต่อสู้กับโรคพาร์กินสัน (ภาวะอาการในกลุ่มการเคลื่อนไหวผิดปกติ) มาตั้งแต่ปี 2003 แล้ว เล่นเอาแฟนเพลงทั้งโลกตะลึงเพราะไม่เคยมารู้มาก่อน แถมเจ้าตัวยังออกทัวร์และไปร่วมงานกับศิลปินท่านอื่น ๆ ดูเป็นปกติสุขมาตลอด ถึงจะมีอาการมาตั้งแต่ปี 2003 แต่เพิ่งจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้จริง ๆ หลังประสบอุบัติเหตุหกล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีก่อนนี้เอง และเมื่อเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา เขาก็ได้ออกมาเผยเรื่องนี้ต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกในรายการ Good Morning America โดยเขาได้กล่าวว่า “ผมไม่ตายเพราะพาร์กินสันหรอก ผมอยู่กับมันมาเกือบทั้งชีวิต ผมโกงความตายมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ถ้าพรุ่งนี้คุณเจอข่าว Ozzy Osbourne ไปสบายแล้วในเช้าวันนี้ คุณคงจะไม่ตื่นเต้นแบบ ‘โอ้พระเจ้า!’ แต่คุณจะแบบ
เมื่อพูดถึงศิลปินชาวดัตช์ผู้โด่งดังจากยุค Post-impressionism (ลัทธิประทับใจยุคหลัง) ที่มีอิทธิพลและชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คงหนีไม่พ้น Vincent Van Gogh (ฟินเซนต์ ฟัน โคค) แต่คนไทยชอบเรียกเขาว่า “แวนโก๊ะ” ชายมากฝีมือผู้มีอาการทางจิตพร้อมกับปริศนาหูซ้ายที่หายไปทิ้งความสงสัยไว้ให้คนรุ่นหลัง เรื่องเล่าความเจ็บปวด ความคิด และมุมมองของแวนโก๊ะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านลายเส้นเป็นผลงานศิลปะ เมื่อตอนมีชีวิตเขาเป็นเพียงศิลปินไร้ชื่อ ไร้เงิน เป็นคนบ้าที่อยู่นอกสายตาของผู้คน แต่พอถึงคราวจากไปผลงานของเขากลับสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับโลกจนใคร ๆ ก็ต้องรู้จักแวนโก๊ะ ทำให้ช่วงเวลาหลายร้อยปีเรามักพบเห็นผลงานภาพวาดสีน้ำมันของเขาถูกผลิตออกมาเป็นสินค้าแฟชั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงปี 2020 ที่ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบแฟชั่นทันสมัย แบรนด์แฟชั่นของชาวดัตช์ที่มีชื่อว่า Daily Paper นำผลงานสุดยิ่งใหญ่ของแวนโก๊ะมาไว้บนเครื่องแต่งกายคอลเลกชัน Spring/Summer 2020 ด้วยการร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่สดใสต้อนรับหน้าร้อนที่มาเยือนเหมือนกับภาพดอกทานตะวันของยอดจิตรกร Daily Paper โด่งดังขึ้นจากการนำวัฒนธรรมของชาวแอฟริกามาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อผสานเข้ากับความร่วมสมัยสไตล์ยุโรป พวกเขาเล่าเรื่องราวของชาวแอฟริกาจนเป็นภาพจำของแบรนด์ไปแล้ว แต่ในครั้งนี้ Daily Paper หันมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอดอย่างแวนโก๊ะ และคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะบอกเล่าเรื่องราวอันแสนเศร้าแต่งดงามของเขาเพื่อระลึกถึงมรดกทางศิลปะที่เขาได้ทิ้งไว้ให้กับโลก ธีมของสีในคอลเลกชันนี้จะเน้นสีเหลืองกับสีน้ำเงินตามแบบภาพวาด Sun Flowers (ดอกทานตะวัน) และภาพ The Stary Night (ราตรีประดับดาว) ผลงานภาพสีน้ำมันสองชิ้นอันโด่งดัง ทำให้แจกเก็ตเดนิมถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองอ่อนพร้อมกับภาพของทิวทัศน์ไกลสุดลูกหูลูกตา
ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าตอนนี้โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้คนรุ่นใหม่ต่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งสารเตือนมาเป็นระยะ จนผู้คนต้องสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ประเทศไทยของเราก็เริ่มมีมาตรการงดใช้ถุงพลาสติก ส่วนบุคคลผู้มีอิทธิพลต่อโลกทั้งด้านการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อมและแฟชั่นก็หันมามองประเด็นนี้กันมากขึ้น รวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Nike ที่พร้อมก้าวเข้าสู่โลกแห่งการใ่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน Nike ถือเป็นแบรนด์เครื่องแต่งกายที่ตอบรับกระแสสังคมได้อย่างน่าประทับใจ พวกเขาเริ่มคิดคอนเซ็ปต์แฟชั่นเป็นมิตรกับโลกโดยใช้ชื่อว่า “Move to Zero” คอลเลกชันเพื่อสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อลดความเสียหายที่วงการแฟชั่นได้ทำไว้กับธรรมชาติเพื่อลดคาร์บอนกับของเสียอื่น ๆ ให้เหลือศูนย์ ผ่านกระบวนการออกแบบ คิดค้น ผลิต เพื่อนำไปใช้และนำกลับมาใช้ซ้ำอีกครั้งได้จริง ๆ ไอเทมในคอลเลกชัน Move to Zero ประกอบไปด้วยเสื้อฮู้ด สเวตเชิ้ต เสื้อยืด จ็อกเกอร์ และกางเกงขาสั้น ทั้งหมดทำจากวัสดุโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลผสานกับผ้าฝ้ายทนทานต่อการใช้งานแบบสมบุกสมบัน บางชิ้นก็ผสมผสานระหว่างโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลกับคอตตอนออร์แกนิกเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แถมกระบวนการผลิตยังใช้น้ำกับสารเคมีน้อยกว่าปกติ แบรนด์ยังเน้นย้ำอีกด้วยว่าถึงจะเป็นไอเทมที่สร้างสรรค์จากวัสดุรีไซเคิล แต่คุณภาพของผลงานก็ยังคงสูงตามมาตรฐานของ Nike UNLOCKMEN สนใจคอลเลกชัน Move to Zero โดยเฉพาะกางเกงขาสั้นทำจากเส้นใยอินทรีย์ (Organic Fiber) ร่วมกับวัสดุรีไซเคิล 60% ที่มองเผิน ๆ แทบไม่รู้เลยว่ากางเกงตัวนี้ทำมาจากวัสดุเหลือใช้เพราะดีไซน์ที่ทันสมัย
Y-3 แบรนด์ย่อยที่เกิดจากการร่วมมือของ Adidas ดีไซน์เนอร์มากฝีมือชาวญี่ปุ่น Yohji Yamamoto เตรียมฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับโมเดลรองเท้าในตำนานอย่าง Adidas Superstar ด้วยโมเดลรองเท้า 2 ใหม่ YOHJI PRO และ YOHJI STAR คือ 2 โมเดลรองเท้าในแคปซูลล่าสุดของ Y-3 มีให้เลือกทั้งแบบ Low และ Hi โดยโมเดล YOHJI STAR เป็นหุ้มข้อต่ำ (Low) มาในหนังพรีเมียมสีขาวและสีดำ เป็นรองเท้าที่ใช้โครงสร้างดั้งเดิมของ Adidas Superstar มาผสมผสานกับเทคโนโลยีและสัดส่วนแบบใหม่ทั้งความสูงของพื้นรองเท้าที่บางกว่าเดิมและ Rubber Shell Toe ขนาดเล็กลง ในส่วนของ YOHJI PRO จะเป็นรุ่นหุ้มข้อสูง (Hi) มาในดีไซน์คล้ายกับ YOHJI STAR ความพิเศษของรองเท้าในคอลเลกชันนี้คือหนังพิเศษสีดำที่เรียกว่า “Ecru” ในส่วนที่ร้อยเชือกและ Heel tap รวมถึงลายเซ็นของ
สำหรับผู้ที่ฟังเพลงสากลเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าคงจะคุ้นเคยชื่อของ LANY กันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย พวกเขาคือวงดนตรีแนว Indie Pop จาก Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสมาชิก 3 คน ประกอบด้วย Paul Klein (ร้องนำ,คีย์บอร์ด,กีตาร์), Les Priest (ชื่อเต็ม Charles Leslie Priest คีย์บอร์ด,ซินธิไซเซอร์,กีตาร์) และ Jake Goss (กลอง,แซมเพลอร์) พวกเขาก่อตั้งวงกันตั้งแต่ปี 2014 ก่อนจะมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพลงของพวกเขาถูกใจแฟนเพลงทั่วโลก รวมถึงแฟนเพลงชาวไทยที่ดูจะมากเพิ่มขึ้นทุกวัน ล่าสุดพวกเขาก็เพิ่งจะมาเปิดโชว์ที่ไทยในงาน Maya Festival 2020 ในวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา และในครั้งนี้ทาง UNLOCKMEN ก็ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาทั้ง 3 คนอย่างใกล้ชิด ด้วยความที่ครั้งนี้ LANY มาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยเป็นครั้งที่ 4 แล้ว มาดูกันว่านักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างพวกเขา จะตอบคำถามเกี่ยวกับ
ในยุคเทคโนโลยีเฟื่องฟูที่ระบบสตรีมมิงเพลงกำลังนิยมอย่างตอนนี้ น่าแปลกที่ทำไมผู้ชายบางยังหลงรักความคลาสสิกของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่า ๆ และแปลกยิ่งกว่านั้นเมื่อแผ่นไวนิลกลายเป็นของหายากและมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้ตอนแรกจะคิดว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นไวนิลคู่หู คงเป็นสิ่งของกระแสนิยมที่เข้ามาและจากไปในเร็ววัน แต่ช่วงไม่กี่ปีให้หลังดูเหมือนว่าเสียงเพลงอันเกิดจากการวางหัวเข็มลงบนร่องไวนิล ดังกึกก้องและเข้าไปอยู่ในใจผู้ชายหลายคนจนอยากซื้อสักเครื่องมาไว้ในครอบครอง เมื่อไม่กี่วันมานี้ Gearbox เปิดตัว ‘Gearbox MKII Transparent Turntable’ เครื่องเล่นแผ่นเสียงสุดเท่ ที่ใช้เคสโปร่งใสห่อหุ้มและสามารถมองเห็นกลไกการทำงานของเครื่องจักรได้เต็มสองตา แม้จานเสียงของเครื่องจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Braun PC 3 SV ของ Dieter Rams เครื่องเล่นแผ่นเสียงไอคอนิกแห่งปี 1955 แต่ Gearbox MKII Transparent Turntable ดีไซน์ขนาดมาให้กะทัดรัดกว่า ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ Gearbox สร้างเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบโปร่งใส แต่บอกเลยว่าครั้งนี้พวกเขาอัปเกรดสเปกให้เจ๋งขึ้นกว่าเดิมเยอะ ตัวหัวเข็มดีไซน์ด้วยลูกรอกอลูมิเนียมและใช้สายพานที่แข็งแรงทนทาน ช่วยให้เล่นแผ่นไวนิลได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ นอกจากนั้นยังผสมผสานระหว่างเครื่องเล่นเก่าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่เข้าด้วยกัน รองรับระบบบลูทูธให้หนุ่ม ๆ สตรีมเพลงไวนิลและส่งไปยังลำโพงไร้สายเพื่อกระจายเสียง Gearbox MKII Transparent Turntable ยังมีเทคโนโลยีจดจำเพลงออนบอร์ดที่สามารถระบุและส่งแทร็กจากคอลเลกชันไวนิลของคุณไปยังเพลย์ลิสต์บน Spotify ได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งยังมีปลั๊ก RCA สำหรับเชื่อมต่อกับลำโพงแบบมีสายได้อีกด้วย ไม่เพียงให้เสียงที่ยอดเยี่ยม
ย้อนเวลาไปสู่อดีตกับ The Longines Heritage Military 1938 ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทหารในยุคสมัยระหว่างสงคราม ผสมผสานดีไซน์คลาสสิกไร้กาลเวลา กับตัวเรือนสตีลขนาด 43 มม. ที่มาพร้อมกลไกไขลาน และเพื่อเป็นการสดุดีแด่ปีอดีตของนาฬิการุ่นนี้ที่ได้ผลิตออกมาโดยมีหมายเลขรุ่นและจำนวนผลิตเป็นตัวเลข “1938” นั่นเอง LONGINES แบรนด์นาฬิกาทรายติดปีก ผู้มีความชำนาญการในการผลิตนาฬิกามาเนิ่นนาน ได้พาคุณย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้งกับการนำนาฬิการุ่น The Longines Heritage Military มาตีความใหม่ ที่แต่เดิมนาฬิการุ่นนี้ได้ผลิตออกมาในปีค.ศ.1938 และได้รับการยกย่องให้อยู่ในคอลเลกชั่นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ในปีนี้ ลองจินส์ได้นำกลไกดั้งเดิมกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งและรังสรรค์ออกมาเพียง 1938 เรือนเท่านั้น จะเห็นได้ชัดว่าตัวเรือนสตีลขนาด 43 มม. มีความคล้ายคลึงกับนาฬิกาจากยุค 1930 และลองจินส์ยังได้ผสมผสานงานออกแบบที่มีความเรียบง่าย และมีรายละเอียดที่ทำให้หวนนึกถึงนาฬิการุ่นดั้งเดิมในอดีต อาทิ ขอบตัวเรือนที่มีความลาดเอียง และเม็ดมะยมนาฬิกาทรง “หอยเม่น” ที่ช่วยให้คุณสามารถปรับหมุนได้อย่างง่ายดาย ภายใต้กระจกหน้าปัดแซปไฟร์ทรงโดมที่ช่วยกันแสงสะท้อน หน้าปัดของ The Longines Heritage Military 1938 มาพร้อมสีดำแมตต์เรียบ ๆ ที่ทำให้อ่านเวลาได้อย่างง่ายดาย และเข็มนาฬิกาแบบยาวตรง (Baton) ตัวเลขอารบิกสีครีม
ตลอดช่วงเวลาของวาเลนไทน์ถือเป็นโอกาสดีสำหรับหนุ่ม ๆ สายสนีกเกอร์เฮดแน่นอน เพราะเทศกาลนี้มีรองเท้ารุ่นเด็ดดีไซน์แจ่มถูกปล่อยออกมาหลายคู่ และสำหรับช่วงเทศกาลแห่งความรักปีนี้ เราจะพาทุกท่านไปดูกันว่าแต่ละแบรนด์นั้นมีทีเด็ดอะไรปล่อยออกมากันบ้าง THREE STRIPE in VALENTINE ค่ายสามขีดเตรียมโมเดลรองเท้าไว้สำหรับวาเลนไทน์ทั้งรุ่นสุดเก๋าและรุ่นใหม่ล่ามาแรงใน Adidas Originals Valentine 2020 Collection ซึ่งประกอบไปด้วยโมเดล Superstar 2 คู่และโมเดล Stan smith 3 คู่ ถูกปรับงานดีไซน์ให้ออกมาเหมาะกับวันแห่งความรัก เริ่มต้นกับ Adidas Superstar คอลเลกชันนี้มากับอัปเปอร์หนังสีขาวและสีดำตกแต่งด้วยลายกราฟิกรูปหัวใจและโลโก้ Adidas Original ไว้ด้านนอกตัวรองเท้า รวมถึงเชือกสีขาวที่มีดลวดลายหัวใจสีแดงแต่เพิ่มพื้นที่ว่างให้กับรองเท้าด้วยลิ้นและ Heel Tap สีขาว ต่อมาเป็นโมเดล Stan Smith คู่แรกมาในอัปเปอร์หนังสีขาวตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยกราฟิก STAN SMITH สีแดงและรูปหัวใจแทนที่ในส่วน Heel Tap เป็นโมเดลไอคอนอีกคู่ที่เรียบง่ายและหยิบมาสวมอย่างมีสไตล์ได้เสมอ 2 คู่ต่อมาเป็น Stan Smith อีก2 สีคือ White/Green และ White


