นับว่าเป็น 2 of the best ในวงการแฟชั่น ที่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง Uniqlo และ Alexander Wang ที่ช่วยกันสร้างสรรค์ collection ใหม่ล่าสุดใน Airism collection Spring/Summer 2019 โดยการ Collaboration กับดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลกจากนิวยอร์กในครั้งที่สองนี้ เป็นการต่อยอดความมุ่งมั่นของไลฟ์แวร์ (LifeWear) ในการยกระดับการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการผสานคุณสมบัติการใช้งานที่ดีเยี่ยมของนวัตกรรมเนื้อผ้าแอริซึ่ม (AIRism) ของยูนิโคล่ เข้ากับสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของอเล็กแซนเดอร์แวง ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเราเช่นกัน ไม่ใช่แค่ในเรื่องของ Collection ที่น่าสนใจนี้เท่านั้น แต่มันคือโอกาสพิเศษที่เราจะได้บินไปสัมภาษณ์ Alexander Wang แบบสุด Exlcusive ถึงงานปาร์ตี้เปิดตัวในประเทศไต้หวัน ซึ่งโอกาสแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้พูดคุยกับ Designer ระดับโลกเบอร์นี้ แม้เวลาเราจะมีจำกัด แต่มันก็มากพอที่จะได้พูดคุยถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังการกลับมา Collaboration ครั้งนี้ และมันทำให้เราได้เห็นถึงความท้าทายในการออกแบบ LifeWear ที่ต้องบาลานซ์ทั้ง Design และ Technology ของเสื้อผ้าที่เรียบง่ายให้มีความน่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึง Signature ความเป็น
ฤดูร้อนสำหรับผู้ชายหลายคนคือช่วงเวลาแห่งการลุยไม่ยั้ง ช่วงเวลาแห่งกิจกรรมกลางแจ้ง ท้าแดด เสียงข้างในมันร่ำร้องให้ออกไปรับลมทะเล กระโจนใส่ฟองคลื่น ปีนหน้าผา เล่นน้ำสงกรานต์ ฯลฯ ในขณะที่ฤดูร้อนสำหรับผู้ชายหลายคนที่ไม่นิยมชมชอบแสงแดดและอากาศร้อนระอุ การเลือกหมกตัวอยู่ในบ้าน เปิดแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมเบียร์เย็น ๆ สักแก้วและหนังสือสักเล่มก็ไม่ต่างจากสวรรค์บนดิน วันนี้ UNLOCKMEN ขอเอาใจผู้ชายสายชิลรับหน้าร้อนด้วยการแนะนำหนังสือ 5 เล่มที่เหมาะกับฤดูร้อน แอบกระซิบว่าบางเล่มอาจทำให้ร้อนได้โดยไม่ต้องเจอแดดด้วยซ้ำ! เมา: ประวัติศาสตร์แห่งการร่ำสุรา ผู้เขียน: Mark Forsyth สำนักพิมพ์: bookscape หน้าร้อนอย่างนี้อะไรจะดีไปกว่าเบียร์เย็นฉ่ำชื่นใจสักแก้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชายขี้เมาหรือไม่เคยคิดจะเมาเลย แต่การมี “เมา: ประวัติศาสตร์แห่งการร่ำสุรา” ผลงานของ Mark Forsyth เล่มนี้อยู่ในครอบครองช่วงหน้าร้อนนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเล่มนี้จะพาเราดื่มด่ำเมามายไปกับประวัติศาสตร์แห่งการเมาที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ แต่ย้อนยาวไกลไปได้ถึงชาวอียิปต์โบราณ หรือยาวไกลไปถึงความเมาของจักรพรรดิจีน ในเล่มนี้เราจะได้พบความเมาในสารพัดมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม ถ้าเป็นผู้ชายขี้เมาเราก็อ่านเล่มนี้เพื่อดื่มเหล้าครั้งต่อไปได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่ใช่สายเมา แต่มีเหตุให้ต้องไปอยู่ในวงสนทนาของเพื่อนหรือธุรกิจที่เมากันเป็นประจำ อ่านเล่มนี้ไว้เป็นข้อมูลพูดคุยในวงเหล้าช่วงสงกราต์นี้รับรองว่าดูมีชั้นเชิงขึ้นหลายระดับแน่นอน หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ผู้เขียน: อุรุดา โควินท์
ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและการสื่อสาร ความคิดแหกคอกและความขบถของเด็กหนุ่มมักถูกหยิบขึ้นมาเล่าเป็นสีสันอยู่บ่อยครั้ง ครั้งนี้แบรนด์รองเท้าชื่อดังอย่าง Vans ก็เลือกหยิบเรื่องราวน่าสนใจจากหลายยุคสมัยมาสร้างความเท่ที่เต็มไปด้วยความขี้เล่นในคอลเลกชัน Galactic Goddess รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ Sk8-Hi และ Authentic ในคอลเลกชันนี้เต็มไปด้วยลายเส้นขยุกขยิกบนรองเท้า แต่ละลวดลายต่างมีเรื่องราวของตัวเองไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์สันติภาพที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องให้อังกฤษปลดอาวุธปรมาณู ต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่กลุ่มฮิปปี้นำไปติดรถตู้หรือนำไปวาดตามสถานที่เพื่อแสดงความต่อต้านสงครามและต้องการสันติภาพ นอกจากนี้ยังมีประโยค “One with the universe” เราคือหนึ่งเดียวกับจักรวาล และ “Made of Stardust” หรือเราทุกคนล้วนถูกสร้างมาจากละอองของดวงดาว ก็ถือว่าเป็นประโยคที่ซ่อนความคลาสสิกและโรแมนติกเอาไว้ รูปหัวกะโหลกพร้อมกับกระดูกขาวสองชิ้นไขว้กันอยู่ด้านล่าง สัญลักษณ์ที่สื่อถึงความตายที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคกลาง ประกอบกับดวงอาทิตย์ตรงด้านหลังของรองเท้า และดวงดาวน้อยใหญ่ ทั้งหมดถูกแสดงออกผ่านลายเส้นสไตล์กราฟิตี้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมนอกกระแส เปรียบดั่งความขบถของเหล่าวัยรุ่น ที่ให้ความรู้สึกแสบ ๆ กวน ๆ เวลาได้ขีดเขียนตามกำแพงตามใจ คล้ายกับว่ากำลังท้าทายอำนาจของรัฐหรือผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจ สลับกับลายตารางของหมากรุกที่เป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกตลอดกาลด้วยสีม่วง น้ำเงิน และสีดำ บริเวณด้านหน้าของ outer sole จะมีเส้นสีนำ้เงินและสีดำกลับกันเป็นลายทาง ส่วนด้านข้างและด้านหลังจะแต้มด้วยจุดสีเหลืองแบบไม่ได้ตั้งใจ คล้ายกับว่านำพู่กันไปจุ่มสีและมาจุดบนรองเท้า และตรง counter ก็ไม่ลืมที่จะประทับสัญลักษณ์ของแบรนด์ด้วยสีแดงโดดเด่น ลวดลายทั้งหมดและสไตล์การแต่งแต้มสีสันสามารถบอกเล่าช่วงเวลาแห่งวัยรุ่น การคิดนอกกรอบและความแสบซ่าไม่ฟังใครผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ และสีสันที่สดใส ทำให้รองเท้าผ้าใบ Galactic
โลกยนตรกรรมไม่เคยหยุดนิ่ง รวมถึงยังเหยียบคันเร่งพัฒนาอยู่เสมอจนผู้ชายอย่างเราได้ประโยชน์เต็ม ๆ ทั้งเรื่องเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามามีบทบาทต่อผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งการเข้ามาเป็นผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะ รวมทั้งสมรรถนะที่ยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หนุ่ม ๆ อย่างเรามีทางเลือกก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันมากกว่าที่เคย นอกจากเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกแบบก็ถือเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะรถยนต์ที่เปิดตัวใหม่ เพราะงานดีไซน์สามารถบอกตัวตนของรถยนต์แต่ละคันให้ประทับอยู่ในใจผู้คนไม่รู้ลืม หลายคนอาจไม่เคยรู้เลยว่ากว่าจะพัฒนาออกมาเป็นรถยนต์โฉมสุดท้ายที่เปิดตัวสู่สายตาผู้คน จะต้องผ่านการกลั่นกรองไอเดียและใช้เวลาออกแบบอย่างละเอียดขนาดไหน วันนี้จึงเป็นโอกาสดีของ UNLOCKMEN ที่ได้คุยกับ Mr. Matthias Junghanns หัวหน้าทีมดีไซเนอร์และผู้ดูแลการออกแบบรถยนต์ในเซกเมนต์ SAV จากค่ายใบพัดสีฟ้าอย่าง THE X7 ที่จะมาเล่าถึงปรัชญาการออกแบบยนตรกรรมคันล่าสุดที่ถือเป็นตำนานบทใหม่ของ BMW เลยก็ว่าได้ ไอเดีย ความใส่ใจและการแข่งขันที่ทำให้เกิดงานดีไซน์ชั้นเลิศ Matthias Junghanns เล่าเรื่องจุดเริ่มตอนการออกแบบ THE X7 ให้เราฟังว่า เดิมทีรถยนต์ในรุ่น X ของ BMWจะถูกมองเป็นรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานอย่างคล่องตัว เหมาะสำหรับลุยไปทุกที่เพราะเป็นรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนใหญ่มาในรูปแบบ Compact Luxury SUV หรือ Sub-Compact Luxury SUV แต่สำหรับ
ตอนเด็กเราร้องไห้ได้ง่าย ทำให้เราไม่ต้องแบกความเครียดติดตัวเอาไว้ แต่เมื่อเราโตขึ้นกลับกลายเป็นว่าการร้องไห้มันคือเรื่องยากที่จะทำ เพราะวัฒนธรรมบอกเราว่าการร้องไห้คือความอ่อนแอของคนแพ้เท่านั้น? “If you cry once a week, you can live a stress-free life.” นี่คือ Quote คำสอนของ Mr. Hidefumi Yoshida หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “namida sensei (Tears Sensei)” หรือกูรูด้านการร้องไห้ ผู้บุกเบิกให้คนญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียน้ำตา ซึ่งเป็นการระบายความเครียดที่ดียิ่งกว่าการหัวเราะหรือพักผ่อนทุกรูปแบบ ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าวัฒนธรรมการทำงานหรือแม้แต่การเรียนในประเทศญี่ปุ่นนั้นทั้งหนัก การแข่งขันสูง และการต้องเอาใจผู้ใหญ่ ส่งผลให้คนทำงานมีอัตราประสบปัญหาสุขภาพจากความเครียดสูงมาก ตัวเลขสถิติการฆ่าตัวตายจากปัญหาจากความเครียดเกี่ยวกับการทำงานในปี 2018 พุ่งสูงเกิน 2,000 ราย ทำให้คำว่า Karoshi “death by overwork” กลายเป็นประเด็นที่หลายบริษัทในญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก ด้วยปัญหานี้เอง การระบายความเครียดที่อัดอั้นใจยากจะหาวิธีระบายของคนทำงานในญี่ปุ่นด้วยการร้องไห้จึงเป็น Solution ที่กำลังได้รับความนิยมมาก ด้วยคุณสมบัติของการหลั่งน้ำตา ที่ไม่ใช่แค่ปกป้องดวงตาจากอาการระคายเคือง แต่มันยังช่วยละลายความเครียดจากระบบประสาทซิมพาเทติกในสมอง (Parasympathetic nerve activity) ซึ่งเป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่เราไม่สามารถสั่งการได้ เปรียบเสมือนระบบ
ดีเซลเผยคอลเลคชันแคปซูลใหม่ล่าสุดที่ประกอบไปด้วยไอเทมลิมิเตดทั้งหมด 12 รุ่นตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการทำงานร่วมกันครั้งพิเศษกับ Fedez แร็พเปอร์ชาวอิตาลี โดยคอลเลคชันนี้มีทั้งแจ็คเก็ตเดนิม สเวตเชิ้ต เสื้อยืด ถุงเท้า หมวก และแน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้ย่อมต้องเป็นงานเดนิมสุดพิถีพิถันชิ้นเอกลักษณ์ของดีเซล คอลเลคชัน Diesel x Fedez จะมีวางจำหน่ายทั่วโลกผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซของดีเซล และที่บูติคสำคัญของดีเซลในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก คอลเลคชันแคปซูล Diesel x Fedez ได้แรงบันดาลใจมาจากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่มีจำหน่ายหลังเวทีคอนเสิร์ตวงร็อคในอดีต เรื่อยไปจนถึงการแต่งกายของนักร้องแร็พและฮิปฮอปในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงงานศิลปะสุดโดดเด่นที่ก่อรูปขึ้นด้วยแสงของหลอดฟลูออเรสเซนต์ของ Dan Flavin สเวตเตอร์และเสื้อทีเชิ้ตที่มีรายละเอียดของการฟอกและย้อมสี ดูสะดุดตาและให้ความรู้สึกที่เบาสบายน่าสวมใส่ ด้วยเอกลักษณ์แบบวินเทจของการที่สีดำค่อย ๆ ซีดจางลงจนกลายเป็นสีเทา โดยมีการใช้โลโก้ในรูปแบบของการวางโลโก้ของสปอนเซอร์ในอีเวนต์ต่าง ๆ บนเสื้อผ้า แจ็คเก็ตเดนิมมีรายละเอียดของงานกราฟิติมือด้วยสีนีออน ส่วนกางเกงยีนส์มีการใช้เทคนิคการฟอกและการทำให้รุ่ยตลอดช่วงขา เผยให้เห็นรายละเอียดของการใช้สีนีออนและงานผ้าปะติดไปด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ เสื้อผ้าที่เหมาะกับนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่ในปี 2019 ที่ออกทัวร์ไปพร้อมกับคิดคำนึงถึงเหล่าศิลปินในอดีตที่ส่งอิทธิพลต่อตัวตนของพวกเขาภายใต้บริบทร่วมสมัยของยุคปัจจุบัน ด้วยแรงบันดาลใจจากสไตล์การแต่งตัวและเพลงของ Fedez เสื้อผ้าในคอลเลคชันนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะสวมใส่ไปสนุกกับคอนเสิร์ตดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปชมคอนเสิร์ตกลางสเตเดียมสุดยิ่งใหญ่ในช่วงค่ำ หรือจะย่ำเท้าไปในเทศกาลดนตรีกลางแจ้งตลอดช่วงกลางวัน เพราะรายละเอียดของการย้อมสีผ้าของเสื้อผ้าในคอลเลคชันนี้สามารถทำให้คุณดูโดดเด่นได้เสมอเมื่ออยู่ในอีเวนต์เหล่านี้ มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่
ถึงจะเป็นแนวดนตรีที่เข้าถึงไม่ง่ายนัก แต่จากความโด่งดังของ Lorde, Dua Lipa, Lana Del Rey, หรือแม้กระทั่ง Cigarettes After Sex ที่มาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราหลายต่อหลายครั้ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความนิยมของ Dream Pop ได้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในแนวดนตรีกระแสหลักไปแล้ว อย่างไรก็ตาม Dream Pop ไม่ใช่ของใหม่แกะกล่อง ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ประวัติศาสตร์ของมันยาวนานมาตั้งแต่ช่วงยุค 80 วันนี้ UNLOCKMEN เลือกพูดถึง 10 อัลบั้ม Dream Pop ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจบุัน อ้างอิงจากการจัดอันดับของ Pitchfork Floating Into the Night (1989) Artist: Julee Cruise ย้อนไป ณ ยุคบุกเบิกของ Dream Pop อัลบั้ม Floating Into the Night ของศิลปินสาวจาก ไอโอวา สหรัฐอเมริกา Julee Cruise คือหนึ่งในอัลบั้มที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด เมื่อ Falling หนึ่งในเพลงจากอัลบั้มนี้ได้รับเลือกจาก David Lynch ให้เป็นเพลงเปิดของ Twin Peaks ซีรีส์แนวลึกลับสืบสวนที่ดังที่สุดในยุคนั้น
‘ศิลปะ’ คือหนึ่งในคำที่มีความหมายกว้างที่สุดในโลก ไม่มีคำนิยามตายตัว มีมากมายหลายแขนง บ้างก็มีไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ บ้างก็มีไว้เพื่อสื่อความหมายอะไรบางอย่าง บ้างก็มีไว้เพื่อตีความ แต่ศิลปะแขนงที่เราจะพูดถึงวันนี้ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น เพียงแต่ต้องใช้ความสามารถขั้นสูงของศิลปินผู้สร้างสรรค์ ‘Hyper Realistic’ คือศิลปะที่มุ่งเน้นความสมจริง เน้นรายละเอียดทุกรูขุมขน จนยากที่จะแยกออกว่ามันคือภาพวาดหรือภาพถ่าย ศิลปะแขนงนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากยุค 70 ในประเทศสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นยุโรปโดยศิลปินผู้บุกเบิกคือ Carole Feuerman, Duane Hanson, และ John De Andrea บนหลักการแห่งสุนทรียศาสตร์ของแสงเสมือนจริงเพื่อแสดงออกถึงความเคลื่อนไหวของศิลปินหัวขบถสมัยใหม่ วันนี้ UNLOCKMEN มีภาพตัวอย่างบางส่วนมาให้ดู รับรองว่าเห็นแล้วตกตะลึงแน่นอน Pencil Drawings by Diego Fazio Acrylic Paintings by Jason de Graaf Oil Paintings by Pedro Campos Oil Paintings by Robin Eley Sculptures by Ron Mueck Oil Paintings by
ถือว่าเป็นปีทองของการ์ตูนขวัญใจเด็กผู้ชายอย่าง Gundam จริง ๆ เพราะปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 40 ปีนับตั้งแต่การ์ตูนกันดั้มออกฉายครั้งแรก นาฬิกาสารพัดแบรนด์ต่างก็ออกคอลเลกชันพิเศษเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันครับรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่น Casio แบรนด์จากสวิสเซอร์แลนด์อย่าง Tissot และล่าสุดคอลเลกชันพิเศษสุดหรูจาก Seiko ที่ออกนาฬิกาสวย ๆ ทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน Gundam Limited Edition สำหรับนาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่อยู่ในคอลเลกชัน Gundam จะใช้นาฬิกา LX Line คอลเลกชันล่าสุดมาปรับแต่งใหม่ โดยแต่งเติมเรื่องราวของ Mobile Suit รุ่น RX-78-2 สุดคลาสสิกเข้าไป ทำให้ตัวเรือนมีธีมสีแสนคุ้นตาทั้งสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง และสีแดง ขอบหน้าปัดครึ่งบนแต้มด้วยสีนำ้เงิน ส่วนครึ่งล่างใช้สีขาว ขีดของหมายเลข 12 จะดัดแปลงจากเส้นหนึ่งเส้นเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์เสาอากาศส่วนหมวกของรุ่น RX-78-2 ทั้งยังแถมสายนาฬิกาหนังจระเข้สีขาวมาให้อีกหนึ่งเส้น ราคาของ Gundam Limited Edition จะอยู่ที่ 630,000 เยน คิดเป็นเงินไทยราว 180,000 บาท


