TGIF แบบนี้เราเลิกพูดเรื่องกระตุ้นแพสชันกันสักพัก แต่ขอหันมาพูดเรื่อง Planner หรือการวางแผนการลงทุนในชีวิตบ้าง เพราะหลายคนมักจะพูดว่าเราไม่มีต้นทุนอะไรติดตัวมาก็ไม่จำเป็นต้องวางแผนอะไร ถ้าคุณบอกว่า ผมไม่มีเงินติดบัญชี ชีวิตนี้ไม่เคยลงทุนอะไรกับเขา หุ้นไม่ได้เล่น กองทุนไม่ได้ซื้อ เลยไม่มีเงินเก็บสักกะบาทกับเขา นั่นแปลว่าคุณกำลังลืมอะไรบางอย่าง เพราะหน่วยการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของวันนี้และอนาคตคือชีวิตของคุณ ยังจำได้อยู่ไหมว่าการลงทุนครั้งแรกในชีวิตของคุณคืออะไร แล้วผลตอบแทนที่ได้กลับมาจากสิ่งนั้นคุ้มค่าหรือเปล่า ถ้าลืมมันไปแล้ว วันนี้ใช้ชีวิตแบบไหลไปเรื่อย ๆ เราอยากให้ลองกลับมาค้นกันดูอีกสักครั้ง จะได้มีทรัพย์ตุงกระเป๋า เพราะไม่ว่าสุดท้ายสิ่งที่คุณลงทุนลงแรงกับมันไปคืออะไร มันคือส่วนหนึ่งของการวางแผนในอนาคต และนี่คือ 3 สิ่งที่พวกเราลงทุนไปทั้งชีวิต แต่บางคนก็ลืมนับมันเป็นต้นทุน เวลา วันที่เรายังเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้เก่งหรือมีสกิลติดตัวอะไรมาสักอย่าง สิ่งแรกที่เราต้องใช้เพื่อลงทุนกับมันคือ “เวลา” ในชีวิต เพราะชั่วโมงบินของเราจะนำไปแลกกับสกิลที่ฝึกฝน ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม แม้แต่ภาษาที่คุณพูดอยู่ สิ่งนั้นก็เกิดจากการฝึกฝนที่แลกไปด้วยวันเวลาและการทำซ้ำ HOW TO PLAN: เมื่อเวลาเป็นการลงทุนที่มีค่าไม่แพ้เงิน และ “เวลา” นี่แหละเป็นส่วนสำคัญของการสร้างเงินทอง ก้าวแรกของการลงทุนจึงเป็นการจัดการเวลาของเราให้มีค่าสูงสุด ดังนั้น แผนแรกและตลอดชั่วอายุขัยที่ต้องทำคือการเริ่มต้นลำดับความสำคัญของสิ่งที่ทำในวันนี้เพื่อใช้เวลาให้มีค่าสูงสุด แม้เวลาจะนำมาแลกกับสกิลอย่างที่เราบอกด้านบน แต่ก็อย่าเหมารวมว่าเราให้คุณโหมใช้มันไปกับการเริ่มต้นฝึกฝนสกิลเอาเป็นเอาตายเพื่อสร้างคุณค่า หรือกระตุ้นให้มัวแต่มุ่งหน้าทำตามความฝันเท่านั้น เวลาสำหรับการพักผ่อน หรือเวลาสำหรับการปาร์ตี้เองก็มีค่ากับการเติมเต็มคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ เหมือนกัน
ถ้าจะให้พูดถึงลีกฟุตบอลอาชีพที่ดีที่สุดในโลก ลีกอังกฤษน่าจะติดโผเป็นอันดับต้น ๆ ในใจของใครหลายต่อหลายคน ด้วยรูปแบบการเล่นที่ดุเดือดเลือดพล่าน ชนิดที่ว่านักเตะดัง ๆ จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง หรือรุ่นเก๋าฝีเท้าดีมาจากไหนก็ตาม หากกระดูกไม่แข็งพอ ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติฟุตบอลอังกฤษไม่ได้ ดาวเด่นทั้งหลายก็อาจกลายร่างเป็นดาวดับได้ในพริบตา ซึ่งผลพวงจากการแข่งขันคับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นของเหล่านักเตะ รวมไปถึงสโมสร ทำให้ฟุตบอลอังกฤษนั้นขึ้นชื่อเป็นลีกคุณภาพที่ผลิตนักเตะดาวดังระดับโลกขึ้นมาประดับวงการมากมาย อีกทั้ง Premier League หรือลีกฟุตบอลอาชีพสูงสุดของอังกฤษ ยังเป็นลีกที่ผู้คนต่างให้ความสนใจ ทำรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแมทช์การแข่งขันทั่วโลกไปแบบอื้อซ่า และไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันบอลลีกอาชีพอังกฤษเท่านั้นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทางด้านทัวร์นาเมนต์การแข่งขันบอลถ้วยบนเกาะอังกฤษก็ได้รับความนิยมในระดับ World Class ไม่แพ้กัน โดยในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ กำลังจะถึงเวลาเปิดศึกระเบิดแข้งนัดใหญ่ที่แฟนบอลทั่วโลกเฝ้าจับตาดู ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ EFL Cup (English Football League Cup) หรือที่รู้จักกันดีในนามลีกคัพ ระหว่างทีมแชมป์เก่าเรือใบสีฟ้า Manchester City ที่จะมาป้องกันถ้วยแชมป์จากพลพรรคสิงห์บลู Chelsea และที่น่าสนใจไม่แพ้การร่วมลุ้นว่าใครจะคว้าแชมป์ครั้งนี้ไป ก็คือเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราชาวไทย ซึ่งใครที่ไม่ได้เป็นคอบอล อาจยังไม่รู้ว่าล่าสุดการแข่งขัน EFL Cup อีกหนึ่งบอลถ้วยสำคัญของวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 59 ปี ได้เปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น
ปัจจุบันเราเห็นคนสะพายกล้องถ่ายรูปกันมากกว่าห้อยพระหรือสร้อยทอง อาจจะเพราะเป็นยุคแห่ง Social Media ที่ทุกความทรงจำต้องถูกนำขึ้นไปเก็บไว้บนโลกออนไลน์ และกระแสการถ่ายรูปแนว Street Photography ที่ฮิตไปทั่วหมู่ตากล้องรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ขนาดของตัวกล้องเล็กลง สวนทางกับคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น เรียกว่าถ้าไม่ซีเรียสเรื่องระยะเลนส์ เราสามารถพกกล้องตัวเล็ก ๆ เพียงตัวเดียวใส่กระเป๋ากางเกง ก็เหลือเฟือสำหรับการถ่ายภาพ Street ได้อย่างน่าประทับใจแล้ว ด้วยแนวคิดนี้ บวกกับความเป็นกล้องสัญชาติญี่ปุ่นที่ค่อนข้าง Conservative ทำให้ Ricoh ได้พัฒนาและเปิดตัวกล้อง Compact รุ่นใหม่ล่าสุด “GR III” ออกสู่ท้องตลาด แม้จะมีขนาดเล็ก แต่สเปกและคุณภาพบอกเลยว่าไม่ต้องห่วง สำหรับตากล้องตัวจริง น่าจะดูสึกได้เลยว่า มองผ่าน ๆ แถบไม่ต่างกับ GR II กล้องสุดคัลท์จากค่าย Ricoh ที่มีความเป็น Compact สูงส่ง ขวัญใจตากล้องสาย Street Photography มาช้านาน ล่าสุด Ricoh GR III ได้ผ่านการอัพเกรดสเปกให้เหมาะสมกับยุคสมัย มีการพัฒนา APS-C sensor ความละเอียด
สำหรับใครที่ชื่นชอบและคิดถึงเครื่องเกมคลาสสิกที่เคยเล่นเมื่อครั้งเป็นเด็กอย่าง PlayStation 1 จะต้องถูกอกถูกใจอย่างแน่นอนเพราะ Merchoid พาเครื่องเกมรุ่นตำนานกลับมาอีกครั้งรูปแบบนาฬิกาข้อมือดิจิทัล นาฬิกาข้อมือนี้มีชื่อว่า PlayStation: Loading Times Watch Preorder ทำจากซิลิโคนสีเทาขนาดกะทัดรัด รายละเอียดถอดแบบมาจาก PlayStation 1 ทุกประการ พร้อมดัดแปลงบริเวณฝาเปิด CD ให้กลายเป็นจอแสดงเวลาแบบเรืองแสง เปลี่ยนปุ่ม power และ open ให้เป็นปุ่มตั้งค่าเวลา ถ้าถามว่าเพราะอะไร Merchoid ถึงเลือกรุ่น PlayStation 1 มาสร้างสรรค์เป็นนาฬิกาข้อมือ คำตอบคือเพราะเครื่องเกมรุ่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ถ่ายทอดจินตนาการและความสนุกสนานอย่างเต็มอิ่ม เป็นไอเทมยอดฮิตที่วัยรุ่นยุค 90 ผู้ชื่นชอบการเล่นเกมจะต้องมีติดบ้าน จุดเริ่มต้นของ PlayStation 1 เกิดขึ้นเมื่อบริษัทวิดีโอเกมชื่อดัง Nintendo ยกเลิกสัญญาที่ร่วมพัฒนาเครื่องเกมกับบริษัท Sony กลางคัน และหันไปเซ็นสัญญากับทางฟิลิปแทน ทำให้ Sony ได้รับผลกระทบอย่างหนัก Sony จึงตัดสินใจนำข้อมูลที่เหลือจากโครงการที่ยุบไปแล้วมาพัฒนาต่อ เกิดเป็นเครื่องเกมแบบคอนโซลเดี่ยว การพลิกเกมของโซนี่สร้างความไม่พอใจแก่ Nintendo และฟ้องให้โซนี่ระงับการพัฒนา แต่ผลคือศาลไม่รับฟ้องกรณีดังกล่าว ในที่สุดเครื่องเกม
หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Detective Pikachu เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้พร้อมการตอบรับร้อนแรงของเหล่าแฟนคลับ บริษัท The Pokémon Company ผู้ถือลิขสิทธิ์เกมและการ์ตูนโปเกมอนจึงรีบต่อยอดกระแสที่ได้รับด้วยการลงสนามแฟชั่นพร้อม collaboration กับ 10.Deep แบรนด์สตรีตแฟชั่นชื่อดังจาก New York ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ แต่ทั้ง 10.Deep และ Pokémon ต่างเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันเมื่อปี 1995 และในปี 2019 นี้ แบรนด์แฟชั่นและวิดีโอเกมชื่อดังอายุเท่ากันจะร่วมสร้างสรรค์ผลงานไม่เหมือนใครด้วยแคปซูลคอลเลกชันพิเศษ 10.Deep x Pokémon แคปซูลคอลเลกชันนี้มีชื่อว่า The Rivals Group หยิบไอเทมต่าง ๆ มาจากงานแฟชั่นโชว์ Spring/Summer 2019 บอกเล่าเรื่องราวของโปเกมอนผ่านลายเสื้อ และ 10.Deep x Pokémon ถือเป็นการคอแลปส์ที่หลายคนต่างจับตามอง เพราะนี่คือครั้งแรกที่ The Pokémon Company ร่วมมือกับแบรนด์สตรีตแวร์สัญชาติอเมริกัน Pokémon โด่งดังขึ้นมาจากเกมบนเครื่องเกมบอยที่เปิดตัวเมื่อปี 1995 และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สร้างกำไรเป็นอันดับสองรองจากเกมฮิตตลอดกาลอย่าง Mario
ในช่วงเวลาที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ฝุ่น ทั้งย่านใจกลางเมืองที่มีควันรถจำนวนมาก แถบนอกเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาป่า เผาหน้าดิน ผู้คนที่เริ่มเห็นถึงปัญหานี้ต่างก็รีบออกไปหาซื้อเครื่องฟอกอากาศกันจนขาดตลาด ในเมื่อหนีมลพิษไม่ได้ เครื่องฟอกอากาศดี ๆ ก็ดันหมดอีก แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ? องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ปัจจุบันมลพิษทางอากาศกลายเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม เพราะฝุ่นขนาดเล็กที่เข้าไปในร่างกายจะส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมองอักเสบ อีกทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เผยสถิติว่าฝุ่นเหล่านี้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 3 ล้านคนต่อปี และ 1 ใน 8 ของการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวด้านบนเกี่ยวข้องกับฝุ่นอย่างแน่นอน ถ้าฝุ่นตามท้องถนนนั้นร้ายกาจ การหลบอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปข้างนอกจะทำให้เราดมมลพิษน้อยลงหรือไม่ ? คำถามนี้ WHO ตอบด้วยผลวิจัยที่น่าตกใจว่าข้อเท็จจริงมันกลับกัน คนที่เสียชีวิตเพราะมลพิษในบ้านมีจำนวนมากกว่านอกบ้านถึง 1.3 ล้านคนต่อปี! เมื่ออากาศกลางแจ้งกับภายในอาคารต่างก็มีค่าฝุ่นที่สูงพอ ๆ กัน IKEA จึงพยายามสร้างสรรค์บางสิ่งเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวที่กำลังวิกฤต โดยคิดค้นนวัตกรรมที่ประหยัดต้นทุน มีประสิทธิภาพและสามารถใช้ได้จริง จนสำเร็จเป็นผ้าม่านฟอกอากาศ ผู้คิดค้นผ้าม่านที่ฟอกอากาศชิ้นนี้คือ Affonso Mauricio product developer ของ IKEA สวีเดน เขาออกแบบผ้าม่านโดยนำผ้าเคลือบสารประเภท photocatalyst ที่ช่วยเร่งให้เกิดกระบวนการ photocatalysis หรือที่เรียกกันว่าปฏิกิริยาสังเคราะห์แสง
แม้กระเป๋าหนังสีน้ำตาลพร้อมลายโมโนแกรมแสนคุ้นตาของ Louis Vuitton คือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปแล้ว แต่ความคลาสสิกจะถูกเล่าเรื่องใหม่ด้วยการแต่งแต้มสีสันสดใส เมื่อ LV เตรียมส่งคอลเลกชันเครื่องหนังหลากสีโดยใช้ชื่อว่า Taïgarama สินค้าเครื่องหนังต่าง ๆ ในคอลเลกชัน Taïgarama ถูกผลิตอย่างพิถีพิถันด้วยหนังสัตว์คุณภาพสูงอย่าง Taïga ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังที่ย่นและเกิดรอยขีดข่วนยาก และไม่ลืมที่จะใส่ลายโมโนแกรม LV อันเป็นเอกลักษณ์ด้วยเสมอ ครั้งนี้สินค้าเครื่องหนังของ Louis Vuitton มาพร้อมเฉดสีสดใสที่ตั้งชื่อตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ละมุมโลกอย่าง สีฟ้าน้ำทะเลแถบแปซิฟิก (Pacific Blue) สีขาวแบบภูเขาน้ำแข็ง (Antarctica White) เขียวป่าอแมซอน (Amazon green) และสีเหลืองแบบบาเอียซึ่งเป็นชื่อรัฐในประเทศบราซิล (Bahia Yellow) ภายในคอลเลกชันจะประกอบด้วยโมเดลที่โดดเด่นของแบรนด์ ได้แก่ Keepall กระเป๋าสะพายหลัง กระเป๋าคาดเอว กระเป๋าทรง Messenger สำหรับใส่เอกสาร และกระเป๋าเดินทางรุ่น Horizon 50 พร้อมกับสินค้าที่ทำจากหนังขนาดเล็กลงมาอย่างกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่การ์ด และพวงกุญแจ ที่เอาใจเหล่าผู้ชื่นชอบผลงานเครื่องหนังของ Louis Vuitton ให้สามารถตามเก็บไอเทมแบบต่าง
นอกจากภาพลักษณ์และผลงานเพลงที่แสนดุดันของ Corey Taylor แล้ว ฝีปากของเขาก็ดุเด็ดเผ็ดมันไม่แพ้กัน สังเกตได้จากบทสัมภาษณ์เวลาพาดพิงบุคคลที่สาม ไม่ว่าจะโดนพาดพิงมาก่อน หรืออยากจะลองพาดพิงคนอื่นพอให้เจ็บ ๆ คัน ๆ ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการได้ทั้งนั้น ครั้งนี้เป็นคราวของ Imagine Dragons ที่โดนแซวอย่างเจ็บแสบไม่แพ้คนอื่น มาดูกันว่าดราม่าครั้งนี้พวกเขาโดนอะไรกันบ้าง คอเพลงเป็นอันรู้กันว่า Nickelback เป็นวงดนตรีที่มักจะถูกแซวเรื่องความนิยมอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นวงที่ห่วย ไร้ความสามารถ แต่เป็นวงที่ถูกเกลียดมากที่สุดในวงการเพลงร็อกต่างหาก คนที่แซวบ่อยที่สุดก็ไม่พ้น Corey Taylor แห่ง Slipknot นั่นแหละ จน Nickelback กลายเป็น Meme บนโลกอินเทอร์เน็ตไปแล้ว คดีแสบที่สุดก็คงจะเป็นที่กล่าวหาว่า Kroeger มีความละม้ายคล้ายกับ “Shaggy from Scooby-Doo” นี่แหละ แต่ช่วงเวลาแห่งความซวยของ Nickelback จบลงแล้ว เมื่อ Corey ตัวจี๊ดแแห่งวงการ ได้เปลี่ยนเป้าหมาย มาลงที่ Imagine Dragons แทน เมื่อในรายการ Jonesy’s Jukebox ของมือกีต้าร์แห่ง Sex
ในโลกปัจจุบันที่ Social Network เปรียบเสมือนกำแพงขวางเราทุกคนจากโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ เราต่างคิดว่ารู้จักโลกใบนี้ดี แต่เปล่าเลย เรารู้จักมันผ่านหน้าจอเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าหน้าตาที่แท้จริงเป็นยังไง การออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวจึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูออกไปเพื่อเรียนรู้โลกใบนี้ผ่านสายตาตัวเอง The Secret Life of Walter Mitty, Into the Wild, The Motorcycle Diaries ยังจำความรู้สึกหลังดูภาพยนตร์เหล่านี้จบได้มั้ย? เชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกเหมือนกัน ไฟในใจลุกโชน แทบจะอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางเสียตอนนั้นเลย แต่สุดท้ายไฟเหล่านั้นก็ค่อย ๆ มอดลงตามกาลเวลา และเป็นอีกครั้งที่เราทำได้เพียงเกาะกำแพง Comfort Zone มองโลกภายนอกตาละห้อย จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิตเหรอ? ถ้าตอนนี้คุณมีความพร้อมแล้วก็อย่ารอช้า เอาชนะความกลัวให้ได้สักครั้ง ออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง เพราะการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวคือสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในบางช่วงของชีวิต อิสระที่มากกว่า การไปเที่ยวออกทริปกับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ก็สนุกอยู่หรอก ได้เฮฮาปาร์ตี้ ทำตัวบ้าบอ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ต้องตามใจคนนู้นทีคนนี้ที ไม่ได้ไปไหนตามที่ใจคิด นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องรสนิยม เช่นบางคนนอนโฮสเทลไม่ได้ บางคนกินอาหารแบบนี้ไม่ได้ วุ่นวายกันไปใหญ่ กว่าทุกอย่างจะลงตัวก็หมดเวลาไปหลายชั่วโมงแล้ว ส่วนการท่องเที่ยวคนเดียวนั้น ถึงแม้จะมีเหงาบ้างในบางเวลา แต่เราก็สามารถทำตามใจตัวเองได้เต็มที่ อยากตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ กินอะไรก็ได้ ไปไหนก็ได้ ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกันนะ พาตัวเองออกจาก Comfort Zone


