สำหรับนักสะสม McLaren P1 น่าจะเป็น sports car ที่ทั้งแรงและแพงสะใจ แต่ถ้าคุณต้องการความแรงที่พิเศษมากกว่า สำนัก Lanzante มีรุ่นพิเศษยิ่งกว่า นั่นคือการนำ McLaren P1 GTR รถแข่งแบบ track-only มาปรับแต่งให้กลายเป็นรถบ้านที่ขับแบบ road-legal ได้ McLaren P1 GTR-spec ถูกผลิตออกมาเพื่อลงแข่งในสนาม มีจำนวนทั้งหมด 58 คันในโลก ขุมพลัง 986 แรงม้า จากเครื่องยนต์ 3.8-liter V8 twin-turbocharged พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ทำความเร็ว 0-100 km/h ได้ใน 2.8 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดเกือบ 350 km/h แถมยังมีน้ำหนักตัวเบากว่า P1 รถบ้านถึง 50kg จากการถอดสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างในห้องโดยสารทิ้งไป การนำรถแข่ง track-only มาดัดแปลงใหม่ให้เป็น road-legal โดยเฉพาะอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐาน กระจกข้าง
Zero To Hero เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “ไนซ์ – ปิ่นพงศ์ ขุนกัน” หรือ AKA : NICECNX แร็ปเปอร์หนุ่มจากจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของซิงเกิ้ลฮิต “หลอก” ที่ปัจจุบันมียอดเข้าชม MV มากถึง 111 ล้านวิว แถมยังเคยผ่านเวที Show Me The Money มาแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ NICECNX ยังถูกเรียกไปแจมกับศิลปินอีกหลาย ๆ คน เช่น มิว ศุภศิษฏ์, แกงส้ม, Lipta เป็นต้น แต่กว่าที่ NICECNX จะก้าวขึ้นมาเป็นที่ยอมรับ เขาก็ต้องพบจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตอะไรหลาย ๆ อย่างที่ค่อย ๆ สร้างความเปลี่ยนแปลง จนกลายมาเป็นประสบการณ์ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต เรามาดูกันดีกว่าว่าชีวิตของ NICECNX พบเจอกับความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบไหนกันบ้าง เปลี่ยนจากเชียงใหม่สู่กรุงเทพ NICECNX อย่างที่เราเกริ่นไว้แล้วว่าเจ้าตัวคือเด็กเชียงใหม่ เขาเติบโตมาพร้อมกับความสนใจในเรื่องแฟชั่น และคลุกคลีกับซีนดนตรีที่หลากหลายทั้งร็อก, อินดี้ รวมไปถึงฮิปฮอปกับกลุ่ม 8GARAD ที่มีเพื่อนแร็ปเปอร์อย่าง
ว่ากันว่าการทำการค้าขายหากจะประสบความสำเร็จก็ควรจะต้องทำการ “Research” เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องในการวางแผน เช่นเดียวกับการทำค่ายเพลง ในบางครั้งก็มีการทำอัลบั้มรวมศิลปินเพื่อดูกระแสว่าวงไหนควรจะได้ไปต่อ และตัวอย่างอีกหนึ่งเคสที่ชัดเจนที่สุดคือ “Showroom Vol.1” ของ genie records ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2004 อัดแน่นไว้ทั้งหมด 7 วง ประกอบไปด้วย DAY TRIPPER วงดนตรีแนวบริตป๊อป ที่มี 2 สมาชิกดูโอ้คือ “อู” และ “ทวน” พวกเขาได้ชื่อวงมาจากเพลงของ The Beatles สำหรับผลงานที่ฝากไว้ใน “Showroom Vol.1” มีด้วยกัน 2 เพลงคือ “อยากอยู่ตรงนี้ตลอดไป” และ “คนที่คุณเฝ้ารอ” โดยทั้ง 2 เพลงมีโทนที่แตกต่างกัน เพลงแรกจะมาในอารมณ์ของความเศร้าหมอง ส่วนเพลงที่ 2 จะอยู่ในอารมณ์ของความสดใส หลังจากผลงานดังกล่าว Day Tripper ก็มีอัลบั้มออกมาอีก 2 ชุดได้แก่ “The Day Tripper” (2005) และ “Guilty”
ผ่านพ้นไปแล้วอย่างอบอุ่น ชื่นมื่น รื่นรมย์ กับทริป ‘เวสป้า พาเที่ยว’ งานรวมตัวของเหล่าเวสป้าเลิฟเวอร์พร้อมสกู้ตเตอร์คู่ใจ ที่บอกได้คำเดียวว่า ‘โคตรชิลล์’ และเต็มอิ่มไปด้วยมิตรภาพ ไม่ว่าจะขี่เวสป้ารุ่นไหนก็มาจอยกันได้อย่างไม่เคอะเขิน 🛵 ที่สำคัญงานนี้ยังจัดเต็มด้วยบรรยากาศดี ๆ วิวสวย ๆ ที่โอบล้อมด้วยทะเลสาบกว้างใหญ่ / ร่มไม้ / ทิวเขา และสายลมของ BANGKOK BACKYARD ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นลานกิจกรรมสไตล์ชาวแคมป์ให้ชาวเวสป้าได้สร้างความทรงจำที่ดีร่วมกัน ภายในมีกิจกรรมชิล ๆ สำหรับนักเดินทางเอาไว้มากมาย ทั้งร่วมดริปกาแฟนั่งจิบเพลิน ๆ ก่อนเดินไปสกรีนเสื้อยืดลวดลายสุดเท่ พร้อมอิ่มท้องกับ BBQ รสชาติเยี่ยม เพื่อเตรียมตัวเข้า Workshop ‘Vlog Like a Pro’ จากผู้กำกับหนังโฆษณาฝีมือดี ‘พี่เต้ – VespaJerseyClub’ ซึ่งมาร่วมแชร์เทคนิคการคิดไอเดีย / ถ่ายทำ / ตัดต่อ Vlog ให้ชาวเวสป้าบันทึกเรื่องราวการเดินทางของตัวเองได้อย่างสวยงามมีสไตล์น่าประทับใจมากขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อแชร์ความทรงจำบนล้อสกู้ตเตอร์ให้แก่กันและกัน เป็นแรงบันดาลใจในการมารวมตัวออกทริปเวสป้าในครั้งต่อไป สำหรับใครที่พลาดโอกาสการร่วมทริปครั้งนี้อย่าเพิ่งเสียใจ เพราะเราได้รวบรวมภาพบรรยากาศมาให้ชมกันแบบเต็มที่
รถบางรุ่นเกิดมาก็มีมูลค่าน่าเก็บสะสมทันทีที่ออกจากสายพานการผลิต Porsche 911 ในร่าง Speedster คันนี้ก็เช่นกันครับ นี่คือ 1989 Porsche 911 Speedster รถที่ถูกเปิดตัวอย่างสุดเซอร์ไพรส์ในงาน Frankfurt International Auto Show ปี 1987 ทุกคนในงานคาดว่าจะได้เห็นตัวถัง Cabrio แต่กลับกลายเป็น Speester ที่หรูหราน้อยกว่า แต่กลับมีมูลค่ามากกว่าเพราะผลิตในช่วงเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น 1989 Porsche 911 Speedster สร้างบนพื้นฐานของ 930 Turbo จึงได้ตัวถัง widebody แต่ไม่มี ‘whale tail’ เพราะถูกแทนที่ด้วย “camel hump” ผลิตแผ่น fiberglass ครอบตัวถังด้านท้าย ใช้ขุมพลัง 3.2-liter air-cooled flat six-cylinder 231 horsepower and 195 pounds-feet of
“Do It Or Die 1” ของค่าย Music Bugs คืออัลบั้มรวมศิลปินที่เคยสร้างกระแสฮือฮาให้กับดนตรีนอกกระแสในปี 2005 เป็นอย่างมาก เพราะมันอุดมไปด้วยเหล่าวงที่เล่นดนตรีหนัก ๆ ที่ส่วนมากมาจากแวดวงอันเดอร์กราวน์ โดยมีวงรุ่นพี่ที่มีชื่อเสียงมาก่อนแล้วใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนฟัง นำโดย Basher, Oblivious, Bikini, Winky, Underfloor, Housetrap, Ritalinn, Zigg, Harem Belle และ Madame Dubois ผลงานชุดนี้ถูกวางขายตรงกับกระแสดนตรีอีโมบูมทั่วโลกพอดี มันก็ยิ่งส่งผลให้ช่วยปลุกกระแสในบ้านเราขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อเนื่องจากโปรเจกต์ Showroom 1 ของทาง genie records ที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ โดยมีวงอย่าง Retrospect และ Sweet Mullet นำทางไปก่อนแล้ว เรามาย้อนวันวานไปสัมผัสดนตรีที่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้ม “Do It Or Die 1” กันซักหน่อยดีกว่าครับ BASHER เป็นวงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโปรเจกต์นี้ พวกเขาโด่งดังมากับเพลงอย่าง “เสียดายของ”
ในช่วงเวลาปีแรกของการทำงาน (ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว) เราซื้อหนังสือเรื่อง The Catcher in the Rye ของ J. D. Salinger จากร้านหนังสือออนไลน์แห่งหนึ่ง โดยมีเหตุผลไม่ได้ซับซ้อนว่า เป็นหนังสือที่ถูก Name Drop ในหนังไฮสคูลอเมริกันหลายเรื่อง ในแง่ที่ว่าเป็นหนังสือนอกเวลาที่ต้องใช้อ่านเพื่อเขียนเรียงความส่ง ซึ่งหนังที่เรารักที่สุดในชีวิตอย่าง The Perks of Being a Wallflower (2012) ก็พูดถึงวรรณกรรมเยาวชนเล่มนี้เช่นกัน เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้จริง ๆ ตอนออกจากงานแรกที่พูดถึงในรรทัดก่อน แปลกดี (1) หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มวัยมัธยม Holden Caulfield กับช่วงเวลาการเติบโตสั้น ๆ ขณะขึ้นรถไฟไปนิวยอร์ก ซึ่งเต็มไปด้วยการตะโกนโหวกเหวกโวยวายของตัวละครตลอดทั้งเรื่อง แปลกดี (2) หลังจากผ่านไป 3 เดือนที่อ่านหนังสือเล่มที่ว่าจบ เราอ่านหนังสือเล่มไหนต่อไม่ได้เลย เพราะเรื่องราวของโฮลเดนยังค้างคาในจิตใจของตัวเอง วนเวียนอยู่ในความทรงจำเป็นระยะ ๆ ตลอดมา UNLOCKMEN ขอแนะนำให้เหล่าหนอนหนังสือได้รู้จักกับ Book
Next Cover, Same Mood ตอนที่ 4 นี้เราขอเปลี่ยนอารมณ์กันเล็กน้อย จาก ‘หนังสือ’ สู่ ‘ภาพยนตร์’ หลังจากที่ทำไป 3 ตอนแรกแล้วพบว่า เพลงบางเพลงจะมีภาพยนตร์อันเป็นตัวแทนอารมณ์ที่เหมาะกว่าหนังสืออยู่บ้างเสมอ ๆ และเพราะวง Dept เอง ก็มีจุดกำเนิดชื่อวงมาจาก Johnny Depp ที่มีความเกี่ยวข้องกับหนังอยู่ด้วย (พยายามหาเหตุผลสุด 555) แต่เชื่อใจเราได้เลย ว่าหนังเองก็สามารถต่ออารมณ์อันไม่ยอม Move On จากเพลงที่รักได้ดีไม่ต่างกันอย่างแน่นอน ถ้าให้พูดถึงหน้าตาของ Sound of Smallroom ใน gen 3 เราสามารถยกเอาวง Dept ขึ้นมาอยู่หัวแถวได้เลย ในความหมายที่ว่า เป็นประตูสู่ซุ่มเสียงเพลง POP ยุคใหม่ของค่ายห้องเล็ก และเป็นเพลงตัวแทนของหลากความรู้สึกของวัยรุ่นไทย Gen y และ Gen z ด้วย .. อัลบั้ม Ceramics Runway
ประเทศอังกฤษ คือหนึ่งในประเทศที่มีวัฒนธรรมทางดนตรีที่แข็งแรง อีกทั้งยังสร้างรากฐานสำคัญให้กับโลกของเสียงเพลงไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแนวโพสต์พังก์อย่าง Joy Divison, พังก์ร็อกหัวขบถอย่าง Sex Pistols, บริตป๊อประดับท็อปอย่าง Oasis, ผู้นำแห่งเฮฟวี่เมทัลอย่าง Black Sabbath และศิลปินผู้เป็นอิทธิพลให้วงดนตรีอีกนับล้านอย่าง The Beatles สิ่งเหล่านี้มันได้หล่อหลอมสร้างศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากรุ่นสู่รุ่น ไม่เว้นแม้แต่ Harry Styles ศิลปินเดี่ยว วัย 28 ปี ที่ปัจจุบันเขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ อย่างที่หลาย ๆ คนทราบกันดี จุดเริ่มต้นที่ทำให้ใครหลายคนรู้จักชื่อของ Harry Styles มาจากรายการ The X Factor เมื่อปี 2010 แม้เขาจะไม่ได้รางวัลชนะเลิศ แต่ความสามารถก็โดดเด่นจนถูกชักชวนให้ไปทำ One Direction จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการติดอันดับ “Best-Selling Boy Bands” ในลำดับที่ 1 ของเกาะอังกฤษ ด้วยยอดขายรวมมากถึง 70 ล้านก็อปปี้ จากทั้งหมด 5 อัลบั้มด้วยกัน แต่สุดท้ายการใช้ชีวิตกับ


