เคยมั้ย ฟังเพลงจบแล้วอิน จนต้องหาสื่อบันเทิงในรูปแบบใดก็ตามที่มี Mood & Tone ใกล้เคียงกันมาเสพต่อ ซีรีส์เอย หนังเอย หรือเพลงที่ใกล้เคียงกันเอย แต่ในบางครั้งสื่อที่โดนใจเราที่สุดก็คือ ‘หนังสือ’ สักเล่ม ด้วยความที่มีเนื้อเรื่องเปิด ตอนกลาง และตอนจบ หลากหลายอารมณ์ ไม่ต่างอะไรกับเพลงที่มี Intro ไปจนถึง Outro ทำให้นิยายดี ๆ ช่วยต่อความยาวสาวความอินไปได้อีกสักพักนึงเลย ในซีรีส์ Next Cover, Same Mood เราจะเอาอัลบั้มโปรดที่เพิ่งฟังไป มาดูด้วยกันไปทีละเพลงว่า มีหนังสือเล่มไหนบ้างที่มีจุดเชื่อมโยงกับตัวเพลงนั้น ๆ ทั้งชื่อเพลง, เนื้อร้อง, พาร์ทดนตรี, อารมณ์หลังฟังจบ, เรื่องราวก่อนจะมาเป็นเพลง ไปจนถึงความหมายของเพลง เป็น What You Should Read Next ‘ฟังเพลงนี้จบแล้ว ถ้าอิน ก็ควรอ่านหนังสือเล่มนั้นต่อนะ’ เพื่อช่วยยืดอารมณ์อันไม่มูฟออนจากเพลงของเรากันต่อไป (พูดแบบนี้ดูเศร้า) ขอเปิดตัวคอลัมน์แรกอย่างเป็นทางการ ด้วยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกเป็นของวง Asia 7 ที่ออกกับค่าย
ความร่วมมือที่สั่นสะเทือนทั้งวงการแฟชั่นและมอเตอร์ไซค์ Moto Guzzi จับมือ Gucci และ Palace ออกมอเตอร์ไซค์ลิมิเต็ดเอดิชั่นที่จะกลายมาเป็นคอลเลกชั่นระดับตำนาน งานสร้างสรรค์จากแบรนด์มอเตอร์ไซค์และแบรนด์แฟชั่นที่เป็นภาพแทนของอิตาเลียนสไตล์สุดคลาสสิคอย่าง Moto Guzzi และ Gucci ร่วมด้วย Palace แบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติอังกฤษ ทั้งหมดอยู่ในโฉมของมอเตอร์ไซค์ที่ทุกคนตั้งตารอที่สุดของปีนี้ Moto Guzzi V7 ลิมิเต็ดเอดิชั่น กล่าวได้ว่านี่คือการปะทะและรังสรรค์อันยอดเยี่ยมระหว่างโลกที่ดูไม่อาจจะเชื่อมโยงกันได้ทั้งสองใบ ด้วยแรงบันดาลใจจากความหลงใหลในวัฒนธรรมสิงห์นักบิดของ Palace เสริมด้วยวิสัยทัศน์สุดล้ำของ Gucci และที่ขาดไม่ได้คือ V7 หนึ่งในรุ่นรถที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Moto Guzzi มาพร้อมดีไซน์ที่เกิดจากการตีความใหม่ของแบรนด์ระดับโลกทั้งสาม Moto Guzzi V7 Gucci Palace จึงเปี่ยมด้วยรายละเอียดอันเฉียบล้ำ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกมอเตอร์ไซค์ นี่คือโปรเจกต์ที่ขับเคลื่อนด้วย Vault แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ Gucci พัฒนาขึ้นเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของการสร้างสรรค์ ซึ่งสอดพ้องกับวิสัยทัศน์ของ Moto Guzzi ที่สรรสร้างมอเตอร์ไซค์เพื่ออุทิศแด่จิตวิญญาณอันเป็นอิสระของผู้ขับขี่ ทั้งนี้ พร้อมกับการวางจำหน่ายทางป๊อบ-อัพสโตร์บางแห่ง Moto Guzzi V7 Gucci
เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ สำหรับ “Hybrid Theory” อัลบั้มแรกของวง Linkin Park ที่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 2000 ตรงกับยุคมิลเลเนียมพอดิบพอดี รวมไปถึงเป็นช่วงที่กระแสดนตรีนูเมทัลกำลังครองตลาดของเพลงร็อกทั่วโลก แม้ “Hybrid Theory” จะเป็นเพียงแค่อัลบั้มแรก แต่มันก็ก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน Linkin Park สามารถทำยอดขายจากอัลบั้มนี้ไปได้หลายสิบล้านก็อปปี้ นี่ยังไม่ได้รับรวมกับแผ่นซิงเกิ้ลแยกอย่าง “In The End” ที่ทำยอดขายเฉียด ๆ สิบล้านก็อปปี้เช่นกัน รวมไปถึงซิงเกิ้ลอื่น ๆ ก็ทำยอดขายได้ถล่มทลาย มันช่วยสร้างรายได้กลับไปทางต้นสังกัดอย่าง Warner Bros. และทางวงได้อย่างมหาศาล ภาพที่เราเห็นมันคือความสำเร็จอันงดงาม แต่น้อยคนนักที่อาจจะทราบถึงที่มาที่ไปก่อนจะเกิดอัลบั้ม “Hybrid Theory” พวกเขาต้องฝ่าด่านอะไรกันบ้าง ทาง Unlockmen ได้รวบรวมเรื่องดังกล่าวมาให้แล้วครับ “XERO” Linkin Park ถือกำเนิดวงขึ้นเมื่อปี 1996 โดย 3 สมาชิก ได้แก่ Mike Shinoda,
ในช่วงเวลาที่ชื่อของ Junji Ito ถูกแปะด้วยป้ายนักเขียนราชาสยองขวัญยุคใหม่ (ยังคงมีผลมาถึงปัจจุบัน) อย่างไร้ข้อกังขาใด ๆ ด้วยองค์ประกอบของผลงานที่สร้างความหวาดกลัวสุดขีด ด้วยจังหวะและงานภาพแสนประณีต กับเรื่องราวที่ไม่มีคนอ่านสามารถจับทางได้สักครั้ง และ UNLOCKMEN เคยพูดถึงเรื่องราวของราชาคนนี้เอาไว้อย่างละเอียดในบทความ NIHON STORIES : ITO JUNJI ในคอลัมน์นี้เราจึงไม่ได้จะพูดถึงคุณจุนจิ แต่จะพาไปรู้จักกับมังงะสยองขวัญอีกรสชาติของ Hirohisa Sato นักเขียนที่ค่อนข้าง underrated ในบ้านเรา และเรื่องที่จะพูดถึงก็ติดเรทด้วยภาพของความรุนแรง จนไม่สามารถแปลลิขสิทธิ์เข้ามาอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทยได้ ชื่อของมังงะเรื่องนั้นก็คือ Shiga Hime มังงะปี 2016 ว่าด้วยผู้เป็นอมตะและสาวกทาสรับใช้ของพวกเธอ ขออนุญาตให้เกร็ดของนักเขียนคนนี้เพื่ออรรถรสสักนิดนึง คุณซาโตะเป็นนักเขียนมังงะที่ปัจจุบันมีผลงานทั้งหมด 3 เรื่อง คือ Suzuki Just Wants a Quiet Life (2014), Shiga Hime (2016), และเรื่องล่าสุด Mother Parasite (2020) ความเก่งกาจก็คือมังงะทั้งหมดของคุณซาโตะมีความแตกต่างด้าน Story ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
เรียกว่าเสียงแตกพอสมควร หลังเปิดตัว BMW M2 ใหม่ให้โลกได้ยลโฉมกันไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้เรามีรายละเอียดของชุดแต่ง M2 M Performance Parts แบบครบ ๆ มาให้ดูความดุเดือด ซึ่งจะเน้นทั้งด้าน Aerodynamics, Powertrain, Chassis และ Cockpit ด้าน Aero น่าจะเป็นจุดที่โดดเด่นที่สุดของรถ ทุกจุดเน้นโชว์ texture ให้เห็นลวดลายของ carbon fiber โดยมีทั้งการใช้ full carbon และการใช้ carbon fiber-reinforced plastic ทั่วทั้งคัน ด้านหน้าเพิ่มอารมณ์ความซิ่งด้วยที่ลาก tow strap ใหม่เป็นสีแดงพร้อมโลโก้ตัว M ซึ่งเราเชื่อว่าเจ้าของ BMW สายซิ่งต้องนำไปติดรถตัวเองกันแน่นอน ส่วนด้านหลังเพิ่ม roof spoiler รับกับ wing หลัง ไล่ลมลงมาถึง diffusers ที่เปลี่ยนดีไซน์ท่อไอเสีย M performance titanium
ในปี 1880 มีคนพบร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวนิรนามคนนึงลอยอยู่ในแม่น้ำ Seine เมือง Paris ไม่มีเบาะแสว่าเธอเป็นใคร คนงานห้องเก็บศพจึงปั้นใบหน้าของเธอ (Death mask) หรือรูปปั้นส่วนศีรษะที่หล่อด้วยปูนปล๊าสเตอร์เพื่อตามหาคนรู้จัก แม้สุดท้ายจะไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องแสดงตัว แต่หลายคนกลับรู้สึกหลงใหลในใบหน้าที่สงบและเปื้อนยิ้มของเธอ กลายเป็นรูปปั้นที่ถูกใช้ตกแต่งบ้านหรือร้านค้าเพื่อความสวยงามไปทั่วยุโรป จนหลายคนเรียกใบหน้าของเธอว่า “Mona Lisa of The Seine” ใบหน้าของเธอยังถูกใช้เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนิยายมากมายหลายเรื่อง เช่น 1900 novella The Worshipper of the Image by Richard Le Gallienne หรือภาพยนตร์เยอรมันปี 1936 ชื่อ Die Unbekannte ที่ใช้เรื่องราวการเสียชีวิตของเธอในการแต่งเนื้อเรื่องขึ้น เวลาผ่านไปถึงปี 1950 เมื่อหมอสองคนคือ James Elam และ Peter Safar ค้นพบเทคนิคการทำ CPR แบบ mouth-to-mouth และอยากเผยแพร่เทคนิคที่มีประโยชน์นี้ให้คนอื่นได้ฝึกฝน จึงติดต่อไปที่บริษัทผลิตของเล่น Asmund Laerdal
ตามปกติทั่วไปแล้วการตั้งชื่อร้านหรือชื่อบริษัทในบ้านเราโดยมากมักจะคำนึงถึงเรื่องโชคลาง ต้องตั้งชื่อแล้วรู้สึกมีกำลังใจ หรือตั้งแล้วรู้สึกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองที่จะเกิดขึ้นกับกิจการของตัวเอง แต่ไม่ใช่กับอู่ Harley-Davidson ของ คุณพัลลภ จำเนียรกาล หรือ “โนล (อ่านว่าโนน เพราะเจ้าตัวสะดวกแบบนี้ ฮ่า ๆๆๆ)” ที่ตั้งชื่อให้กิจการของตัวเองสุดกวนบาทาว่า “บรรลัยการาจ พังพินาศการช่าง” ซึ่งตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติ ศรีนครเขื่อนขันธ์ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อบางกระเจ้า เรามาทำความรู้จักกับผู้ชายอารมณ์ดีคนนี้ กับการให้บริการภายใต้คอนเซปต์ “แพงและนานคือมาตรฐานของเรา!” เริ่มต้นด้วยชีวิตนักดนตรี เดิมทีคุณโนลไม่ได้มีอาชีพเป็นช่างมาตั้งแต่ตอนแรก เพราะสมัยก่อนเขาใช้ชีวิตในฐานะนักดนตรีกลางคืนด้วยการเล่นเบสมาก่อน และก็เป็นช่วงนี้เองที่เขามีจักรยานยนต์เป็นของตัวเองคันแรก ซึ่งจะว่าไปมันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มได้ศึกษาการซ่อมรถด้วยเช่นกัน “ตอนนั้นผมเล่นดนตรีกลางคืนอยู่ ผมจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปแต่พ่อไม่ให้ซื้อ ผมก็เลยเอาเงินไปซื้อรถโบราณมาเลยโดยยังไม่บอกเขา พอซื้อมา พ่อออกมาเห็น คำแรกที่พ่อพูดคือ ‘ซื้อมาทำไมรถจับกัง’ รถที่ผมซื้อคือ MZ ทรงหยดน้ำ ตอนนั้นผมก็งงทำไมพ่อพูดอย่างนั้น พ่อเลยขึ้นบ้านไปเอารูปสมัยก่อนตอนขี่รถอังกฤษมาให้ผมดู คือผมก็รู้นะว่าพ่อผมเคยขี่มอเตอร์ไซด์ เคยฟังจากลูกน้องพ่อผม พวกทหารจะเรียกรถพ่อผมว่าเป็นชอปเปอร์ แต่ผมก็ไม่รู้ ผมก็นึกว่าพ่อขี่ชอปเปอร์ทั่วไป แต่จริง ๆ มันคือพวกรถอังกฤษที่พ่อผมขี่สมัยวัยรุ่น ทีนี้ก็ค่อย ๆ ศึกษามาเรื่อย ๆ เลย ช่วงนั้นประมาณอายุ 18
อัพเดทข่าวดีของ #กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ต ปี 2023 เมื่อวงดนตรีตัวแทนความรู้สึกของชาวมิลเลนเนียม The 1975 ประกาศมาเมืองไทยเป็นครั้งที่ 3 ในเดือนเมษายนปีหน้า โดยก่อนหน้าก็เพิ่งปล่อยอัลบั้มชุดใหม่ Being Funny In a Foreign Language ไปไม่นาน จนเกิดเป็นกระแส The 1975 Fever ทั่วบ้านทั่วเมืองกันอีกครั้ง เมื่อพูดถึงการออกอัลบั้มใหม่ของวงนี้ มันจะมีวัฒนธรรมอยู่หนึ่งอย่างที่ใครหลายคน (รวมถึงเราเอง) รอคอยที่จะได้เจอทุกครั้ง ก็คือ Costume & Make Up ของวงนั่นเอง ไม่ใช่! (จริง ๆ อันนั้นก็รอแหละ) มันคือการรอฟังว่าเราจะได้เจอกับเพลงแบบไหนใน ‘อินโทรแทร็คแรก’ ที่ชื่อเดียวกับวง The 1975 อันเป็นเพลงเปิดของทุกอัลบั้ม ที่จะแนะนำว่าเราจะเจอกับเพลงประมาณไหนในอัลบั้มนั้น และเนื่องจากผู้เขียนเป็นติ่งวง The 1975 อย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2013 (9 ปี!) ตั้งแต่ที่วงปล่อยอัลบั้มแรก อยากชวนวิเคราะห์กันหน่อยดีกว่าว่ามีเหตุผลอะไรให้เพลง The 1975
“เมื่องานออกแบบส่งผลต่อความรู้สึกในการออกกำลังกายของคุณ … แต่คุณไม่รู้หรอกจนเมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเอง” The Standard Gym ฟิตเนสแห่งใหม่ของ The Standard, Bangkok Mahanakhon ที่ตั้งอยู่ในตึกมหานคร ได้สร้างความประทับใจแรกให้เราทันทีที่เดินเข้าไปถึง ด้วยการออกแบบ Modern Style เรียบแต่หรู ลงตัวอย่างหาที่ไหนเหมือนไม่ได้อีกแล้ว มาพร้อมกับอุปกรณ์ทันสมัยที่เข้าใจคนออกกำลังกายเป็นอย่างดี จนเกิดเป็นประสบการณ์ออกกำลังกายที่ไม่มีทางลืม ต้องชมงานออกแบบของคุณ Jaime Hayon กับทีม The Standard กันอีกครั้ง ที่เนรมิตรใช้เอกลักษณ์ของความเป็นเส้นโค้งไม่ว่าจะกับกระจก ชั้นเก็บอุปกรณ์ออกกำลังกาย ไปจนถึงประตูของที่นี่ได้อย่างหลากหลายและลงตัวไปเสียทุกจุด แต่ยังไม่เท่านั้น หัวใจสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ The Standard Gym แตกต่างจากฟิตเนสทั่วไป และเป็นปัจเจกออกจากส่วนอื่น ๆ ของตึกมหานคร คือการเลือกใช้สีเอิร์ธโธนกับ Lighting Design ได้อย่างถูกต้อง ทั้งจากดวงไฟตามจุดต่าง ๆ ภายในฟิตเนส ไปจนถึงการทำให้ยิมเป็นที่เปิดด้วยกระจกหลายบาน จนแสงธรรมชาติสามารถลอดส่องเข้ามาได้ สร้างความรู้สึกผ่อนคลายขณะออกกำลังกาย พร้อม ๆ กับความโรแมนติกอย่างที่ไม่มีเหมือนใคร ดัมเบลกับเครื่องยกน้ำหนักก็ดูซอฟต์ลงทันที ไม่ได้สุดเพียงแค่งานดีไซน์ เพราะ ‘อุปกรณ์ออกกำลังกาย’


