เกิดเป็นคนนอนดึก ตื่นสาย มันน่าน้อยใจเหลือเกิน เพราะต่อให้เราทำงานได้ดีตอนกลางคืนแค่ไหน แต่ตื่นไปไม่ทันเวลาที่เขากำหนดไว้ เราก็กลายเป็นผู้ร้าย ไม่มีความรับผิดชอบไปทันที คงจะดีไม่น้อยถ้ามีคนรับฟังเราบ้างว่าจริง ๆ แล้วแต่ละคนก็มีเวลาที่เหมาะสมต่อการทำงานของตัวเองที่ต่างกันไป แถมบางทีการนอนดึกตื่นสายอาจจะมีอะไรมากกว่าที่คนอื่นคิดด้วยซ้ำ มาที่งานวิจัยแรกที่ Satoshi Kanazawa นักจิตวิทยาได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนจากวัยรุ่น 20,745 คน ก่อนจะตีพิมพ์ออกมาเป็นงานที่ชื่อว่า Why night owls are more intelligent การทดลองก็คือ Satoshi Kanazawa เจอกับกลุ่มตัวอย่างในครั้งแรกแล้วให้พวกเขาทำแบบทดสอบเพื่อวัดระดับสติปัญญา จากนั้นก็เว้นว่างไป 5 ปีเต็ม ก่อนจะให้กลุ่มตัวอย่างกลับมาอีกครั้ง แล้วถามเรื่องพฤติกรรมการนอน ว่าตื่นกี่โมง นอนกี่โมง ทั้งในวันธรรมดาและวันปกติ ผลปรากฏว่าบรรดาเด็กที่นอนดึกมีแนวโน้มที่จะมี IQ สูงกว่า ไม่เพียงเท่านั้น คนนอนดึกอย่างเรา ๆ มักจะโดนบ่นว่านอนดึกตื่นสายอย่างนี้ จะไปทำมาหากินอะไรทันเขาประสิทธิภาพงานก็ด้อยกว่าคนอื่นน่ะสิ เพราะตอนเช้าใคร ๆ เขาทำะไรล่วงหน้าไปเยอะแล้วนะ อย่าห่วงไป มีคนที่พร้อมจะเข้าใจสายนอนดึกด้วยการไปทำงานวิจัยมาแล้วเช่นกัน Christina Schmidt และ Philippe Peigneux คือนักวิทยาศาสตร์จาก
ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าชีวิตเราทุกวันนี้เชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียแบบแยกไม่ออก ทั้งการใช้เพื่อความบันเทิง ไปจนถึงการใช้ที่เชื่อมต่อกับการทำงานและชีวิตจริง จนเรียกได้ว่าถ้าวันไหนขาดโซเชียลมีเดียคู่ใจ ไม่ว่าจะเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ เราอาจจะต้องลงแดงกันไปข้าง แม้ข้อดีของโซเชียลมีเดียจะมีมากจนใช้สองมือสองเท้านับยังไงก็นับไม่หมด แต่โซเชียลมีเดียก็มีด้านดาร์ค ๆ ที่คนใช้ต้องรับมือกับมันอยู่เช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลให้ Daniel J. Wilson และ Martin Adolfsson สองศิลปินตัดสินใจว่า มา กูจะทำแอปพลิเคชันต่อต้านโซเชียมีเดียแบบคูล ๆ ซะหน่อย! minutiae แอปพลิเคชันจากมันสมองที่สร้างสรรค์จน UNLOCKMEN ต้องยอมใจ กฎมีอยู่ว่า ไม่มีโปรไฟล์ ไม่มีการกดไลก์ ไม่มีการคอมเมนท์! อ้าว แล้วมันมีวิธีการใช้งานอย่างไรล่ะ? วิธีการก็ไม่ยาก จนเอาไปให้ปู่ย่าตายายเล่นแก้เหงาชิล ๆ ได้ เพราะใน 1 วัน จะมีการแจ้งเตือนจาก minutiae จำนวนหนึ่งครั้งถ้วน (เป็นการแจ้งเตือนแบบแรนด้อมงง ๆ เราจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าหรือจับจังหวะได้เลยว่า พี่แกจะส่งสัญญานมาตอนไหน) เมื่อสัญญานเตือนเด้งขึ้นมา หน้าที่ของชาวแอนตี้โซเชียลมีเดียอย่างเราก็คือต้องถ่ายรูปตรงนั้น เดี๋ยวนั้น วินาทีนั้น ทันที!
มิตรภาพระหว่างผู้ชายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เสมอ เรียกว่าถ้าเป็นเพื่อนกันแล้วก็ย่อมไม่ทิ้งกัน แต่คำว่าเพื่อนนั้นก็มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนแท้, เพื่อนเที่ยว, เพื่อนกิน, เพื่อนสนิท รวมไปถึงเพื่อนของแฟนก็ถือว่าเป็นเพื่อนของเราเช่นกัน แต่คุณเคยมีเพื่อนที่คุณรู้สึกว่า คุณเกลียดทุกครั้งเวลาที่เพื่อนของคุณอ้าปาก บ่นเรื่องการทำงานที่แสนยากลำบากของตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน โดยที่ไม่เคยคำนึงถึงความรู้สึกของคุณ แถมยังไม่เปิดโอกาสให้คุณได้พักหูเลยแม้แต่วินาทีเดียวบ้างรึเปล่า? หรือจะเป็นเพื่อนที่คุณรู้สึกว่า ไม่อยากจะให้มันเจอกับผู้หญิงคนที่คุณกำลังสนใจอยู่ เพราะคุณรู้สึกไม่ไว้ใจมันเอาซะเลย ด้วยท่าทีที่มันเหมือนว่ามันพร้อมจะแทงหลังคุณอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงเพื่อนที่ปล่อยให้คุณเดินไปไหนมาไหน ทั้ง ๆ ที่มันเองก็เห็นอยู่ว่า มีทั้งผักทั้งเมล็ดงาดำติดอยู่ที่ฟันของคุณอุบาทว์สุด ๆ แต่แทนที่มันจะบอกให้คุณรู้ตัว จะได้จัดการเก็บซากเหล่านั้นไปให้เรียบร้อย แต่กลายเป็นว่า มันดันเงียบไม่บอก เก็บไว้หัวเราะเยาะในตอนที่คุณต้องไปคุยกับคนอื่น ลองถามตัวคุณเองดูสักหน่อยไหมว่า คุณมั่นใจแล้วหรือ ที่จะเรียกคนเหล่านี้ว่าเพื่อน วันนี้เราจึงได้นำเอา 9 สัญญาณ ที่จะบอกให้คุณรู้ว่า เพื่อนของคุณคนไหนที่เป็นเพื่อนที่ดี และคนไหนเป็นได้แค่กากเพื่อน หรือเพื่อนที่ห่วยแตกสุดๆ เพื่อให้คุณนำไปพิจรณาดูว่า มีเพื่อนที่อยู่ล้อมรอบตัวคุณเข้าข่ายสิ่งเหล่านี้บ้างรึเปล่า? Self-Absorbed ถ้าหากคุณมีเพื่อนที่ทำงานแสนสบาย แถมยังมีรายได้งดงาม แต่ทุกครั้งที่เจอกัน มันกลับซัดกระหน่ำความดราม่าของชะตาชีวิตตัวเองอยู่ทุกครั้งไปล่ะก็ ถือว่าชัดเจนเลยทีเดียว เพราะเพื่อนประเภทนี้ จะไม่เคยสนใจอะไรเกี่ยวกับตัวคุณเลย ไม่แม้แต่จะถามสารทุกข์สุขดิบ ทุกที่ที่คุณเจอกับเพื่อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบาร์เหล้า ร้านอาหาร หรือสนามกีฬา มันจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มันอัพเดทความน้อยใจในโชคชะตาของมันล้วน
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรตั้งแต่ก้าวข้ามวัยเรียนขึ้นมาเป็นวัยทำงานรู้สึกว่าเวลาที่ตื่นนอนในตอนเช้าแล้วมักจะมีอาการปวดหัวมึนงงเหมือนนอนยังไม่สุด ซึ่งอาการที่ว่านี้นอกจากจะพาลให้ต้องหงุดหงิด ยังส่งผลให้เช้าวันนั้นกลายเป็นวันนอยด์ ๆ ไปอีก หากจะปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ดีแน่ เราจึงดั้นด้นไปหาข้อมูลถึงเหตุผลว่าทำไมถึงมีอาการปวดหัวในตอนเช้า จนพบสาเหตุหลัก ๆ ได้ 7 ประการ และอยากนำมาฝากชาว UNLOCKMEN กัน ปวดหัวเพราะดื่มมา เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งปกติอยู่หากคุณได้ทำการดื่มไม่ว่าจะน้อย หรือมาก หากก่อนนอนคุณไม่ได้ทำการเติมวิตามิน เกลือแร่ หรือน้ำที่สูญเสียไปจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้วละก็ อย่างไรซะสารพิษในแอลกอฮอล์จะไปมีส่วนกับการขยาย หดตัวของหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดการปวดหัวแบบคลัสเตอร์ ในตอนเช้านั้นเอง ปวดหัวเพราะกรน ที่คนนอนกรนต้องประสบปัญหาอาการปวดหัวตึง ๆ หรือ มึน ๆ ในตอนเช้าก็เพราะพวกเขาได้รับออกซิเจนเข้าไปไม่เพียงพอขณะหลับ เนื่องจากระบบหายใจส่วนบนถูกอุดตัน ทำให้การนอนของไม่ได้คุณภาพ ไม่ต่างจากการนอนน้อย ดังนั้นผู้ที่นอนกรนจะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดสมองอุดตัน และทำให้มีอาการปวดหัวในตอนเช้า พักผ่อนไม่เพียงพอ ไลฟ์สไตล์ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเป็นอะไรที่ไม่สอดคล้องต่อการให้พักผ่อนเพียงพอเลยสักนิด ไหนจะทำงาน ฝ่ารถติด พอถึงบ้านก็อยากที่จะดูหนัง เล่นเฟซบุ๊ค กว่าจะได้นอน แถมต้องตื่นเช้าเพื่อมาฝ่ารถติดใหม่ สิ่งที่ตามมาคือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนเกิดเป็นอาการปวดหัวในตอนเช้า นอนเยอะเกินไป นอนน้อยก็ไม่ดี นอนเยอะไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะเมื่อคุณนอนเกิน 8 ชั่วโมง มันจะเป็นการทำร้ายสมองให้เฉื่อยชา และเชื่องช้า
// พูดได้ว่ากีฬาวิ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งในปัจจุบันงานวิ่งมีรูปแบบงานที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงการออกกำลังกายอย่างเดียว แต่เริ่มที่จะเพิ่มธีมงานหรือจัดกิจกรรมสนุก ๆ สอดแทรกเข้ามาสร้างสีสันให้กับงานวิ่ง เรียกให้นักวิ่งหรือคนที่ไม่เคยมาวิ่งต้องมาสมัครเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่กันสักครั้ง ซึ่งงานวิ่งลักษณะนี้มีจัดกันทั่วโลก เรียกว่าถ้าพูดชื่อออกมา หลายคนต้องร้องอ๋อ เช่น The Color Run งานวิ่งสาดสีอันโด่งดัง ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสหรัฐอเมริกา, งาน One Piece Run งานวิ่งในธีมการ์ตูนเรื่องดังอย่างวันพีช และล่าสุด งานวิ่งที่เพิ่งจบไปเมื่อวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ‘LEO Runไตร’ งานวิ่งที่รวบรวมเอาความสนุกของการวิ่ง การเต้น และการร้องมาผสานรวมกันอย่างลงตัว จะว่าไปแล้ว LEO Runไตร ถือเป็นงานวิ่งครั้งแรกของไทยที่ดึงเอาความมันส์ของการวิ่ง การเต้นและการร้อง มาผสานรวมกันอย่างลงตัว ให้นักวิ่ง (และคนที่ไม่ใช่นักวิ่ง แต่เป็นสายร้อง สายเต้น) ได้ออกมาปลดปล่อยความมันส์กันอย่างเต็มที่ งานสนุกๆ แบบนี้มีหรือที่ทีมงาน UNLOCKMEN จะพลาดไปสัมผัสประสบการณ์การวิ่ง เต้น และร้องในงานเดียวกันครั้งแรกของไทย และยังเก็บภาพบรรยากาศมาฝากคนที่พลาดจากงานนี้ด้วย • RUN DANCE SING • ตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในสนามข้าง ๆ แอร์พอร์ตลิงก์
ความกลัว ความวิตกกังวล และสารพัดอารมณ์ด้านลบในชีวิตเป็นสิ่งท้าย ๆ ที่มนุษย์อย่างเราอยากเผชิญ คงจะดีไม่น้อยถ้าเรามีวิธีจัดการกับอารมณ์แย่ ๆ ของตัวเองที่อัดแน่นจวนระเบิดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต้องฝันถึงวิธีการที่ว่าอีกต่อไป เมื่อนักวิจัยค้นพบว่ามันมีวิธีจัดการอารมณ์แย่ ๆ ที่วนเวียนอยู่ในตัวเราได้จริง แค่ขอกระดาษ ปากกา และเวลาอยู่กับตัวเองแบบโฟกัส ๆ เพียง 30 วินาทีเท่านั้น เมื่อศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาอย่าง Matthew Lieberman ได้เป็นผู้นำในการทำงานวิจัยที่ชื่อว่า Putting Feelings Into Words: Affect Labeling Disrupts Amygdala Activity in Response to Affective Stimuli. โดยการทำการทดลองดูภาพในสมองของมนุษย์เมื่อมนุษย์เกิดความกลัว วิธีการก็คือ เขาให้กลุ่มตัวอย่างเผชิญหน้ากับความรู้สึกกลัวของตัวเอง จากนั้นก็บอกให้พวกเขาค่อย ๆ หยิบกระดาษกับปากกา มาค่อย ๆ คิดว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นคือความรู้สึกอะไร แล้วก็เขียนลงไป ระหว่างการทดลอง ผู้เข้าร่วมอาจต้องเจอภาพที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัว 10 ภาพ แต่ละภาพพวกเขาก็ต้องเขียนลงไปให้ชัดเจนว่ารู้สึกอะไรกับมันกันแน่ ถ้านึกภาพไม่ออก UNLOCKMEN อยากให้ลองคิดว่า
ในบางครั้งสถานที่ทำงาน หรือ Office ที่เคยเงียบสงบ จากที่ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง ก็กลับกลายเป็นสนามรบไปโดยปริยายเมื่ออยู่ในห้องประชุม หรือเสร็จจากการประชุมออกมาหมาด ๆ เพราะนี่เป็นช่วงที่อารมณ์ของใครบางคนอาจจะกำลังเดือดพล่านได้ที่ หลังจากเกิดความไม่พอใจ และมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการทำงาน รวมไปถึงอาจจะมีการเหม็นขี้หน้ากันเป็นการส่วนตัวอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่บางครั้งมันก็เลี่ยงไม่ได้ บางทีคุณเองอาจจะเป็นคนที่ไปเหยียบตาปลาใครเข้าโดยไม่รู้ตัว จนโดนทุ่มเก้าอี้ใส่กลาง Office ก็ได้เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าหากคุณรู้ตัวว่า คุณเป็นคนที่โดนหมายหัวอยู่ หรือรู้สึกถึงความเป็นไปได้ว่า สักวันนึงจะต้องซัดกับใครสักคนใน Office อย่างแน่นอนแล้วล่ะก็ ต้องเตรียมตัวให้พร้อม คุณเคยรู้มั้ยว่า ภายใน Office ของเรานั้นมีของที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นอาวุธได้มากมายเต็มไปหมด ทั้งแบบที่ต้องนำมาดัดแปลง หรือจะเป็นสิ่งของแบบที่หยิบมาได้ก็ฟาดแม่งดื้อ ๆ วันนี้เราจึงได้นำเอา 7 สิ่ง ที่ผ่านการคัดมาแล้วว่า คุณจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอนหากเกิดการต่อสู้ภายใน Office มาให้กับท่านทั้งหลายได้นำไปลองใช้กัน The Pencil Crossbow เพียงแค่คุณมีดินสอ กับหนังยางอีกสักกำมือนึง คุณก็พร้อมที่จะทำร้ายศัตรูใน Office ได้จากระยะไกลแล้ว โดยคุณแค่เพียงทำการติดกาวดินสอทั้งหมดให้เป็นรูปทรงไม้กางเขน จากนั้นก็นำหนังยางมาผูกเอาไว้ที่ปลายของดินสอทั้งด้านซ้าย และด้านขวา คุณก็จะได้หน้าไม้อันจิ๋วสำหรับการยิงเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นให้คุณเลือกเอาเลยว่า อยากได้กระสุนร้ายแรงขนาดไหน ถ้าไม่รุนแรงมากก็อาจจะหยิบเอาดินสอปลายแหลม
เห็ดเมา / เห็ดขี้ควาย หรือ magic mushroom ที่ฝรั่งเรียกกันถือเป็นหนึ่งในยาเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ที่ระบาดอย่างมากตามหมู่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวนักท่องเที่ยวทั้งหลาย โดยเห็ดเมา (เห็ดขี้ควาย) จะระบาดอย่างมากในหน้าฝนบ้านเรา เนื่องจากเป็นช่วงที่เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี สำหรับเห็ดชนิดนี้จัดอยู่ในวงศ์ Strophariaceae เป็นเห็ดที่มีฤทธิ์กับระบบประสาท มีขึ้นอยู่ตามกองมูลควายแห้ง สีของเห็ดจะมีสีเหลืองซีดคล้ายสีฟางแห้ง บนหัวของร่มจะมีสีน้ำตาลเข็มจนถึงสีดำ บริเวณก้าน ที่ใกล้จะถึงตัวร่ม จะมีแผ่นเนื้อเยื่อบาง ๆ สีขาวแผ่ขยายออกรอบก้าน แผ่นนี้มีลักษณะคล้ายวงแหวน เห็ดขี้ควายมีขึ้นอยู่ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งผู้รับประทานส่วนใหญ่มักจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่ามันไม่ใช่ยาเสพติดทำให้กินเข้าไปราวกับขนมทานเล่น อาการของผู้ที่รับประทานเห็ดเมา จะมีอาการมึนเมา ประสาทหลอน ไม่สามารถลำดับทิศทาง เห็นภาพ แสง สีต่างๆ ลวงตา มีความคิดและอารมณ์เปลี่ยนแปลงคล้ายกับยา MDMA หรือ LSD ทำให้เป็นนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบปาร์ตี้นำมากินแบบสด ๆ หรือมาปั่นรวมกับเครื่องดื่มมึนเมา หรือมิลค์เชค เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน แต่ขึ้นชื่อว่าจัดอยู่ในประเภทยาเสพติดยังไงซะก็ไม่มีผลดีอย่างแน่นอน เพราะจากการวิจัยล่าสุดขององค์การอาหารและยาแห่งสหประชาชาติได้ทำการศึกษาพบว่า คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเห็ดเมาคือยาเสพติดประเภทหนึ่งซึ่งเกิดเป็นความเข้าใจผิดคิดว่ามันไม่มีโทษ
หลายคนอาจจะร้องยี้ หากพูดถึงการอาบน้ำเย็น ๆ ในฤดูฝนเช่นนี้ แต่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนการอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้งถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าแปลกที่อากาศร้อนขนาดนี้พวกเราก็ยังชื่นชอบน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็นคงเป็นเพราะน้ำอุ่นให้ความรู้สึกผ่อนคลายต่อกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการเครียดได้ดีเยี่ยม จึงไม่น่าแปลกใจหากคนส่วนใหญ่จะเป็นแฟนพันธ์ุแท้การอาบน้ำอุ่น แม้ในสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่วันนี้ UNLOCKMEN ไปค้นเจอเหตุผลดี ๆ ที่ทุกคนควรจะอาบน้ำเย็นจัดอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ ปลุกร่างกายของคุณให้สดชื่นในตอนเช้า แม้ว่าการอาบน้ำเย็นในตอนเช้าจะทำให้คุณรู้สึกทรมาน แต่การอาบน้ำเย็นได้รับการยืนยันแล้วว่าจะปลุกประสาทสัมผัสในร่างกายของคุณให้ตื่น ยิ่งกว่านั้นจะช่วยเพิ่มสมาธิให้คุณอีกด้วย สังเกตไหมว่าหากในตอนเช้าคุณเลือกที่จะอาบน้ำอุ่น ร่างกายของคุณจะยังคงรู้สึกตกอยู่ในภวังค์ยังคงมีอาการมึนงง ง่วงอยากกลับไปนอนที่เตียงต่อ หรือคุณต้องใช้เวลาแช่อยู่หน้าฝักบัวนานกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นการอาบน้ำเย็นจัดเพื่อปลุกตัวคุณในตอนเช้าอาจจะดีกว่าการดื่มกาแฟเสียด้วยซ้ำ ช่วยเผาผลาญดีเยี่ยม หลังจากการออกกำลังกายอันเหน็ดเหนื่อยแม้ว่าการจุ่มแช่น้ำอุ่น ๆ จะเป็นการทำให้กล้ามเนื้อของคุณรู้สึกผ่อนคลาย แต่เชื่อไหมว่าการอาบน้ำเย็นจัด จะช่วยเผาผลาญร่างกายของคุณแถมเพิ่มความสดชื่นกลับคืนมาให้ดียิ่งขึ้น เพราะความหนาวเย็นจะกระตุ้นร่างกายให้ผลิตไขมันสีน้ำตาลที่เป็นไขมันชั้นดีใช้ในการเผาผลาญพลังงาน ให้ดูตัวอย่างจากนักกีฬามากมายที่เลือกจะลงไปแช่ในถังน้ำแข็งหลังจากการออกกำลังกายที่หนักหน่วงนั่นเอง ผิวเรียบเนียน ไร้สารพิษตกค้าง อย่างที่เรารู้ว่าน้ำร้อนช่วยเปิดรูขมขนทำให้ผิวสะอาด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุให้ผิวแห้งแตกเป็นขุย ๆ เช่นกัน ต่างจากการน้ำเย็นก็ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนปรับสภาพผิวของคุณทำให้รูขุมขนและผิวหนังกระชับมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในการล้างพิษที่ผิวของคุณให้หมดจดไป ดังนั้นการอาบน้ำ หรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจึงเหมาะสำหรับผู้ชายที่ไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องการบำรุงผิวมากนัก ภูมิต้านทาน ไม่ป่วยง่าย การอาบน้ำเย็นป็นวิธีที่ดีในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคุณ เพราะการอาบน้ำเย็นจะช่วยให้ร่างกายของคุณผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวมากขึ้น ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ปกป้องร่างกายของคุณจากเชื้อโรค นอกจากนี้เซลล์เม็ดเลือดขาวยังทำหน้าที่ในการขจัดสารพิษ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย แล้วยังทำหน้าที่ในการกลืนและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายอีกด้วย แต่ก็ไม่ควรสระผมด้วยน้ำเย็นจัด เพราะจะทำให้ป่วยง่าย อาบน้ำเย็นแล้วปึ๋งปั๋ง น้ำเย็นนั้นมีประโยชน์ทวีคูณอย่างยิ่งสำหรับผู้ชายอย่างเรา
การทำอะไรสักอย่างที่มากเกินไป มักส่งผลไม่ค่อยดีให้กับผู้กระทำมากสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต หรือความสัมพันธ์ เพราะอย่างนั้นเรามักจะได้ยินวลีคุ้นหูอยู่บ่อย ๆ ว่า Work-Life Balance ที่แนะนำการใช้ชีวิตให้มีความสมดุลกัน ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ เพื่อคอยเตือนใจให้เรารู้จักปรับตัวเองอยู่เสมอ นอกจากการทำงานและการใช้ชีวิตแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงในสังคมปัจจุบัน นั่นก็คือเรื่องของการเสพติดโซเชียลของคนยุคนี้ อาจเพราะข้อมูลในปัจจุบันมีความเร็วและการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นกว่าในอดีต จึงทำให้คนในปัจจุบันเสพติดข่าวและความรวดเร็วของข้อมูล ตลอดเวลามีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ระบุว่าการเล่นโซเซียลที่มากเกินไปสร้างผลกระทบให้แก่ชีวิต และนี่ก็เป็นอีกงานวิจัยที่ UNLOCKMEN นำมายืนยันให้อีกเสียง เพื่อให้ทุกคนได้เริ่มต้นสำรวจและถามตัวเองดูว่าทุกวันนี้เราเล่นมากเกินไปจนความสุขน้อยลงไปหรือเปล่า? งานวิจัยที่ว่านี้ มาจากมหาวิทยาลัย Yale และมหาวิทยาลัย California ที่เกิดขึ้นจากการสำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน Facebook กว่า 5,208 คน ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยขอความร่วมมือกับผู้ที่เข้าร่วม ให้แชร์ข้อมูลกิจกรรมบน Facebook ตั้งแต่ข้อมูลการกดไลค์ กดแชร์ สเตตัสของตน และความรู้สึกด้านสภาพจิตใจ แก่เหล่านักวิจัยเป็นระยะ ๆ ผลจากการศึกษาพบว่าการใช้ Facebook เกินกว่ามาตรฐานเฉลี่ย 5-8% จะทำให้ความสุขและความพึงพอใจในตัวเองของกลุ่มทดลองลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแปลได้ว่า “คนที่เล่น Facebook มากเกินไปจะมีความสุขน้อยกว่าคนที่ไม่ค่อยเล่น”


