ถ้าบ้านเรามีหมอช้าง หมอม้า หรือหมออะไรก็ตามที่ทำหน้าที่ทำนายความฝันโดยเฉพาะ อาจไว้เป็นลางบอกเหตุการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับเราหรือไว้ตีเป็นเลขเด็ดเลขดังสำหรับสายเสี่ยงโชค แต่ในโลกตะวันตกความฝันสามารถบ่งบอกอะไรได้หลายอย่างทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ จนมีการตีความความฝันในแง่จิตวิทยากันอย่างจริงจัง หลายความฝันที่เราคิดว่าเราฝันบ่อย ๆ อยู่คนเดียว ที่จริงแล้วคนทั่วโลกเขาก็ฝันซ้ำ ๆ เหมือนกันกับเรา แล้วความฝันเหล่านั้นจะบอกอะไรเราได้บ้าง UNLOCKMEN ชวนมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน Ian Wallace คือนักจิตวิทยาและนักวิเคราะห์ความฝันมือวางอันดับต้น ๆ ของโลก ในวันที่นักจิตวิทยาหลายคนพยายามศึกษาความฝันแล้วต้องล้มเลิกด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป แต่ Ian Wallace ยังคงยืนหยัดศึกษาความฝันจากกลุ่มตัวอย่างมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว! ตัวเขาผ่านการวิเคราะห์ตีความความฝันมามากกว่า 150,000 ความฝัน ถ้าไม่เรียกว่านี่คือนักวิเคราะห์ฝันตัวจริงก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว ความฝันท็อปฮิตที่เรามักฝันกันมีอะไรบ้าง แล้วความฝันเหล่านั้นมีความหมายว่าอย่างไรบ้างนะ? ตกจากที่สูง เชื่อเหลือเกินว่านี่คือความฝันยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของโลกใบนี้แน่ ๆ ใคร ๆ ล้วนแต่ก็ต้องเคยเคลิ้ม ๆ ลอย ๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองหล่นวูบลงมาจนเสียววาบ Ian Wallace บอกว่าการฝันว่าตกจากที่สูงเชื่อมโยงกับความกดดัน ความรู้สึกผูกมัดแน่นหนากับสถานการณ์บางอย่างในชีวิตจริง เขาแนะนำว่าทางที่ดีก็ต้องรู้จักเชื่อมั่นในตัวเอง
สำหรับใครที่กำลังเล็งหาจังหวะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่โดยการเลิกสูบบุหรี่ อาจไม่จำเป็นต้องรอวันดี ๆ หรือโอกาสเหมาะ ๆ เพราะทุกวันถือเป็นวันดีที่คุณจะลงมือทำมัน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่สูบบุหรี่เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงหลังทำกิจกรรมบางอย่างเสร็จใหม่ ๆ ต้องขอให้ได้สูบสักหน่อยก็ยังดี ไม่งั้นมันรู้สึกเหมือนทำอะไรไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เสร็จเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นหลังกินข้าว หรือหลังประชุม แต่มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ผู้ชายอย่างเราต้องสูบเป็นพิเศษให้ได้ นั่นคือช่วงหลังจากการมี SEX กินตับกันเสร็จ!! อย่างในภาพยนต์ไทย 2499 ที่ปรากฎอยู่ในตอนเริ่มต้นของฉากกำเนิดวลีในตำนาน “เป็นเมียเราต้องอดทน” ซึ่งเป็นฉากที่ แดง ไบเล่ย์ กับ วัลภา นอนสูบบุหรี่อยู่บนเตียงหลังจากเพิ่งเสร็จกิจกันหมาด ๆ ส่วนในภาพยนตร์ต่างประเทศก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง อย่างในเรื่อง Fight Club ตอนที่ Tyler Durden ซึ่งรับบทโดย Brad Pitt เพิ่งจะมี SEX เสร็จ ก็นอนสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าฟินสุด ๆ นอกจากในภาพยนตร์ เวลาที่เราคุยเล่น หรือแซวกันในกลุ่มตลก ๆ เช่น เหตุการณ์เสียตัว เราก็มักจะได้ยินการเล่าว่า
มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ? อาจจะเป็นประโยคคำถามแรกที่หลุดออกมาจากปากคุณ นมผู้หญิงเนี่ยนะที่จะทำให้คนเราสุขภาพดีขึ้นได้? ไม่ต้องมัวสงสัยหรือเก็บไปทดลองเองให้เสียเวลา เพราะมีนักวิจัยที่เขาอาสาหาคำตอบมาให้เราแล้ว งานวิจัยจาก Mary Charlson ศาสตราจารย์ประจำ Weill Cornell Medical College บอกเราว่าการเห็นหรือคิดถึงอะไรที่ดีต่อใจของเราในตอนเช้าของแต่ละวันมีผลต่อแรงบันดาลใจด้านสุขภาพได้จริง! งานวิจัยนี้เริ่มต้นจากสมมติฐานที่ว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรังและผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงมักจะประสบปัญหาในการบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นไปออกกำลังกายบ้างล่ะ หรือบังคับตัวเองให้กินยาให้สม่ำเสมอบ้างล่ะ หนึ่งในวิธีที่ทีมวิจัยเห็นว่าน่าจะเวิร์ค และสมควรทำการทดสอบดูว่าจริงไหมก็คือการนึกถึงสิ่งที่ดีต่อใจในช่วงเช้าของแต่ละวัน จากนั้นการวิจัยก็เริ่มขึ้น นักวิจัยได้สรรหากลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 756 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรังหรือผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วแบ่งกลุ่มการทดลองเป็นกลุ่มที่คิดถึงสิ่งที่ดีต่อใจในตอนเช้า กับกลุ่มควบคุมที่อยู่ ๆ กันไปตามปกติ หน้าที่ของกลุ่มผู้ป่วยที่คิดถึงสิ่งที่ดีต่อใจก็คือเมื่อตื่นมาแล้วให้คิดถึงอะไรที่มีความสุข เห็นแล้วรู้สึกดี ชุ่มชื่นหัวใจ แน่นอนว่าก็แล้วแต่จินตนาการของแต่ละคนว่าจะเป็นสุขกับอะไร ลูกแมว ทะเล ภูเขา อาหารมื้ออร่อย ไปจนถึงนมผู้หญิงนั่นแหละ เชิญจินตนาการตามสะดวก ข้อแม้ก็คือระหว่างวัน ถ้ารู้สึกว่า โอ้โห ท้ออีกแล้ว ไม่อยากกินยาเลย หรือไม่อยากพาตัวเองไปออกกำลังกายเลย ให้นึกถึงสิ่งที่ดีต่อใจขึ้นมาอีกครั้ง รวมถึงนึกถึงสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจกับตัวเองไปด้วย เช่น โมเมนท์ตอนวันรับปริญญาที่เราเรารู้สึกว่า เฮ้ย กูเรียนจบแล้วนะ! โมเมนท์ที่เอาเงินเดือนก้อนแรกให้แม่ หรือโมเมนท์ที่หาแฟนคนแรกเป็นตัวเป็นตนได้สำเร็จ การทดลองนี้ดำเนินไประยะหนึ่ง แล้วผลการทดลองก็ปรากฏว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรังกลุ่มที่คิดถึงภาพที่ดีต่อใจตอนเช้าร้อยละ 55 เพิ่มพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพตัวเอง
ในทุก ๆ วัน จะมีบทความมากมายที่นำเสนอเกี่ยวกับผลวิจัยทางวิทย์ศาสตร์ต่าง ๆ นานา อ้างอิงถึงหลักความน่าจะเป็นที่ได้รับการพิสูจน์มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งงานวิจัยบางเรื่องก็มีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ ให้กับตัวเรา โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพที่มนุษย์ออฟฟิศอย่างเราควรใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะไม่อย่างนั้นอาจะส่งผลต่อเรื่องสุขภาพของคุณได้โดยที่ไม่รู้ตัว ดังนั้นเราจึงนำเรื่องใกล้ตัวที่ชาว UNLOCKMEN ควรนำไปสำรวจตัวเองว่าเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงที่มีปัญหาสุขภาพตามมาไหม นั่งหลังค่อมทำให้เครียดได้ การนั่งในลักษณะหลังตรงไม่เพียงช่วยลดอาการปวดเมื่อย และเสริมบุคลิกภาพที่ดี แต่การนั่งตัวตรงนั่นจะสามารถช่วยทำให้อารมณ์ของคุณดีอีกด้วย เพราะนักวิจัยจากนิวซีแลนด์ได้ลองศึกษาให้ผู้ทดลองนั่งในระนาบที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่หลังค่อม ระดับปานกลาง จนไปถึงหลังตรง ซึ่งผลที่ได้คือคนนั่งหลังค่อมมักมีภาวะซึมเศร้า เบื่อหน่าย ไม่มีชีวิตชีวาเท่าที่ควร ต่างจากผู้ทดลองที่นั่งหลังตรงนอกจากจะไม่มีอาการเมื่อยล้ายังมีสุขภาพจิตที่แจ่มใสอีกด้วย เกาไม่หยุด อาการคันตามผิวหนังเป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจอเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่ออากาศเย็นตัวลงผิวหนังก็จะขาดความชุ่มชื้นทำให้เกิดอาการคัน และเชื่อไม่ว่าพอเกิดอาการคันมาก ๆ เราจะรู้สึกหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์ ดังนั้นเราควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คือการไม่ให้เกิดการระคายบริเวณผิวหนัง โดยใช้โลชั่นทา หรือนำผ้าอุ่นๆ มาประคบร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคือง นอนหลับอุตลุด การนอนคือหัวใจสำคัญของการพักผ่อน ซึ่งทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าการนอนน้อยมันไม่ดีอย่างไร เพราะมีหลายเหตุผลร้อยแปดที่เราสามารถหยิบยกมาบอกได้ว่าทำไมคุณควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งเราจะขอนำเพียง 1 ข้อสั้น ๆ ว่า หากคุณนอนน้อยหรือประสบปัญหาอาการนอนไม่หลับแล้วละก็ คุณมีความเสี่ยงจะเป็นโรคหอบหืด เราคงไม่ต้องบอกต่อนะว่าเมื่อเป็นโรคหอบหืดแล้วจะเป็นอย่างไร เอาแค่ว่าการใช้ชีวิตของคุณจะย่ำแย่ลงในทันที ดังนั้นพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะโรคนอนไม่หลับคือตัวการที่ทำลายระบบทางเดินหายใจของคุณ ขยับตัวบ้างเพื่อบำรุงข้อต่อ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบ
“ความสำเร็จ” เป็นคำที่มีนิยามความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่จุดหมายที่มีร่วมกันคงหนีไม่พ้นการได้เป็นที่สุดในด้านต่าง ๆ ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง หรือ ความสุข ส่วนนิยามความสำเร็จในมุมมองของ UNLOCKMEN เรามองว่าไม่ใช่แค่เพียงการเป็นที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่มันคือการบาลานซ์ให้เราสามารถมีความสุขกับชีวิตได้ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเรื่องงาน และชีวิตส่วนตัว ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดลอย ๆ เพราะในวันนี้เรามี 2 ตัวแทนคนรุ่นใหม่มากความสามารถ ซึ่งยืนอยู่ในจุดที่ผู้คนต่างให้การยอมรับ พวกเขาจะมาแชร์มุมมองที่มีผลต่อความสำเร็จ และเคล็ดลับที่ทำให้ก้าวมาสู่จุดนี้ กับมิติของชีวิตซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ทำงาน หรือโฟกัสแค่เงินทอง และความสำเร็จส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และรักษาสมดุลระหว่างการทำงาน และชีวิตส่วนตัวได้อย่างพอดิบพอดี เริ่มต้นด้วยมุมมองของ แนท-วสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกหนุ่มผู้ก่อตั้ง VaSLab Studio (บริษัท แวสแล็บ) บริษัทที่ออกแบบสถาปัตยกรรมได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก กับอาชีพสถาปนิกที่เปรียบเทียบผลงานชิ้นหนึ่งเหมือนดั่งงานศิลปะแห่งการอยู่อาศัย แรงบันดาลใจเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใส่เข้าไปในผลงานทุก ๆ ชิ้นที่ทำลงไป สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ Creativity ห้ามหมด ในการทำงานแต่ละครั้ง ความตั้งใจและความภาคภูมิใจจะต้องถูกใส่ลงไปในทุก ๆ process ในขณะเดียวกันเราก็ต้องทำจินตนาการในหัวให้สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานจริงที่ตัวเองและผู้เกี่ยวข้องรู้สึกดีกับมันได้ “แค่แรงบันดาลใจจากคนใกล้ตัว ก็สามารถสร้างผลงานระดับโลกได้” ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จ เคล็ดลับคือต้องเป็นคนที่ไม่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง
พลังของการเรียนรู้มีอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ไม่ใช่แค่เพียงในหนังสือ มีหลายแนวคิดที่พยายามเน้นย้ำตลอดว่า เราควรรู้จักที่จะเรียนรู้ให้เยอะ ๆ เพื่อเพิ่มพูนความเป็นต่อให้กับชีวิตมากที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้แหละ จะเป็นตัวสร้างอนาคตให้เราแบบไม่รู้ตัว นี่เป็นอีกหนึ่งบทความที่ทาง UNLOCKMEN อยากจะบอกว่าการเรียนรู้อะไรสักอย่าง เราไม่จำเป็นต้องรอใคร เพราะเราทุกคนสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ด้วยตัวของเราเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะเป็นตัวช่วยสร้างอนาคต การรู้จักเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม อย่างที่ Jim Rohn นักธุรกิจแนวหน้าของอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า “Formal education will make you a living; self-education will make you a fortune.” การศึกษาในระบบจะทำให้คุณเลี้ยงชีวิตได้ แต่การศึกษาด้วยตัวเองจะเป็นตัวทำให้คุณสร้างอนาคต. เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การมีทักษะเรียนรู้ด้วยตัวเองไว้ติดตัว มันจะช่วยให้เราสามารถเป็นต่อและก้าวไวกว่าคนอื่นได้เท่าที่เราต้องการ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้เป็นสองเท่า การที่เราศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง จะช่วยให้เราสามารถควบคุมชีวิตและพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการได้ โดยอย่างการศึกษา StackOverflow ที่ผ่านมา พบว่า 69.1% ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ดูเหมือนจะเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น
ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นดีต่อร่างกาย ดีต่ออารมณ์ หรือแม้กระทั่งดีต่อการจัดระบบระเบียบนิสัยของตัวเราเองในระยะยาว แต่รู้ขนาดนี้ เราก็ยังอิดออดหาข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกายอยู่ร่ำไป จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการออกกำลังกายส่งผลต่อขนาดของสมองเราด้วย? นี่เป็นเหตุผลมากพอให้เราออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้แล้วหรือยัง? งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Neurology เปิดเผยว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายช่วยวัยมีแนวโน้มที่จะมีขนาดสมองที่เล็กกว่าคนที่ออกกำลังกาย งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,583 คน โดยมีทั้งเพศหญิงและเพศชายที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อมหรือโรคหัวใจ กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้จะถูกบันทึกพฤติกรรมการออกกำลัง จากนั้น 20 ปีต่อมา กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ก็ทำการทดสอบด้านการออกกำลังอีกครั้ง รวมถึงมีการสแกนสมองด้วย ผลการทดสอบพบว่าคนกลุ่มที่ออกกำลังกายน้อยกว่า (โดยวัดเอาจากอัตราการเต้นของหัวใจจากการออกกำลังกายในการทดสอบครั้งล่าสุด) พบว่ามีแนวโน้มที่จะมีขนาดของสมองที่เล็กมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ออกกำลังกายมากกว่า รวมถึงคนที่มีความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงในขณะที่ออกกำลังกาย ก็มีแนวโน้มที่จะมีขนาดของสมองเล็กตามไปด้วย นั่นเป็นเพราะว่าความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงบ่งบอกว่าขาดการออกกำลังกาย ไม่เพียงเท่านั้นการออกกำลังกายยังมีส่วนช่วยในเรื่องความจำ และลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย การออกกำลังกายจึงไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย มีแต่ได้กับได้ แถมช่วยเพิ่มขนาดของสมองด้วย ดีขนาดนี้ก็อย่ารอช้าอยู่เลย ไป ไปออกกำลังกายกันเถอะ! SOURCE
อ้วน กับ น้ำหนักเกิน เป็นสองคำที่แตกต่างกันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งสองภาวะนี้ล้วนเกิดมาจากสาเหตุเดียวกันนั้นคือการที่เรารับอะไรเข้าไปในร่างกาย แต่ไม่สามารถเผาผลาญออกมาได้เท่ากับที่รับเข้าไป ทำให้เกิดภาวะไขมันเกินในร่างกาย อย่างที่ทุกคนทราบว่าความอ้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยของโรคภัยต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดัน โดยองค์การอนามัยโลกได้ให้คำนิยามไว้ว่าหากค่า BMI ( Body Mass Index ) *วิธีการหาค่า BMI ให้เอาน้ำหนัก ( กิโลกรัม ) หารด้วยส่วนสูง ( เมตรยกกำลังสอง) และหากเกิน 25 คือภาวะน้ำหนักเกิน และหากเกิน 30 แปลว่าคุณเข้าข่ายคนอ้วน ไขมันของร่ายกายมนุษย์เกิดจากการแปรรูปพลังงานเหลือใช้ไปเก็บในรูปแบบไขมัน และไขมันที่ร่างกายสะสมนี้ก็จะรอเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ต่อ หากมีการเผาผลาญในระดับที่สมดุลก็จะไม่มีการสะสมจนเกิดเป็นภาวะที่เรียกว่าน้ำหนักเกินหรืออ้วน จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่มีผลต่อความอ้วนคือการใช้พลังงานของตัวเรานั่นเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับนิสัยการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์การกิน อารมณ์ และภาวะของร่างกายต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเผาผลาญ เช่น ฮอร์โมน เป็นต้น ดังนั้นหนุ่ม ๆ พอเราเริ่มที่จะมีอายุมากขึ้น สิ่งที่ละเลยไม่ได้ก็คือการกินและออกกำลังกาย เราจะมานั่งทำตัวเหมือนเด็ก ๆ อีกไม่ได้อีกต่อไป
“ดวงตาคนเรานั้นเปรียบเสมือนประตูแห่งจิตวิญญาณ” ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมายพูดกันอยู่เสมอว่าดวงตาคนเราสามารถบ่งบอกได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ความคิดที่อยู่ในหัว รวมไปถึงสุขภาพภายในร่างกายของเรา ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ดวงตา น่าจะเป็นเพียงอย่างเดียว ที่ไม่สามารถควบคุมให้มันโกหก ปิดบัง หรือเก็บอาการจากความรู้สึกใด ๆ เอาไว้ได้เลย ดังนั้นคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราสามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากการอ่านดวงตาของคนได้ จะได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว คนที่อยู่เบื้องหน้าของเรานี้ มีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ร่างกายที่อาจจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนแปลกหน้า ที่เราไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของคนคนนั้นเลยว่า จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนยังไง เป็นคนร้ายที่ไม่ประสงค์ดีกับเรา แต่แกล้งทำเป็นเดินเข้ามาหารึเปล่า ซึ่งวันนี้เราก็ไปเจอวิธีการสังเกตสายตาของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะว่าเป็นอันตรายต่อตัวเราและต่อสังคมเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือกลุ่มคนติดยาเสพติด แน่นอนว่าที่เราได้ยินมานั้น สายตาขอคนที่ใช้ยาเสพติด จะมีความแตกต่างจากคนปกติทั่วไป แต่เพียงเท่านั้นเราจะสามารถรับรู้ได้จริง ๆ หรือ ? วันนี้เราได้นำวิธีการสังเกตดวงตาแบบทะลวงลึกเข้าถึงภายใน จนคุณสามารถบอกได้เลยว่าคนที่กำลังยืนคุยอยู่กับคุณในตอนนี้ ใช้สารเสพติดผิดกฎหมายอะไรมาบ้างในการปาร์ตี้เมื่อคืน หากคุณอ่านสายตาของคนเหล่านี้ออก คุณจะได้ประโยชน์ทั้งในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของตัวคุณเองอีกด้วย เรื่องแบบนี้รู้ไว้บ้างก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลยจริงไหม? We asked a medical expert, and then snapped some photos of people on
การอยู่ในคอมฟอร์ทโซนก็เป็นเรื่องที่ทำให้เราสบายอกสบายใจดีอยู่แล้ว จะให้เราก้าวออกไปเสี่ยงเพื่อจะต้องเจอกับความผิดหวังอันน่าเจ็บปวดไปทำไม? แต่ชีวิตเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งที่ถูกตลอดเวลา การลองผิดลองถูก การเผชิญหน้ากับความผิดหวัง การกระโจนเข้าไปเสี่ยง ไปเจอกับความผิดหวังก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ไม่ใช่แค่การเติบโตของชีวิตเท่านั้น แต่รวมถึงหน้าที่การงานและธุรกิจด้วย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ก็อยากเสี่ยง แต่ยังเกร็ง ๆ วันนี้ UNLOCKMEN รวม 3 TED Talks ที่ฟังจบแล้วต้องตะโกนออกมาว่า “รู้ว่าเสี่ยง ก็คงต้องขอลอง!” Success is a continuous journey Richard St. John คือนักธุรกิจที่ผ่านทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน และเขาเลือกใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราทุกคน แรงบันดาลใจที่จะบอกว่า เฮ้ย ความล้มเหลวมันไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิตสักหน่อย เขาเชื่อว่าความสำเร็จมันคือการเดินทางที่ต่อเนื่องยาวนาน การที่เราผิดหวังหนึ่งครั้ง หรือสมหวังหนึ่งครั้ง ไม่ได้บอกว่าเราหมดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดก้าวไปข้างหน้า หยุดพยายามนั่นแหละ ที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ความล้มเหลว Don’t regret regret Kathryn Schulz บอกว่าคนเรามักถูกสอนให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เสียจนความผิดหวัง ความเสียใจดูเป็นเรื่องเลวร้าย ดูเป็นสิ่งต้องห้าม แต่เธอจะมาบอกเราว่ามันจริงเสมอไปหรือที่ชีวิตคนเราจะต้องมีแต่ความสุข? TED Talks ครั้งนี้เธอจึงจะมาเล่าเรื่องความผิดหวังเสียใจของตัวเอง


