G-SHOCK แบรนด์นาฬิกาเลื่องชื่อแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยยังคงพยายามเสาะหาสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และนำมันมาปรุงรส เหยาะแรงบันดาลใจ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นนาฬิกาเรือนเด็ดที่ได้ใจผู้ชายหลาย ๆ คน แล้วหนึ่งในรุ่นล่าสุดอย่าง ‘G-SHOCK GA700SK’ ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ดีไซน์ของตัวเรือนผูกโยงความคลาสสิกและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน ออกแบบหน้าปัดเป็นทรงกลมตามรุ่นพิมพ์นิยมของตัวแบรนด์ รอบนอกและสายนาฬิกาห่อหุ้มด้วยเรซินกึ่งโปร่งใสและสีเมทัลลิกทูโทน สะท้อนความอาวองกาค์ (avant-garde) ของโลกอนาคตและกลิ่นอายแอนทีคแห่งยุค 80s ในเวลาเดียวกัน ย้อนไปในปี 1980 เป็นช่วงที่หลากหลายอุตสาหกรรมเริ่มหันมารังสรรค์ผลิตภัณฑ์โปร่งใสเป็นยุคแรก ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา โทรศัพท์ หรือแม้แต่เรือนเวลา เคสด้านนอกที่ขาวโปร่งนั้นทำให้เรามองเห็นเนื้อในของวัสดุได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน G-SHOCK จึงหยิบเรซินกึ่งโปร่งใสที่เคยนิยมในยุคก่อนมาใช้เป็นวัสดุหลักในงานดีไซน์ของเรือนนี้ แถม G-SHOCK GA700SK ยังถอดแบบความแข็งแกร่งมาจากรุ่นพี่ G-SHOCK GA-700 ทำให้มันทนทานและสมบุกสมบันเป็นพิเศษ ด้วย mineral glass วัสดุปกป้องนาฬิกาประจำค่าย G-SHOCK ที่มีศักยภาพเหนือกว่าและใสกว่าวัสดุ acrylic ทำให้ G-SHOCK GA700SK เรือนนี้ทนทานต่อรอยขีดข่วน แรงกระแทก และกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร หน้าปัดขนาด 52.68 มิลลิเมตร ถูกดีไซน์มาให้แสดงเลขเวลาทั้งแบบดิจิทัลและแอนะล็อก
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ จะมีพื้นที่ส่วนตัวอย่าง Man Cave เอาไว้ผ่อนคลายจากภารกิจทั้งหลายที่ต้องรับมือในแต่ละวัน ซึ่ง Man Cave นั้นสามารถเป็นได้ทั้งห้องสำหรับนั่งอ่านหนังสือชิลล์ ๆ หรือเป็นได้แม้กระทั่ง Private Club รองรับปาร์ตี้ขนาดย่อม รวมถึงการเป็น Entertainment Room ที่ยกโขยงเอาทุกความบันเทิงมากองไว้พร้อมสรรพ ด้วยเหตุนี้ภาพไอเท็มคุ้นตาที่มองหาได้จาก Man Cave ส่วนใหญ่ คงหนีไม่พ้นโซฟาดูดวิญญาณ, เก้าอี้อ่านหนังสือ, ทีวีจอใหญ่, เกมคอนโซล, โต๊ะพูล, ตู้แช่เครื่องดื่ม, กระดานปาเป้า ฯลฯ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปบ้างสุดแล้วแต่พื้นที่ที่รองรับ และ ไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันของแต่ละคน แต่คงต้องยกเว้นไว้หนึ่งไอเท็มที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นคือเครื่องเสียงดี ๆ สักชุด เพราะไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง หรือเข้าโหมดปาร์ตี้ แน่นอนว่าเครื่องเสียงดี ๆ จะช่วยยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงที่เรากำลังเสพให้ถึงอารมณ์สมจริงยิ่งขึ้น ถือเป็นสิ่งเติมเต็มที่ Man Cave Must Have อย่างแท้ทรู และ TOYS for BOYS
ถ้าคุณกำลังมองหาที่พักในช่วงวันลายาว ๆ เพื่อผ่อนคลายในบรรยากาศทะเลสวย ๆ สงบ ร่มรื่น หลายคนอาจจะไม่คิดถึงโรงแรมที่พัทยามากนัก เพราะติดภาพความวุ่นวายของชายหาดและทะเลที่อาจจะหามุมสวยงามได้ยากพอสมควร ซึ่งปกติเราเองก็ไม่ค่อยจะติดใจอะไรในพัทยามากนัก เรียกว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับการไปทะเลของเราเลยก็ว่าได้ แต่หลังจากได้มา Check In ที่ MASON PATTAYA ทัศนคติของเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง MASON PATTAYA เป็นโรงแรม 5 ดาว ใหม่เอี่ยมระดับ Ultra-Modern Luxury Pool Villas อยู่ในกลุ่ม Design Hotel มีการออกแบบสวยงาม และมีราคาค่อนข้างสูงที่หลักหมื่นต่อคืน โดยมีห้องพักแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามด้านล่าง โดยราคาที่เห็นเป็นราคา ณ วันที่เราเข้าพักในช่วงเดือนกรกฎาคม และเป็นราคาในช่วง Pre-Opening offer ดังนั้นแนะนำให้เช็คราคาก่อนเข้าพัก เพราะราคาน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง (ราคาปกติน่าจะแพงขึ้นราว 40%) Garden Pool Villa 11,400 Baht Duplex Grand Pool Villa 17,400
กระแสเทรนด์แฟชั่นเป็นอะไรที่เปลี่ยนไปมาเร็วมาก ทุก ๆ 6 เดือนก็จะมีการไหลเวียนเปลี่ยนผ่านในเรื่องของเทรนด์ ซึ่งหากจะให้จำกัดความในปัจจุบันคงไม่สามารถบอกตายตัวได้ว่า มันเป็นเทรนด์ของอะไร ทุกอย่างโดนมิกซ์รวมกันไปหมดจนไร้ขอบเขตของการแต่งตัวสำหรับผู้ชายไปแล้ว เพราะไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าครั้งหนึ่งเราเคยคิดเล่น ๆ ว่าจะมีโอกาสไหมที่ผู้ชายจะเลิกใส่กางเกงทรงสลิมฟิตกลับไปใส่กางเกงขาใหญ่เหมือนสมัยก่อน แต่แล้ววันนั้นก็มาถึง เพราะในปัจจุบันเราได้เห็นสไตล์การแต่งตัวแบบยุค 90s กลับมาฮิตอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อเป็นย้อนวันวาน เนื่องจากเราก็เป็นหนึ่งในเด็กยุค 90s เหมือนกัน ทีมงาน UNLOCKMEN จึงเอา Tip สำหรับการมิกซ์แอนด์แมทช์เครื่องแต่งกายยุค 90s มาฝากกัน Baggy Back ในยุคที่จุดศูนย์กลางวัยรุ่นอยู่ที่ สยาม เซ็นเตอร์พ้อยท์ การใส่เสื้อผ้าสไตล์ Baggy ไม่ว่าจะเป็น Levi’s 501 หรือ Dickies 874 เรียกได้ว่าเป็นไอเทมของยุค ที่หากใครไม่ใส่จะถือว่าเชยมาก ซึ่งหากชาว UNLOCKMEN ลองนำกลับมาใส่จะรู้ถึงข้อดีของกางเกงทรงนี้ว่าสบายแบบสุดโต่ง ชนิดที่คุณไม่สามารถได้รับจากกางเกงทรงสกินนี่ ดังนั้นลองไปหากางเกงของ พ่อ พี่ชาย หรือของเก่าเก็บที่ยังพอมีอยู่ทรงหลวม ๆ หน่อย มาบวกับเสื้อกราฟิกโลโก้เบิ้ม ๆ แค่นั้นก็ได้อารมณ์
เมื่อพูดถึงเรื่องราวของ Kanjozoku นักซิ่งแห่งย่าน Osaka กลุ่มสมาชิกผู้คลั่งไคล้รถยนต์ Honda แต่งซิ่งสไตล์ Group A ราวกับหลุดออกมาจากยุค 80s หรือ 90s ผู้ออกมารวมตัวกันขับรถประชันความเร็วบน Hanshin Expressway ที่ตัดผ่านกลางเมือง Osaka ซึ่งคนที่นั่นเรียกขานกันว่า “Kanjo Loop” ในเวลาปกติ มันคือเส้นทางที่ผู้คนใช้สัญจรไปมา แต่ในยามค่ำคืน ชาว Kanjozoku จะเปลี่ยน Loop ให้กลายเป็นสนามแข่งที่มีเสียงท่อแต่งดังกระหึ่มไปทั่ว เหรียญมี 2 ด้านเสมอ ในมุมของนักแข่งรถและกลุ่มคน Underground ผู้รู้สึกเบื่อหน่ายและต้องการฉีกตัวออกจากความน่าอึดอัดของสังคมญี่ปุ่น Kanjozoku หรือ Kanjo Racers ดูจะเป็นวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคน Osaka / Kansai ผู้เปลี่ยน Kanjo Loop ยามค่ำคืนให้มีสีสัน ซึ่งหลายคนก็ยังคงความเป็น Kanjozoku แม้เวลาจะผ่านไปมากกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม มันจึงเป็นอะไรที่มากกว่าแค่รถแต่งหรือการแข่งรถกวนเมือง สำหรับพวกเค้า Kanjozoku
ตำรวจ UAE อ่านข่าวนี้คงไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะพวกเค้ามีแต่ Supercars ทุกอย่างเท่าที่เราจะจินตนาการได้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็น Porsche, Ferrari, GT-R, Lamborghini หรือแม้แต่ Bugatti แต่สำหรับตำรวจทั่วปะ หรือโจรในประเทศออสเตรเลีย อาจจะดูข่าวนี้แล้วต้องรู้สึกหวั่นไหวอย่างช่วยไม่ได้ เพราะตำรวจเมือง Victoria พึ่งจะได้รถคันใหม่ไว้ประจำกรม และไม่ใช่รถสายตรวจธรรมดา เพราะมันคือ BMW M5 Competition จรวดซีดานที่ไล่ตามได้แม้แต่ Supercar ต้องบอกว่าตำรวจ Australia ก็มีรถแรง ๆ เอาไว้ไล่จับคนร้ายอยู่พอสมควรแล้ว แม้จะไม่เยอะโดดเด่นอะไร แต่ก็ถือว่ามีทีเด็ดไม่แพ้ตำรวจเมืองไหนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น FPV Falcon GT RSPEC 536 hp, Holden Special Vehicles V8 436 hp, Audi RS4 Avant 450 hp, Mercedes-AMG GLE 63 S Coupe, Polestar Volvo
สำหรับผู้ชายอย่างเรามีไม่กี่เรื่องที่สามารถปลุกเร้าความตื่นเต้นเร้าใจ และทำให้นัยน์ตาหรี่ปรือเบิกโพลงได้ในทันที ‘มอเตอร์ไซค์คลาสสิก’ ก็เป็นหนึ่งในความสนใจที่มีไม่กี่เรื่องนั้น นอกจากความเก๋เท่เก๋าของรถคลาสสิกที่คนอื่นมองเห็น บรรดาผู้ชายต่างรู้กันดีว่ามันมีคุณค่ามากกว่านั้น แล้วดูเหมือน RECAST MOTO บริษัทเวิร์กช็อปรถจักรยานยนต์ชื่อดังแห่งเบลารุสก็คิดเช่นเดียวกับเรา โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และความรู้ทั้งหมด ถ่ายทอดลงในมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ดัดแปลงให้ทันสมัย เพิ่มดีกรีความเท่ และไม่ทิ้งกลิ่นอายของมอเตอร์ไซค์เก่าที่ยังสวยงามเสมอแม้เวลาเปลี่ยน หลังจากประสบความสำเร็จจากการดีไซน์ MOTO GUZZI NEVADA 750 รุ่นก่อน RECAST MOTO ก็นำทายาทคันใหม่ ‘MOTO GUZZI CALIFORNIA 1100’ ออกมาโลดแล่นบนถนนอีกครั้ง โดยเอาโครงรถของปี 2005 มาดัดแปลงรูปลักษณ์ให้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น เพิ่มขนาดรถ กันชน และเครื่องยนต์ให้ใหญ่กว่าเดิม ปรับปรุงส่วนท้ายรถและโช้คอัพด้านหลังให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ แถมยังตัดแต่งหน้ารถให้สั้นลงเพื่อให้มันดูเท่และก้าวร้าวเมื่อต้องขับโฉบเฉี่ยวบนท้องถนน เสริมความปราดเปรียวอีกชั้นด้วยเบาะนั่งเพรียวบาง พร้อมชุดตกแต่งด้านหลังของ Tarozzi ที่ดัดแปลงมาเพื่อสร้างตำแหน่งการขับขี่ทีดีขึ้น มาพร้อมชุดยาง Hendenau K60 ที่ใช้วัสดุไทเทเนียมทองคำตกแต่งบริเวณจุกยาง ดัดแปลงขอบยางของล้อหลังให้กว้างกว่าเดิม แถมตัวดิสก์เบรกและเฟืองโซ่ก็ทนทานกว่า MOTO GUZZI NEVADA 750 คันก่อน ทั้งยังนำมาตรวัดความเร็วของ T&T มาใช้แทนบาร์ตัวเดิมด้วย เพิ่มถังแก๊ส
ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยของเล่นตัวต่อและรถมอเตอร์ไซค์คันงามก็เป็นไอเทมที่ไม่มีวันหายไป โดยเฉพาะกับ Lego และรถมอเตอร์ไซค์คันโตสัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson® แต่จะเป็นอย่างไรถ้าทั้งแบรนด์ของเล่นและแบรนด์รถจักรยานยนต์หันมาจับมือกันปล่อยคอลเลกชันตัวต่อสุดพิเศษที่ถอดแบบ Fat Boy รถรุ่นดังออกมาได้เหมือนเปี๊ยบ? ตัวต่อจำลองที่ถอดแบบรถรุ่น Fat Boy เป็นผลงานการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ของเล่นชื่อดังกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิกสัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson® ประณีตบรรจงทุกอณูจากการเก็บรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่งานออกแบบ สีแดงสดที่แต่งแต้มลงบนตัวถัง สีดำตรงตัวรถ ล้อแม็กแบบตัน ถังน้ำมันเทียร์ดรอป เซ็ตมาตรวัดความเร็ว ท่อไอเสียแบบคู่ ไปจนถึงการเคลือบผิวให้เงาวับ นอกจากนี้ล้อ ลูกสูบ ก้านเบรก แฮนด์มอเตอร์ไซค์ของตัวโมเดลยังสามารถขยับได้ แถมขาตั้งที่ให้มาก็สามารถพับตั้งโชว์ได้เพื่อให้ Lego รุ่นพิเศษนี้เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์ต้นแบบทุกประการ รูปทรงของ Lego Harley-Davidson® Fat boy™ มีขนาดความสูง 7 นิ้ว (20 เซนติเมตร) กว้าง 18 เซนติเมตร ยาว 12 นิ้ว (33 เซนติเมตร) และมีตัวต่อทั้งหมด 1,023 ชิ้น นอกจากความเหมือนระดับเคาะพิมพ์ออกมา Fat Boy ที่ไม่ได้ซิ่งลงถนนคันนี้ยังน่าสนใจกว่าจาก Option ที่เราสามารถดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีดีไซน์เฉพาะเป็นของตัวเองได้ ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน สำหรับหนุ่มผู้ชื่นชอบและหลงใหลรถมอเตอร์ไซค์
“I want to make a timepiece that will not break, even if dropped.” จากประโยคที่แฝงความมุ่งมั่นของ Kikuo Ibe วิศวกรนาฬิกา G-SHOCK ที่ลั่นวาจาไว้เมื่อปี 1981 สู่การคืนชีพความคลาสสิกของเรือนเวลารุ่นดั้งเดิม DW5000C ที่นำเรื่องราวในอดีตมาแต่งเติมและสานต่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านโมเดลตัวใหม่ ‘G-SHOCK GMWB5000D-1’ ครั้งนี้หยิบยกนาฬิการุ่นเก๋ามาแปลงโฉมให้ทันสมัย แต่คงความงามแบบโบราณและโดดเด่นด้วยพื้นผิวสแตนเลสสตีลที่แวววับตั้งแต่สายนาฬิกาไปจนถึงตัวเรือน G-SHOCK GMWB5000D-1 ดีไซน์หน้าปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพิ่มกรอบสไตล์วินเทจใช้ลายอิฐเป็นตัวเดินเรื่อง สร้างผิวสัมผัสแปลกใหม่ท่ามกลางความมันวาวระยิบระยับ ปรับกลไกและฟันเฟืองให้มีโครงสร้างแบบลอยตัว พร้อมใช้ชุดเรซินเชื่อมระหว่างรอยต่อของตัวเรือนและขอบสเตนเลส เพื่อให้ดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น แถมทนทานและกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มีน้ำหนักเพียง 167 กรัม แต่คงซึ่งประสิทธิภาพวัสดุแข็งแกร่งและยากต่อการทำลาย ราวกับเป็นเรือนเวลาที่ถอดแบบมาจากฅนเหล็กในภาพยนตร์ The Terminator ยังไงยังงั้น บริเวณหน้าปัดยังเพิ่มไฟ super illuminator LED ที่ส่องสว่างเป็นพิเศษและผู้ใช้ยังเลือกระยะการเรืองแสงได้แบบ 2 และ 4 วินาที มาพร้อมไทม์โซน
หากหนุ่ม ๆ เป็นหนึ่งในสาวกเกมบอยผู้กำลังคิดถึงความทรงจำเก่า ๆ และประสบการณ์เกมสไตล์เรโทร เราเชื่อว่าคุณจะต้องหลงรัก ‘CLOCKWORK GAMESHELL’ เกมคอนโซลขนาดพกพาเครื่องนี้อย่างแน่นอน แม้จะไม่ใช่เครื่องเล่นเกมพกพาชิ้นแรกของโลกที่วางขายในตลาด และแม้มันจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกมบอยโดยตรง แต่ความขลังของเกมบอยนั้นก็ป็นแรงบันดาลใจให้อุปกรณ์ไฮเทคมากมายในปัจจุบัน เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ CLOCKWORK หยิบเอาโครงสร้างเกมบอยในตำนาน มาสร้างสรรค์คอนโซลพกพาตัวใหม่ที่สอดแทรกเทคโนโลยีสุดล้ำและอัปเกรดสเปกให้เทพกว่ารุ่นก่อน ๆ หลายเท่า รูปแบบงานดีไซน์ภายนอกของ CLOCKWORK GAMESHELL นั้นแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อนมากนัก หากโดดเด่นด้วยชุด DIY แบบแยกส่วนที่หนุ่ม ๆ สามารถประกอบเกมเองได้ที่บ้าน ความพิเศษคือนี่ถือเป็นเกมโมดูลตัวแรกของโลกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ GNU / Linux หรือซอฟต์แวร์แบบ open source ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงสุดในตอนนี้ ช่วยให้เครื่องประมวลผลได้อย่างทรงพลังและทำงานลื่นไหลกว่าเดิม เกมคอนโซลตัวนี้สร้างขึ้นจากเมนบอร์ด ClockworkPi เวอร์ชัน 3.1 ขับเคลื่อนด้วย Quad-core Cortex-A7 และ Mali GPU พัฒนาให้มี CPU, PMU chip, wi-fi และ bluetooth ในตัว ทั้งยังเลียนแบบระบบเกมเพลย์ของ Atari,


