ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการรถยนต์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไร้คนขับ รถยนต์บินได้ หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดของยานพาหนะชนิดนี้ วันนี้ UNLOCKMEN จึงอยากแนะนำเทรนด์รถยนต์ (Automotive Trends) ที่คาดว่าจะมาแรงและน่าจับตามองในปี 2022 ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว เรากำลังเดินทางเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ต้องใช้หมอดูก็เห็นอนาคตที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมาแทนที่เครื่องยนต์เผาไหม้แน่นอน เพราะตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่วางขายในตลาดมีคุณภาพไม่แพ้เครื่องยนต์เผาไหม้เลย เช่น Tesla Model 3 หรือ Hyundai Kona Electric ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และยังมีสตาร์ทอัพหลายแห่งที่เริ่มหันมาผลิต EV กันมากขึ้น เช่น Aptera ของ Aptera Motors หรือ Canoo Pickup ของ Canoo รวมถึงคู่แข่งที่พร้อมจะล้ม Tesla และน่าจับตามองอย่าง Rivian, Lucid Air รวมถึงค่าย gadgets อย่าง Sony
เมื่อคุณหลงใหลและชื่นชอบอะไรบางอย่างมาก ๆ มันจะมีพลังที่จะทำให้คุณยอมทุ่มสุดตัวเพื่อแลกกับสิ่งเหล่านั้นให้ได้มาครอบครอง ประโยคนี้สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่งกับกลุ่ม Bosozoku Bike Siam กลุ่มผู้นำวัฒนธรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่นข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่ท้องถนนในประเทศไทย พวกเขามาพร้อมสไตล์การแต่งรถที่ถอดแบบจากแดนปลาดิบมาทุกตารางนิ้ว ทุกเอกลักษณ์ถูกถ่ายทอดมาจากความรักและแพชชั่นที่มีต่อ Bozosoku Bosozoku Bike Siam ได้ส่ง นนท์ (Kawasaki zephyr 400), โน (Kawasaki zephyr 750), จักร (Honda cb650 Custom) และแพท (Kawasaki zephyr 400) 4 ตัวแทนมาร่วมถ่ายทอดความสุดให้ชาว UNLOCKMEN ได้ทำความรู้จักพวกเขากับบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ครับ จุดเริ่มต้นความชื่นชอบ BOSOZOKU นนท์ : เริ่มแรกมาจากการอ่านการ์ตูน แล้วแบบเฮ้ยมันมีหรอวะ มันมีจริง ๆ หรือเปล่า พอโตขึ้นมาก็เลยศึกษาดู และเห็นรุ่นพี่ที่สุพรรณทำก็เลยติดต่อเขาไป เริ่มคุยกัน จนสุดท้ายได้ไปซื้อจากทางที่ญี่ปุ่นกลับมาทำที่ไทย โน: จุดเริ่มต้นแรกมาจากการบ้ามอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่น เมื่อก่อนจะบ้ารถโกดัง รถสี่สูบเรียง, Superfour พอมาวันหนึ่งเราอ่านการ์ตูนมาก ๆ
หากจะพูดถึงวงการเอนเตอร์เทนเมนต์ในยุคปัจจุบัน คงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศเกาหลีใต้คือผู้ครองอันดับ 1 บนทวีปเอเชีย สามารถขึ้นไปทัดเทียมระดับโลกได้แบบไร้ข้อกังขา แต่หากมองย้อนไปในช่วง 20 ปีก่อน เราคงต้องยกให้กับ “ฮ่องกง” โดยเฉพาะในพาร์ตของภาพยนตร์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ไว้ได้อย่างสง่าผ่าเผย มีนักแสดงที่มีชื่อเสียงมากมายไม่ว่าจะเป็นโจว เหวินฟะ, หลิว เต๋อหัว, โจว ซิงฉือ เป็นต้น ส่วนแนวภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากฝั่งฮ่องกง เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงนึกถึงแนว “แกงค์มาเฟีย” อย่างแน่นอน ซึ่งภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากคงหนีไม่พ้น “กู๋หว่าไจ๋ (Young & Dangerous)” หรือชื่อไทย “มังกรฟัดโลก” ออกฉายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 1996 เพิ่งจะครบรอบอายุ 26 ปีสด ๆ ร้อน ๆ [เนื้อหาไม่มีสปอยล์] กู๋หว่าไจ๋ เป็นภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง Teddy Boy กำกับการแสดงโดย “หลิว เหว่ยเฉียง” นำแสดงโดย “เจิ้ง อี้เจี้ยน” รับบทเป็น “เฉิน เฮ่าหนาน” ตัวเอกของเรื่อง,
เวลาใช้งานคีย์บอร์ด ปัญหาที่เราพบเจอกันบ่อย คือ มันมีขนาดที่ใหญ่เกินไปจนขาดพื้นที่ในการวางเม้าส์ แถมคีย์บอร์ดบางยี่ห้อยังทำให้เราเกิดอาการปวดมือได้ง่ายอีกด้วย ตอนนี้มีสตาร์ทอัพที่พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยการทำให้คีย์บอร์ดสามารถพกพาไดง่ายขึ้น และใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น MoErgo สตาร์ทอัพในประเทศ New Zealand ได้พัฒนา Glove 80 ซึ่งเป็นคีย์บอร์ดแบบแยก (split keyboard) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากถุงมือ โดยคีย์บอร์ดอันนี้มาในดีไซน์แบบเออร์โกโนมิคส์ (ergonomic) และเลย์เอาท์ (layout) ที่สอดคล้องกับรูปมือมนุษย์ ผู้พัฒนาเผยว่า พวกเขาใช้เวลาพัฒนาคีย์บอร์ดนี้มานานกว่า 6 ปี โดยมีการทำ comparative A/B testing มากกว่า 500 ครั้ง จน Glove 80 ออกมาเป็นคีย์บอร์ดที่มีปุ่มกดที่เหมาะสมกับปลายนิ้วมือของเรา มันมาพร้อมกับปุ่มกด 80 คีย์ (ข้างละ 40 คีย์) และมีรูปร่างเหมือนถุงมือ พร้อมด้วยที่พักฝ่ามือ และขาคียบอร์ดแบบปรับแต่งได้ เพื่อให้คีย์บอร์ดสามารถปรับแต่งได้ตามใจผู้ใช้งานมากที่สุด นอกจากนี้ ดีไซน์ของคีย์บอร์ดยังช่วยให้ ข้อมือ แขน และไหล่อยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด เวลาใช้งานจึงเกิดความเหนื่อยล้าน้อยลง
ปัญหาของการพัฒนาอุปกรณ์ VR คือ ผู้ใช้งานมักแยกพื้นที่ในโลกแห่งความเป็นจริงและพื้นที่ในโลกเสมือนไม่ออก จนทำให้เวลาท่องโลกเสมือนซึ่งมีความไร้ขอบเขตไม่เหมือนโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ใช้งาน VR อาจเดินชนประตู กำแพง ข้าวของ หรือ สิ่งกีดขวางที่อยู่ในบ้านของตัวเองก็เป็นได้ มีผู้พัฒนาหลายคนพยายามแก้ไขปัญหาอยู่ อย่างตอนนี้ก็มีสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งชื่อว่า Ekto VR ที่ออกแบบรองเท้าสุดเท่ที่มีดีไซน์ออกแนว Cyberpunk โดยรองเท้าคู่นี้มีชื่อว่า Ekto One ซึ่งเป็นรองเท้ากลไกขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีพิเศษทำให้ผู้ใช้งานท่องโลก Metaverse ได้โดยไม่เดินชนสิ่งกีดขวางในโลกความเป็นจริง Ekto One เป็นรองเท้าที่ทำจากวัสดุแข็งแรงอย่าง คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) และช่วยให้เรารู้สึกเหมือนการเดินเท้าบนดวงจันทร์ โดยที่ฝ่าเท้าของรองเท้าจะมีการติดตั้งล้อมอเตอร์ที่หมุนไปในทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าของผู้สวมใส่ ทำให้เวลาเดินเหมือนเดินอยู่บนลู่วิ่ง คือ ผู้ใช้งานเดินอยู่กับที่ สำหรับการใช้งาน Ekto One ต้องใช้ร่วมกับหูฟังวีอาร์ (VR headset) ซึ่งเป็นตัวช่วยในการมองภายของโลกเสมือน เมื่อใช้อุปกรณ์ทั้ง 2 อย่างนี้ร่วมกันแล้ว เราจะท่องโลก Metaverse ได้เหมือนกับท่องโลกในชีวิตจริงเลย เป้าหมายเริ่มต้นของรองเท้าคู่นี้ คือ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ใน training simulation หรือ สิ่งแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกฝนบุคลากรในด้านต่าง
อดีตมักจะมีแรงดึงดูดบางอย่างที่มักจะทำให้เราได้นึกถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี สังเกตในระยะหลังมานี้มีการพูดถึงวัฒนธรรมยุค 90’s กันสนั่นโซเชียล มีการถกเถียงกันหลาย ๆ ประเด็นเนื่องจากมีข้อมูลบางอย่างที่ผิดพลาด บางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุค 90’s แต่กลับกลายเป็นในช่วงยุค 2000’s แทน ทาง Unlockmen จึงขอนำเสนอ 10 สิ่งที่บ่งบอกว่าคุณคือเด็กยุค 90’s อย่างเต็มตัว มาให้ทุกคนได้ลองทบทวนว่าตนเองคือเด็ก 90’s ของจริงหรือไม่ 1.ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ปัจจุบันโทรศัพท์สาธารณะแทบจะหมดความหมายไปแล้ว นับตั้งแต่การเข้ามาของโทรศัพท์มือถือจนพัฒนามาเป็นสมาร์ตโฟน กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีพกติดตัวและเป็นปัจจัยจำเป็นแบบที่ขาดไปชีวิตคงรู้สึกแปลก ๆ แต่สำหรับคนที่เติบโตมาในช่วงยุค 90’s ตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก ๆ ตู้กระจกทรงยาวสูงกับพื้นที่ความกว้างที่ไม่น่าจะถึงเมตร ความสูงราว ๆ 2 เมตรนิด ๆ มันได้กลายเป็นห้องที่ใครหลายคนใช้เวลาไปกับมันแทบไม่ต่างจากห้องนั่งเล่นภายในบ้านเพื่อโทรคนรู้ใจ, ติดต่อธุระ, คุยเล่นกับเพื่อน หรือมีเหตุเร่งด่วนที่ต้องติดต่อกลับบ้านเมื่ออยู่นอกสถานที่ แต่ก่อนจะเข้ามาใช้บริการคุณจะต้องทำการแลกเหรียญซะก่อน ไม่ว่าจะเป็นเหรียญบาท, เหรียญห้าบาท หรือเหรียญสิบบาท สามารถใช้ได้ทั้งหมด ถ้าเอาล้ำขึ้นมาหน่อยก็ใช้เป็นบัตรโทรศัพท์เสียบแทน เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เหลือแค่ลุ้นว่าคิวการใช้บริการจะยาวขนาดไหน บางพื้นที่ที่เป็นแหล่งคนพุกพล่านเราอาจจะเจอคนต่อแถวยาวเป็น 10 คน ซึ่งก็ต้องมานั่งลุ้นอีกว่าแต่ละคนจะโทรนานขนาดไหน 2.โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์บ้านคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
Dr.Dre หรือ Andre Romelle Young แฟนเพลงสายฮิปฮอปคงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ ชายผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตกับเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งในฐานะการเป็นโปรดิวซ์เซอร์,การทำค่ายเพลง Aftermath Entertainment และ Death Row Records, เจ้าของบริษัทหูฟัง Beats, นักแสดงภาพยนตร์ และในฐานะศิลปินโดยเฉพาะกับอัลบั้ม “2001” (แต่วางจำหน่ายปี 1999) ที่ทำยอดขายรวมกันทั่วโลกเกิน 10 ล้านก็อปปี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างมองเห็นในตัว Dr.Dre กันเป็นอย่างดี แต่ความสำเร็จมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความทุ่มเท, ความเข้าใจในดนตรีฮิปฮอปอย่างถ่องแท้ และที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือสายตาอันเฉียบแหลมของ Dr.Dre ทำให้เขาสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ของวงการเพลงฮิปฮอป จนประวัติศาสตร์ต้องจารึกกับการค้นพบเพชรเม็ดงามที่มีนามว่า “Snoop Dogg” และ “Eminem” เพชรเม็ดแรก : SNOOP DOGG แร็ปเปอร์สายเขียว Snoop Dogg หรือชื่อจริง Calvin Cordozar Broadus Jr. ส่วนชื่อฉายาได้มาจากตัว Snoopy ตัวการ์ตูนเรื่องโปรดในวัยเด็ก ซึ่งคุณแม่ของเขาเป็นตั้งให้
ความแตกต่างระหว่าง ‘นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ’ กับ ‘คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ’ ปัจจัยสำคัญนั้นอยู่ที่วิธีคิด หรือ Mindset ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจอย่างมาก ว่ากันว่าถ้าเรามี Mindset ที่ดี เราจะสามารถจัดการรับมือและแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนอื่น ทำให้มีโอกาสชนะในการแข่งขันทางธุรกิจมากกว่าคนอื่นอีกด้วย Mindset หมายถึง กลุ่มของความเชื่อที่ส่งผลต่อความเข้าใจในโลกรอบตัว วิธีคิด ความรู้สึก การแสดงออกในแต่ละสถานการณ์ รวมไปถึงการแก้ปัญหาชีวิตของเรา มันจึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก และนักธุรกิจทุกคนควรให้ความสนใจและพัฒนา Mindset ของตัวเองอยู่บ่อย ๆ เราอยากแนะนำประเภทของ Mindset ที่จะช่วยให้นักธุรกิจทุกคนเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นในปีใหม่ที่แสนจะท้าทายนี้กันครับ Growth Mindset เริ่มจาก Growth Mindset หรือ แนวคิดของมนุษย์ที่เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถมากพอที่จะพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา เพียงแค่มีความตั้งใจและความพยายามก็สามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น หรือ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่อหนึ่งมากขึ้นได้ คนที่มีแนวคิดแบบนี้ยังมองว่าการหยุดพยายาม หรือ การหนีจากปัญหาคือความล้มเหลว ในขณะที่ความท้าทายหรืองานที่โหดหิน จะทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่ฉลาดยิ่งขึ้น Growth Mindset สำคัญต่อนักธุรกิจ เพราะมันช่วยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหา และตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนักธุรกิจเจอกับการขาดทุนหนักในระยะเวลานึง ถ้ามี Growth Mindset พวกเขาจะไม่เลิกทำธุรกิจ แต่จะเรียนรู้จากปัญหา
เกิดมาเป็นผู้ชาย ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การทำงาน การใช้ชีวิต หรือ ความสัมพันธ์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจทำให้เราตกอยู่ในอาการคิดมากจนเกิดความเครียดถึงขั้นนอนไม่หลับ หากใครกำลังเจอปัญหานี้ เราแนะนำให้ลองนำเทคนิคที่ชื่อว่า Brain Dump ไปใช้ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยให้สมองของเราโล่งขึ้น จนความเครียดและความกังวลข้างในหายไป ไม่เป็นภัยกับร่างกายและสมองของเราอีกต่อไป ความหมายของ Brain Dump ลองเปรียบสมองเป็นสนามหญ้าขนาดเล็ก และเปรียบความคิดของเราเป็นคนที่มาอยู่ในสนามหญ้านั้น ยิ่งคนเข้ามาอยู่ในสนามหญ้านั้นเยอะ ความแออัดวุ่นวายมันจะยิ่งมากขึ้นตามมา ถ้าเราไม่อยากให้สมองของเราวุ่นวายมากนัก เราควรใช้เทคนิคที่เรียกว่า Brain Dump ในการระบายความคิดฟุ้งซ่านออกจากสมองของเรา เทคนิคนี้จะช่วยให้ความคิดของเราเป็นระบบระเบียบมากขึ้น สามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้เก่งขึ้น และทำให้เรามีความ Productive มากขึ้นด้วย เพราะความคิดของเราจะถูกจัดระเบียบ และคัดเลือกสิ่งที่ดีมากขึ้น ซึ่งเราสามารถทำ Brain Dump ได้ง่าย ๆ ด้วยขั้นตอนเหล่านี้ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม แม้ตอนนี้เราจะมีสมาร์ทโฟนที่สามารถเขียนหรือจดบันทึกได้ทุกอย่าง แต่การเขียนลงบนกระดาษนั่นมีข้อดีกว่าตรงที่ว่า มันทำให้เราจดจำหรือเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราบันทึก เพราะการเขียนด้วยมือกระตุ้นการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการคิดและความทรงจำ (working memory) ทำให้เราสามารถจดจำข้อมูลได้นานขึ้น และยังทำให้เรามีส่วนร่วมในข้อมูลที่เราจดบันทึกไว้มากกว่าด้วย ช่วยให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองบันทึกไว้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ สร้างลิสต์ พอเราเตรียมอุปกรณ์เสร็จแล้ว ต่อมาให้เราสร้างลิสต์งานของตัวเอง
บางครั้งโลกภายนอกมันก็ช่างวุ่นวาย จนบางครั้งก็อยากจะย้ายตัวเองเข้าไปสู่โลกส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถเดินทางไปยังโลกใบนั้นได้ง่าย ๆ ได้โดยการใช้ “หูฟัง” ใช่แล้วครับเรื่องง่าย ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีกับการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนหรือ iPod แค่นี้เราก็สามารถมูฟเข้าไปอยู่ในโซนส่วนตัวของเราได้แล้ว เราสามารถดำดิ่งไปกับเพลงที่ชอบ, พอดคาสต์ที่โปรดปราน, ดูซีรีส์หรือภาพยนตร์เรื่องเด็ด สุดแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน และหากคุณตรงกับสิ่งที่เราเกริ่นมา เราขอแนะนำให้รู้จักกับหูฟังไร้สาย “Beats Fit Pro” เจ้าหูฟังไร้สายตัวใหม่ของ Beats เป็นแบบ In-Ears ถูกผลิตมาเพื่อเอาใจคนโลกส่วนตัวสูงโดยเฉพาะ เพราะมันถูกติดตั้งด้วยเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ (ANC) ที่ทำงานแบบเรียลไทม์ มันจะคอยสกัดกั้นเสียงภายนอกอันไม่พึงประสงค์ออกไปจากโสตประสาทของเรา แต่ถ้าคุณมีความกังวลว่าจะไม่ได้ยินเสียงทักทายหรือเสียงเตือนอะไรบางอย่างจากภายนอก คุณก็แค่เลือกเปลี่ยนไปใช้โหมด “ฟังเสียง” เพื่อตอบสนองจังหวะการฟังได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงของ Beats Fit Pro ก็ไว้ใจได้ เพราะตัว “ไดรเวอร์ไดอะแฟรม” แบบแยกชั้นมันจะคอยจัดการแยกเสียงให้ฟังแบบสเตอริโอ ให้คุณได้ฟังเสียงได้อย่างชัดเจน พร้อมด้วยโปรเซสเซอร์ดิจิตัลสุดเหนือชั้นที่คอยช่วยปรับสมดุลความดังและความชัดให้มีความลงตัว ความน่าสนใจของ Beats Fit Pro อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือระบบรองรับเสียงตามการเคลื่อนไหวของศีรษะแบบไดนามิกที่ใช้ Gyroscope มาเป็นตัวช่วย เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่หลากหลายในการฟัง ในเรื่องการสวมใส่ก็ตอบโจทย์ความสบายของหู เริ่มตั้งแต่ที่เกี่ยวมีลักษณะโค้งมนรองรับกับสรีสระของใบหูแบบพอดิบพอดี


