ถามตัวเองว่ากี่เช้าแล้วที่เราลืมตาขึ้นมาเพื่อพบกับโลกใบเก่าและเผชิญการเดินทางบนถนนแสนทรมาน ไหนจะการทำงานสุดหนักหน่วงจนดูดเอาพลังงานทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายไป และปิดท้ายวันอันเมื่อยล้าเกินทนด้วยการดื่มเพื่อลืมความทุกข์ตรมของชีวิต การพลิกมุมใหม่ในเรื่องเดิม ๆ จึงจะช่วยให้เรามีความสุขกับชีวิตได้มากขึ้น เพราะ Urban Men อย่างเราล้วนแต่ใช้ชีวิตอยู่ในวงจรเก่าซ้ำเดิมไม่จบสิ้น เราใช้เวลาจำนวนมากของแต่ละวันหมดไปความซ้ำซากเพราะเราจมอยู่กับ “มุมมองเดิม ๆ” ในหัวของตัวเราเองเหมือนเดินหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก จะดีกว่าไหมถ้าเราพลิกมุมมองด้านลบอันซ้ำซากจำเจที่เราเกลียดแสนเกลียด เพื่อพาตัวเองก้าวเข้าสู่ “มุมมองด้านบวกที่ทำให้ชีวิตสนุกกว่าเดิม” ด้วยการพลิกวิธีคิดใหม่เพื่อเดินทางได้เป็นสุขขึ้น ทำงานได้สุดขีดขึ้นและสนุกกับชีวิตแบบไม่มีข้อจำกัดได้มากขึ้น เพราะชีวิตเราย่อม เลือกได้ แค่พลิกวิธีคิดใหม่ๆ เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขพุ่งทะยานสู่สิ่งที่แสนสดใส! ไม่ต้องเปลี่ยนโลกแค่พลิกมุมใหม่: THOUGHT DISTORTION ตัวการร้ายแห่งความหน่ายเหนื่อย! “ความเข้าใจ” คือกุญแจแรกสู่โลกแห่งความสดใหม่ที่เราฝันถึง เราคงไม่อาจสลัดต้นตอแห่งความคิดลบ ๆ ออกไปได้ ถ้าเราไม่รู้ที่มาของมันแล้วรีบถอนรากถอนโคนให้ถูกจุด และจุดสำคัญที่เราต้องข้องใจให้ไวเพราะมันคือตัวการร้ายที่ทำให้เราไม่สามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ก็คือ “THOUGHT DISTORTION” เพราะจิตใจของเรานั้นฉลาดเกินกว่าที่เราคิด บ่อยครั้งมันจึงชี้นำ บิดเบือน และชักจูงให้เราหลงคิด หลงเชื่อกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริงซึ่งเป็นที่มาของวิธีคิดลบ ๆ ซึ่งวนเวียนอยู่ในหัวเรานั่นเอง แต่ถ้าเรารู้เท่าทันมัน เมื่อนั้นไม่ว่าจิตใจเราจะพยายามบิดเบือนเข้าสู่ด้านลบแค่ไหน เราก็ไม่หวั่นกลัว Black and white thinking: Black and white thinking ถือเป็น THOUGHT DISTORTION อย่างหนึ่งที่เรามักหลงคิดว่าบนโลกใบนี้มีแค่สองสี
บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise, Before Sunset, และ Before Midnight Jesse: “Oh, wow! Notre Dame…man, check that out!” Celine: Oh, wow! ข่าวเพลิงไหม้ของมหาวิหาร Notre Dame ในกรุงปารีส ทำให้เราหวนนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Before Sunset ที่เกือบจะหลงลืมไปแล้ว เราไม่มีความผูกพันกับมหาวิหารแห่งนี้เลย ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และประสบการณ์ ภาพยนตร์เรื่องจึงเปรียบเสมือนความเกี่ยวดองเดียวที่เรามีต่อ Notre Dame Cathedral ข่าวนี้ทำให้เราระลึกขึ้นได้ว่าเราเคยชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มาก และไม่ใช่แค่ Before Sunset เท่านั้น เราหลงรักทุกเรื่องใน Before Trilogy ( Before Sunrise Before Sunset และ Before Midnight) ภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องนี้มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เราเป็นเราเช่นในปัจจุบัน ทั้งในแง่ความคิด มุมมอง และทัศนคติต่าง ๆ ภาพยนตร์ 3 เรื่องที่ใช้เวลาเพาะบ่มนานกว่า 18 ปี ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวที่
บ่อยครั้งที่ความไม่มั่นใจในตัวเองเวลาที่ได้รับมอบหมายงานอาจทำให้เราเครียดและท้อ แต่สำหรับบางคนอาจเครียดหนักกว่าหลายเท่า และคิดอยู่เสมอว่าตัวเองไม่มีความสามารถมากเพียงพอที่จะทำงานใหญ่ (หรือแม้กระทั่งงานทั่วไปด้วยซ้ำ) ความรู้สึกเหล่านี้บางทีไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งจริง ๆ แต่เราอาจกำลังอยู่ในภาวะรู้สึกแย่กับตัวเองอยู่ก็เป็นได้ Imposter Syndrome หรือ Impostor Phenomenon ถูกเรียกด้วยชื่อภาษาไทยหลายชื่อเช่น ภาวะรู้สึกแย่กับตัวเอง อาการที่คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ เป็นคำที่ปรากฏขึ้นเมื่อปี 1978 โดยนักจิตวิทยาสองคนชื่อ Pauline Clance และ Suzanne Imes ในบทความ “The Imposter Phenomenon in High Achieving Intervention” ที่บันทึกผลวิจัยจากการสัมภาษณ์หญิงสาวที่ประสบความสำเร็จจำนวน 150 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ทั้งทางด้านวิชาการและวิชาชีพที่มีคะแนนสอบสูงที่สุดแต่ละสาขา จากการนั่งพูดคุยกันระหว่างนักจิตวิทยากับหญิงสาวกลุ่มตัวอย่างพบว่า พวกเธอส่วนใหญ่คิดว่าความสำเร็จของเธอไม่ได้มาจากความสามารถของตัวเองจริง ๆ แต่เป็นปัจจัยอื่นต่างหากที่ทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ เช่น โชค หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม ภาวะรู้สึกแย่กับตัวเองหรืออาการไม่มั่นใจในตัวเองทางการแพทย์ยังไม่เรียกอาการนี้ว่าเป็นโรคทางจิตเวช แต่เป็นภาวะทางจิตชนิดหนึ่ง โดยคนที่อยู่ในภาวะดังกล่าวจะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำสิ่งต่าง ๆ บางครั้งก็วิตกกังวลว่าคนจะรู้ว่าตัวเองไม่เก่ง ซึ่งทั้งหมดแพทย์ต่างลงความเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการคิดไปเองมากกว่าการยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้ไร้ความสามารถ สำรวจตัวเองว่าเรากำลังเป็น Imposter Syndrome หรือไม่ คนส่วนใหญ่ที่เป็น
เป็นเวลากว่า 20 ปี แล้วที่แบรนด์ของเล่นตัวต่อชื่อดัง Lego ร่วมงานกับภาพยนตร์อวกาศ Sci-fi Fantasy ในตำนานอย่าง Star Wars และเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองจึงทำให้ทาง Lego เผยรายละเอียดตัวต่อคอลเลกชันพิเศษและวันวางจำหน่ายของชุดตัวต่อยานอวกาศ Tantive IV ออกมาเป็นที่เรียบร้อย แฟนคลับภาพยนตร์ Star Wars จะต้องเคยเห็นยานอวกาศที่รูปทรงคล้ายกับฉลามหัวค้อนที่ชื่อว่า Tantive IV กันแน่นอน ฉากที่น่าจดจำคือการปรากฏตัวในฉากแรกของ Star Wars: A New Hope ที่ฝ่ายจักรวรรดิได้บุกเข้ามาจับตัวเจ้าหญิงเลอา คุณสมบัติของ Tantive IV สามารถทำความเร็วในชั้นบรรยากาศสูงสุด 950 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเกราะสะท้อนแบบหนา และมี Hyperdrive Class 2.0 เร็วเท่ากับยาน Star Destroyer ของฝ่ายจักรวรรดิและสร้างขึ้นโดยบริษัทเดียวกันกับยาน Millenium Falcon ของ Han Solo ยานอวกาศ Tantive IV ไม่ได้มีไว้สำหรับกองกำลังฝ่ายต่อต้านเท่านั้นแต่ทางฝั่งจักรวรรดิก็นำยานนี้ไปติดอาวุธเพิ่ม รวมถึงกลุ่มโจรสลัดอวกาศ นักลอบขนสินค้าเถื่อน
อดีตที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า พอเจอเพลงในคอนเสิร์ตทีไร ความรู้สึกของร็อกเกอร์บนเวทีมันจะพลุ่งพล่านมาก จับหรือคว้าอะไรได้ โดยเฉพาะถ้าเจอกีต้าร์เหมาะมือก็เข้าสูตร คว้ามากระหน่ำฟาด ๆ ให้พังไปแบบไม่รู้ตัว ใครที่คิดภาพไม่ออกลองมาดูภาพมันส์ ๆ บนเวทีจากคลิป iconic ด้านล่างในดวงใจของเรากันก่อน ใจไม่ถึงแนะนำว่าไม่ต้องกดดู เพราะบางทีอาจต้องร้องโอดโอยไปด้วยความเสียดายแทน SUB CULTURE แห่งการทุบทำลายกีต้าร์ ทุบทำไมวะ? นี่คือเรื่องที่หลายคนต้องเคยแวบความคิดนี้ในหัว และสงสัยว่าทำไมนักดนตรีถึงชอบทุบทำลายกีต้าร์หรือเครื่องดนตรีเสียอ่วมให้ได้เห็น จริง ๆ แล้วเราไม่อยากพูดว่ามันคือวัฒนธรรมจำเป็นสำหรับนักดนตรี เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ทำอย่างนี้ แถมเรื่องแบบนี้ก็ไม่ค่อยเกิดกับในบ้านเรา เว้นแต่ข่าวบาง ๆ ที่เคยมีร็อกเกอร์เบอร์ใหญ่เคยทุบแล้วเอ่ยวลี “เครื่องดนตรีเสียงไม่ดี” เพื่ออธิบายเหตุผลนี้กันบ้าง ซึ่งคนก็ไปไล่ตามสืบแล้วกล่าวกันว่าตัวที่ทุบพังราคาเบา ๆ ตัวหลักที่ใช้ประจำแพง ๆ ร็อกสตาร์เขายังเก็บไว้ออกงานอย่างดีเหมือนเดิม ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกก่อนเรื่องความผิดถูก สำหรับคนที่ไม่ชินตาหรือคิดว่าทำไม่ถูก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบ้านเรามีวัฒนธรรมบูชาเครื่องดนตรี ยังจำได้ว่าสมัยยังเรียนดนตรีไทย ขลุ่ยบ้านเราห้ามวางต่ำระดับเท้า และต้องยกมือจบเวลาเล่นเพื่อไหว้ครูของเครื่องดนตรีแทบทุกครั้ง แต่ชาวยุโรปส่วนใหญ่เขาไม่ได้ใช้วัฒนธรรมเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มีโอกาสเห็นเครื่องดนตรีโดนจับไปทำอะไรแผลง ๆ ทั้งเลีย ทุบ กระทืบให้ได้เห็น แต่เรื่องเหตุผลของการทำลาย ก็มาจากหลายสาเหตุ บ้างก็ว่าเสียงเครื่องห่วย บ้างก็หงุดหงิดวงว่าเล่นห่วยจนโมโห แต่ส่วนมากเรามองว่าเขาทำลายกีต้าร์ในรูปแบบของการสร้างอรรถรสการชม เป็นหนึ่งในการแสดงบนเวทีที่ทำให้คนดื่มด่ำกับเสียงเพลงมากขึ้นหรือสร้างภาพจำให้กับนักดนตรีคนนั้น ๆ
นอกจากงานออกแบบใหม่และนวัตกรรมสมัยใหม่ในรองเท้าที่ค่อยขับเคลื่อนวงการสนีกเกอร์ในพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องแล้ว มนต์เสน่ห์จากรองเท้ารุ่นเก๋าในอดีตก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชายผู้รักรองเท้าทั้งหลายหลงใหลไม่แพ้กัน ทั้งจากรูปทรง ดีไซน์ และเรื่องราวเฉพาะตัวที่มีอยู่ในรองเท้าแต่ละคู่ ย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นเวลาเดียวกันกับที่บริษัทอย่าง Apple ได้เปิดตัวคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแสดงผลแบบจอสีออกมาวางขายเป็นครั้งแรก ครั้งนั้นพวกเขาเฉลิมฉลองมันด้วยการออกแบบรองเท้าจากวัสดุหนังสีขาวล้วน ที่ตกแต่งด้วยโลโก้สีรุ้งของบริษัทไว้ในส่วนลิ้นและด้านข้างของตัวรองเท้า จากนั้นได้นำไปผลิตและแจกจ่ายให้เฉพาะในกลุ่มพนักงานของบริษัท ทำให้มันกลายเป็นแรร์สนีกเกอร์ที่ไม่เคยมีใครเคยมีโอกาสสัมผัสมาก่อน แต่ภายหลังรองเท้าคอลเลคชันนี้จำนวน 1 คู่ถูกขายต่อให้กับ BitRebels และถูกประกาศขายบนเว็บไซต์ eBay ในปี 2007 ในราคาเพียง 79 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 2,500 บาทเท่านั้น แม้รองเท้าตำนานของ Apple จะหายไปพร้อมกับ BitRebels ด้วยราคาเพียงไม่ถึง 3,000 ในยุคนั้น และเริ่มซาความนิยมในวงการสนีกเกอร์ แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา (2017) การหวนกลับมาคืนจอประมูลอีกครั้งใน Beverly Hills ด้วยสภาพสุดเนี้ยบ สะอาดหล่อและยังขาวใส ก็เด้งราคาเริ่มต้นการประมูลของมันขึ้นมาจากตอนประกาศขายใน eBay ถึง 190 เท่า (15,000$) ก่อนแย่งกันเคาะแล้วปิดลงด้วยราคาถึง 30,000$ หรือประมาณ 950,000 บาทเลยทีเดียว ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบรองเท้าที่คนตามหามากที่สุด จนล่าสุดมีงานออกแบบรองเท้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมันอีกด้วย
คงไม่แปลกถ้ารถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยม จะถูกนำไปทำเป็นโมเดลจำลองในขนาดต่าง ๆ เพื่อให้คนที่หลงใหลและนักสะสมทั้งหลายได้เลือกซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึกแทนรถคันจริง แถมบางคันมีมูลค่าหลายหลักหรือคนแย่งกันประมูลทั้งที่ขับขี่ไม่ได้ เพราะล่าสุดแรงบันดาลใจจากโมเดลเล็ก ๆ นี้ก็ทำให้หนุ่มจากนิวยอร์กตัดสินใจนำรถ BMW E30 M3 ที่มีในครอบครองมาปรับแต่งให้เหมือนกับโมเดลจำลองของ SUPREME x HOT WHEELS บ้างเหมือนกัน ก่อนหน้านี้แบรนด์สตรีตสุดไฮป์อย่าง Supreme ได้ประกาศร่วมมือกับ Hot Wheels เจ้าพ่อด้านการทำโมเดลจำลองรถยนต์ โดยพวกเขาเลือกใช้รถยนต์รุ่นเก๋าจากบีเอ็มดับเบิลยูอย่าง BMW E30 M3 สีแดงสดนำมาสกรีนลาย Supreme ลงไปบนโมเดลจำลองขนาด 1 ส่วน 64 จนสาวกของ Supreme และ BMW ต่างให้ความสนใจกันถ้วนหน้า ถึงขั้นที่เสน่ห์ความสวยงามขนาดไม่พ้นฝ่ามือของมันได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนุ่มผู้หลงใหลรถยนต์จากนิวยอร์กตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์คันจริงเพื่อเลียนแบบมันขึ้นมา KASH เจ้าของรถคันดังกล่าวกับ Eric Whiteback เพื่อนผู้หลงใหลในแบรนด์ Supreme ตัดสินใจรวมกันแปลงโฉมรถยนต์ BMW E30 M3 ตามแบบจำลอง Supreme x Hot Wheel ให้ออกมาในสเกล 1-1 ด้วยรถขนาดจริง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความคิดและจินตนาการของเด็กมักสร้างสรรค์สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดไม่ถึงขึ้นมาบ่อยครั้ง ไม่ต่างจากครั้งนี้ที่เกิดขึ้นในวงการนาฬิกา เมื่อเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มตั้งคำถามง่าย ๆ จนทำให้เกิดคอนเซ็ปต์ดีไซน์นาฬิกาแบรนด์ Rolex ที่รับแรงบันดาลใจจาก Sprite น้ำอัดลมชื่อดังมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ แฟนคลับนาฬิกา Rolax คงไม่มีใครไม่รู้จักกับนาฬิกาข้อมือตระกูล GMT ที่โดดเด่นด้วยสีสันของขอบนาฬิกาไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน-แดง จนทำให้หลาย ๆ คนเรียกนาฬิการุ่นดังกล่าวว่า Pepsi นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่น GMT-Master II ที่ใช้สีดำ-แดง ตกแต่งบริเวณขอบและถูกเรียกว่ารุ่น Coke Hodinkee เว็บไซต์ที่คล้ายกับเป็นแหล่งนัดพบของผู้หลงใหลนาฬิกาจากทั่วโลกได้แนวคิดที่น่าสนใจจากเด็กชายอายุ 8 ขวบที่ชื่อว่า Zahid Ali โดยเด็กคนนี้คือลูกชายของผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ของ Hodinkee ที่สงสัยว่าเมื่อ Rolex มี Pepsi กับ Coke แล้วทำไมถึงไม่ดึงสีสันสดใสของน้ำอัดลมกลิ่นมะนาวมาอยูบนนาฬิกาข้อมือบ้าง เมื่อเด็กน้อยคิดได้อย่างนั้นเขาจึงไม่รอช้า วาดภาพออกมาให้คนอื่นเข้าใจมากยิ่งขึ้นโดยการร่างแบบนาฬิกาพร้อมแต้มสีที่เขาต้องการลงบนกระดาษ และผลที่ออกมาต่างก็ทำให้นักออกแบบของ Hondinkee ถูกอกถูกใจไอเดียของ Zahid และดีไซน์ให้ดียิ่งขึ้นจนเห็นภาพจริง ๆ ครึ่งบนใช้สีเขียวมะนาวและครึ่งล่างใช้สีเหลืองของเลม่อน จับคู่กับหน้าปัดสีดำวาวที่ส่งให้สีตรงขอบนาฬิกาโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมกับจุดบอกเวลาสีขาว และก้านเข็มวินาทีจะใช้เขียวที่มีส่วนหัวลูกศรเป็นสีเหลืองเหมือนกับขอบนาฬิกา ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนาฬิกา Rolex ที่ถูกเรียกว่า Sprite
หนุ่มสาวหลายคนมีความเห็นตรงกันว่าเคราคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชายมีเสน่ห์ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าผู้ชายเคราสวยจะดึงดูดสาว ๆ ได้ดี รวมถึงผลวิจัยที่ระบุว่าชายหนวดเครายาวจะเป็นคู่ชีวิตที่ดี แถมเรามักเห็นพระเอกฮอลลีวูดชื่อดังส่วนมากต่างก็ไว้หนวดไว้เครากันทั้งนั้น อย่างไรก็ล่าสุดมีผลวิจัยอีกหนึ่งชิ้นที่ทำให้ผู้ชายไว้หนวดทั้งหลายต้องกุมขมับ เพราะเขาบอกว่าเคราของเราสกปรกกว่าขนหมา! จะทำอย่างไรถ้าผู้ชายมีเคราที่หลายคนบอกว่าเซ็กซี่ มีเสน่ห์ และเป็นคู่ชีวิตที่ดี แต่เครากลับสกปรกกว่าขนสุนัข ? ต้นเหตุของคำถามนี้เกิดจากการวิจัยของกลุ่มนักวิทยาศาตร์ในคลินิก Hirslander ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จุดเริ่มต้นของการวิจัยครั้งนี้ไม่ใช่การหาคำตอบว่าเคราคนหรือขนหมาสกปรกกว่ากัน แต่เพียงต้องการรู้ว่าแบคทีเรียบนขนสุนัขสามารถติดตามเส้นผมหรือเคราของคนได้หรือไม่ เมื่อพวกเขาเริ่มเก็บตัวอย่างจากเคราใต้ริมฝีปากของผู้ชายพร้อมกับเก็บตัวอย่างขนของสุนัขตรงหลังคอมาเปรียบเทียบ ก็ได้ผลที่น่าตกใจว่าหนวดเคราของผู้ชายมีจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคมากกว่าที่พบในขนของสุนัข สำหรับหนุ่ม ๆ เคราดกฟังแล้วคงส่ายหัวหนัก ปฏิเสธเต็มกำลังเพราะไม่อยากเชื่อ แต่จากผลวิจัยครั้งนี้ที่เก็บตัวอย่างหนวดใต้ริมฝีปากของชายที่มีอายุตั้งแต่ 18-76 ปี เป็นจำนวน 18 คน พร้อมกับขนหลังคอของสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ตั้งแต่อายุ 3-13 ปี จำนวน 30 ตัว ผลที่ออกมาพบว่าหนวดเคราทั้งหมดของผู้ชายกลุ่มตัวอย่างมีจุลินทรีย์ปริมาณสูง ส่วนผลขนหลังคอสุนัขกลับพบว่ามี 23 ตัว ที่มีจุลินทรีย์ปริมาณสูงเช่นเดียวกับเคราคน แต่สุนัขอีก 7 ตัว พบว่ามีจุลินทรีย์อยู่ในระดับต่ำไปจนถึงปานกลาง ผู้ชายไว้หนวดหลายคนอาจคิดว่าผลการวิจัยนี้โคตรไม่แฟร์ เพราะทีมวิจัยไม่ได้ลงรายละเอียดเจาะลึกเกี่ยวกับกลุ่มตัวอย่างเท่าที่ควร เช่น สุนัขกลุ่มตัวอย่างเป็นสุนัขมีเจ้าของหรือสุนัขจรจัด สายพันธุ์ขนสั้นหรือขนยาว รวมถึงหนุ่ม ๆ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนก็รักษาความสะอาดไม่เท่ากันอยู่แล้ว ที่สำคัญกลุ่มตัวอย่างก็มีจำนวนน้อยแสนน้อย ทำให้การเหมารวมว่าผู้ชายมีเคราทุกคนจะสกปรกกว่าขนหมาตามที่งานวิจัยบอกก็อาจเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจกันมากไปหน่อย แม้ทีมวิจัยจะบอกว่าขนหลังคอของสุนัขและหนวดคนจะเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดจุลินทรีย์มากพอ
เราทำอะไรกับรองเท้าที่ซื้อมาสวมใส่กันบ้างหลังจากที่มันหมดสภาพใช้งานไปแล้ว วางทิ้งไว้ ส่งซ่อมหรือซื้อคู่ใหม่มาทดแทนเพราะยังไงตลาดรองเท้าที่ขยายใหญ่มากขึ้นทุกวัน ก็ทำให้หนุ่ม ๆ มีสนีกเกอร์มากมายให้เลือกสรรเป็นคู่ใหม่ แต่จะดีแค่ไหนถ้ามีรองเท้าที่สามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาทำรองเท้าคู่ใหม่ได้โดยไม่ต้องใช้วัสดุที่มีผลกับธรรมชาติ รองเท้าหลายหมื่นคู่ทั่วโลกหลังใช้งานและกลายสภาพเป็นขยะที่ไม่มีใครต้องการ ถูกกำจัดด้วยวิธีฝั่งกลบไม่ก็เผาทำลายซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นด้านขยะมูลฝอยและมลพิษในอากาศ เรื่องราวเหล่านี้เองที่ทำให้แบรนด์กีฬาอย่าง Adidas หันมาผลิตรองเท้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดในชื่อ FUTURECRAFT.LOOP ซึ่งเป็นรองเท้าในสายการผลิตใหม่ล่าสุดจาก Adidas ที่วันนี้พวกเขาไม่ได้มานำเสนอระบบรองเท้าใหม่ แต่เป็นการผลิตรองเท้าที่สามารถนำทุกชิ้นส่วนกลับมารีไซเคิลได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับผลิตรองเท้าคู่ใหม่ได้อีกด้วย แนวทางของ FUTURECRAFT.LOOP คือการผลิตรองเท้าหนึ่งคู่จากวัสดุชิ้นเดียวไม่ว่าจะเป็นส่วนอัปเปอร์ มิดโซล เชือกและพื้นรองเท้า โดยทั้งหมดทำจากวัสดุที่เรียกว่า Thermoplastic Polyurethane (TPU) ที่ทางแบรนด์พัฒนาร่วมกับ BASF ซึ่งมันถูกผลิตจากขยะพลาสติกในทะเล ก่อนจะทำมาประกอบให้กลายเป็นส่วนต่าง ๆ ในรองเท้าคู่สมบูรณ์โดยไม่มีการใช้กาวเชื่อมต่อแม้แต่หยดเดียว นอกจากนี้ผู้สวมใส่สามารถส่งรองเท้าหลังจากไม่ต้องการใช้งานแล้วให้แบรนด์ ก่อนพวกเขาจะนำมาหลอมด้วยความร้อนและแปรรูปเป็นวัสดุสะอาดและสดใหม่สำหรับผลิตรองเท้าคู่ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามแม้วัสดุทั้งหมดที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์จะเป็นสัดส่วนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของรองเท้าคู่ใหม่เท่านั้น แต่การพัฒนาในครั้งนี้ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับวงการรองเท้าและคนที่รักรองเท้าด้วย เพราะต่อไปทางค่ายรองเท้าทั่วโลกอาจหันมาใช้วัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นซึ่งผลประโยชน์ก็ตกมาอยู่ที่พวกเราทุกคน SOURCE 1


