คุณรู้จักคำว่า K-POP ครั้งแรกเมื่อไหร่? สำหรับเรามันค่อนข้างเป็นความทรงจำเลือนราง เนื่องจากเวลาที่ผ่านมายาวนาน แต่ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นตอนที่เราได้ยินเพลง Begin ของ TVXQ หรือ ดงบังชินกิ ที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดีจากทางวิทยุ เหตุการณ์นั้นเป็นเหมือนการเปิดประตูโลกดนตรีและวัฒนธรรมอีกบานให้เรา หากนับตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาเกินทศวรรษ แต่วงการ K-POP ก็ยังไม่หยุดนิ่งหรือหายไปไหน มีการผลัดเปลี่ยนจากรุ่นสู่รุ่น หลังจาก TVXQ ก็มีชื่อของศิลปินอีกมากมายที่แวะเวียนมาเขย่าวงการ ไม่ว่าจะเป็น BIGBANG, Wonder Girls, Girls’ Generation, Super Junior, SHINee และอีกมากมาย K-POP ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และช่วงนี้มันก็กระโดดขึ้นไปอีกขั้น จากการที่ BLACKPINK ได้ขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรี Coachella (สามารถอ่านเรื่องราวความเป็นมาของเทศกาลดนตรีนี้ได้ ที่นี่), BTS ได้ขึ้นปกนิตยสาร Time นอกจากนั้นยังทำสถิติเป็นวงที่ขายตั๋วคอนเสิร์ตหมดเร็วที่สุดและยอดวิวใน YouTube พุ่งสูงที่สุดใน 24 ชั่วโมง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ในเกาหลีหรือเอเชีย อีกต่อไป แต่วัฒนธรรม K-POP ได้กระจายไปทั่วโลกแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ แต่ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ เราอาจจะต้องย้อนกลับไปไกลสักหน่อย ในช่วงเวลาที่โลกยังไม่รู้จักกับ TVXQ ด้วยซ้ำ Seo Taiji and
เครื่องดื่มกับแฟชั่นดูเป็นเส้นขนานที่หลายคนมองว่าไม่น่าไปด้วยกันได้ แต่การ collaboration ระหว่างแบรนด์เครื่องดื่มน้ำดำชื่อดังอย่าง Coca-Cola กับแบรนด์เสื้อผ้าระดับตำนานอย่าง Tommy Hilfiger ก็ทำให้สิ่งที่หลายคนมองว่าเข้ากันไม่ได้ เข้ากันจนได้ในคอลเลกชันสุดเท่จาก Tommy Jeans ถึงแม้ว่า Coca-Cola จะก่อตั้งแบรนด์ปี 1892 แต่ถ้าหากจะให้นำสไตล์จากยุคนั้นมาใช้ก็อาจจะดูย้อนยุคมากไปหน่อย ดังนั้นทั้ง Tommy Jeans และ Coca-Cola จึงเลือกจะเดินทางไปช่วง 1980 หรือเกือบ 40 ปีที่แล้วที่ทั้งสองแบรนด์เคยร่วมงานกันมาก่อน ช่วง 1982 เป็นช่วงเวลาที่ดนตรีดิสโก้มาแรงแบบสุด ๆ หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีต่อมาในปี 1986 ทาง แบรนด์เครื่องดื่มปรับโฉมโลโก้แบรนด์ใหม่ด้วยฝีมือของ Tommy Hilfiger ที่ในช่วงเวลานั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายของ Coca-Cola การดึงคอนเซปต์ดังกล่าวมาอยู่บนเสื้อผ้าที่ออกมาในปี 2019 ของทั้งสองแบรนด์จึงเต็มไปด้วยความวินเทจดังเดิมแต่เพิ่มความ unisex สามารถสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดแขนสีขาวประทับโลโก้สีขาว-แดง อันแสนคุ้นตาของ Coca-Cola มีทั้งแบบโลโก้อันเดียวหรือโลโก้หลากสีทั้งแดง น้ำเงิน ฟ้า เขียว และเหลือง ก็มีให้เลือกได้ตามใจชอบ และไม่ลืมใส่โลโก้ของ Tommy
การจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสาร TIME ถือเป็นธรรมเนียมที่ทำติดต่อกันมาหลายปี และปีนี้ TIME ก็เปิดเผยรายชื่อ 100 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลกออกมาแล้ว UNLOCKMEN รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลายคนที่น่าจับตามองมาให้ได้รับชมเป็นที่เรียบร้อย การจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลโดยนิตยสาร TIME จะแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ Pioneers ผู้บุกเบิกจากวงการต่าง ๆ Artists ศิลปินและนักแสดงที่มีผลต่อโลก Leaders ผู้นำคนสำคัญ รวมถึง Titans ผู้มีพลังขับเคลื่อนทางสังคม และ Icons บุคคลต้นแบบที่ควรเอาอย่าง โดยแต่ละหมวดจะมีรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกประเภทละ 20 คน Pioneers: Sandra Oh Sandra Oh นักแสดงสาวที่เรียกเสียงฮือฮาในงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards ด้วยการคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์โทรทัศน์ประเภทดราม่าทริลเลอร์เรื่อง Killing Eve ซึ่งการรับรางวัลครั้งนี้ของเธอสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ เพราะตั้งแต่ปี 1980 หลังจากนักแสดงสาวชาวญี่ปุ่นโยโกะ ชิมาดะ จากเรื่อง Shogan คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงก็เป็นเวลากว่า 39 ปี
“หากปราศจากความเชื่อใจ ความเป็นทีมก็ไร้ความหมาย” Paul Santagata ผู้เป็น Head of Industry แห่ง Google กล่าวไว้แบบนี้ และเราก็เห็นด้วยแบบปราศจากข้อกังขา คำพูดนี้ยังเชื่อมโยงกับทีมที่ทำงานมีประสิทธิภาพสูง ๆ ส่วนใหญ่มีสิ่งหนึ่งที่ตรงกันคือ “ความรู้สึกมั่นคงทางใจ” ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า“ความมั่นคงทางใจ”เชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์ การกล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าที่ทำงานที่เรามัวแต่กลัว กังวล ไม่มั่นใจว่าพูดอะไรก็ผิด พูดอะไรก็โดนต่อว่า โดนจ้องโจมตีตลอดเวลา จนเราไม่สามารถเชื่อใจหรือมั่นใจได้อีกต่อไป สมองเราจะค่อย ๆ หยุดกระบวนการคิดหรือสร้างสรรค์ไปแล้วเอาแต่คิดว่าทำยังไงถึงจะเอาชนะได้เท่านั้น ซึ่งถ้าทุกคนในทีมคิดแต่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ก็คงไม่ต้องพูดถึงคุณภาพงานอีกต่อไปว่ามันจะห่วยลงแค่ไหน “ตื่นไปทำงานหรือตื่นไปรบ?” ถามตัวเองก่อนจะสายเกินไป ในทางกลับกัน ถามตัวเองสิว่าวันนี้เราตื่นขึ้นมาไปทำงานด้วยความรู้สึกแบบไหน? ถ้ามีความสุขเต็มเปี่ยมอยากไปทำงานที่รักเต็มที่ดีใจด้วยที่คุณรู้สึกมั่นคงทางใจกับงานตรงหน้า แต่ถ้ากำลังรู้สึกว่าการทำงานไม่ต่างอะไรจากการเดินเข้าสนามรบหรือสังเวียนต่อสู้ ต้องไปฟาดฟันเอาชนะกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าอย่างหนักตลอดเวลา แถมเป็นการสู้ที่ไม่ได้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่คล้ายว่าต้องสู้เพื่อหาว่าใครแพ้ใครชนะ ใครผิดใครถูกตลอดเวลา เสียใจด้วยคุณอาจกำลังอยู่ในทีมที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้ และมันคือส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของคนทั้งทีมห่วยลง! แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป ทุกปัญหามีทางออก ในเมื่อเรารู้แล้วว่า“ความรู้สึกมั่นคงทางใจ”เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ เรายิ่งต้องสร้างพื้นที่และบรรยากาศการทำงานให้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ว่าจะอยู่ในฐานะหัวหน้างาน คนทำงาน หรือตำแหน่งไหน เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทีมและองค์กรทั้งนั้น องค์กรควรจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนทำงานรู้สึกท้าทาย แต่ไม่ใช่รู้สึกไม่ปลอดภัย พร้อมปะทะและเอาอีกฝ่ายให้ถึงตายตลอดเวลา ถ้าอยากสร้างความมั่นคงทางใจไม่ใช่สนามรบ
เวลาเปรียบเทียบความซื่อสัตย์กับอะไรสักอย่าง ชื่อของฮาจิโกะและหมานานาสายพันธ์ุจากทั่วมุมโลกจะลอยมาทันที แล้ววลี “ซื่อสัตย์อย่างหมา” ก็จะเป็นประโยคแรก ๆ ที่เราได้ยิน แต่ความจริงเคยสงสัยไหมว่า ไอ้ที่แม่งกระดิกหางริก ๆ เดินมาหา หรือทำหน้าหงอเวลาโดนด่า จริง ๆ แล้วมันซื่ออย่างที่ว่าจริงเหรอ? มันเคยโกหกเราบ้างไหม? ตอนนี้ชั่วโมงแห่งความจริงมาถึงแล้ว เพราะนักวิจัยพฤติกรรมสัตว์เขาออกมาวิจัยและแถลงความจริงให้เรารู้ว่า “หมาซื่อมันไม่จริงเสมอไป” และตีพิมพ์งานวิจัยลงใน Animal Cognition หรือ “การรับรู้ของสัตว์” ดังนั้น อย่าเหมารวมว่าหมาทุกตัวมันจะสื่อหรือแสดงออกทุกอย่างตามที่มันคิดล่ะ เพราะบางทีคุณอาจจะเคยเจอไอ้ด่างที่บ้านตลบหลังมาแล้ว หมาโกหกมันก็มี ทาสหน้าโง่ การวิจัยครั้งนี้ใช้การมอนิเตอร์ติดตามพฤติกรรมลูกสุนัขต่างการเลี้ยงดูและอายุจำนวน 27 ตัว ซึ่งได้รับการอนุญาตให้เข้าร่วมจากเจ้าของพวกมันแล้ว จะแยบยลแค่ไหนถึงตีความได้แบบนี้ลองอ่านวิธีการวิจัยไปพร้อมกัน วันแรกเขาจะฝึกฝนสุนัขทุกตัวให้แยกแยะคน 2 จำพวก ได้แก่ ฝ่ายพาร์ทเนอร์และฝ่ายแข่งขัน โดยให้พวกมันได้เรียกรู้ผ่านรูปแบบการให้อาหาร ฝ่ายพาร์ทเนอร์จะยื่นอาหารส่งให้แบบง่าย ๆ ส่วนฝ่ายแข่งขันพอยื่นให้แล้วให้ขยักหรือปิดไว้ ไม่ยื่นให้ง่าย ๆ ผลของการฝึกวันแรกเลยทำให้เห็นว่าเจ้าลูกสุนัขชอบฝ่ายพาร์ทเนอร์มากกว่า วันต่อมาสุนัขจะถูกสอนว่าทำอย่างไรเพื่อให้มนุษย์ให้อาหาร ซึ่งเขาใช้วิธีจัดอาหารออกแบบเป็น 3 กล่อง 2 กล่องแรกที่มีอาหารเป็นกล่องที่หน้าตาเหมือนกัน แต่ว่าด้านในบรรจุอาหารต่างกันโดยจะมีอาหารที่สุนัขชอบและไม่ชอบอยู่ในนั้น ส่วนกล่องที่สามเป็นกล่องเปล่า หลังจากที่ฝึกให้พาไปแล้ว
บทความนี้ไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์ Delhi Crime ในยุคที่หันไปทางไหนก็เจอแต่ Game of Thrones เราที่ไม่ได้โปรดปรานซีรีส์แนวแฟนตาซีอีพิค หักเหลี่ยมชิงบัลลังก์เลยกลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปโดยปริยาย คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง จึงจำเป็นต้องถอยออกมา เดินตามเส้นทางของตัวเองต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งก็บังเอิญเจอซีรีส์เรื่อง Delhi Crime หลบมุมเงียบ ๆ อยู่ใน Netflix สร้างจากเหตุการณ์จริง! นี่คือคำโปรยของซีรีส์เรื่องนี้ เมื่ออ่านเรื่องย่อเพิ่มเติมเราก็จำได้ทันทีว่ามันสร้างมาจากเหตุการณ์รุมโทรมผู้หญิงบนรถบัส เป็นคดีสะเทือนขวัญในช่วงปี 2012 ที่ทั้งโลกให้ความสนใจ เพราะพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุมันล้ำเส้นความเป็นมนุษย์ไปมาก เราจึงไม่รอช้า กดปุ่มเพลย์ทันที รู้ตัวอีกทีทั้ง 7 EP ก็จบลงอย่างรวดเร็ว เราเป็นคนที่มีมาตรฐานในการดูซีรีส์ค่อนข้างสูง ถึงแม้จะดูมาเกิน 100 เรื่อง (นับเฉพาะแค่ใน Netflix) แต่ก็มีแค่ไม่กี่เรื่องที่เรากล้าพูดได้เต็มปากว่าชอบและ Delhi Crime คือหนึ่งในนั้น วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นต่าง ๆ ในเรื่อง และอธิบายว่าทำไมทุกคนจึงไม่ควรพลาดซีรีส์เรื่องนี้ สร้างจากเหตุการณ์จริง อย่างที่คำโปรยของซีรีส์เรื่องนี้บอกไว้ ถึงแม้ นิวเดลี เมืองหลวงของประเทศ อินเดีย จะเป็นเมืองใหญ่ มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับแทบไม่เคยได้รับความสนใจจากโลกภายนอกเลย ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเกิดคดีอะไรก็ไม่มีสื่อจากประเทศโลกที่ 1
ตั้งแต่ปี 1905 เป็นต้นมา บริษัท Rolex SA ก็ได้ผลิตนาฬิกาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และความหรูหราที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของโลกมาโดยตลอด แน่นอนว่า การที่คุณกดเข้ามาดูบทความที่เรากำลังเขียนอยู่นี้ คุณต้องรู้อยู่แล้วว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร ที่เราเขียนบทความนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ก่อนที่คุณจะนำเงินจำนวนไม่น้อยไปให้กับคนแปลกหน้า เพื่อแลกกับนาฬิกาในฝันมาสักเรือนนั้น คุณจำเป็นต้องมีความชัวร์ และมั่นใจได้ว่า มันเป็นของแท้เท่านั้น เพราะการซื้อนาฬิกาอย่าง Rolex มันไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเรือนเวลา แต่มันเป็นการลงทุนที่จะทำให้คุณมีผลกำไรต่อในอนาคต และยังเป็นทรัพย์สมบัติที่คุณสามารถส่งต่อไปให้กับลูกหลานของคุณได้อีกด้วย สรรพคุณของนาฬิกาอย่าง Rolex มีมากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าใครก็ต้องอยากได้เป็นธรรมดา เพียงแต่ว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ว่า Rolex ที่คุณกำลังจะซื้อนั้น เป็นของจริงแน่นอน ไม่ใช่ของปลอมจากเสิ่นเจิ้น ดังนั้นวันนี้ เราจึงนำเอาวิธีง่ายๆ ที่จะบอกได้ว่า Rolex ที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้น มันเป็นของเก๊ หรือของจริง มาให้ได้ดูกัน The Weight การที่จะยอมให้ลูกค้าจ่ายเงินจำนวนมากได้นั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยคุณภาพที่สมราคาด้วยเช่นกัน ดังนั้น นาฬิกาอย่าง Rolex จึงเลือกใช้แต่วัสดุที่มีคุณภาพ และดีที่สุดเท่านั้น ในการผลิตนาฬิกาของพวกเค้า ไม่ว่าจะเป็น อัญมณี, ทองคำ หรือ สแตนเลสสตีล 904L
ย้อนไปสมัยยังเด็ก ร่างกายพลุ่งพล่านด้วยฮอร์โมนและพละกำลัง การ ‘วิดพื้น’ หรือ ‘ดันพื้น’ คือของกล้วย ๆ สามารถทำเกิน 10 ครั้งได้แบบสบาย ๆ แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับแรงกายที่ลดลง เมื่อหลักไมล์ย่างเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร สิ่งที่เคยง่ายก็ไม่ง่ายอีกต่อไป ครั้งล่าสุดคุณวิดพื้นได้กี่ครั้ง? เราทำได้ 23 ครั้ง ไม่ดีไม่แย่ แต่ก็ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะเกณฑ์อันตรายที่ทางงานวิจัยของ Havard ระบุไว้คือ ผู้ชายวัยกลางคนที่ไม่สามารถวิดพื้นได้ถึง 10 ครั้งมีโอกาสเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนทั่วไป ในทางตรงกันข้ามถ้าสามารถวิดพื้นได้เกินกว่า 40 ครั้ง โอกาสที่คน ๆ นั้นจะป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจในอีก 10 ปีข้างน่าจะลดลงถึง 97% เลยทีเดียว ส่วนมนุษย์แข็งแรงระดับกลางอย่างเราที่วิดพื้นอยู่ในเกณฑ์ 21-30 ครั้ง ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะผลวิจัยของ Havard บอกว่าคนที่อยู่ในระดับนี้จะมีความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคหัวใจในอัตรา 1/4 ของคนที่ไม่สามารถวิดพื้นได้ถึง 10 ครั้ง สาเหตุหลักที่การวิดพื้นได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพในอนาคต เนื่องจากการออกกำลังกายในรูปแบบนี้สามารถใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการทำนายปัจจัยด้านสุขภาพได้เป็นอย่างดี แม่นยำยิ่งกว่าการออกกำลังในรูปแบบอื่น ๆ เนื่องจากการวิดพื้นนั้นใช้กำลังจากกล้ามเนื้อแทบทุกส่วนของร่างกาย “การค้นพบของเรามีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าการวิดพื้นเป็นแนวทางใหม่ที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจได้อย่างแม่นยำและไม่มีค่าใช้จ่าย”
ในยุคที่แบรนด์นาฬิกาต่างผลิต Smartwatch ออกมามากมาย แต่แบรนด์นาฬิกาสัญชาติอเมริกาอย่าง Nixon เลือกที่จะผสมผสานของสไตล์วินเทจกับแฟชั่นสมัยใหม่อย่างปัจจุบันเข้าด้วยกัน จนทำให้เกิดนาฬิกาข้อมือสุดแหวกที่ส่งเสียงบอกเวลาด้วยปุ่มกดพิเศษชื่อว่า The Dork Too Nixon รุ่น The Dork Too อาจไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถพูดคุยหรือเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือคู่ใจได้เหมือนกับนาฬิกาอัจฉริยะโดยให้มาแค่ปุ่มกด 3 ปุ่มเท่านั้น ถึงจะเป็นนาฬิกาข้อมือวินเทจแต่ The Dork Too สามารถให้ความสนุกสนานด้วยเสียงแจ้งเตือนที่จะสร้างสีสันได้ตลอดทั้งวัน Nixon The Dork Too ตัวเรือนทำจากสเตนเลส พร้อมกับหน้าจอแสดงผล LCD แบบดิจิทัลทำให้เราสามารถตั้งค่าต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยมีฟังก์ชั่นเด่น ๆ อย่างไฟพื้นหลังแบบ EL ที่จะเพิ่มแสงสว่างทั้งพื้นหลังและหน้าปัด การแจ้งเตือนวันที่ ถึงแม้จะมีดีไซน์วินเทจแต่ระบบแบตเตอรี่จะทันสมัยขึ้นด้วยช่อง micro-USB บริเวณด้านซ้ายของตัวเรือนสำหรับชาร์จแบตเตอรี่โดยไม่ต้องนำนาฬิกาไปเปลี่ยนถ่านที่ร้านให้เสียเวลา นอกจากการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ย้อนยุคที่โดดเด่นแล้ว เสียงแจ้งเตือนคืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ Nixon ภูมิใจนำเสนอ เมื่อกดปุ่มตรงจอแสดงผลก็จะส่งเสียงบอกเวลาแปลก ๆ รวมถึงสีของตัวเรือนที่มีให้เลือกถึง 4 สี ทั้งสีเงิน สี rose gold
ว่ากันว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่มักสนใจเรื่องแฟชั่น Bernard Arnault ก็เช่นกัน เขาคือนักธุรกิจหนุ่มเมืองน้ำหอมที่สนใจเรื่องแฟชั่นและการเปลี่ยนสินค้า luxury ให้กลายเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่บางคนอาจไม่กล้าจินตนาการถึง UNLOCKMEN อาสาพาไปดูเรื่องราวของ Bernard Arnault นักธุรกิจที่ได้ชื่อว่าเป็นชายที่รวยที่สุดในฝรั่งเศส กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เขาต้องผ่านอะไรบ้าง บุคคลสำคัญของวงการธุรกิจแฟชั่นส่วนมากมักเป็นดีไซเนอร์ แต่ Bernard Arnault (แบร์นาร์ด อาร์โนลด์) กลับไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่ได้เป็นแฟชั่นนิสต้าหรือเรียนทางด้านการออกแบบมา แต่เขาเป็นนักธุรกิจจากตระกูลที่ทำบริษัทก่อสร้างมาหลายชั่วอายุคน จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ อย่างไรก็ดีเขามองเห็นช่องทางสร้างรายได้มหาศาลจากแฟชั่น เพราะ Bernard คิดว่าสินค้าหรูหราเป็นสิ่งที่จะทำกำไรได้ดีที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้าเริ่มไล่ซื้อแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มจาก Financière Agache ก่อน จากนั้นซื้อ Boussac Saint-Frères และ Willot Group ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อก้องโลกอย่าง Christian Dior แต่แบรนด์ชื่อดังในตอนนั้นถือว่าเป็นแบรนด์ที่ใกล้จะล้มละลาย Bernard จึงเข้ามาปรับระบบใหม่พร้อมกับก้าวขึ้นเป็นประธานของ Dior ในปี 1984 ต่อมาในปี 1987 Louis Vuitton และ Moët Hennessy ตัดสินใจรวมกลุ่มธุรกิจกันในชื่อ LVMH ซึ่งการรวมกลุ่มธุรกิจนี้เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของ


