ประมาณสองปีที่แล้วเคยมีงานวิจัยกล่าวไว้ว่า เมื่อนำเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูงมาผสมกับเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์จะทำให้สมองเสียหายเหมือนกับการใช้โคเคน ตอนนี้มีงานวิจัยใหม่ที่ออกมาก็ทำให้เหล่านักดื่มต้องปวดหัวอีกครั้ง เพราะงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่าเมื่อแอลกอฮอล์ถูกผสมกับเครื่องดื่มชูกำลัง มันจะปลุกความเป็นนักเลงในตัวคุณให้ร้อนเดือดเลือดพล่านกันเลยทีเดียว ความอยากรู้ว่าการผสมเครื่องดื่มชูกำลังกับแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียอะไรต่อผู้ดื่มบ้าง ทำให้ Dr. Matt Parker อาจารย์ด้านเภสัชวิทยาจาก University of Portsmounth และทีมวิจัยของ Federal University of Santa Maria ในประเทศบราซิลตัดสินใจร่วมกันทำการทดสอบเพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว จากการทดลองทำให้ทีมวิจัยเจอกุญแจสำคัญอย่าง ทอรีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบมากในเนื้อเยื่อหัวใจ กล้ามเนื้อลาย และระบบประสาทส่วนกลางที่มีหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม โดยนอกจากจะพบทอรีนในร่างกายแล้วยังสามารถพบได้ในเครื่องดื่มชูกำลัง และเมื่อทอรีนมาผสมกับแอลกอฮอล์ก็จะเพิ่มคุณสมบัติที่ลดความกลัว เพิ่มความกล้าให้กับผู้ดื่มมากขึ้น งานวิจัยดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Psychiatric โดยมุ่งหาคำตอบว่าเมื่อทอรีนในเครื่องดื่มชูกำลังทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ในระดับที่ทำให้คนรู้สึกกรึ่ม ๆ จะส่งผลอย่างไร แต่การวิจัยดังกล่าวไม่ได้ทดลองกับมนุษย์โดยตรง ทดลองกับปลาม้าลายจำนวน 192 ตัวแทน ผลที่ออกมาสร้างความแปลกใจให้กับเหล่านักวิจัย เนื่องจากปลาม้าลายที่ได้รับทั้งทอรีนและแอลกอฮอล์นั้นไม่มีปฏิสัมพันธ์กับปลาตัวอื่นมากนักเมื่อเทียบกับปลาที่ได้รับแอลกอฮอล์ผสมน้ำ นอกจากนี้กลุ่มปลาม้าลายที่ได้รับทอรีนและแอลกอฮอล์มักจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่สีแดงที่เรียกกว่า risky behavior ซึ่งเป็นโซนนักล่า แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเป็นภัยต่อตัวเองมากกว่าปลากลุ่มอื่น ๆ แถมยังทำตัวเลียนแบบปลาที่เป็นนักล่าอีกด้วย เปรียบง่าย ๆ คล้ายกับนักดื่มที่มาเที่ยวคนเดียวแต่เมื่อเริ่มดื่มจนกรึ่มก็เดินเข้าไปหาเรื่องโต๊ะที่มากัน 10 คน ก็คงจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เหตุผลที่ทีมวิจัยตัดสินใจเลือกใช้ปลาม้าลายเนื่องจากพฤติกรรมของปลาสายพันธุ์นี้มีพื้นฐานเป็นสัตว์สังคมชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเหมือนกับมนุษย์ รวมถึงระบบอวัยวะภายในต่าง
สร้างความแปลกใจต่อวงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกไม่น้อย สำหรับข่าวการเอาชนะอดีตนักขับรถสูตร 1 ในสนามแข่งจริงของโปรเกมเมอร์วัย 23 ปี ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในสนามแข่งจริงแม้แต่วินาทีเดียว โดยอาศัยเพียงการฝึกซ้อมจากโปรแกรมจำลองที่ถูกเรียกว่า Virtual Motorsports อย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ระหว่างการแข่งขัน Race Of Champion (ROC) ซึ่งเป็นการแข่งขันที่รวบรวมเอานักกีฬามอเตอร์สปอร์ตในทุกรูปแบบ มาจัดแข่งแบบพบกันหมด โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1988 และ ROC 2018 ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักแข่งที่ฝึกฝนจากโปรแกรมเสมือนจริง ๆ เข้าร่วมด้วยเป็นครั้งแรก แต่ใครจะไปเชื่อว่าหนึ่งปีหลังจากนั้นใน Race Of Champion 2019 ที่ประเทศเม็กซิโก ก็เกิดเรื่องเซอร์ไพรส์วงการมอเตอร์สปอร์ตทันที เนื่องจาก Enzo Bonito นักแข่งที่ฝึกฝนจากโปรแกรมจำลองวัย 23 ปี สามารถเอาชนะ Lucas Di Grassi อดีตนักขับรถ Formula 1 ที่เคยอยู่กับทีม Virgin Racing Team ในช่วงปี 2010-2014 และยังเป็นนักแข่ง Formula E ในสังกัดทีม
Set-Up-To-Fail Syndrome อาจไม่คุ้นหูผู้ชายอย่างเรามากนัก แต่ถ้าพูดถึงอาการที่ว่าไม่ว่าเราจะขยับตัวไปทางไหนทำอะไรก็โดนหัวหน้างานเพ่งเล็ง จับตา พร้อมตำหนิหรือต่อว่าอยู่ตลอด จนเหมือนว่าตัวเราช่างไม่เคยมีความดีในสายตาเขาเลย อาการแบบนี้แหละคือ Set-Up-To-Fail Syndrome คือไม่ว่าจะตั้งใจทำเท่าไหร่ก็พลาดไปหมด! อาการนี้มีที่มาที่ไป รวมถึงมีทั้งทางป้องกันและแก้ไข สำหรับใครที่ไม่ได้เป็นระดับลูกน้อง แต่คือหัวหน้าหรือมีตำแหน่งที่ต้องบริหารจัดการคนก็อย่าเพิ่งไปไหน เพราะการที่คุณมองว่าใครสักคนแย่ จนต้องตำหนิเขาทุกวัน รู้หรือไม่ว่าคุณเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุของ Set-Up-To-Fail Syndrome ซึ่งท้ายที่สุดมันทำร้ายทั้งตัวลูกน้อง หัวหน้า ทีม และอาจจะทำให้ทั้งองค์กรพังทลายลงได้ ถ้าไม่อยากพัง อ่านให้จบ แล้วรีบแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป Set-Up-To-Fail Syndrome ความผิดพลาดครั้งแรกนำไปสู่วงจรสยองในองค์กร Set-Up-To-Fail Syndrome นั้นเกิดจากทั้งตัวหัวหน้าและลูกน้อง จินตนาการถึงตอนทำงานใหม่ ๆ เรียกว่าตอนเริ่มต้นน้ำต้มผักก็ว่าหวาน แน่ล่ะ เพราะตอนรับเข้าทำงานหัวหน้าและองค์กรก็ย่อมรับคนทำงานจากคุณสมบัติที่น่าสนใจและครบถ้วนในตัวคนนั้น เมื่อเริ่มทำงานทุกอย่างก็ยังราบรื่น สวยงามไปจนกระทั่งลูกน้องทำบางอย่างผิดพลาดขึ้นมา ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเล็กหรือใหญ่แต่ก็นับเป็นความผิดพลาด เมื่อนั้นเองที่หายนะกำลังคลืบคลานเข้ามาโดยที่ทั้งเจ้านายและลูกน้องยังไม่รู้ตัว เมื่อเกิดความผิดพลาดครั้งแรกขึ้น ความสัมพันธ์ที่เคยดีระหว่างหัวหน้าและลูกน้องจะถูกสั่นคลอน หัวหน้ามักจะเริ่มต้นสงสัยในศักยภาพของลูกน้อง เริ่มคลางแคลงใจว่าคนคนนี้เก่งจริงหรือเปล่า มีความสามารถอย่างที่หัวหน้าเคยเชื่อจริงหรือไม่ ก็เพราะคุณทำงานแย่ไง ผมเลยต้องกำกับใกล้ชิด! สิ่งที่ตามมาหลังจากลูกน้องทำงานพลาดก็คือหัวหน้าจะเริ่มทำสิ่งที่เรียกว่า “Micro manage” เริ่มลงมาดูการทำงานของลูกน้องแบบละเอียดทุกขั้นตอน จากเดิมที่เคยแค่สั่งงาน แล้วก็รอรับงานตามเวลาที่กำหนด
มาถึงตอนที่ 3 กันแล้วสำหรับซีรีส์ 2019 Oscars Predictions ซึ่งผลทำนายของเราก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ เพราะ 2 ตอนที่ผ่านมาเราเขียนก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิง ซึ่งทั้ง 2 สาขาเราทำนายพลาดไปแค่สาขาละชื่อเท่านั้น ส่วนผู้ชนะที่เราทำนายไปจะแม่นยำหรือไม่ต้องรอติดตาม (ย้อนอ่านตอนที่ 1-2 ของซีรีส์ 2019 Oscars Predictions ได้ตามลิงก์นี้เลย นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม) ใน 2 ตอนก่อนหน้าเราได้วิเคราะห์และทำนายผลในสาขานักแสดงไปแล้ว คราวนี้มาถึงอีกหนึ่งสาขาที่สำคัญไม่แพ้กัน ไม่สิ อาจจะสำคัญยิ่งกว่าด้วยซ้ำ เพราะนี่คือรางวัลที่มอบให้ผู้ที่อยู่จุดศุนย์กลางของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ เอาล่ะ ผู้เข้าชิงทั้ง 5 ในสาขา ‘ผู้กำกับยอดเยี่ยม’ ในปีนี้จะมีใครกันบ้าง และใครจะคว้ารางวัลออสการ์ครั้งที่ 91 ไปครอง เชิญอ่านบทวิเคราะห์จาก UNLOCKMEN ได้เลย Pawel Pawlikowski – Cold War กลับมาสู่พรมแดงออสการ์อีกครั้งสำหรับผู้กำกับชาวโปแลนด์วัยเกษียณอย่าง Pawel Pawlikowski ที่เขาเคยประกาศศักดาบนเวทีแห่งนี้มาแล้วด้วยการคว้าออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเรื่อง ‘Ida’ เมื่อปี 2017 การกลับมาครั้งนี้ของเขาถือว่าเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เพราะ ‘Cold War’
หลังจากที่เราเคยแนะนำกางเกงรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้ชายทุกคนควรมีติดตู้ไว้ต้อนรับศักราชใหม่ไปแล้ว วันนี้ถึงคิวของ Upper Wear กันบ้าง เพราะการมีกางเกงที่ตอบโจทย์การใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าขาดเสื้อที่เหมาะสมไป การแต่งตัวของหนุ่ม ๆ คงสมบูรณ์แบบไปไม่ได้ กระแสของแฟชั่นหมุนวนไม่รู้จบ แต่ไอเทมชิ้นใดของแฟชั่นนิสต้าสายไหนควรได้ไปต่อบ้าง มาเลือกดูตามสายที่คุณถนัดกันได้เลย สายสบาย : Cuban Collar Shirts ช่วงหน้าร้อนคงไม่มีอะไรตอบโจทย์การออกจากบ้านได้มากกว่า Cuban Collar Shirts หรือเสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่นอกจากจะเป็นตัวเลือกชั้นดีที่เข้ามาแทนเสื้อฮาวายซึ่งเห็นได้ทุกหนแห่งแล้ว ยังถือเป็น UpperWear ที่สวมใส่ได้ทุกโอกาสเนื่องจากสีสันและลวดลายอันหลากหลายของมัน ในวันสบาย ๆ ที่คุณต้องการความคล่องตัวการเลือก Cuban Collar Shirts สีสันสดใสหรือมีลวดลายร่วมสมัยจับคู่กับกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบก็สามารถจบงานได้ แต่ถ้าต้องการลุคเป็นทางการควรเลือก Cuban Collar Shirts ในโทนสีพื้นมากับคู่เข้ากับ Dress Pants หรือ Chinos แล้วเหน็บชายเสื้อเข้าด้านในกางเกงเพื่อทำให้รูปร่างดูเป็น V-Shape มากขึ้น ซึ่งก็เหมาะสมกับวันร้อน ๆ ด้วยกันทั้งสองรูปแบบ สายสเก็ตบอร์ด : Hoodie ใครจะไปคิดว่ารูปแบบเสื้อซึ่งเริ่มได้รับความนิยมในช่วงปี 70’s
คำชื่นชม ยินดี เป็นสิ่งที่รื่นหูคนฟังเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเป็นคนที่ได้รับสิ่งหอมหวานเหล่านั้น ในทางกลับกัน หากเราได้รับคำที่ไม่น่าฟังอย่างการด่าทอ เกรี้ยวกราด เราก็คงมีวิธีการตอบกลับที่แตกต่างกันไป สำหรับสิ่งที่มันชัดเจนว่ามันแง่บวกหรือลบ เราก็จะมี Re-Action ที่อยู่ในหัวของเราอยู่แล้วว่าถ้าได้รับมาแบบนี้จะตอบกลับอย่างไร แต่สิ่งที่เราจะหยิบยกชวนทุกคนมาพูดคุยกันในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ดีหรือเรื่องที่แย่ มันคือสิ่งที่อยู่ตรงกลาง อย่างการยอมรับผิด สิ่งนี้ต่างหากที่สร้างบรรยากาศแสน Awkward ว่าเราจะรับมือสิ่งนี้ยังไงดี หรือการรับมือแบบไหนคือสิ่งที่ควรทำกันแน่ UNLOCKMEN จะชวนหนุ่ม ๆ มาพูดคุยเล่น ๆ ในเรื่องที่แสนจะจริงจังนี้กัน ว่าทำไมคนเราถึงไม่ค่อยจะยอมรับว่าตัวเองผิดหรือไม่รู้ มันไม่ดียังไง แล้วการยอมรับผิดที่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ดี มันดีกว่าจริงมั้ยและดีกว่ายังไงบ้าง ทำไมการยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิดมันช่างยากเย็น เราไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องการยอมรับผิดที่อ้างถึงการทำผิดต่อใครสักคนแต่ยังหมายถึงการยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ หรือสิ่งที่รู้มานั้นมันผิด สิ่งเหล่านี้ที่พูดมาทำไมคนเราถึงชอบฮึดฮัดอารมณ์เสีย เมื่อเราไปตกอยู่ที่นั่งของฝั่งคนผิด เราจะแยกเป็นหัวข้อคร่าว ๆ ให้พอเข้าใจง่าย ๆ กัน โดนเปลี่ยนความคิดที่เชื่อมาตั้งนาน หากเรารับรู้อะไรสักอย่างมาแล้วเชื่อว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูก ฝังในหัวเราอยู่อย่างนั้น แล้ววันนึงเกิดมีคนมาบอกว่า เฮ้ย! อันนี้มันไม่ใช่เรื่องจริงนะ หรือนิสัยบางอย่างที่เราปฏิบัติมานานโดยไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับคนอื่นหรือสังคมโดยรวม วันนึงเกิดโดนเปลี่ยนขึ้นมา อย่างแรกเลยมันเสียความมั่นใจ ว่าเราจำ/ทำสิ่งผิด ๆ มาตั้งนานหรอวะเนี่ย คิดว่าถูกมาตลอด พอโดนทัก
คอลเลกชันเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ Fall/Winter 2019-2020 ของแบรนด์ Dior สร้างความตื่นตาให้กับโลกของแฟชั่นอีกครั้ง โดยจัดขึ้นในพื้นที่ใกล้หอไอเฟลในงาน Paris Fashion Week และได้ดีไซเนอร์มากฝีมืออย่าง Kim Jones เป็นตัวหลักในการสร้างสรรค์ผลงานของ Dior Men ให้กลับมาสู่ความเรียบหรูตามแบบผู้ชายดิออร์ พร้อมผสมผสานกลิ่นอายแบบพังก์ร็อกไปพร้อมกัน Kim Jones เจ้าพ่อดีเทลผู้เป็น Creative Director คนปัจจุบันของ Dior เคยสร้างความตื่นตาให้กับโลกของแฟชั่นหลายต่อหลายครั้ง อย่างในคอลเลกชันก่อนหน้านี้ที่ผลิกโฉม Dior Homme ให้กลายเป็น Dior Men เพื่อความเข้าถึงง่ายแต่ยังคงคอนเซ็ปต์เรียบหรูอยู่ เพียงแต่เพิ่มสีสันความเป็นชายหนุ่มให้กับแบรนด์มากขึ้น หลังจากที่โจนส์เล่นกับสีพาสเทลและแฟชั่นแบบไม่แบ่งเพศไปแล้วในรันเวย์ Dior Spring/Summer 2019 และพาไปสู่แฟชั่นแห่งโลกอนาคตเมื่อคอลเลกชันที่ผ่านมา ในครั้งนี้โจนส์ได้พาเหล่าสุภาพบุรุษผู้ชื่นชอบแฟชั่นกลับสู่ความเรียบง่ายตามแบบ Dior Men อีกครั้ง ด้วยสไตล์เรียบหรูร่วมกับผลงานของศิลปินผู้คร่ำหวอดวงการพังก์ในอเมริกาอย่าง Raymond Pettibon Raymond Pettibon คือศิลปินสัญชาติอเมริกันที่มีผลงานโด่งดังในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยผลงานที่มีสไตล์โดดเด่นแบบพังก์ร็อกที่ชัดเจน พร้อมบอกเล่าเรื่องราวที่สะท้อนสังคมด้วยการดึงวรรณคดีประวัติศาสตร์ ศิลปะ ปรัชญา การเมือง กีฬา
รถยนต์อเนกประสงค์อย่าง SUV คือรถที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะไม่ว่าถนนจะขรุขระหรือเป็นหลุมเป็นบ่อแค่ไหนก็สามารถพาเราผ่านไปได้ทุกที่ และจะเป็นอย่างไรถ้ารถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อตอบรับการขับขี่บนทุกถนนกลายเป็นรถยนต์สุดหรูที่มีราคาสูงเกือบร้อยล้านบาท ด้วยฝีมือของแบรนด์รถยนต์น้องใหม่อย่าง Karlmann King Karlmann King คือรถยนต์ SUV ที่มีหน้าตาแหวกแนวรถ SUV ในแบบเดิม ๆ เกิดจากผลงานการดีไซน์โดยทีม Automobile Technology (IAT) ที่ออกแบบให้กับ Unique Club ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถยี่ห้อ Ford และ Chevrolet ในประเทศจีน โดยจะผลิตรถยนต์หน้าตาดุดันอย่าง Karlmann King เพียงแค่ 12 คันเท่านั้น ในราคาสูงลิบถึง 2 ล้านดอลลาร์ ที่คิดเป็นเงินไทยราว 70 ล้านบาท การที่รถยนต์ SUV มีราคาสูงขนาดนี้ รวมถึง Karlmann King เป็นแบรนด์รถน้องใหม่ไร้ชื่อและประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวอันยาวนานเหมือนกับแบรนด์รถยนต์สุดหรูเจ้าดังอย่าง Rolls-Royce ที่เพิ่งออกรถยนต์ SUV อย่าง Rolls-Royce Cullinan ไปเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยความเป็นน้องใหม่แต่ออกรถยนต์ราคาสูงยิ่งกว่า
‘ถึงเราจะไม่ได้เกิดมาร่ำรวย แต่ถ้าเราตั้งใจเรียนสักวันเราต้องประสบความสำเร็จแน่นอน’ ‘คนที่ล้มเหลวในชีวิตคือคนที่ไม่ตั้งใจเรียน’ เหล่านี้คือมายาคติที่เราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่จำความได้ เป็นมายาคติหล่อหลอมคนในสังคมให้เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่มีใครกล้าแปลกแยก แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว เมื่อผลวิจัยล่าสุดเผยว่าตั้งแต่ยุค 80 เป็นต้นมา การปฏิรูปการศึกษาในสหราชอาณาจักรแทบไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา เหล่าผู้ประสบความสำเร็จในสังคมต่างก็มาจากครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่งอยู่แล้วแทบทั้งสิ้น “กว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา นโยบายทางการศึกษาได้เพิกเฉยต่อความจริงที่ว่าถึงแม้หนุ่มสาวรุ่นใหม่จะตรากตรำเล่าเรียนเพียงใด ก็ยากที่จะทำตัวเองให้ประสบความสำเร็จเหมือนคนรุ่นก่อน” Dr.John Goldthorpe นักสังคมวิทยาแห่ง University of Oxford และผู้เขียนวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางสังคมและระบบการศึกษาอังกฤษสมัยใหม่ กล่าวกับ Vice Impact “กล่าวคือพวกเขามีโอกาสน้อยมากที่จะผลักดันตัวเองให้ฐานะสูงขึ้นจากการตั้งใจเรียน” งานวิจัยของ Dr.John Goldthorpe เผยให้เห็นว่าการลงทุนเพื่อการศึกษานั้นสร้างแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและฐานะน้อยมาก ดังนั้นครอบครัวที่ร่ำรวยจึงมักจะลงทุนกับเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลูก ๆ ของพวกเขามากกว่าเรื่องการศึกษา” “ไม่ปฏิเสธว่าการศึกษาคือสิ่งสำคัญ แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนให้ดีขึ้นไปอีกขั้นได้” Dr.Wanda Wyporska ผู้อำนวยการบริหารของ The Equality Trust องค์กรรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจกล่าวกับ VICE Impact “ในหลาย ๆ อาชีพ พบว่าเด็กที่จบจากโรงเรียนมัธยมเอกชนราคาแพงมีแนวโน้มที่จะได้เงินเดือนมากกว่าเด็กที่จบจากโรงเรียนมัธยมของรัฐอย่างมีนัยยะสำคัญ ถึงแม้ว่าในช่วงมหาวิทยาลัยพวกเขาจะเรียนในคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกันก็ตาม นอกจากนั้นยังพบว่าช่องว่างของรายได้ของแต่ละอาชีพในอังกฤษยังอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว” ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ในขณะนี้จะมีนักเรียนจบใหม่ที่มีความพร้อมในการเข้าสู่มหาวิทยาลัยมากกว่ารุ่นก่อน แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำก็ยังคงมีที่ว่างจำกัดเหมือนเดิม และแน่นอนว่ามันมีไว้สำหรับเด็กจากครอบครัวฐานะร่ำรวยที่จบจากโรงเรียนเอกชนเนื่องจากอัตราค่าเล่าเรียนที่ค่อนข้างสูง ในทำนองเดียวกัน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักรส่งผลให้มีผู้จบออกมาสู่ตลาดแรงงานมากมาย
ความทรงจำที่หลั่งไหลอยู่ในหัวของเรา สำหรับเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไร อาจจะกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องที่มันชัดเจนอยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประทับใจหรือสะเทือนใจ มันจะถูกเรียงไว้เหมือนแฟ้มคนไข้ในโรงพยาบาลที่ถูกเรียงลำดับไว้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเราก็ยังคงจำมันได้เสมอแม้เวลาจะผ่านมานาน UNLOCKMEN ชวนหนุ่ม ๆ มาดูหนัง 5 เรื่องที่เล่นเกี่ยวกับความทรงจำอันแสนพิศวงนี้กัน ก่อนจะไปดูทั้ง 5 เรื่อง ทำความเข้าใจกันก่อนว่า WATCHLIST เป็นคอนเทนต์แบ่งหนังกันดู เหมือนเพื่อนแชร์กัน ไม่ใช่เป็นการจัดอันดับหนังดีในดวงใจ ไม่จำเป็นต้องน้อยใจหากหนังโปรดในใจของคุณไม่อยู่ในลิสต์นี้ Memento (2002) Director : Christopher Nolan เมื่อคุณตื่นมาพร้อมกับ Clue มากมาย แต่คุณไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งไหนคือเรื่องจริง เช่นเดียวกับ Leonard (Guy Pearce) ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมคำใบ้ปริศนามากมายรอบตัวของเขา ทั้ง Note รอยสัก เบอร์โทรศัพท์ ที่เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันปะติดปะต่อกันอย่างไร เขาพยายามอย่างมากในการลำดับเรื่องราวทั้งหมดด้วยข้อมูลที่มี แต่โชคร้ายตรงที่เขามีความทรงจำแค่สั้น ๆ เท่านั้น ทำให้ทุกอย่างยิ่งยากเข้าไปใหญ่ การเล่าเรื่องราวจะเป็นไทม์ไลน์ของภาพสีและขาวดำ อันนี้แนะนำให้ไปดูเอาเองสนุกกว่า ถ้าบอกตอนนี้เลยเข้าข่ายสปอยล์แน่นอน ถือเป็นผลงานยอดนิยมอีกเรื่องของ Nolan บทดั้งเดิมที่ได้ฝีมือการเขียนของน้องชายของเขาเอง เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องความมึนงง แนะนำให้ตั้งใจดูและเก็บรายละเอียดเรื่องนี้แบบถี่ถ้วน แล้วจะอึ้งไปกับความจีเนียสของเขา


