กระทู้ความคิดเห็นหรือสเตตัสทำนองว่า “อายุ 29 แล้ว ชีวิตผมควรมีอะไรบ้างครับ ?” มักโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าเราล้วนแต่ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางชีวิตที่ไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เราเลยต้องคอยถามหามาตรฐานจากคนอื่นว่าอายุเท่านี้เราควรมีอะไร อายุเท่านั้นเราควรต้องทำงานแบบไหน และที่แน่ ๆ มันทำให้เราวิ่งเข้าหามาตรฐานชีวิตแบบที่คนอื่น ๆ วางไว้ มากกว่าจะถามว่าตัวเราเองต้องการอะไร “ผมอายุ 27 เงินเดือน 75,000 มีรถ มีบ้านที่กำลังผ่อน และปีหน้าวางแผนว่าจะขอแฟนที่คบกันมา 4 ปีแต่งงานครับ” ยิ่งถ้าเราได้อ่านคำตอบของคนที่อายุน้อยกว่าเรา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมีทุกสิ่งทุกอย่างมากกว่าเรา ไม่ว่าจะปริมาณเงินเดือน ทรัพย์สินในชีวิต หรือแม้แต่ความรักที่ดูจะมั่นคงกว่า แล้วเราก็รู้สึกพ่ายแพ้ขึ้นมาแบบหาคำตอบไม่ได้ เราเคยถามตัวเองไหมว่าทำไมเราต้องรู้สึกแย่ด้วย ? ทำไมเราต้องยอมให้สังคมหรือความสำเร็จของคนอื่นมาคอยกระซิบบอกเราด้วยว่าอายุเท่าไหร่แล้วต้องมีอะไรในชีวิต ? ถ้าเราคือคนหนึ่งที่รู้สึกเคว้งคว้างกับความสำเร็จ จุดหมายและความสุขของตัวเองเต็มทน และบางทีก็เผลอไปวิ่งไล่ตามเป้าหมายคนอื่นจนกดดันตัวเองให้เครียดไปด้วย UNLOCKMEN อยากให้เลิกเปรียบเทียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเด็ดขาดโดยเฉพาะ 5 เรื่องต่อไปนี้ ที่ต้องปลดล็อกตัวเองให้คิดใหม่ให้ได้ คนละอาชีพ คนละจังหวะเวลา มันเป็นเรื่องแย่มากพออยู่แล้วที่สังคมคอยกำหนดคุณค่าว่าอาชีพนี้มีคุณค่ามากกว่าอาชีพนี้ อาชีพนี้เสียสละมากกว่าอาชีพนี้ หรืออาชีพนี้มีเกียรติมากกว่าอาชีพนี้ ไหนจะปริมาณค่าตอบแทนที่ไม่มีวันเท่ากัน ดังนั้นการที่เรามองไปที่คนอายุเท่ากันหรือคนอายุน้อยกว่าแล้วรู้สึกว่าทำไมเขาถึงไปได้ไกลกว่าเราขนาดนั้นมันจึงเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะทุก ๆ อาชีพมีรูปแบบเฉพาะตัว มีจังหวะเวลาเฉพาะตัว
ถ้าเซ็กซ์คือภาพยนตร์ การสอดใส่อาจนับได้ว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ในขณะที่การทำออรัลเซ็กซ์หรือการใช้ปากทำรักให้สาว ๆ อาจนับได้ว่าเป็นฉากเด็ดที่มีส่วนตัดสินว่าหนังเรื่องนั้นจะทำได้ถึงใจคนดูหรือไม่ ถ้าดีก็ส่งผลให้ไคลแมกซ์ของเรื่องและตอนจบดีงามตามไปได้ไม่ยาก แต่ถ้าเหลวเป๋วตั้งแต่การเบิร์นแล้วล่ะก็จะกลับมาทำคะแนนตีตื้นเอาใหม่ก็ดูจะต้องใช้ความพยายามมากหน่อย นั่นอาจเป็นเป็นเพราะความแตกต่างทางสรีระร่างกายทำให้เราไม่รู้จักอวัยวะสำคัญส่วนนั้นของผู้หญิงมากพอ และมักคิดเอาเองจากการฟังเพื่อนผู้ชายด้วยกันหรือดูหนังโป๊ว่าแบบนี้ต้องใช่ แบบนั้นต้องไม่ใช่ ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนี่คือความต้องการจากปากสาว ๆ ว่า ORAL SEX แบบที่สาว ๆ เธอคิดว่าใช่ มันอาจไม่ใช่อย่างที่เราเคยคิดเลยก็ได้ “พี่คะ ความแรงความรัวเร็วไม่ใช่ปัจจัยสำคัญขนาดนั้น” หนังโป๊บางเรื่องอาจล่อหลอกให้เราไขว้เขว คิดว่าเปิดมาแล้วเราต้องรีบตะปบอย่างตะกละตะกลามหรือใช้ปากอย่างเร่งเร้ารัวเร็วเท่านั้นถึงจะเป็นการกระตุ้นอารมณ์ให้สาว ๆ ได้ ในความเป็นจริงการเร่ง ความเร็ว ความรัวและความโหมกระหน่ำรุนแรงไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่มันอยู่ที่จังหวะเวลาที่ถูกต้องที่ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเนิบช้ายั่วเย้าอารมณ์เธอ เมื่อไหร่ที่ต้องเร่งจังหวะขึ้นบ้างเพื่อเร้าอารมณ์เป็นพิเศษ ไม่ใช่เร่งเร็วรัวไปทุกกระบวนการ “เอ่อ ไม่ต้องเอาลิ้นใส่เข้าไปก็ได้นะคะ” แม้อวัยวะเพศผู้หญิงจะมีคุณสมบัติหนึ่งคือเพื่อการสอดใส่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องเอาทุกส่วนของร่างกายเราสอดใส่เข้าไปในตัวเธอก็ได้ โดยเฉพาะการทำออรัลเซ็กซ์ที่จุดกระตุ้นอารมณ์สำคัญสุดนั้นอยู่บริเวณคลิตอริส ไม่ใช่ช่องคลอด ดังนั้นไม่มีกฎตายตัวว่าเราต้องใช้ลิ้นสอดเข้าไปเพราะหวังว่าเธอจะฟินสุด ๆ เพราะบางทีมันก็ไม่ได้ฟินขนาดนั้น ที่สำคัญช่องคลอดเป็นส่วนเปราะบางแบคทีเรียจากน้ำลายเราอาจทำให้เกิดภาวะที่ไม่โอเคต่ออวัยวะส่วนนั้นของเธอ ถ้าให้ปลอดภัยทั้งสองฝ่ายสาว ๆ เธอกระซิบมาว่าไม่ต้องใส่เข้าไปก็ได้ ไม่ซีเรียส “อย่าดูดเลยค่ะ ของหนูบอบบาง” เราอาจคุ้นชินกับความรู้สึกฟินเต็มสูบกับการที่สาว ๆ ทำออรัลเซ็กซ์ให้เราด้วยการดูด แต่อวัยวะของสาว ๆ ไม่เหมือนกับเราเสียทีเดียวดังนั้นแค่ใช้ลิ้นสัมผัสเคลื่อนไหวก็ทำให้พวกเธอรู้สึกอ่อนระทวยได้หลายระดับแล้ว เรื่องดูดอาจจะทำนิด ๆ
แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 22 ปีไปแล้ว นับตั้งแต่วันที่ตำนานแร็ปเปอร์อันดับ 1 ของโลก TUPAC SHAKUR หรือ 2PAC เสียชีวิตจากการถูกยิงในปี 1996 แต่เราเชื่อเหลือเกินว่าสำหรับแฟนเพลงหรือผู้ที่ชื่นชอบผลงานของเขา จิตวิญญาณของ 2PAC ยังคงจับต้องได้เสมอในทุก ๆ ครั้งที่หยิบเพลงมาเปิด แม้ปัจจุบันตัวของ Pac จะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่ยังคงมีงานเพลงบางส่วนที่ 2PAC แต่งทิ้งเอาไว้ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ และยังไม่เคยปล่อยออกมาให้โลกได้รับฟังมาก่อน ซึ่งตอนนี้พร้อมจะถูกรวบรวมออกมาเป็นอัลบั้มแล้ว หลังจากที่ครอบครัวของเขาจัดการเคลียร์เรื่องลิขสิทธิ์กับทางค่ายได้สำเร็จ กินเวลานานเกือบ 10 ปีสำหรับปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เพลงของ TUPAC SHAKUR หลังแม่ของเขายื่นฟ้องค่ายเพลงสัญชาติแคนาดา ONE Entertainment (eOne) ซึ่งได้เข้ามาซื้อสังกัดดั้งเดิมในยุครุ่งเรือง DEATH ROW RECORD จนทำให้พวกเขากลายมาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดมูลค่ามากกว่า $6 million USD คดีความผ่านไปนานจนแม่ของ TUPAC เสียชีวิตลง และคนที่เข้ามารับเรื่องต่อคือน้องสาวแท้ ๆ ของตระกูล Shakur และเหมือนกับว่าฟ้าจะเป็นใจให้ความพยายามอย่างยาวนาน ล่าสุดศาลตัดสินให้ทางค่ายต้องจ่ายลิขสิทธิ์เพลงของ TUPAC มูลค่ากว่าล้านเหรียญ รวมถึงยกเพลงที่ยังไม่ปล่อยออกมาทั้งหมดให้กับครอบครัวของเขาด้วย ในอดีต DEATH ROW RECORDS
เรียนจบสักที ดีใจโว้ย ในที่สุดก็หลุดพ้นแล้ว ต่อไปก็หางานทำ มีงาน มีเงิน ชีวิตสบายขึ้น ใช่ซะที่ไหนล่ะ ตื่นจากฝันก่อน! ทันทีที่รับใบปริญญา ชีวิตคุณก็จะเข้าสู่โลกแห่งความจริง ทุกอย่างไม่มีอะไรง่ายอย่างที่คิด งานที่ตอนแรกคิดว่าจะหาง่ายกลับกลายเป็นเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร ยื่น Resume ไปเป็น 10 ที่ มีแค่ที่เดียวที่ติดต่อกลับมาสัมภาษณ์ และผลลัพธ์การสัมภาษณ์ครั้งนั้นก็ดันแห้วเสียอีก หรือบางคนอาจจะโดนเรียกไปสัมภาษณ์เยอะหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เราทำอะไรพลาดไป? คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจจะอยู่ที่พฤติกรรมตอนสัมภาษณ์ซึ่งเราเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว และมันดันไม่ถูกใจกรรมการ ดังนั้นเรามาแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวกัน คุณดริฟต์จนยางไหม้ สีข้างถลอก เพราะการดริฟต์ไม่ได้มีแค่ในการแข่งรถ แต่ในการพูดคุย โดยเฉพาะการสัมภาษณ์งานก็เกิดการดริฟต์ขึ้นบ่อยครั้งเช่นกัน จุดเริ่มต้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากการที่เราโดนคนสัมภาษณ์ถามคำถามวัดความรู้ ซึ่งเรารู้ดีว่านี่คือคำถามสำคัญ อาจเป็นตัวตัดสินชะตาว่าเราจะได้งานหรือไม่ แต่เราดันตอบคำถามนี้ไม่ได้ สมองว่างเปล่า ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเราจึงพยายามจับแพะชนแกะ ดริฟต์ซ้าย แถขวา ตอบออกไปให้เราดูเหมือนมีความรู้ที่สุด เราคิดว่าเรารอดแล้ว แต่เปล่าเลย เพราะความเป็นจริงคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์และความรู้มากกว่าเราหลายเท่าตัว เขารู้ตั้งแต่คำแรกที่เราตอบไปแล้วว่าเราไม่ได้มีความรู้จริง ๆ ดังนั้นถ้าเราไม่รู้ก็อย่าดริฟต์ อย่าแถ แค่ตอบไปว่า “เรื่องนี้ผมไม่ทราบครับ แต่จะกลับไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมแน่นอนครับ” คุณพูดมากเกินไป แน่นอนว่าการให้ผู้สัมภาษณ์หรือบริษัทเข้าใจตัวตนของเราที่สุดคือเป้าหมายสูงสุดของการสัมภาษณ์งาน เราต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานนี้ได้ เหมาะสมกับตำแหน่งหรือเงินเดือนที่เราต้องการ
พระเจ้ามีหน้าตาแบบไหนกันนะ? คำว่าพระเจ้าสำหรับบางคนคือสิ่งนามธรรมไร้ตัวตน สำหรับบางคนคือผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง มีตัวตนอยู่จริง เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แตกต่างกันไปตามแต่ละปัจเจก แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกคนไม่รู้ว่าหน้าตาพระเจ้าเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าคนอื่นเคยสงสัยกันมั้ย แต่เราคือหนึ่งในคนที่สงสัย และมักจะถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าถ้าพระเจ้ามีจริง หน้าตาของพระองค์จะเป็นเช่นไร ดีใจที่ในที่สุดก็มีคนสงสัยเหมือนเรา จากการสำรวจชาวอเมริกันคริสเตียนจำนวน 511 คน ทดลองให้พวกเขาจินตนาการใบหน้าของพระเจ้า และอธิบายลักษณะในความคิดออกมาให้นักสเก็ตภาพมืออาชีพวาดตาม จากนั้นนำใบหน้าทั้ง 511 คนมารวมกันให้กลายเป็นใบหน้าเดียว ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาปรากฎว่ามันดันละม้ายคล้ายกับ Elon Musk ผู้บริหารแห่ง Tesla และ SpaceX เสียอย่างนั้น! น่าสนใจที่ใบหน้าของพระเจ้ากลับดูทันสมัย อ่อนเยาว์ เหมือนคนธรรมดาในโลกปัจจุบัน ไร้ซึ่งหนวดเครายาวเฟิ้ม แตกต่างจากที่หลายคนได้ Stereotype เอาไว้ จากการศึกษาพบว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าส่วนใดส่วนหนึ่งในใบหน้าของตัวเองจะมีส่วนคล้ายกับใบหน้าพระเจ้า นอกจากนั้นคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่จะเชื่อว่าพระเจ้านั้นอ่อนเยาว์ มีร่างกายและใบหน้าไม่เกินช่วงวัยกลางคน ชาวแอฟริกัน-อเมริกันส่วนใหญ่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นคนผิวสี ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองเปี่ยมด้วยเสน่ห์ มีรูปร่างหน้าตาดีเชื่อว่าพระเจ้านั้นก็จะหน้าตาดีและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ด้วยเช่นกัน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมใบหน้าของพระเจ้าที่เฉลี่ยมาจากจินตนาการของคน 511 คนจึงคล้ายกับ Elon Musk ที่เป็นชายผิวขาว หน้าตาตามเกณฑ์ธรรมดา ไม่มีส่วนไหนโดดเด่น ศาสตราจารย์ Kurt Gray นักเขียนอาวุโส
“จิตวิญญาณของ Big Mountain คือความกวนตีนตั้งแต่ครั้งแรกอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าฉลองกันทั้งทีก็ฉลองให้เว่อร์ไปเลย มันก็เลยเป็นที่มาของสโลแกนปีนี้ว่ามันเว่อร์มาก” ประโยคนี้จากปากป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อมฟังผิวเผินดูคล้ายเป็นการเจาะจงพูดถึง Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 9 ที่กำลังจะกลับมามอบความสนุกให้พวกเราอีกครั้งช่วงปลายปีนี้ แต่เราเชื่อว่าป๋าเต็ดไม่ได้หมายถึงแค่มิวสิคเฟสติวัลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยเท่านั้นที่เขาแอบใส่จิตวิญญาณบางอย่างเข้าไปในงาน แต่หมายรวมถึงการเป็นผู้จัดคอนเสิร์ตมายาวนานจนพอจะเข้าใจว่าแก่นหรือจิตวิญญาณของคอนเสิร์ตแต่ละงานควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าจิตวิญญาณของ Big Mountain Music Festival คือความกวนตีน แล้วจิตวิญญาณของคอนเสิร์ตอื่น ๆ เป็นแบบไหน ? แล้วแก่นแท้ของการเป็นผู้จัดคอนเสิร์ตคืออะไร ? เราว่าคงไม่มีใครตอบเราได้ดีเท่าป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อมอีกแล้ว รวมถึงประสบการณ์การจัดมิวสิคเฟสติวัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมากว่า 8 ครั้ง จะมีอะไรใน Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 9 ที่จะเว่อร์มากจนเราตกตะลึงได้อีก เมื่อความสงสัยทะลักล้น UNLOCKMEN ก็คงไม่อาจทนได้ บทสนทนากับป๋าเต็ดจึงเริ่มขึ้นพร้อม ๆ กับความตื่นเต้นในใจเรา Promoter Concert ไม่ใช่โปรโมเตอร์มวยนะ (โว้ย) “ผมเป็น Concert Promoter ในภาษาไทยคำว่า
LAND ROVER ค่ายรถยนต์หัวกะทิโดยเฉพาะในรูปแบบ Four-wheel Drive ยังคงมีแผนการพัฒนาพาหนะเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อยู่ตลอด ล่าสุดพวกเขาได้เปิดตัวรถยนต์กู้ภัยสุดล้ำสำหรับใช้งานในหน่วยสภากาชาด โดยต่อยอดแนวคิดมาจากรถ Project Hero Concept เมื่อปี 2017 และเลือกจะยกเครื่องโมเดลรถ LAND ROVER DISCOVERY เพื่อดัดแปลงเป็นศูนย์บัญชาการช่วยชีวิตเคลื่อนที่ ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบรถช่วยชีวิตในอนาคตได้อย่างแน่นอน ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับค่ายผู้ผลิตรถอย่าง Jaguar Land Rover ในการร่วมมือกับสภากาชาด เพราะนับเป็นเวลากว่า 64 ปีแล้วนับตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาสนับสนุนรถยนต์ เพื่อช่วยเหลือขนย้ายเวชภัณฑ์ผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุและสมบุกสมบันของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 1954 จนเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน Land Rover ก็ยังคงให้การสนับสนุนด้านพาหนะต่อสภากาชาดมาตลอด ด้วยการส่งรถยนต์กว่า 120 คัน ไปให้ศูนย์ช่วยเหลือในทุกซอกมุมโลก กระจายตัวไปมากกว่า 25 ประเทศทั่วโลก ก่อนในปีที่ผ่านมาจะปล่อยโมเดลตัวอย่างรถยนต์กู้ภัยร่วมกับสภากาชาดของประเทศออสเตรีย ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบของ LAND ROVER “CONCEPT HERO” ในปัจจุบัน DISCOVERY “CONCEPT HERO” 2018 ถูกสร้างและดัดแปลงขึ้นมา เพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสถานที่เข้าถึงได้ยาก รวมถึงเป็นรถช่วยเหลือหลักในการค้นหาผู้สูญหายจากกรณีต่าง ๆ ซึ่งรถรุ่น LAND ROVER DISCOVERY ก็เป็นคำตอบที่ใช่
หลังจากมีข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้ว่า Virgil Abloh ผู้กุมบังเหียนงานออกแบบเสื้อผ้าแผนก Menswaer จากห้องเสื้อสุดหรูอย่าง Louis Viutton กำลังมีแผนจะร่วมงานแบรนด์ Retail ยักษ์ใหญ่สัญชาติสวีเดนอย่าง IKEA เพื่อออกแบบสินค้าร่วมกันมาตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ความคืบหน้าล่าสุดตอนนี้พวกเขาได้เปิดตัว Pop-up Store ของ Virgil Abloh x IKEA แห่งแรกขึ้นเพื่อใช้แสดงงานที่อยู่ในคอลเลกชันล่าสุด “markerrad” โดยเป้าหมายแรกคือมหานครปารีส “STILL LOADING“ คือชื่อของ Pop-up Store แห่งแรกที่ Virgil Abloh และ Henrik Most ซึ่งเป็นทั้ง Creative Leader ของ IKEA และ Project Partner เป็นผู้กำหนดขึ้น โดยเลือกจะแปลงโฉมไนท์คลับชื่อดังใจกลางเมืองปารีส Nuits Faives เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดแสดง โดยคอนเซ็ปต์ของมันถูกเล่าจากปาก Virgil Abloh ว่า “เราพยายามจับกลุ่มคนที่ต้องการตกแต่งบ้าน โดยมีโจทย์ว่าต้องการบ้านที่มาจากตัวตนของตัวเองและมีความแตกต่างจากบ้านทั่วไป เพราะคนส่วนใหญ่มักเติบโตมาจากบ้านซึ่งมีสภาพแวดล้อมมาจากความคิดและความต้องของพ่อแม่หรือคนอื่น เราเลยตั้งใจออกแบบผลงานออกมาเพื่อเอาใจคนที่มองหาสิ่งใหม่ รับรองว่าทันทีที่เห็น ทุกคนจะอยากซื้อมันกลับบ้านในทันที “ ภายใน Pop-Up ประกอบไปด้วยชุดพรมสไตล์โมเดิร์นซึ่งเราเคยเห็นกันมาแล้ว แต่รอบนี้เราจะได้ทราบถึงเรทราคาของมันด้วย โดยพรมสีดำมาพร้อมกับคำว่า “GREY” ราคา 129
ปัจจุบันเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากวงการแฟชั่นในแต่ละปีมีมูลค่ามากมายมหาศาล ผลที่ตามมาคือการแข่งขันทางการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะทุกแบรนด์ล้วนแต่ต้องการส่วนแบ่งอันหอมหวลด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่วันนี้เราจะเห็นแคมเปญโฆษณาเจ๋ง ๆ ถูกผลิตออกมาเต็มไปหมด รวมถึงการย้อนกลับมาพึ่งพารูปแบบดั้งเดิมอย่างการโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังตามกระแสดังกล่าวกันเป็นแถว ล่าสุดกับหน้าแรกของหนังสือพิมพ์อย่าง New York Post ก็ได้กลายเป็นเป้าหมายของ Kanye West เพื่อใช้เปิดตัวการกลับมาของรองเท้ายอดนิยม YEEZY BOOST 350 V2 “Triple White” โดยเขาได้ซื้อพื้นที่ทั้งหมดในหน้าหนึ่ง (Front Page Cover Wrap) เพื่อใส่วลีสำหรับแคมเปญรองเท้าอย่าง “We Love” ทั้งหมด 11 ภาษาวางเรียงกันก่อนจะปิดท้ายด้วยรูปใบปิดจาก Lookbook ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่ฉบับเดียวเพราะทาง Kanye West ได้เหมาลงโฆษณาแบบเดียวกันลงในหนังสือพิมพ์อีกหลายหัว ไม่ว่าจะเป็น The San Francisco Chronicle , Chicago Tribune , Los Angeles Times รวมถึงหัวต่างประเทศอย่าง Metro ก็โดนไปกับเขาด้วย สำหรับใครที่คุ้นเคยกับวงการ Media ดี
ในปี 2018 มี 30 มลรัฐในสหรัฐอเมริกาให้กัญชาทางการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย ซึ่งรัฐ Washington ทำมาตั้งแต่ปี 1998 และในจำนวนนี้มีอีก 9 รัฐสามารถใช้เพื่อการผ่อนคลายได้ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ยังมีคนได้รับผลกระทบจากคดีเล็กน้อย เกี่ยวกับการครอบครองกัญชามาตั้งแต่ก่อนกฎหมายจะบังคับใช้ พวกเขาเลยมีประวัติส่วนตัวที่ไม่ขาวสะอาดจนทำให้ถูกจำกัดสิทธิในด้านต่าง ๆ มากมาย ด้วยเหตุนี้เองเมือง Seattle จึงมีความคิดริเริ่มการยกเลิกโทษเกี่ยวกับคดีความเกี่ยวกับกัญชาย้อนหลัง เพื่อให้เปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในรายชื่อเหล่านั้นได้มีสิทธิมีเสียงในการใช้ชีวิตมากขึ้น Pete Holmes ทนายความของเมือง Seattle ผู้เสนอแนวความคิดดังกล่าวต่อศาลบอกว่า มีผู้คนประมาณ 400-500 คน ทั้งที่รับโทษไปแล้ว และกำลังถูกดำเนินคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับกัญชา มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่กับตัว และนั่นกลายเป็นสาเหตุให้พวกเขาถูกตัดสินผิด ๆ จากคนในสังคมจาก Criminal Record ไม่ว่าจะเป็นถูกปฏิเสธการรับเข้าทำงาน ไปจนถึงผลกระทบต่อการยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งโอกาสด้านการศึกษาในกรณีที่เป็นเยาวชน จึงเกิดความคิดเสนอการยกเลิกโทษดังกล่าวย้อนหลังให้ รวมถึงลบประวัติออกให้อีกด้วย แต่ทั้งนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่าจะต้องเป็นคนที่คดีความเกิดขึ้นในช่วงปี 1996 – 2010 และเป็นกรณีที่โทษนั้นไม่หนักหนา หรือมีครอบครองไว้เพียงน้อยนิดเท่านั้น คดีความเกี่ยวกับกัญชามีผลกระทบกับประชากรทุกเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในจำนวนคดีทั้งหมดสามารถแบ่งเชื้อชาติของผู้กระทำความผิดได้เป็น คนเอเชีย 3 % คนผิวสี 46% คนผิวขาว 46%


