หลังจากที่เคยปรากฏตัวมาแล้วครั้งหนึ่งบนจอเงินใน Spider-Man 3 แต่ด้วยปัญหาหลายอย่างทำให้ซูเปอร์ฮีโร่มนุษย์แมงมุมฉบับ Tobey Maguire ภายใต้ชายคา Sony Pictures ไม่ได้ไปต่อ โดนตัดจบไว้แค่ภาค 3 ผู้ชมอย่างเราเหมือนโดนปล่อยเกาะ ลอยคออยู่กลางทะเล โดยที่ยังไม่ทันได้รู้จักกับตัวละครอย่าง Venom ดีพอ เวลาล่วงเลยมากว่า 11 ปี ในที่สุดเขาก็กลับมาอีกครั้งพร้อมความยิ่งใหญ่ที่มากกว่าเดิม เนื่องจากคราวนี้ไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะตัวละครสมทบในภาพยนตร์เรื่องอื่น แต่ในฐานะตัวละครเอกในหนังเดี่ยวของตัวเอง ดังนั้นก่อนจะตีตั๋วเข้าไปชมในโรงภาพยนตร์ เรามาทำความรู้จักตัวละครนี้กันก่อนดีกว่า จะได้เต็มอิ่มกับอรรถรสของหนังโดยไม่ตกหล่นเรื่องข้อมูล ปรสิต Symbiote เจ้าปัญหา ถ้าจะอธิบายที่มาที่ไปของตัวละคร Venom ให้เข้าใจง่ายที่สุดคงต้องเริ่มจากทำความรู้จักเจ้าปรสิต Symbiote ซึ่งเป็นปรสิตที่มีต้นกำเนิดจากนอกโลก แต่ด้วยเหตุบางอย่างทำให้มันได้มาอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งเมื่อปรสิตเจ้าปัญหาตัวนี้ได้เข้าไปยึดครองร่างของใคร คน ๆ นั้นก็เปลี่ยนจากคนธรรมดากลายเป็น Venom ที่มาพร้อมพลังพิเศษทันที เมื่อการเป็น Venom ไม่เกี่ยวกับพลังพิเศษที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ขึ้นอยู่กับว่าปรสิต Symbiote จะเข้าครอบครองร่างของใคร ดังนั้นในประวัติศาสตร์จักรวาล Marvel จึงมีผู้กลายร่างเป็น Venom มากมายหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Spider-Man, Eddie Brock, Mac Gargan, Flash Thompson, Lee Price, Tel-Kar, Anne Weying, Patricia Robertson, Angelo Fortunato แต่ในภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายนี้จะเล่าเฉพาะ Venom ในร่างของ Eddie
เราทุกคนต่างอยากมีตัวตนที่ชัดเจน ชนิดที่ว่าใครก็ต้องจำได้เมื่อเอ่ยชื่อของเรา นั่นอาจจะเป็นเพราะเรามีการแต่งตัวสุดเท่ เราเป็นนักเล่าเรื่อง คุยสนุก อารมณ์ขัน ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน คงจะมีไม่กี่คนที่เอาความชอบ เอาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตัวเอง มาสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้จริง ๆ เพราะมันโคตรจะเป็นชีวิตในฝันเลยล่ะ ทำอะไรที่เรารัก ขายเอกลักษณ์ของตัวเอง และคนอื่นก็ชอบมันมากพอที่จะจ่ายเงินให้กับความเป็นตัวของเราเอง หากเป็นวงการเพลงก็คงจะเป็นศิลปินที่ขายความเป็นตัวเอง แต่ถ้าหากเป็นวงการภาพยนตร์ คงไม่พ้นผู้กำกับที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเอง ถ้าพูดแบบนี้ชื่อแรก ๆ ที่โผล่มาในหัวคงจะเป็น Tim Burton อย่างแน่นอน UNLOCKMEN จะพามาทำความรู้จักกับเขา และสืบหาถึงที่มาของเอกลักษณ์สุดเจ๋ง ที่เราได้เห็นจากผลงานการกำกับของเขาในทุกเรื่อง ที่มันช่างโดดเด่นเป็นตัวเองอย่างมาก ก้าวเข้าสู่วงการจอเงิน หากเอ่ยชื่อ TIM BURTON ขึ้นมาเราอาจไม่ได้ยินชื่อเสียงของเขาในด้านความเก่งกาจของการกำกับ การเขียนบท อะไรทำนองนั้นสักเท่าไหร่ แต่เรามักจะคุ้นเคยชื่อของเขาในด้านของความมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นในภาพยนตร์ของเขาอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเห็นโปสเตอร์ก็พอจะเดาได้แล้วว่านี่คือผลงานกำกับของเขา เขาเป็นผู้กำกับชาวอเมริกัน ที่เริ่มต้นการทำงานด้านแอนิเมชันมาก่อน เขาเองเรียนเกี่ยวกับการทำแอนิเมชันโดยตรง จาก California Institute of the Arts เขาได้ทำหนังสั้นเรื่อง Stalk of the Celery Monster จนไปเตะตา Disney
ไม่ว่าคุณจะนั่งทำงานอยู่ที่ไหน กำลังจิบกาแฟร้านดังอยู่หรือชงกาแฟกินเอง หากคุณก้าวเท้าออกจากบ้านย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่เราต้องเข้าไปติดต่อเขา พวกเขาก็เป็นคนเดินเข้ามาหาเราเอง และส่ิงเหล่านี้คือตัวแปรที่คุณควบคุมไม่ได้ ซึ่งบางคนในนั้นคือคนสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล หลายครั้งที่เรานั่งฟังคนประสบความสำเร็จเล่าเรื่องราวชีวิตแล้วพบว่า นอกจากการต้องเผชิญหน้ากับปัญหาจากการลงมือทำงานด้วยตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อปีนป่ายจนถึงยอดเขาแห่งความสำเร็จแล้ว ผู้คนระหว่างทางก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นเช่นกัน คำพูดของใครบางคนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Mind set ที่ยิ่งใหญ่หรือทำให้เขาสามารถก้าวสู่ความสำเร็จได้ และนี่คือ 4 คนดังคุ้นหน้าที่เป็น Iconic ของความสำเร็จและบทสนทนาที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา 1st World Billionaire: Jeff Bezos ถ้าพูดถึงความสำเร็จระดับโลกจะลืมผู้ชายคนนี้ไปไม่ได้ เพราะเขาคือเจ้าพ่อเว็บ E-commerce ชื่อดังอย่าง Amazon และได้รับการจัดอันดับจากสื่อใหญ่หลายเจ้าไม่ว่าจะเป็น Forbes และ Bloomberg ให้เป็นมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงที่สุดของโลกในปีนี้ แน่นอนว่าเรื่องสัญชาตญาณและความเป็นอัจฉริยะของเขาจากการขึ้นตำแหน่งสำคัญตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดี แต่จุดเปลี่ยนหนึ่งของเขาคือการได้พูดคุยกับหัวหน้าในครั้งที่เขาจะเสนอการ E-commerce ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นการเติบโตของธุรกิจกว่า 2300 % ในวันนั้น เจ้านายมาบอกว่าไม่มีวันทำได้สำเร็จ: “นายมีงานที่ดี ๆ ทำอยู่แล้วนะ ทั้งรายได้และเงินโบนัส คิดดี ๆ นะ” จากคำพูดนั้นที่เขาคุยด้วยทำให้เขาตัดสินใจลาออกและเลือกเดินหน้าทำตามฝันของตัวเอง โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก Mackenzie ผู้เป็นภรรยาให้ลงมือทำ เขาจึงเดินหน้าบุกเบิกและตะลุยมาเรื่อย
ดูเหมือนจะเป็นปีที่ร้อนแรงสำหรับค่ายรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมนีอย่าง Porsche หลังปล่อยรถรุ่นงาม ๆ ออกมามากมายเพื่อเอาใจแฟน ๆ Porsche Hardcore อย่างเช่น Project 993 Turbo S Classic Series และล่าสุดพวกเขาได้รื้อฟื้นอีกหนึ่งตำนานของค่ายเจ้าของฉายา “Moby Dick” อย่าง Porsche 935 กลับมาอีกครั้งโดยโอกาสพิเศษนี้จะผลิตออกมาเพียง 77 คันเท่านั้น หลายคนอาจคิดว่า Porsche คงให้ความสำคัญแค่กับรถโมเดลในตำนานอย่าง 911 หรือรูปแบบแห่งอนาคตอย่าง Taycan เท่านั้น แต่ในครั้งนี้กลับต่างกันออกไป Porsche 935 เองก็เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทผลิตรถยนต์แถวหน้าของวงการในปัจจุบันเช่นกัน เพราะชื่อเล่น Moby Dick ของมันได้มาจากการโชว์ศักยภาพจนสามารถคว้าแชมป์ Lemans ในปี 1978 มาได้ แม้ไม่นานหลังจากนั้นจะหมดยุคของมันและต้องย้ายเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ก็ตามที แต่หลายคนก็ยังจดจำความเจ๋งของมันได้เสมอ จนทำให้ 935 ถูกนำกลับมาอีกครั้ง แม้ครั้งนี้จะเป็นการสร้างมาเพื่อใช้ในสนามแข่งอย่างเดียวก็ตาม แม้เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราจะไม่ได้เห็น Porsche 935 มาโลดแล่นอยู่บนถนนปกติ เพราะ Porsche
เรียกความสนใจจากผู้ชายได้เสมอสำหรับกีฬามวย เพราะความรู้สึกของการได้เห็นยอดฝีมือสองคนยืนตะบันหน้าแลกหมัดกันบนเวทีสามารถสร้างความเลือดร้อนและตื่นเต้นให้กับเราได้ตลอดเวลา ทำให้ทุกวันนี้อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับวงการหมัดมวยก็จะมีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้ามาเสมอ ทั้งค่าตัวนักชก ค่าโปรโมเตอร์ หรือส่วนแบ่งต่าง ๆ จากการแข่งขัน แต่ดูเหมือนว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนดูอย่างการถ่ายทอดสด Boxing เริ่มมีอาการซบเซากว่าที่เราคิด ทำให้ช่องยิงสดมวยในตำนานอย่าง HBO ยังต้องโยนผ้าขาว ถอยฉากหลบออกมาก่อนจะโดนหมัดน็อคขาดทุนไปมากกว่านี้ HBO BOXING มีความผูกพันกับวงการมวยสากลอาชีพมาเป็นเวลายาวนานกว่า 45 ปี ครั้งแรกที่พวกเขาตัดสินใจซื้อลิขสิทธ์การแข่งขันถ่ายทอดสดทางเคเบิ้ลทีวีในสหรัฐอเมริกานั้น ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1973 เลยทีเดียว โดยครั้งนั้นเป็นการขึ้นตะบันหน้ากันของสองยอดฝีมือในรุ่น Heavyweight ระหว่าง Joe Frazier กับ George Foreman’s และเป็นฝ่ายหลังที่ชนะน็อคไปได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นเองกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นตำนานอันยิ่งใหญ่ของ HBO BOXING ก่อนจะพัฒนาตัวเองมาสู่การเป็นผู้จัดพร้อมกับถ่ายทอดเองเหมือนในทุกวันนี้ แต่ทว่าความมั่งคั่งมักไม่ค่อยอยู่กับใครนาน แม้ว่าคุณจะเคยอยู่จุดสูงสุดของวงการก็ตาม เพราะ HBO ได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นโดยให้ Peter Nelson รองประธานฝ่ายบริหารของ HBO Sport มาเป็นคนแจ้งข่าวใหญ่ครั้งนี้ บอกว่าพวกเขามีแผนจะยุติการถ่ายทอดสดกีฬามวยสากลอาชีพในปี 2019 โดย Peter ให้เหตุผลว่าหลังจากที่บริษัทได้ทำการสำรวจและวิจัยเกี่ยวกับสถิติผู้เข้าชมมาสักระยะหนึ่ง พบว่ามวยไม่ใช่ปัจจัยหลักของการสมัครเป็นสมาชิกอีกต่อไปแล้ว ทำให้ HBO
พอเปิดประเด็นเรื่องการหางานทำ หลายคนคงโดนกรอกหูมาตั้งแต่เด็กว่า “ไม่เลือกงานไม่ยากจน” จนรู้สึกว่าอาชีพคือสิ่งที่ควรรีบไขว่คว้าไว้ทันทีที่โอกาสมาถึง ไม่งั้นเราก็จะกลายเป็นคนเลือกงานแถมพาลยากจนไปซะ เรียนจบแล้วต้องรีบมีงานทำ ออกจากงานแล้วต้องรีบหางานใหม่ เพราะมุมมองที่มีต่อคนว่างงานนั้นไม่ได้เป็นไปในแง่บวกสักเท่าไหร่นัก เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อบ้าง ขี้เกียจตัวเป็นขนบ้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้ตัดสินใจวิ่งหางานทำให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่อยากใช้ “อาชีพว่างงาน” กันนานนัก มันอาจทำให้เราลืมไปว่า “คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก” เช่นกัน UNLOCKMEN จะพามาแกะรอยเหตุผลของคนที่รู้สึก “คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก” จนเลือกจะออกจากงานทั้งที่เพิ่งสัญญาไปแบบหมึกยังไม่ทันแห้ง ว่าพวกเขามีเหตุผลอะไรที่เลือกจะหยุดทั้งที่เพิ่งเริ่ม หรืออาจจะยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ บรรยากาศที่ไม่ใช่ ก้าวขาเข้ามาก็เจอออฟฟิศจริงวันแรก สภาพแวดล้อมที่ไม่น่าหย่อนตูดลงเก้าอี้แล้ว ห้องน้ำเก่าซอมซ่อ บรรยากาศชวนหดหู่ อย่าง ออฟฟิศที่อยู่ชั้นใต้ดิน ลานจอดรถ หรือออฟฟิศที่แสงอาทิตย์เข้าไม่ถึง นอกจากบรรยากาศแล้ว เครื่องใช้ในสำนักงานที่ไม่ได้มีพร้อม ซัพพอร์ตการทำงานได้ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ควรมีติดออฟฟิศอยู่แล้ว ใครที่เคยทำงานในออฟฟิศแบบนั้นจะเข้าใจถึงความหดหู่ที่พูดถึง แม้จะดูเหมือนคนเรื่องมาก เรื่องเยอะ แต่อย่าลืมว่า เราต้องอยู่ในออฟฟิศนี้ถึงสัปดาห์ละห้าวัน (และบางที่ทำงานหกวันก็มี) ซึ่งถือว่ากินเวลาชีวิตไปเยอะมาก ๆ ที่เราต้องใช้ชีวิตที่นี่ เพราะฉะนั้นบรรยากาศออฟฟิศก็มีผลกับการเลือกงานเช่นกัน หากถามว่าทำไมถึงไม่ตัดสินใจตั้งแต่ตอนมาสัมภาษณ์ เพราะตอนนั้นบางคนอาจไม่ได้เดินเข้าไปในส่วนที่เป็นแผนกของตัวเองจริง ๆ ใครที่ไหวตัวทันตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ก็ดีไป แต่ใครที่มาเห็นทีหลัง ก็ต้องหน้าชา ถ้าแค่มานั่งก็ไม่มีความสุขควรถีบตัวเองออกมาให้ไวที่สุดเหมือนกัน เพื่อนร่วมงานที่ไม่เข้าขา
ชีวิตที่วุ่นวายและทุกอย่างรวดเร็วเสียจนบางครั้งตัวเราเองก็ตามไม่ทัน ทำให้เรามีกิจวัตรประจำวันที่ไม่ค่อยแน่นอน เข้านอน ตื่นนอน รวมทั้งการกิน ก็ไม่ได้มีเวลาตายตัว เพราะทั้งหมดอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แล้วแต่ว่าจะมีอะไรเข้ามาแทรกตอนไหน อย่าปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ ที่ควรเป็นเวลาสม่ำเสมอในชีวิต ต้องถูกทำลายด้วยความเคยชินของตัวเอง เพราะมันส่งผลกับสุขภาพของเราโดยตรง หนุ่มคนไหนที่รู้ตัวว่านาฬิกาชีวิตรวนไปหมด UNLOCKMEN ชวนมาปรับนาฬิกาชีวิตกับเทคนิคที่เราอยากแนะนำ เพื่อให้ร่างกายกลับมาทำกิจวัตรเหล่านี้ให้สม่ำเสมอในเวลาที่ควรจะเป็น ก่อนที่จะสาย อย่าลืมว่าร่างกายเราไม่อาจซื้ออะไหล่ได้ หากิจกรรมทำในตอนเช้า ออกไปสัมผัสแสงแดดแรกในตอนเช้า ด้วยการลุกขึ้นมาจากเตียง มาทำ Activity ที่เราเองก็ชื่นชอบและเต็มใจจะทำ ไม่ว่าจะเป็นดื่มกาแฟ ไถนิวส์ฟีด ตื่นมาออกกำลังกาย ตื่นมาฟังเพลง ตื่นมาใช้เวลาเสริมหล่อให้กับตัวเอง จะเป็นอะไรก็ช่าง ลองเลือกมาหนึ่งอย่างที่มันมีแรงผลักดันมากพอให้เราลุกขึ้นมาจากเตียงได้แบบไม่อิดออดและกำหนดเวลาตื่นแบบเผื่อเวลาก่อนไปทำงาน นั่นหมายความว่า เราจะตื่นมาแบบสดชื่น เพราะรู้ว่าตัวเองจะได้มาทำในสิ่งที่ชอบ และยังมีเวลาเหลือ ๆ ก่อนไปทำงาน ไม่ต้องวิ่งหน้าตั้งเข้าออฟฟิศอย่างเคยแล้ว พอเราทำเป็นกิจวัตร นาฬิกาชีวิตเข้าที่เข้าทาง เราอาจจะเลิกใช้นาฬิกาปลุกไปเลยก็ได้ งีบสักหน่อยในตอนบ่าย คล้อยบ่ายทีไร ง่วงจนอยากจะหาอะไรมาถ่างตาเอาไว้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกินข้าวจนอิ่ม หนังท้องตึงหนังตาหย่อน หรือเพราะร่างกายเราต้องการจะชาร์จพลังกันแน่ แต่การงีบหลับสัก 10-15 นาที เป็นการรีเฟรชตัวเองให้กลับมาสดชื่นอีกครั้งในตอนบ่ายได้จริง ๆ และไม่ทำให้ง่วงสะสมไปจนถึงตอนหัวค่ำ ที่พอถึงห้องแล้วพาลให้อยากล้มตัวลงนอน จนบางวันไปตื่นเอาตอนดึก
ตามพฤติกรรมปกติของคนเรา เมื่อหวาดกลัวสิ่งใดมักจะหนีจากมันไปให้ไกล ไม่เอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีหลักการอะไรมาอธิบาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะบางสิ่งยิ่งน่ากลัวเรายิ่งชอบ บางคนหนักถึงขั้นเสพติด แต่ยิ่งเสพก็ยิ่งกลัว เป็นความย้อนแย้งอันน่าฉงน แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง ‘เรื่องลี้ลับ’ หรือ ‘เรื่องผี’ อยู่นั่นเอง คุณเชื่อเรื่องผีหรือเปล่า? คุณเคยเจอผีมั้ย? 2 คำถามยอดฮิตที่เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยเจอ ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบก็จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือกลุ่มที่เชื่อกับกลุ่มที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ผีจะมีจริงได้ยังไง แต่สิ่งที่แปลกสำหรับเรื่องนี้คือบรรดาสื่อให้ความบันเทิงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าทางวิทยุที่เกี่ยวกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติกลับเป็นคนกลุ่มแรกที่ชอบเสพมันมากกว่า ทั้ง ๆ ที่เสพไปก็กลัวไป ส่วนคนกลุ่มหลังมักจะมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อหรือปาหี่แหกตาเสียมากกว่า ทำไมคนจึงชอบเรื่องผีกันนักนะ? ทั้ง ๆ ที่อาการใจเต้นรัว เลือดสูบฉีด หรือนอนไม่หลับหลังจากเสพเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เท่าไร คำถามนี้อาจจะไม่มีคำตอบที่แน่นอน เนื่องจากความชอบของแต่ละคนเป็นเรื่องปัจเจก เราไม่สามารถนำปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไปตัดสินรสนิยมความชอบของทุกคนบนโลกได้ อย่างไรก็ตามก็มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่พอจะอธิบายเรื่องนี้ไว้อยู่บ้าง Astara March ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาได้เขียนบทความเกี่ยวกับความกลัวของมนุษย์ลงในวารสาร Inside Science โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับสิ่งน่ากลัว สมองของเราจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมา ซึ่งสารนี้จะส่งผลให้เรารู้สึกตื่นเต้น หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบฉีด เป็นการตอบสนองโดยอัตโนมัติของร่างกายไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอันตรายหรือไม่ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ระหว่างงูและเรื่องผี ทั้ง 2 สิ่งสามารถทำให้สมองเราหลั่งอะดรีนาลีนได้ทั้งคู่
2018 คือปีที่นิตยสาร Weekly Shonen Jump นิตยสารมังงะรายสัปดาห์ระดับตำนานแห่งแดนอาทิตย์อุทัยมีอายุครบ 50 ปี ก่อนหน้านี้เราเคยร่วมฉลองไปแล้วในคอนเทนต์ 10 มังงะ Shonen Jump ในความทรงจำ แต่นิตยสารที่ยิ่งใหญ่ มีเรื่องราวและความทรงจำมากมายขนาดนี้ การพูดถึงแค่ครั้งเดียวคงไม่เพียงพอ ยังมีมังงะอีกหลายเรื่องที่เราอยากพูดถึง โดยเฉพาะเรื่องที่เราคิดว่ามันสนุกมาก แต่กลับไม่ค่อยมีใครรู้จักหรือถูกพูดถึงเท่าไรนัก เราเสียดายของดีที่โดนมองข้าม จึงเกิดเป็นคอนเทนต์นี้ขึ้นมา Kimagure Orange Road ตีพิมพ์ 1984-1988 Kimagure Orange Road หรือในชื่อไทย ถนนสายนี้เปรี้ยว การจะบอกว่ามังงะเรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนรู้จักคงไม่ถูกต้องนัก ถนนสายนี้เปรี้ยวถือเป็นหนึ่งในมังงะระดับตำนาน เพียงแต่คนที่จะรู้จักอาจต้องมีอายุเลข 3 ขึ้นไปเนื่องจากมังงะเรื่องนี้ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Weekly Shonen Jump ครั้งแรกในปี 1984 หรือเมื่อกว่า 34 ปีที่แล้ว เราจึงอยากแนะนำถนนสายนี้เปรี้ยวให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จัก มังงะ 16 เล่มจบเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของ คาสึงะ เคียวสุเกะ เด็กหนุ่มที่ดูคล้ายนักเรียนมัธยมปลายธรรมดา ๆ ทั่วไป ถ้าไม่ติดที่ว่าเขามีพลังจิต เขาจึงต้องย้ายเมือง ย้ายโรงเรียนอยู่บ่อย
“รู้ไหมก่อนหน้านี้พี่ได้เงินเดือนแค่ 9,000 เราน่ะสบายแล้ว เงินเดือนตั้ง 15,000” เราเชื่อว่าชาว MILLENNIAL ที่เกิดมาในวันที่ความไฮเทคมากมายรายล้อม คงอยากเถียงแทบขาดใจกับคำสบประมาทบางอย่างของรุ่นพี่ยุคก่อน ทั้งคำกล่าวหาเรื่องความอดทน วุฒิภาวะการทำงาน หรือที่ร้ายกาจกว่านั้นคือเรื่องการจัดการเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ว่าเป็น Generation แห่งความฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินไม่เป็น เพราะทุกวันนี้ชาว MILLENNIAL จำนวนไม่น้อยกำลัง Run The World ด้วยการเป็นนักช้อปขาใหญ่ของตลาด ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่มีอายุนอกช่วงระหว่าง พ.ศ. 2524 และ พ.ศ. 2539 เราขอให้คุณเปิดใจมาอาบน้ำเย็น รับความต่างเผชิญหน้าเพื่อสร้างความเข้าใจกับปัญหาหนี้สินของเหล่ารุ่นน้องที่อาบ “น้ำเย็น” มาทีหลังจาก 6 เหตุผลเหล่านี้ แล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตของพวกเขามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่ต่างจาก “น้ำร้อน” ที่คุณอาบมาก่อนที่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน ส่วนชาว MILLENNIAL ถ้าคุณได้อ่านแล้ว จะออกมาให้ความเห็นหลังอ่านจบก็ได้ว่าสิ่งที่คุณเจอมันเป็นแบบนี้จริงไหม ผู้เขียนหวังว่านี่จะเป็นพื้นที่ปะทะทางความคิดเพื่อความเข้าใจ เพราะ “เงิน” ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าคุณจะเกิดมาในยุคไหนก็ตาม เด็กที่เกิดในยุคข้าวยากหมากแพง ตั้งแต่เกิดมา ชาว MILLENNIAL แทบไม่เคยได้สัมผัสกับคำว่า


