หากพูดถึงกิจกรรมยอดฮิตของหนุ่ม ๆ “Skateboard” คงเป็นคำตอบอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนพร้อมใจกันตอบ แต่ถ้าหากการไถบอร์ดด้วยแรงตัวเองทุกวันมันเริ่มเนือย ๆ อยากเพิ่มเติมสีสันอะไรให้กับบอร์ดสุดรัก “Mellow Boards” มาเปิดประสบการณ์ใหม่ให้บอร์ดเก่าของเรา จากบอร์ดธรรมดา ๆ ให้เป็นบอร์ดไฟฟ้าแบบไม่ต้องไถเองให้เมื่อย แล้วมันเปลี่ยนยังไง ใช้ได้กับบอร์ดแบบไหนบ้าง UNLOCKMEN จะพามาดูไปพร้อม ๆ กัน “Mellow Boards” คิดกันตั้งแต่ปี 2014 แล้วเริ่มสร้างตอนปี 2015 กว่าจะออกมาสมบูรณ์แบบก็ 2016-2017 โน่น ถึงได้ออกชุด kit นี้ออกมาได้ มันเจ๋งตรงที่จะเปลี่ยนบอร์ดธรรมดาของเราให้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า โดยไม่ต้องดัดแปลงอะไรมากมายให้บอร์ดสุดที่รักต้องระคายเคือง แค่ติดชุด kit นี่เข้าไปแค่นั้นเอง โดยใช้ได้กับทุกแบบไม่ว่าจะเป็น Skateboard, Longboard, Shortboard ให้คุณได้เลือกเอาเองแบบอิสระว่าวันนี้อยากใช้บอร์ดไหน วันไหนอยากเปลี่ยนบอร์ดก็ทำได้ชิล ๆ ไม่ใช่ว่าติดตั้งแบบถาวรแล้วเปลี่ยนอะไรไม่ได้อีก มันสามารถพาคุณไปไกลถึง 15 กิโลเมตร ด้วยความเร็วที่ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง สำหรับการชาร์จแบตแบบเต็มข้อภายในเวลา 45 นาทีเท่านั้น โดยวัสดุก็ไม่ไก่กา
บางครั้งเราก็รู้สึกอึดอัดและร้อนที่จะต้องสวมใส่กางเกงยีนส์หนา ๆ หนัก ๆ ในสภาพอากาศอย่างบ้านเราเช่นนี้ ทำให้ต้องมีกางเกงลำลองอีกประเภทที่มาทดแทนสำหรับคนขี้รำคาญนั่นคือกางเกงชีโน่โดยเฉพาะสีกากีที่สามารถมาจับคู่กับสไตล์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายและลงตัว สำหรับคนที่ขึ้นชื่อเป็นต้นแบบของการใส่กางเกงคลาสสิคชนิดนี้คงจะหนีไม่พ้น Steve McQueen หรือที่ใครหลาย ๆ คนเรียกเขาว่า King of Cool เนื่องจาก Steve McQueen มีวิธีแต่งตัวที่สุดแสนจะธรรมดาแต่ลงตัวชนิดหาตัวจับยาก เขาไม่ใช่คนที่นำไอเทมพิสดารมายัดรวมกันเป็นสไตล์ใหม่ ทว่าเขานำไอเทมเรียบ ๆ อย่างกางเกงชีโน่กากีมาแต่งจนเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นชายในยุคหนึ่งเลยทีเดียว วันนี้ทีมงาน UNLCOKMEN ขอถอดรหัสความเท่ ของการใส่กางเกงชีโน่กากีของ Steve McQueen มาแชร์ให้กับทุกท่านเป็นแนวทางสำหรับมิกซ์แอนด์แมทช์สไตล์ของตัวเอง STEVE MCQUEEN Khaki Style #Fit สำหรับกางเกงชีโน่กากี เราไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ให้มันเข้ารูปหรือเอวสูงเหมือนกางเกงประเภทอื่น เพราะเราสามารถใส่ขา baggy หรือจะเลือกแบบปลายขา taper เพื่อเพิ่มความโมเดิร์นเข้าไป ในขณะเดียวกันเอวระดับปานกลางใต้หน้าท้องล่างคือขนาดที่จะทำให้คุณใส่กางเกงชีโน่ได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย #Pockets กางเกงชีโน่ที่ดีควรจะมีกระเป๋า 5 ชิ้น อันประกอบไปด้วยกระเป๋าหน้า 2 หลัง 2 และกระเป๋าเล็ก ๆ อีกหนึ่งไว้สำหรับใส่เหรียญ #Color
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่คดีดังถูกกล่าวขานไปทั่วประเทศ แล้วเราต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง แต่เพียงไม่กี่วันเรื่องราวก็ถูกลบเลือนหายไป อาจหายไปกับกระแสข่าวอื่น อาจหายไปกับคดีใหม่ ๆ ที่เข้ามาแทนที่ หรือหลายทีก็หายไปกับความยิ่งใหญ่คับฟ้าของใครบางคน… กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเพื่อล่าสัตว์ป่าสงวนของ นายเปรมชัย กรรณสูตร กรรมการและประธานบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ก็เช่นกัน ความอึกทึกครึกโครมและความสะเทือนสังคมเมื่อแรกเริ่มอาจคุกรุ่นจนเราไม่คิดว่าเรื่องนี้จะจบลงได้โดยง่าย แต่ก็ตามประสาความเลื่อนไหลของสังคมที่วันหนึ่งข่าวมา ข่าวก็ต้องไป ไหนจะกระแสนายตำรวจใหญ่โค้งรับไหว้นายเปรมชัยอย่างนอบน้อม จนเราอดคิดไม่ได้ว่ากระแสนี้คงเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เพียงแต่วันนี้ยังมีคนยืนยันว่า “เราไม่ลืม” โดยหนึงในวิธีการบอกว่าเราไม่ลืมเรื่องนี้ก็คือการสร้างสรรค์งานศิลปะ วันนี้ UNLOCKMEN นำผลงานกราฟิกบนโลกออนไลน์ และงานกราฟฟิตี้บนกำแพงจากสถานที่หลากหลายมาบันทึกไว้ว่า วันนี้เราคนไทยทั้งประเทศยังจดจำ กราฟฟิตี้รายแรกกระแทกใจให้ละอาย นี่ถือเป็นกราฟฟิตี้แรกสุดที่โผล่ขึ้นมาหลอกหลอนคนล่าเสือดำ โดยกราฟฟิตี้นี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นบริเวณจุดก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว บริเวณหน้าปากซอยพหลโยธิน 34 เรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก โดยความพีคของกราฟฟิตี้นี้อยู่ที่การพ่นทับป้ายของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้อย่างแนบเนียน ความหมายก็แสบเหลือร้าย เป็นรูปเสือดำร้องไห้พร้อมรอยกระสุนแดงชัดจัดแจ้งที่หัว ถ้าเราเป็นล่าเสือดำเราคงอาย แต่ไม่รู้ว่าคนทำตัวจริงเขาละอายบ้างหรือเปล่า? Headache Stencil: ลบภาพผม แต่ไม่ลบภาพข้าง ๆ Headache Stencil ได้ยินชื่อนี้ก็การันตีได้เลยว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับภาครัฐ อะไที่ไม่ชอบมาพากลเขาต่อต้านด้วยศิลปะ
อย่าหาว่าทะลึ่งเลยนะ แต่ผู้ชายอย่างเราทุกคนล้วนมีถุงอัณฑะเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเรียกง่าย ๆ ภาษาปากก็คือเจ้าถุงหุ้มไข่หรือหนังไข่นั่นเอง เรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นตกใจเลย (เอาเป็นว่าอนุญาตให้ก้มลงมองถุงไข่ตัวเองได้หนึ่งรอบถ้วน เป็นไงกันบ้าง?) หนังไข่ก็คือหนังไข่ใช่ไหมล่ะ มันก็มีรอยยับย่นยู่ยี่ตามธรมชาติของมันไป แต่ปัญหามันเกิดขึ้นที่มนุษย์ดันไม่พอใจความยับยู่ยี่ของหนังไข่ตัวเองจนเกิดนวัตกรรม “Scrotox” หรือการทำหนังอวัยวะส่วนนั้นให้เรียบตึงขึ้น! “Scrotox” เป็นคำศัพท์ที่เกิดจากการประกอบกันของคำสองคำนั่นก็คือ Scrotum ที่แปลว่าถุงอัณฑะ กับ Botox หรือโบทอกซ์ที่สาว ๆ เขาฉีดให้ใบหน้าเรียบตึงนั่นแหละ ดังนั้น “Scrotox” จึงเป็นการฉีดโบทอกซ์ไปที่ถุงอัณฑะหรือหนังไข่น้อย ๆ ของพวกเรานั่นเอง (แค่คิดก็สยองมากกว่าจะคิดถึงเหตุผลเรื่องความสวยงามแล้ว) คำถามก็คือ เฮ้ย!? แล้วกูจะฉีดโบทอกซ์ให้หนังไข่ตัวเองไปทำไม? คำตอบก็ไม่ต่างจากสาว ๆ ที่เธอฉีดให้หน้าเรียบตึงแบบไหน เราก็ต้องการฉีดโบทอกซ์ให้หนังไข่เราเรียบตึงดูอ่อนกว่าวัยแบบนั้นเลยทีเดียว (โลกมันชักจะบ้าบอขึ้นไปทุกวัน) กระบวนการก็คือโบทอกซ์ที่ฉีดเข้าไปในหนังไข่จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวไม่เคลื่อนไหว จนปราศจากรอบยับยู่ยี่ไม่พึงปรารถนา ดังนั้นหลังจากฉีดเข้าไปหนังไข่เราก็จะดูสดใสเรียบตึงสมใจอยาก อ้อ แต่อย่าคิดว่ายอมเจ็บตัวครั้งเดียวแล้วจะหายเหี่ยวไปได้ตลอดชีวิตกันล่ะ โบทอกซ์จะช่วยให้เราเรียบตึงอยู่ได้แค่ 4-8 เดือนเท่านั้น Dr. John Mesa ศัลยแพทย์จากนิวยอร์กเปิดเผยว่าเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาเขาทำ “Scrotox” ให้ผู้ชายไปแล้ว 15 ราย (UNLOCKMEN
คงต้องยอมรับถึงเทรนด์วิถีชีวิตล้ำ ๆ แห่งอนาคต ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างออกมาให้เห็นเป็นเทคโนโลยีที่ชัดเจนจับต้องได้ในปัจจุบัน ว่า ณ ตอนนี้ไม่น่าจะมีอะไรโดดเด่นไปกว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เขยิบมาเข้าใกล้ชีวิตประจำวันของมนุษย์เราขึ้นทุกที ผ่านรูปแบบของผู้ช่วยอัจฉริยะที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง อารมณ์เดียวกับที่อัจฉริยะมหาเศรษฐีปากดีขี้โอ่อย่าง Tony Stark (aka Iron Man) นั้นสั่งการ JARVIS ให้ช่วยงานต่าง ๆ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง แบบครอบจักรวาล ซึ่งระบบสั่งงานด้วยเสียงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี และกำลังมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตมนุษย์ยุคปัจจุบัน นอกจากระบบผู้ช่วยอัจฉริยะรองรับคำสั่งเสียงอย่าง Siri จาก Apple, Google Now จาก Google และ Cortana จาก Microsoft ที่มีไว้ให้พวกเราได้เอ่ยปากเจรจาถามไถ่ข้อมูล รวมถึงช่วยจัดการงานต่าง ๆ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ที่กำลังร้อนแรงแห่งซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Amazon ที่ได้ลงมาลุยเต็มตัว เพื่อผลักดันวิถีชีวิตสะดวกสบาย จัดการชีวิตง่าย ๆ แค่เปล่งเสียงให้ความเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ด้วยระบบ Alexa ที่มีให้ใช้งานในลำโพง Amazon Echo รวมถึงอุปกรณ์อื่น
หากเราพูดชื่อของ Edison Chen หลายคนอาจจะงง ๆ ว่าเขาเป็นใคร แต่ถ้าเราบอกว่า Edison Chen หรือที่รู้จักกันในชื่อ เฉินกวนซี อดีตดาราฮ่องกงชื่อดัง ซึ่งเคยมีข่าวฉาวระดับทวีปกับคลิปหลุดกับดาราสาว ๆ มากหน้าหลายตา เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนจนทำให้ต้องลาออกจากวงการหนีปัญหาย้ายไปต่างประเทศ เชื่อว่าทุกคนคงจะร้องอ๋อในทันที แต่ชาว UNLOCKMEN คงจะสงสัยว่าทำไมเราถึงหยิบเรื่องของ Edison Chen หรือ เฉินกวนซี ขึ้นมาพูดถึง สืบเนื่องมาจากเราเกิดไปสนใจความสามารถอีกด้านของ Edison นั่นก็คือแฟชั่นเซ้นต์และการบริหารธุรกิจแฟชั่นจนผลักดันสตรีทแฟชั่นในเอเชียให้โด่งดังไปทั่วโลก จนทำให้เราอยากจะมาเล่าเรื่องของเขาในวันนี้ สมัยก่อนในยุคที่ยังไม่ค่อยมีอินเตอร์เน็ตเราก็ไม่ค่อยจะรู้จักหรอกว่า Edison Chen เป็นคนที่มีสไตล์การแต่งตัวยอดเยี่ยม เพราะเห็นหน้าเขาทีไรก็จะเป็นในมาดนักแสดงหนุ่มหน้ามนที่โดนจับคอสตูมเป็นที่เรียบร้อย แต่ในประเทศฮ่องกงและจีน เขาถือเป็นแฟชั่นไอคอนระดับทวีปชนิดที่อาตี๋ทุกคนพยายามจะลอกเลียนแบบ (คล้ายกับ G-Dragon ในปัจจุบัน) อาจเพราะพื้นเพเดิมของเขาเติบโตมาในครอบครัวระดับมหาเศรษฐีแถมยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตที่ แวนคูเวอร์ ประเทศ แคนนาดา จึงไม่แปลกที่เขาจะได้อิทธิพลการแต่งตัวในสไตล์ตะวันตกมาอย่างเต็ม ๆ ทว่าในตอนวัยรุ่นเขาเลือกจะทุ่มเทกับงานแสดงอย่างเต็มที่ ก่อนจะต้องอัปเปหิตัวเองเพราะรูปหลุดสะท้านวงการไปอย่างน่าเสียดาย ก่อตั้งร้าน JUICE หลังจากเริ่มมีชื่อในด้านผลงานแสดง เขาและเพื่อนชื่อว่า Kevin Poon ซึ่งมีความชอบและไลฟ์สไตล์คล้าย
เคยได้ยินไหมว่า… คนประสบความสำเร็จ อิจฉาคนที่มีเวลาพักผ่อน คนที่มีเวลาพักผ่อน อิจฉาคนที่มีงานยุ่ง งานท้าทาย คนอยู่กับเพื่อนเยอะ อิจฉาคนมีครอบครัว คนอยู่กับครอบครัว อยากอยู่กับเพื่อนเยอะ ๆ ปัจจุบันนี้พวกเรามักจะมองคนที่มีในสิ่งที่เราไม่มีอยู่เสมอ เราเห็นผู้ชายที่หน้าที่การงานดี แต่กลับเหนื่อยหมดแรงทุกวันเพราะทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ เราเห็นคนที่มีเงินจำนวนมาก ที่ไม่มีความสุขในชีวิตคู่ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผู้ชายทุกคนน่าจะมีเป้าหมายในชีวิตคล้ายกัน ถ้าพูดกว้าง ๆ คือการเป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่จะสำเร็จในด้านไหนนั้น ก็แยกย่อยแตกต่างกันออกไปตามมุมมองของแต่ละคน ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าสิ่งที่มนุษย์ทุกคนขอพรให้สมหวัง ถูกเก็บเป็นฐานข้อมูลบนสวรรค์ล่ะก็ คงจะยาวเหยียดเป็นหางว่าว บางคนบอกว่าอยากประสบความสำเร็จทางสถานะสังคม บางคนขอแค่ได้มีเงินมากมายก่ายกอง ในขณะที่บางคนแค่มีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้า หรือมีร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยก็เรียกว่าที่สุดของชีวิตแล้ว จากเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ย่อมหมายถึงความทุ่มเทพยายามทำในสิ่งที่แตกต่างกันไป เราจึงเห็นเทรนด์ผู้ชายในปัจจุบันใช้ชีวิตหนักหักโหม เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งเสมอ คนที่อยากประสบความสำเร็จ ก็หักโหมทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ จนคำว่าพักผ่อนและคนรอบข้างแทบจะหายไปจากชีวิตของผู้ชายคนนั้น หรือคนที่รักความสบาย ก็พักผ่อนจนสนิมเกาะ ใช้ชีวิตช้า ๆ จนห่างไกลจากความพยายามเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งในขณะที่เรากำลังจ้องโฟกัสกับสิ่งตรงหน้า มันช่วยไม่ได้เลยที่เราจะลืมมองมุมด้านอื่นของชีวิตไป ทำให้แกนรากฐานของ ‘ความสำเร็จ (Success)’ กับ ‘ความสุข (Happiness)’ ไม่เคยบาลานซ์กัน นี่จึงเป็นที่มาของซีรีส์บทความ TOP
หากพูดถึงเวทีทอล์กที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนยุคนี้ TED ถือเป็นเวทีเสรีที่เปิดโอกาสให้ speaker หยิบจับประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนสังคมในเวลาไม่เกิน 18 นาที โดยเนื้อหาของ TED จะมีอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ระดับจักรวาล หรืออะไรก็แล้วแต่ ล้วนสามารถถูกนำมาสร้างประเด็นที่มอบความรู้สึกเชิงบวกให้กับผู้ฟังได้หมด ซึ่งในบ้านเราก็ได้มีกลุ่มคนที่นำ TEDx เข้ามาเพื่อขยายเจตนารมณ์ Power Talk ที่เกิดขึ้นในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น TEDxChiangMai, TEDxBKK, TEDxChulalongkornU, TEDxYouthNIST, TEDxThammasatU และ TEDxBangkok เป็นต้น จากเวทีดังกล่าวทำให้เราได้รู้จักกับคนความคิดบวกที่มาแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองพร้อมสร้างแรงบันดาลใจไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากเป็นต้นสัปดาห์แล้วก็กำลังจะเข้าเดือนใหม่ ทีมงาน UNLOCKMEN ได้นำคลิปวิดีโอเจ๋ง ๆ ของ TEDx ที่เราเล็งเห็นว่าดีและมีประโยชน์มาให้ทุกท่านได้สร้างพลังบวกสู้กับชีวิตไปตาม ๆ กัน Jon Jandai – ทำไมพวกเราใช้ชีวิตกันยากจัง โจน จันได คือคนจนผู้ยิ่งใหญ่เขามีแนวคิดแบบ alternative สุดโต่งที่เลือกแสวงหาความสุขมากกว่าเงินทอง โดยในคลิปนี้เขาได้บอกเล่าการว่ามนุษย์เราใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก เพราะเลือกจะวิ่งหาในสิ่งที่ระบบทุนนิยมและกระแสสังคมที่สร้างขึ้นจนไม่มีความสุขกับมัน ลองปล่อยวางทุกสิ่งดูแล้วคุณจะพบว่าความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
ยุคนี้ความวินเทจเป็นอะไรที่กลับมาเป็นเทรนด์ล้ำ ๆ ได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น เกม หรือแม้แต่ Gadgets ที่มักจะมีอะไรยุคเก่า ๆ ที่เราคิดถึงกลับมาให้เราได้รำลึกกันอย่าง Klipsch ยักษ์ใหญ่วงการเครื่องเสียง ก็ไม่พลาดที่จะปล่อยคอลเลคชั่นวินเทจออกมาให้กระเป๋าตังค์เราได้ร้อนผ่าว ๆ กันตั้งแต่เห็นรูปสินค้า แต่ล้ำไปกว่านั้นด้วยการรองรับความไฮเทคจาก Google Assistant ให้เราสั่งงานด้วยเสียงกันแบบล้ำ ๆ UNLOCKMEN จะพาไปดูกันว่า เจ้าตัวนี้มีอะไรเท่ ๆ อีกบ้าง ลำโพงสุดวินเทจนี้จาก Klipsch ยักษ์ใหญ่วงการเครื่องเสียง ที่มี Gadgets วินเทจอีกหลายอย่างให้เราได้เลือกกัน โดยเจ้าตัวนี้เป็นลำโพงในคอลเลคชั่น Heritage Wireless ชื่อ “THE THREE” ดีไซน์วินเทจนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Mid-Century Modern แบบสวยเนี้ยบด้วยงานไม้ และส่วนที่เป็นโลหะจะทำมาจากทองแดง ความพิเศษของเสียงจากเจ้าตัวนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก Subwoofer ไปเป็น Provide Bass นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานอย่าง Bluetooth®, aptX™ codec แล้ว ยังล้ำด้วยการรองรับฟังก์ชั่น Google Assistant พูดง่าย ๆ คือให้เราสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้อีกด้วย เบ็ดเสร็จราคาอยู่ที่ $499
ย้อนกลับไปหาความวินเทจกับเกม Arcade ซึ่งยังเป็นอะไรที่มาแรงอยู่เสมอ อย่างเกมบอยก็ถูกนำมารีรันในรูปแบบพวงกุญแจให้เราได้เล่นกันอีกครั้ง ใครที่พลาดไปติดตามกันได้ที่ BACK TO BASIC: “พวงกุญแจเกมบอย” ของเล่นวัยเด็กที่คิดถึงกลับมาในรูปแบบพกพาง่าย เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา คราวนี้เกม Arcade กลับมาในรูปแบบสุดเท่ในกล่องไม้วินเทจ ให้เราเล่นได้แบบเต็มมือกับแป้นคอนโทรล เต็มตาด้วยจอขนาดพอดีโดยไม่ต้องต่อทีวีให้เสียเวลา วันนี้ UNLOCKMEN จะพาไปดูดีเทลของเจ้าตัวนี้กันดีกว่า แค่เห็นภาพก็ตาลุกวาวกันแล้วกับเจ้า “The Cary42” ที่เอาเกม Arcade ในวันวาน ใส่ให้มาแล้วกว่าร้อยเกม ไม่ว่าจะเป็น Metal Slug, Gauntlet และ Contra โดยไม่ต้องนั่งเหงาเล่นคนเดียวอีกต่อไป เพราะมาพร้อมคอนโทรลแบบเล่นด้วยกันได้สองคน หากเบื่อ ๆ สามารถเพิ่มเกมได้ด้วย USB เพราะมีพื้นที่มาให้แบบเหลือ ๆ (สำหรับเกม Arcade) 16GB บนจอ LCD ขนาด 12 นิ้ว ลำโพงในตัว แถมความสะดวกด้วยการสร้าง Personal Game Library ได้ แบบไม่ต้องตีกัน ส่วนงานดีไซน์เนี้ยบ ๆ นี้มาจากไม้ American Walnut แถมยังเป็นงาน Handcrafted อีกต่างหาก ขนาดภายนอกถ้าปิดกล่องลงอยู่ที่
คนสักไม่ใช่คนเสพติดความเจ็บปวด ผู้ชายหลายคนชื่นชอบการใช้ผิวหนังต่างผืนผ้าใบในการแสดงผลงานศิลปะผ่านการสะกิดฝีเข็มเพื่อแสดงตัวตนและศรัทธา ซึ่งมีหลายประเภททั้งที่สักไม่ติดอย่างการสักน้ำมัน หรือสักติดด้วยการลงหมึกให้กลายเป็นรูปภาพ คำสำคัญเพื่อเตือนใจทั้งในและนอกร่มผ้า เพื่อเติมเต็มพื้นที่(ผิวหนัง)ให้ชายหัวใจรักการสัก วันนี้ UNLOCKMEN ขอแนะนำอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง คือการสักสไตล์ OPTICAL ILLUSION TATTOO หรือภาพลวงตา ใช้ลายเปลี่ยนผิวเรียบด้วยมุม แสง มาสร้างมิติทำให้รู้สึกพิศวงที่ได้รับแนวทางมาจาก 3 ศิลปินและงานศิลปะก้องวงการ ท่อนแขนหลุมลึกแห่งไวรัล แรงบันดาลใจจาก “Infinity Mirror Room” ลายสักบนท่อนแขนนี้ขึ้น Top Viral ทันทีที่โพสบน Reddit – Social Network ยอดฮิตต่างแดน เพราะดีไซน์แปลกที่ใช้ภาพสี่เหลี่ยมเรียงต่อกันแบบเว้นสลับให้เกิดมิติไม่รู้จบ แบบเดียวกับงานศิลป์ชิ้นสร้างชื่อ “Infinity Mirror Room” ของศิลปินตัวจี๊ดรุ่นยายจากแดนอาทิตย์อุทัย Yayoi Kusama ที่เป็นห้องกระจกสะท้อนเงาระหว่างกันไปมาไม่รู้จบ งานรูปแบบอื่นของ Yayoi Kusama ที่ใช้รูปแบบภาพลวงตา ด้วยการใช้จุดเป็นเอกลักษณ์ของงานจนใคร ๆ จะรู้จักเธอในฐานะเจ้าแม่จุด! วงเป็นรูพิศวงทะลุถึงกัน by Paul O’Rourke Tattoos
ด้วยนวัตกรรมในโลกที่ทุกอย่างก้าวไปไกลเกินเราจะคิดทัน ทั้งนี้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตประจำวัน แต่ก็ดูเหมือนจะสะดวกมากไปเมื่อเจอกับ “self-driving slippers” หมดปัญหารองเท้าเกะกะไม่เป็นระเบียบ เพราะมันพาตัวเองไปหาคู่แล้วเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบได้ด้วยตัวเอง มาดูกันว่าเจ้านวัตกรรมชวนหัวแบบนี้ มีที่มายังไง UNLOCKMEN จะเล่าให้ฟัง เจ้ารองเท้าสุดเจ๋งนี้ NISSAN เป็นผู้ผลิตคิดค้นมันขึ้นมา เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ที่มักจะเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้าน ส่วนพื้นที่เปลี่ยนรองเท้า (foyer) นั้น เหล่าแม่บ้านอาจจะเคยปวดหัวกับความระเกะระกะของรองเท้าที่ถอดแล้วมันสะบัด กลิ้ง ไปผิดที่ผิดทาง แต่ไม่ต้องเหนื่อยใจกับปัญหาหยุมหยิมเหล่านี้อีกแล้วถ้าหากเรามีเจ้ารองเท้าที่จอดตัวเองได้เหมือนกับรถยนต์ไม่มีผิด โดยรองเท้าพวกนี้เริ่มต้นใช้ในโรงแรมในญี่ปุ่น ด้วยเทคโนโลยี ProPilot Driving ของนิสสันเอง ใต้รองเท้านี้มีล้อจิ๋ว ๆ สองข้าง มอเตอร์ และเซ็นเซอร์เอาไว้ให้จอดเข้าซองได้แบบเซียนเหมือนมีคนขับนั่นเอง (นั่นมันรถแล้ว!) แต่ทั้งนี้ก็ยังมีระบบการจอดอยู่ใต้พื้นไม้ของโรงแรมอีกด้วย ถึงแม้จะดูเป็นนวัตกรรมที่เกินความจริงไปหน่อย แต่นิสสันกลับบอกว่านี่มันจริงจังนะเว้ย! เพื่อเอนเตอร์เทนแขกที่มาเข้าพักแล้วก็ยังลดหน้าที่ของพนักงานอีกต่างหาก มันเล่น ๆ ที่ไหนล่ะเนี่ย! และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเดียวกับ Semi-Autonomous Nissan Leaf ที่นิสสันเข็นออกมาขายแบบเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วย ซึ่งทางนิสสันกล่าวอีกว่า “The self-parking slippers นี่แหละที่จะทำให้คนเข้าใจถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ว่ามันไม่ใช่แค่แอปพลิเคชั่นช่วยจอดแบบเจ้าอื่นในตลาด” พูดแล้วเหมือนจะโฆษณา (เปล่านะเปล่า)


