รถยนต์อเนกประสงค์อย่าง SUV คือรถที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะไม่ว่าถนนจะขรุขระหรือเป็นหลุมเป็นบ่อแค่ไหนก็สามารถพาเราผ่านไปได้ทุกที่ และจะเป็นอย่างไรถ้ารถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อตอบรับการขับขี่บนทุกถนนกลายเป็นรถยนต์สุดหรูที่มีราคาสูงเกือบร้อยล้านบาท ด้วยฝีมือของแบรนด์รถยนต์น้องใหม่อย่าง Karlmann King Karlmann King คือรถยนต์ SUV ที่มีหน้าตาแหวกแนวรถ SUV ในแบบเดิม ๆ เกิดจากผลงานการดีไซน์โดยทีม Automobile Technology (IAT) ที่ออกแบบให้กับ Unique Club ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถยี่ห้อ Ford และ Chevrolet ในประเทศจีน โดยจะผลิตรถยนต์หน้าตาดุดันอย่าง Karlmann King เพียงแค่ 12 คันเท่านั้น ในราคาสูงลิบถึง 2 ล้านดอลลาร์ ที่คิดเป็นเงินไทยราว 70 ล้านบาท การที่รถยนต์ SUV มีราคาสูงขนาดนี้ รวมถึง Karlmann King เป็นแบรนด์รถน้องใหม่ไร้ชื่อและประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวอันยาวนานเหมือนกับแบรนด์รถยนต์สุดหรูเจ้าดังอย่าง Rolls-Royce ที่เพิ่งออกรถยนต์ SUV อย่าง Rolls-Royce Cullinan ไปเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยความเป็นน้องใหม่แต่ออกรถยนต์ราคาสูงยิ่งกว่า
กล้าใช้คำว่า “ดุดันแต่ก็สวยงาม” ได้เต็มปากเต็มคำทีเดียว เมื่อเห็นรถยนต์ Sport Serie คันล่าสุดจากค่าย McLaren เจ้าของฉายา Longtail รุ่นห้าอย่าง McLaren 600LT Spider ที่มาในสไตล์เปิดประทุนซึ่งถูกพัฒนารูปแบบจาก McLaren 600LT ซึ่งเปิดตัวออกมาช่วงเดือนมิถุนายนของปีที่ผ่านมา แต่จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง UNLOCKMEN จะพาชมไปพร้อม ๆ กัน เริ่มจากดีไซน์ภายนอก McLaren 600LT Spider ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์จากรุ่น Coupe โดยตัวรถมีพื้นฐานความแข็งแกร่งจากโครงสร้างของแชสซีเฉพาะตัวอย่าง Carbon-Fibre MonoCell II Chassis อยู่ภายใต้รูปลักษณ์อันโค้งมน ส่วนที่อดพูดถึงไม่ได้ก็คือหลังคา Hard-Top ที่ระบบการทำงานเหมือนกับใน 570 Spider คือเปิด-ปิดได้ในความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อมประตูแบบ Butterfly Door และท่อไอเสียคู่ตรงส่วนบนของรถก่อนถึงสปอยเลอร์หลัง รวมกันออกมาเป็นรูปลักษณ์ดุดันและลงตัวกับโมเดลเปิดประทุน ด้านขุมพลังใต้ฝากระโปรงของ McLaren 600LT Spider เป็นเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.8 ลิตร Twin-Turbocharged ให้กำลัง 592 แรงม้าทำงานควบคู่กับชุดเกียร์ 7-Speed Twin-Clutch transmission ที่สร้างอัตราการเร่ง
เราคือคนหนึ่งที่เติบโตมากับ Nokia 3310 รุ่นตายยากในตำนาน เห็นการเติบโตกันตั้งแต่ยุค Analog เบิกบานก่อนจะก้าวมาถึงสมาร์ตโฟนจากหลากยี่ห้อและระบบในยุคปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการแรกที่ใช้งาน เพื่อต่อความเป็นสาวก Nokia เพราะติดใจความทนทานเลยพาให้เรามารู้จักกับ Windows Phone ก่อนระบบปฏิบัติการอื่น สีสันสดใสกับรูปแบบ Interface คล้ายการยก PC มาขึ้นจอจึงเป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้ก่อนรุ่นอื่น จากที่สัมผัสเองกับมือก็ออกจะเสียดายภาวะไม่ได้ไปต่อของ Windows 10 Mobile อยู่เหมือนกัน เพราะอันที่จริงระบบของ Windows จัดว่าเสถียรและลื่นพอสมควร แถมยังได้รับการเคลมให้เป็นระบบที่ทำงานเชื่อมต่อระหว่างมือถือและ PC ได้เป็นอย่างดีด้วย ช่วงที่เปิดตัว Lumia ก็มีกล้องดี ๆ ให้ใช้ด้วย แต่เรื่องหนึ่งที่นับว่าเป็นรูโหว่ขนาดยักษ์ถมไม่มิดต่อเนื่องมาหลายปีคงหนีไม่พ้นเรื่องแอปพลิเคชั่นที่บอกได้เลยว่ารองบ่อนระบบอื่นอย่างเห็นได้ชัดเพราะขาดนักพัฒนาเข้ามาช่วย สปีดการแข่งขันจึงตกมากเมื่อเทียบกับระบบอื่น ๆ ข่าวนี้จึงถือเป็นข่าวคอนเฟิร์มที่เราไม่แปลกใจ แต่ทำให้เราใจหายมากกว่า เมื่อวันนี้มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการจาก Microsoft แจ้งสาวก Windows ว่าวันที่ 10 ธันวาคม 2019 พวกเขาจะหยุดอัปเดต patch ของ Windows 10 Mobile แล้ว
เรียกได้ว่าสมการรอคอยสำหรับ New Mustang Shelby GT500 ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน Detroit Auto Show ไปหมาด ๆ พร้อมกับคำเปิดเผยจาก Ford ว่านี้จะเป็น “มัสแตงค์ที่แรงที่สุดของค่ายในเวลานี้” ด้วยขุมกำลังที่มาพร้อมแรงม้ามหาศาล Mustang Shelby GT500 (2020) เปิดตัวพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกพัฒนาใหม่ให้มีความดุดัน ด้วยกระจังหน้า 2 ช่องขนาดใหญ่ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานของระบบ Aerodynamic และหมุนเวียนระบายความร้อนในระบบได้ดีขึ้นจาก Shelby GT350 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีบังโคลนขนาดใหญ่และ Diffuser ด้านหลังผลิตจากวัสดุที่สามารถระบายความร้อนได้ โดยทีมวิศวกรจาก Ford เคลมว่าอุโมงค์ลมที่เกิดจากการวิ่งของ Shelby GT500 (2020) นั้นสมบูรณ์แบบ ด้านภายในห้องโดยสารของ Mustang Shelby GT500 (2020) ก็ถูกออกแบบมาให้ป้องกันเสียงอย่างเงียบสนิท เริ่มจากแผงคอนโซลซึ่งผลิตจากเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะผู้โดยสารจาก Recaro ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องความนุ่มสบาย แต่ได้อารมณ์ของการเป็นรถสนามเต็ม ๆ แน่นอน นอกจากนี้แต่งเติมความหรูหราด้วยการตกแต่งด้านในของประตูด้วยหนังกลับ
หลายคนเคยบ่นว่า รถแรง กี่แรงอาชาก็เป็นได้แค่ม้าบ้าน วิ่งได้แค่ตามกฎหมายกำหนด สุดท้ายซื้อมาก็ไม่ได้อะไร นั่งอั้นกันอยู่บนถนน เราจะจ่ายเยอะกว่าไปเพื่ออะไร ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเราเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่นั่นก็ก่อนที่จะรู้จักกับถนนสายนี้ Autobahn ทางหลวงพิเศษของเยอรมนีที่ทำให้เราอยากไปเหยียบประเทศเยอรมนีมากกว่าที่เคย ความเร็วไม่ใช่ฆาตกรบนท้องถนน ก่อนจะเริ่มพูดถึงถนนเส้นนี้ เรื่องที่เราไม่อยากพลาดยกมาพูดถึงคือประเด็นเรื่องการขับขี่ด้วยความเร็วที่คนมักมองว่าคร่าชีวิตคนบนท้องถนน คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการเหยียบมิดไมล์มันสัมพันธ์กับอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะใช่ แต่ถ้าจะมองกันอย่างยุติธรรมอีกนิด ความเร็วคงไม่ใช่ประเด็นเดียวของอุบัติเหตุ ข้อมูลจาก OECD’s International Transport Forum ปี 2013 คือหนึ่งในเครื่องยืนยันว่าความเร็วไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหา เพราะเมื่อเผยจำนวนผู้เสียชีวิตแล้ว ประเทศเยอรมนีมีจำนวนผู้เสียชีวิตราว 3,339 คน สูงกว่าประเทศฝรั่งเศสที่จำกัดความเร็วเพียงเล็กน้อย (คนเสียชีวิต 3,268) และน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายจำกัดความเร็วเกือบ 10 เท่า เนื่องจากสถิติผู้เสียชีวิตของสหรัฐฯ สูงถึง 30,000 คน เมื่ออุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องของความเร็ว เราคงต้องมามองมุมกลับกันบ้างว่าโครงสร้างถนนหรือเปล่าที่มีผลกับเรื่องนี้ และทำให้เราต้องจำกัดความเร็วความมัน เพราะแท้จริงแล้วถนนไม่ใช่แค่รางโง่ ๆ ให้รถแล่น ลาดยางเสร็จก็จบไป ไม่ต้องไปเหลียวแลอีก หลุมบ่อเล็กน้อย หรือลูกระนาดก็สร้างอุบัติเหตุถึงชีวิตได้ รวมถึงสภาพอากาศที่แปรปรวนก็มีผล ฝนตกถนนลื่นก็เป็นสิ่งที่สร้างอุบัติเหตุได้บ่อยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ไม่นับรวมคนที่อยู่หลังพวงมาลัยซึ่งควรครองสติในการขับขี่ให้ได้ เคารพกฎกติกาบนท้องถนน ฯลฯ
ปี 2004 โลกได้รู้จักกับ Motorola RAZR โทรศัพท์มือถือพับได้สุดหรูที่เหล่าลูกคุณหนู นักธุรกิจ ดารานักแสดงต่างต้องมีพกพาติดตัวอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ด้วยความหล่อหรูหราในการออกแบบ วัสดุที่บอกถึงความหรูหราได้ด้วยมือสัมผัส และความสามารถในการช่วยฆ่าเวลาหรือแก้เขินด้วยการเปิดปิดรัว ๆ แม้จะตั้งราคาไม่ค่อนข้างสูงในยุคนั้น แต่เสน่ห์ของมันก็สามารถทำยอดขายได้มากถึง 130 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ Smartphone ปัจจุบันไม่สามารถทำให้เราได้ ด้วยจุดเด่นที่ไร้ใครมาเหมือน Motorola RAZR จึงมักจะมีข่าวลือว่ามันจะคืนชีพกลับมาในยุค 4G ก็หลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยังเคยกลับมาได้จริง ต่างกับข่าวความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดที่ออกมาจากทาง Motorola และบริษัทแม่ Lenovo จับมือกับ Verizon ในอเมริกา เตรียมนำ Motorola RAZR กลับมาแน่ครั้งนี้ในจำนวนจำกัด 200,000 เครื่อง ในราคาแพงมหาโหดถึง $1,500 หรือราว 50,000 บาทเลยทีเดียว แม้มันจะไม่แพงไปกว่าบรรดา Apple XS Max แต่คาดว่าความสามารถของ RAZR น่าจะทำได้ไม่มากเท่าอย่างแน่นอน Paul Pierce ทีมผู้ออกแบบ Motorola
หลังจากเมื่อปี 2016 แบรนด์เสื้อผ้ากีฬายักษ์ใหญ่อย่าง Nike ได้เปิดตัวรองเท้าผูกเชือกเองได้รุ่น Self-Lacing Hyperadapt 1.0 ไปแล้วในราคา 720 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงพอสมควร แต่ถ้าหากมองว่านี่คือเทคโนโลยีที่เราต้องรอนานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ที่ Back to The Future II ออกฉายเมื่อปี 1989 ก็นับว่าเกินคุ้ม และในปี 2019 นี้ Nike ได้นำรองเท้าอัจฉริยะกลับออกมาวางจำหน่ายอีกครั้งในราคาที่ถูกลงกว่าการจำหน่ายในปี 2016 โดยมีราคาอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ และใช้ชื่อว่า Adapt BB รองเท้าสำหรับกีฬาบาสเก็ตบอลที่ปรับรูปทรงให้เข้ากับรูปเท้าที่แตกต่างกันของผู้สวมใส่ได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมรูปทรงสุดเท่และแถบไฟสีฟ้าที่ให้ความรู้สึกล้ำสมัยกว่าใคร อย่างที่รู้กันดีว่า Nike คือแบรนด์รองเท้าบาสเก็ตบอลเบอร์ต้น ๆ ของโลกที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการบาสเก็ตบอลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อย่างเช่นการร่วมงานกับราชานักบอสอย่าง Michael Jordan ที่ร่วมกันออกรองเท้าสำหรับผู้ชื่นชอบกีฬาบาสเก็ตบอลใน Air Jordan เมื่อ 30 ปีที่แล้ว จึงทำให้ Nike สามารถครองใจเหล่านักกีฬารวมถึงผู้ชื่นชอบ Sneaker
ไม่ว่าจะใช้ iPhone รุ่นแพงหรือใหม่แค่ไหน จะ iPhone XR, XS หรือ XS MAX ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาแบตหมดกลางคันระหว่างกำลังทำธุระได้ จะให้พกสายชาร์จ adapter เดินหารูปลั๊กไฟตามข้างทางไปตลอดก็ดูไม่คูล ดูเหมือนปัญหานี้จะเป็นสิ่งที่ Apple แพลนเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี จึงได้มีกำเนิด iPhone Batter Cases สำหรับ iPhone 3 รุ่นใหม่ออกมา iPhone Battery Cases พึ่งจะถูกวางจำหน่ายบน Apple.com ไปหมาด ๆ ด้วยราคา $129 หรือราว 4,000 บาท ไม่ว่าจะเลือก Case สำหรับรุ่นไหนก็ต้องจ่ายราคาเดียวกัน เป็นเคสที่ทำจากซิลิโคน มีให้เลือกสีดำและสีขาว สังเกตได้จากแบตเตอรี่นูนบริเวณด้านหลังเคส แม้จะไม่ได้บอกว่าแบตในเคสมีความจุเท่าไหร่ แต่ก็ได้การันตีว่า Battery Case นี้จะช่วยยืดพลังงานให้ iPhone ของคุณได้ยาวนานถึง 20 ชั่วโมงสำหรับ XS Max, 21
คุณเคยตื่นนอนมาแล้วรู้สึกป่วยมั้ย? เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม โดยเฉพาะใครที่เป็นภูมิแพ้น่าจะเข้าใจดี อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจากเตียงนอนที่ไม่สะอาด มีแบคทีเรียและไรฝุ่น ยิ่งเป็นเตียงนอนตามโรงแรมยิ่งมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้นักประดิษฐ์หัวใสจึงคิดค้น ‘Cleansebot’ หุ่นยนต์ทำความสะอาดอัจฉริยะขนาดจิ๋วขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว CleanseBot สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในทุกพื้นผิวด้วยการใช้แสง UV-C นอกจากนั้น CleanseBot ยังผ่านการทดสอบมาแล้วว่าสามารถฆ่าเชื้อ E.Coli ได้ถึง 99.99% พื้นที่ไหนมีเชื้อโรคและแบคทีเรียมากที่สุดในบ้าน? จากการวิจัยของ University of Houston พบว่าพื้นที่ที่มีเชื้อโรคและแบคทีเรียมากที่สุด ได้แก่สวิตช์ไฟ รีโมททีวี และผ้าคลุมเตียง CleanseBot เป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับขนาดเล็กที่สามารถพกพาได้อย่างสะดวก ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ในบ้านเท่านั้น แต่คุณสามารถนำเจ้า CleanseBot ไปทำความสะอาดได้ทุกที่ที่คุณต้องการ โดยเฉพาะห้องพักในโรงแรมที่ถือว่าเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าเชื้อโรคก็ไม่ใช่ปัญหาหนักใจอีกต่อไป CleanseBot มาพร้อมปัญญาประดิษฐ์และเซ็นเซอร์ 18 ตัว โดยใช้หลอด UV-C สี่หลอดเพื่อกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรียซึ่งได้ผลถึง 99.99% ในทุกสภาพพื้นผิว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเดินทางไปที่ใด ก่อนที่จะทิ้งตัวลงบนเตียง เพียงแค่ตั้งค่า CleanseBot และเปิดใช้งานเป็นเวลา 30-60 นาที ระหว่างนั้นคุณอาจจะไปแช่ตัวในอ่างน้ำอุ่น ๆ หรือออกไปทานอะไรอร่อย ๆ และเมื่อคุณกลับมาก็จะพบเตียงนอนที่สะอาดหมดจดพร้อมทิ้งตัวลงสู่ห้วงนิทรา ไม่ใช่แค่ความสะอาดบนเตียงเท่านั้น แต่แสง UV-C ของ
ถือเป็นปีแห่งการแข่งขันสำหรับตลาดของรถสปอร์ต โดยเฉพาะสองค่ายยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น BMW ที่ปล่อย Z4 (G29) และ Toyota ที่ตัดสินใจหวนกลับมาผลิตตำนานที่เป็น Iconic ของค่ายอย่าง Supra (5th GEN) ออกมาอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือทั้งสองรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานเดียวกัน พร้อมข่าวลือสะพัดว่ามีการแชร์แพลตฟอร์มในการสร้างร่วมกันด้วย เพื่อคลายความสงสัยวันนี้เราจะมาเปรียบเทียบให้ชมกันว่าทั้งคู่นั้นมีจุดเหมือนและแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน BMW Z4 (G29) และ TOYOTA Supra (5th Gen) เปิดตัวออกมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน แต่ขณะเดียวกันทั้งสองก็มีความเหมือนก็คือการถูกย้ายฐานการผลิตออกจากบ้านเกิดตัวเอง ด้าน Z4 ไม่ได้ถูกผลิตขึ้นจากโรงงาน BMW ใน Dingolfing ประเทศเยอรมนี ส่วนทาง TOYOTA Supra (5th Gen) เองก็เป็นครั้งแรกที่สละแนวทางของความเป็นรถ Japan Domestic Market (JDM) ด้วยการย้ายฐานการผลิตจากโรงงาน Motomachi ใน Toyota City (ผลิต 4th Gen) ที่ควรใช้ผลิต Supra มาเข้าสายพานโรงงานเดียวกับ
“อยากได้รถที่คุ้มค่า ประหยัดน้ำมัน ออพชั่นเพียบ พร้อมพื้นที่กว้างขวางเพื่อความสะดวกสบาย” นี่น่าจะเป็นความคิดแรกที่คนอยากได้รถคิดในใจ แต่ในความเป็นจริงคงจะยากที่จะหาตัวเลือกที่ตอบโจทย์ครบได้ทุกข้อ การจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน ถือเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานสำหรับผู้ชาย แต่การจะเลือกซื้อแบบเดินเข้าไปจิ้มสุ่มสี่สุ่มห้าคงจะไม่ดี เพราะโดยเฉลี่ยช่วงเวลาที่เราจะอยู่กับรถหนึ่งคันนั้นยาวนานถึงราว 5-7 ปี เราจึงควรเลือกรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของตัวเองจริง หลายคนแอบปรึกษาเพื่อนรอบข้าง ถามคำแนะนำให้ช่วยเลือกให้ แต่อย่าลืมว่าแต่ละคนก็มีไลฟ์สไตล์ต่างกัน ความชอบต่างกัน การจะเปรียบว่ารุ่นไหนดีที่สุดจึงเป็นสิ่งนานาจิตตัง เพราะมีข้อดีแตกต่างกันออกไป ที่จริงรถยนต์แต่ละรุ่นจากแต่ละแบรนด์ ถูกออกแบบขึ้นมาโดยมีจุดเด่นและวัตถุประสงค์ในการใช้งานต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกรถยนต์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์การใช้รถยนต์ของตัวเอง บางคนอยากได้รถที่ดูดีมีความสปอร์ตที่สุด บางคนอยากได้รถที่ประหยัดมากที่สุด บางคนอยากได้รถที่มีพื้นที่มากที่สุด หรือบางคนอาจจะอยากได้รถที่มีออพชั่นทันสมัยให้มากที่สุด จากตัวเลือกที่มีมากมายในตลาด หลายคนจึงอยากให้เราแนะนำรถยนต์ที่ให้ได้มากกว่าในราคาที่คุ้มค่า เป็นรถที่มีในบ้านคันเดียวจบ ตอบโจทย์ได้ครบทุกไลฟ์สไตล์ วันนี้เราจึงยกตำแหน่งรถสุดคุ้ม พื้นที่ใหญ่ ราคาเล็ก ให้กับ Suzuki Ciaz Eco Sedan Suzuki Ciaz Eco Sedan เป็นรถ Eco Sedan ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 480,000 – 675,000 บาท ที่ได้ชื่อว่ามีพื้นที่ในห้องโดยสารกว้างใหญ่กว่าใครใน Segment เดียวกัน จึงเป็นรถที่เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางมากกว่า แถมยังมีจุดเด่นเรื่องประหยัดน้ำมัน
‘รอยสัก’ คือหนึ่งในวัฒนธรรมทางสังคมที่ผู้คนมีความเห็นขัดแย้งกันที่สุด บ้างก็ว่ามันสวยงาม บ้างก็ว่ามันมีเสน่ห์ บ้างก็ว่ามันดูเซ็กซี่ แต่บ้างก็ว่ามันดูสกปรกน่ารังเกียจ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ารอยสักคือวัฒนธรรมเก่าแก่ของโลก ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่ารอยสักเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อกว่า 12,000 ปีก่อน แม้จะเดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ เมื่อรอยสักฝังลงไปในผิวหนัง มันจะติดตัวไปชั่วชีวิต ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แต่อย่างที่เรารู้กันดี รอยสักที่อยู่บนร่างกายคือตัวแทนของอารมณ์ ความรู้สึก หรือเจตนารมณ์ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ซึ่งสิ่งพวกนี้ไม่จีรังยั่งยืน สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับ แต่รอยสักที่ลงหมึกไปแล้วนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จะลบทิ้งก็ทั้งเจ็บตัวทั้งเสียเงินมหาศาล หลายคนจึงเลือกที่จะทนอยู่กับรอยสักที่ไม่รู้สึกชอบอีกแล้วไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไป… Carson Bruns ผู้อำนวยการห้องทดลองวัสดุ CU’s Emergent Nanomaterials Lab มีความตั้งใจแรงกล้าที่จะปฎิวัติประวัติศาสตร์แห่งรอยสัก 12,000 ปี เขาริเริ่มโปรเจ็กต์ที่กล้าหาญ เนื่องจากสิ่งที่ต้องเจอคือการโจมตีจากผู้รักรอยสักสายอนุรักษ์นิยมที่บอกว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำนั้นทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของรอยสัก “ผมหลงใหลในรอยสัก มันคือแขนงหนึ่งของศิลปะที่ผมชื่นชอบ มันสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลออกมาได้อย่างชัดเจน และคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้หลังจากตัดสินใจไปแล้ว” Bruns กล่าว “แต่ผมตระหนักได้ว่ากลับไม่มีใครสนใจศึกษาเรื่องรอยสักในแง่มุมวิชาการอย่างจริงจังเลย” ถึงแม้ Carson Bruns จะเป็นผู้ชายสายวิทยาศาสตร์ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้สสารและกฎควอนตัม แต่เขากลับสักเต็มตัว ไว้ผมยาว นั่นน่าจะเป็นสิ่งบ่งบอกได้ดีว่าผู้ชายคนนี้หลงใหลในรอยสักขนาดไหน “หมึกสักเป็นเพียงอนุภาคเม็ดสีในของเหลว และสิ่งที่มันทำคือดูดซับความถี่ของแสงและเปลี่ยนสีผิวของคุณ” Bruns อธิบาย “หมึกของเราก็เป็นเช่นนั้น แต่แทนที่จะใช้อนุภาคเม็ดสีรูปแบบเดิม เราเปลี่ยนเป็นใช้อนุภาคเม็ดสีจากเปลือกพลาสติกกลวงเหล่านี้” อนุภาคเหล่านั้นสามารถเติมเต็มด้วยของเหลวชนิดใดก็ได้ที่ Bruns ต้องการ


