ข้อความด้านบนนี้ อาจเป็นความหมายของ ‘HERO’ ภายใต้การรับรู้ของคนทั่วไป เพราะฮีโร่มักจะถูกแทนค่าด้วยความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์มนา เป็นผู้ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์คนใดในโลกหล้า แต่ถ้าหากลองย้อนมองวิกฤติ COVID-19 ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าทุกคนต่างเคยได้สัมผัสกับ ‘ฮีโร่’ ในชีวิตจริง ที่อาจไม่จำเป็นต้องมีพลังอำนาจใด ๆ ยิ่งใหญ่ล้นฟ้ามาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ‘ฮีโร่’ เดินดิน ที่มีวิถีชีวิตคนเมืองร่วมกันกับพวกเรา หรือเหล่า ‘ฮีโร่’ ที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน เจ็บปวดกับปัญหาร้อยแปดพันประการโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เล็ก ๆ ของตัวเองในทุกวันด้วยความตั้งใจ ซึ่ง ‘ฮีโร่’ เหล่านั้นอาจเป็นได้ทั้งคนในครอบครัว, ลุงร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าคอนโด, พนักงานร้านสะดวกซื้อ, กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์, ไรเดอร์ส่งของ, รุ่นน้องที่ทำงาน หรืออาจเป็นคนเดียวกันกับที่เรามองเห็นตอนส่องกระจกทุกเช้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเหนือจินตนาการแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงที่ผ่านมาพวกเราทุกคนคือ ‘HERO’ ไม่ว่าจะเป็นคุณ หรือใครก็ตามที่ยังมุ่งมั่นฝ่าฟันมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยหัวใจของนักสู้ที่เข้มแข็ง ที่ปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้ในทุกเช้า เพื่อไปต่อ! ลุยต่อ! สู้ต่อ! ยืนหยัดทำหน้าที่และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมเมืองเป็นอย่างดีในทุก ๆ วัน และประเด็นเรื่องพลังเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ของเหล่าฮีโร่คนเมือง ฮีโร่เดินถนนคนธรรมดาอย่างพวกเราทั้งหลาย ที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุดเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว และเพื่อให้สังคมได้ขับเคลื่อนไปต่อ นั้นเป็นสิ่งที่
ทำไม Mercedes-AMG GT R คันนี้ดูแปลกตา คล้ายกับได้อะไรบางอย่างมาจาก SLR Stirling Moss นี่คือผลงานการ Custom ของสำนักแต่งใน German นามว่า HWA AG ที่มีคำสั่งจากลูกค้าผู้เป็นนักสะสมรถยนต์รุ่นใหญ่ Roland A. Bussink จัดการแต่ง Mercedes-AMG GT R ตัวแรงแห่งค่ายดาวสามแฉก ให้กลายเป็นรถไร้หลังคาสไตล์ Speedster และตั้งชื่อให้มันอย่างเป็นทางการว่า Bussink GT R SpeedLegend Roland A. Bussink ได้ไอเดียนี้มาจากความชื่นชอบ SLR Stirling Moss รถยนต์ไร้หลังคาและกระจกหน้า เป็นรถรุ่นสุดท้ายในตระกูล SLR ที่มีความพิเศษหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันระหว่าง Mercedes-Benz และ McLaren ตัวถังที่มีให้เลือกระหว่าง 1 หรือ 2 ที่นั่ง และเครื่องยนต์ระดับ Masterpiece supercharged
เราแต่ละคนมีวิธีการนำคนอื่นที่ต่างกัน บางคนชอบการออกคำสั่งให้คนอื่นทำตาม หรือ บางคนอาจชอบการตัดสินใจโดยการรับฟังความคิดเห็นคนอื่น ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะวิธีไหน แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนได้รู้จัก ทฤษฎีผู้นำ 6 สไตล์ (6 Leadership Style ) ของ แดเนี่ยล โกลแมน (Daniel Goleman) และการนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ใครคือ ‘แดเนี่ยล โกลแมน’ แดเนี่ยล โกลแมน (Daniel Goleman) เป็นนักจิตวิทยาสหรัฐฯ และเจ้าของหนังสือยอดฮิตอย่าง ‘Emotional Intelligence’ (1995) ซึ่งที่ผ่านมาเขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็น การทำสมาธิ การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม การหลอกลวงตัวเอง ไปจนถึง ความคิดสร้างสรรค์ สำหรับทฤษฎีผู้นำ 6 สไตล์ เป็นทฤษฎีที่ได้รับการอธิบายในหนังสือชื่อ ‘Primal Leadership’ (2002) ซึ่งเป็นหนังสือที่โกลแมน เขียนร่วมกับเพื่อนอีกสองคน ได้แก่ ริชาร์ด โบยาทซิส
นับเป็นเวลาได้ปีครึ่งแล้ว หลังจากที่โลกของเราได้เผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจ และเปลี่ยนการใช้ชีวิตของทุกคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเราอาจเริ่มเคยชินกับการล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และการใช้ชีวิตอยู่บ้านในช่วงล็อกดาวน์ แต่ชีวิตวิถีใหม่นี้อาจทำให้เราเกิดความเหนื่อยล้าที่เรียกว่า Quarantine Fatigue ได้เหมือนกัน อะไร คือ Quarantine Fatigue ? ภาวะเหนื่อยล้าจากการกักตัว หรือ Quarantine Fatigue หมายถึง ภาวะที่เกิดขึ้นจากการทำตามมาตรการลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น การกักตัวอยู่ในที่พักอาศัย หรือ การเว้นระยะห่างระหว่างสังคม ทำให้เราไม่ได้เจอผู้คนที่รู้จักแบบซึ่งหน้า อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความโดดเดี่ยว และความรู้สึกเหนื่อยล้าตามมา แม้แต่ละคนจะมีอาการเหนื่อยล้าที่แตกต่างกันออกไป แต่อาจมีอาการที่พบเจอได้บ่อยร่วมด้วย ซึ่งมีดังนี้ รู้สึกตึงเครียดและวิตกกังวล มีพฤติกรรมการกินและการนอนที่แย่ลง สูญเสียแรงจูงใจหรือความขยันในการทำงานลดลง จมอยู่กับความคิดบ่อย เกิดความขัดแย้งกับคนอื่น และตีตัวออกห่างจากสังคม เราจะเอาชนะ Quarantine Fatigue ได้อย่างไรบ้าง ? เมื่อความเหนื่อยล้าทำให้เราใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตได้ เราเลยอยากมาแนะนำวิธีการเอาชนะ Quarantine Fatigue และกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขเหมือนเดิม ได้แก่ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ช่วงนี้หลายคนอาจทำงานอยู่บ้านเป็นเวลานาน
ถือเป็นข่าวเศร้า และข่าวช็อคสำหรับคอมังงะที่ติดตามอ่านการ์ตูนมหากาพย์อย่าง Berserk ที่นักเขียนระดับตำนานอย่าง อาจารย์มิอุระ เคนทาโร่ ได้จากโลกนี้ไปทิ้งไว้เพียงผลงานระดับตำนานพร้อมความค้างคาใจของนักอ่านที่รอคอยจะพบบทสรุปของมังงะที่เริ่มเขียนมาตั้งแต่ปี 1989 จนถึงเล่มที่ 40 ท่ามกลางความเสียดายและความเสียใจของนักอ่านทั่วโลก ที่รอคอยอย่างมีความหวัง แต่ในที่สุดฝันนั้นก็ไม่เป็นความจริง แต่ถึงกระนั้นไม่ใช่เพียง อาจารย์มิอูระ ที่จากไปก่อนจะสิ้นสุดมังงะ UNLOCKMEN ขอย้อนไปชมมังงะที่ไม่มีวันจบ เพื่อทำการคารวะศิลปินผู้วายชนม์ และรำลึกถึงผลงานชิ้นสุดท้ายไปพร้อมๆกัน Yoshito Usui – Crayon Shinchan โศกนาฏกรรมของการ์ตูนสายฮา ที่ลงท้ายด้วยน้ำตาและการลาจาก เริ่มต้นด้วยมังงะสุดฮา ที่กลายเป็นมหากาพย์แห่งตำนานการ์ตูนตลกจวบจนปัจจุบันอย่างเรื่อง ชินจังจอมแก่น ที่เล่าถึงชีวิตของ โนฮาระ ชิโนะสุเกะ เด็กแก่แดดผู้มาพร้อมความเกรียน และสร้างความปั่นป่วนใจให้ทั้งครอบครัวและผู้ชิดใกล้ แต่แฝงไว้ด้วยความจริงใจและความแสบซื่อจนกลายเป็นมังงะและอนิเมะจบในตอน รวมไปถึงอนิเมะจอใหญ่ที่ฉายให้ชมกันทุก ๆ ปี ผลงานการเขียนของอาจารย์โยชิโตะ อูซูอิ ที่วาดชินจังและผองเพื่อนด้วยลายเส้นเรียบง่ายแต่กลับชนะใจคนอ่านทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1990 ทำยอดขายระดับ 100 ล้านเล่มจากกว่า 15 ประเทศ และข้ามน้ำข้ามทะเลมาโด่งดังในไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ น่าเสียดายที่ อาจารย์โยชิโตะ จากไปอย่างสงบเมื่อปี 2009 เมื่อมีคนพบร่างอันไร้วิญญาณของอาจารย์ในหุบเขาแห่งหนึ่งที่เมืองกุมมะ จากการชันสูตรพบว่าอาจารย์ตกจากที่สูงจากการปีนเขา แต่หลายคนก็ยังคลางแคลงใจกับการจากไปของอาจารย์และมองว่าการตายครั้งนี้อาจจะเกิดจากสภาวะความเครียดที่สะสมของตัวอาจารย์เองจากการทำงานอย่างหนักโดยไม่ได้พัก
รถยนต์บางรุ่นเป็นภาพจำตัวแทนแชมป์การแข่งขันรายการต่าง ๆ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ภาพจำนั้นก็ไม่เคยจางหายไป ถ้า Ford GT40 คือสัญลักษณ์ของชัยชนะในการแข่งขัน Le Mans รถยนต์ Land Rover คันนี้ก็เป็นภาพจำของรายการ Camel Trophy ที่ชัดเจน ในปี 1998 มีการแข่งขันสุดหินบนเส้นทางสุดโหด “1998 Tierra Del Fuego Camel Trophy” มีจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 20 ทีมตัวแทนประเทศจากทั่วโลก เข้าร่วมการแข่งขัน off-road ระยะทาง 3,000 ไมล์ แต่อย่าคิดว่าเป็นแค่ทางฝุ่นขรุขระธรรมดา ๆ เพราะรายการนี้ต้องลุยป่า ขึ้นภูเขา ฝ่าแม่น้ำสูงเกือบมิดหลังคา เปรียบเป็นรายการ Olympics ของรถยนต์ 4×4 ที่ต้องมีทั้งสกิลการขับรถ Off-road ที่ยอดเยี่ยม มีร่างกายที่แข็งแรง และมียานพาหนะที่ลุยได้หนักหน่วงจริง ๆ รถยนต์ที่ต้องผจญภัยตั้งแต่ Chile ไปจนถึง Argentina แต่ละทีมจะมีรถที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อลงแข่งขันทีมละ 2
ช่วงนี้เรากำลังเจอกับปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ความขัดแย้งทางการเมือง หรือ ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้หลายคนต้องรู้สึกห่อเหี่ยวและทำงานได้ลำบากมากขึ้น ในช่วงวิกฤตแบบนี้ ภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจ (Compassionate leadership) จะเป็นทักษะที่ทำให้ผู้นำองค์กรหรือธุรกิจก้าวผ่านปัญหาไปได้มากขึ้น ทำไมผู้นำถึงต้องมีความเห็นอกเห็นใจ ? เมื่อก่อนองค์กรหรือบริษัทอาจโฟกัสแค่ความสามารถในการทำงานของพนักงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากนัก กล่าวคือ เน้นประเมินพนักงานจากความสามารถหรือผลงานที่พวกเขาทำ แต่พอเกิดวิกฤต COVID-19 ขึ้นมา เรื่องความเป็นอยู่หรือสุขภาพจิตของพนักงานก็เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมันส่งผลต่อการทำงาน และความเห็นอกเห็นใจก็เป็นเรื่องที่หัวหน้าควรมีเช่นกัน ความเห็นอกเห็นใจ หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจคนอื่นด้วยความปราถนาดี ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ความรู้สึก หรือ ปัญหาที่แต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ และตอบสนองความต้องการของคนอื่นได้ ทักษะนี้จะช่วยให้ผู้นำได้รับความร่วมมือ หรือ ความเชื่อใจมากขึ้น เพราะลูกน้องจะรู้สึกว่า หัวหน้าอยู่เคียงข้างพวกเขาและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของพวกเขาจริง หัวหน้ามีที่ทั้งภาวะผู้นำและความเห็นอกเห็นใจ เราเรียกว่า ‘Compassionate Leadership’ ซึ่งมักจะมีลักษณะเหล่านี้ ได้แก่ เรียนรู้และเติบโตจากการรับฟังความคิดเห็นหรือ feedback ของคนอื่น ไม่สร้างกำแพงกับลูกน้อง พยายามเข้าใจลูกน้องมากกว่าดูที่ตัวผลงาน ทำให้ลูกน้องมีวิธีคิดแบบใหม่หรือเกิดแพสชั่นในการทำงานได้ รวมถึงเข้าใจความสาคัญของการทำงานเป็นทีม การบริหารลูกน้องด้วยความเห็นอกเห็นใจสามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?
หนึ่งในทักษะที่สำคัญต่อการทำธุรกิจ คือ ทักษะด้านการจัดการความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถตัดสินใจเพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้ดีขึ้น พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อเป็นทักษะที่จำเป็น UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการรับความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักธุรกิจทุกคนสามารถก้าวออกจาก comfort zone และเติบโตธุรกิจของตัวเองได้อย่างยั่งยืน ทำไมเราถึงต้องกล้ารับความเสี่ยง หลายคนอาจยินดีที่จะอยู่ใน comfort zone ของตัวเองไปตลอด เคยทำธุรกิจแบบไหนมาก็ทำแบบนั้นต่อ ไม่กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวความเสี่ยง หรือ ปัญหาที่สามารถเกิดขึ้น แม้การทำอะไรแบบเดิมอาจช่วยให้ธุรกิจอุ่นใจ แต่มันก็มีข้อเสีย เพราะการไม่รับความเสี่ยง ทำให้นักธุรกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจอื่นไป และไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งที่หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอได้ ดังนั้น นักธุรกิจทุกคนควรกล้าที่จะออกจาก comfort zone และตัดสินใจรับความเสี่ยงกัน การรับความเสี่ยงจะฝห้ประโยชน์ต่อการทำธุรกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาธุรกิจให้กาวหน้าได้มากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเจอกับนวัตกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น ช่วยให้เราเจอเจอกับโอกาสทางธุรกิจที่คู่แข่งมองไม่เห็น แถมยังช่วยให้ทุกคนพึ่งพอใจกับชีวิตมากขึ้นอีกด้วย เพราะคนที่กล้ารับความเสี่ยงจะไม่กลัวความล้มเหลว และพึ่งพอใจในทุกการตัดสินใจของตัวเอง สิ่งที่เราควรทำก่อนตัดสินใจรับความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ความสามารถใน การรับความเสี่ยงไม่ได้หมายความว่า หลับหูหลับตาตัดสินใจโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่มันต้องมันจำเป็นต้องมีความรู้ที่ช่วยให้เราสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีในทุกสถานการณ์ ซึ่ง UNLOCKMEN จะอธิบายต่อไปว่ามีอะไรบ้างที่เราควรทำก่อนรับความเสี่ยง ทำหัวให้โล่งก่อนตัดสินใจรับความเสี่ยง หากเราเครียด วิตกกังวล
สาวกเรือนเวลาทั้งหลายคงรู้กันดีว่าชื่อชั้นด้านการบอกเวลาที่แม่นยำ รวมถึงการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ประณีตงดงาม ที่ทำให้ Seiko (ไซโก) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์นาฬิกาตัวแทนความภูมิใจของชาวเอเชียนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่าย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น แต่มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่า 140 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่ Seiko ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1881 โดย Kintaro Hattori (คินทาโร ฮัตโตริ) ชายหนุ่มวัย 21 ปี ที่นำเอาความตั้งใจ ความรักและความหลงใหลในกลไกบอกเวลามาใช้เป็นแรงผลักดันในการรังสรรค์นาฬิกาคุณภาพสูงจนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทนาฬิกาชั้นนำ ซึ่งความสำเร็จเหล่านั้นคือสิ่งที่ต่อยอดมาจากวิสัยทัศน์เพียงหนึ่งเดียวที่ชายผู้นี้ยึดมั่น นั่นคือ “One step ahead of the rest” หรือ “การที่ต้องนำหน้าคู่แข่งอยู่ 1 ก้าวเสมอ” โดยคำกล่าวของ Kintaro Hattori นั้นได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของแบรนด์ และยังคงสะท้อนกึกก้อง เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของ Seiko มาจนถึงปัจจุบัน และในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko จึงถือเป็นโอกาสดีที่วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งอย่าง Kintaro จะถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด


