หากเราพูดถึงรองเท้าอันยอดเยี่ยมที่หนุ่ม ๆ อยากจะมีไว้ครอบครองหลายคนคงจะมีชื่ออยู่ในใจอย่าง Nike , adidas หรือแม้กระทั่งรองเท้าระดับกูตูร์อย่าง Balenciaga , Gucci , Givenchy และอีกมากมาย ทว่าหากเราเปลี่ยนคำถามเป็นว่ารองเท้าอะไรที่สวมใส่สบายแบบสุด ๆ จนคุณไม่อยากจะถอดมันออกจากเท้าเลย คุณคิดว่ารองเท้าคู่นั้นคือยี่ห้ออะไร ? ใช่เลยเรากำลังพูดถึง Crocs รองเท้าที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ และก้าวมาเป็นรองเท้าแห่งศตวรรษอย่างแท้จริง ด้วยสีสันหน้าประหลาดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าทรงโบราณ (Clogs) แต่ถูกพัฒนาให้เน้นเรื่องของฟังก์ชั่นสำหรับผู้สวมใส่สบายเป็นหลัก แต่ทำไปทำมาด้วยความแปลกอันมีเอกลักษณ์นี้หละที่ทำให้ Crocs กลายมาเป็น Must Items ที่เซเลปทุกคนมีติดบ้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษออกมาสำหรับนักสะสมไม่ต่างจาก Sneakers แบรนด์ดังเลยทีเดียว จุดยืนของ Crocs ในปัจจุบันแทบไม่รู้ว่าจะจัดให้พวกเขาอยู่ในประเภทใด เพราะผู้ใช้สามารถใส่เป็นรองเท้าลำลองสายสุขภาพ ออกไปเดินห้าง หรือแม้กระทั่งใส่ไปงานกาล่าดินเนอร์สำคัญ ๆ คู่กับ Blazer หรือ Suit ก็มีให้เห็นแล้วเช่นกันไม่ใช่เรื่องแปลกตาอะไร ซึ่งก่อนอื่นเลยเราจะขอมาเล่าเรื่องราวที่มาของแบรนด์ Crocs ก่อนสักเล็กน้อย เพื่อปูทางว่าทำไมพวกเขาถึงได้เข้ามามีบทบาทและเป็นหนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก Crocs, Inc ก่อตั้งโดย
ในวันที่โลกของดนตรีถูกทลายกำแพงด้วยความหลากหลาย ใครจะไปคาดคิดว่า 4 สาวจากอีกซีกโลกหนึ่ง จะนำพาภาพลักษณ์ของตัวตน และดนตรีร่วมสมัยจนสามารถปักหมุดความนิยมไปทั่วทั้งโลกได้ในระดับปรากฏการณ์ หากเอ่ยชื่อ BLACKPINK ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเธอทั้ง 4 แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเส้นทางแห่งความสำเร็จของพวกเธอ จากเด็กน้อยฝึกหัด กว่าจะมาเข้าสู่ค่ายเพลงเกาหลี ไปจนถึงความดังระดับโลกนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ ใครที่เคยคิดว่าแค่เต้นได้ หน้าตาดี แค่นี้ก็ดังได้ เราอยากให้มาดูกันว่าพวกเธอต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะอยู่จนถึงจุดสูงสุดขนาดนี้ ถึงแม้ BLACKPINK จะเป็นศิลปินเกาหลี แต่สาว ๆ ทั้ง 4 กลับมีที่มาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เริ่มต้นด้วย Jennie สาวเกาหลีที่ไปใช้ชีวิตในประเทศนิวซีแลนด์ตั้งแต่เด็ก / Rose สาวเกาหลีที่เกิดและเติบโตในประเทศออสเตรเลีย / Jisoo สาวเกาหลีพี่ใหญ่จากกรุงโซล และ Lisa สาวสายเลือดไทยเพียงคนเดียว ที่ต้องต่อสู้กับความเหงา ความโดดเดี่ยวจากถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อมาไล่ตามหาความฝันซึ่งไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ทั้ง 4 ต่างรับรู้กันอย่างลึกซึ้ง โดยทั้ง 4 ข้ามน้ำข้ามทะเลจากต่างถิ่นต่างที่จนได้มาเจอกันที่ YG Entertainment เพื่อสานฝันในการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว YG Entertainment เป็นแหล่งรวมความฝันของหนุ่มสาวทั่วโลกที่ใฝ่ฝันอยากร่วมงาน
เวลาเราทำงานหรือแข่งขันกับเพื่อน หลายคนมักจะทุ่มเทแรงกายและแรงใจให้กับมันอย่างเต็มที่ เพราะคาดหวังให้ผลงานของตัวเองมีคุณภาพ และสามารถโชว์ให้คนอื่นดูได้แบบไม่เคอะเขิน การตั้งมาตรฐาน หรือ ความคาดหวังไว้สูงเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันช่วยให้เรามีแพสชั่นและความตั้งใจ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าเราเป็นคนนิยมความสมบูรณ์แบบ หรือ perfectionist (เช่น หวังว่า งานที่ออกมาจะต้องไม่มีข้อผิดพลาด 100% หรือ ทุกคนจะต้องชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นต้น) เราจะมีความสุขได้ยาก และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับคนรอบข้าง UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนลองเช็คความเป็น perfectionist ในตัวเอง และลองทำ 5 วิธีกำจัดนิสัยชอบตวามสมบูรณ์แบบกัน สัญญาณที่บอกว่าคุณนิยมความสมบูรณ์แบบมากเกินไป ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า คนที่มีความทะเยอทะยานสูง (High Archiver) กับ Perfectionist มีความแตกต่างกัน แม้คนสองกลุ่มนี้จะมองหาความสำเร็จเหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขามีต่างกัน คือ ความสามารถในการรับมือกับความล้มเหลวหรือผิดพลาด โดย High Archiver มักจะไม่ด่าตัวเองเมื่อทำผิดพลาด แต่จะเรียนรู้และเติบโตขึ้นจากมัน ส่วน Perfectionist มักจะพยายามอย่างหนัก เพื่อป้องกันหรือหลีกหนีความผิดพลาด เพราะพวกเขากลัวความผิดพลาดนั่นเอง พฤติกรรมที่เราพบได้บ่อยในกลุ่ม Perfectionist ได้แก่ วิจารณ์คนอื่นอยู่เสมอ มักเสียเวลาไปกับการแก้ไขงานจนบางครั้งส่งงานไม่ทันกำหนด
หลายคนคงเป็นบ่อยเวลาที่เราจะต้องทิ้งของเก่า แต่เราไม่สามารถทิ้งมันได้ อาจเป็นเพราะมันมีคุณค่าทางใจ หรือ อะไรก็ตาม ปัญหานี้เกิดขึ้นได้จาก Endowment Effect ปรากฎการณ์ทางจิตที่ทำให้เราจัดการกับของที่เรามีอยู่ได้แย่ลง ซึ่ง UNLOCKMEN ได้นำวิธีการเอาชนะมันมาฝากทุกคนด้วย WHAT IS ENDOWMENT EFFECT? Endowment Effect เป็นปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น เมื่อเราให้คุณค่ากับสิ่งที่เรามีอยู่มากเกินมูลค่าที่แท้จริงของมัน ส่งผลให้เราเจอกับปัญหา เช่น ไม่สามารถขายมันในราคาที่เหมาะสมกับมูลค่าที่แท้จริง หรือ ทิ้งมันไปในเวลาที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากมันแล้วได้ ปรากฎการณ์นี้ได้รับการยืนยันโดย การทดลองเมื่อปี 1990 ซึ่งได้จำลองสถานการณ์ซื้อขายแก้ว โดยแบ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยแบบสุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับแก้วประทับโลโก้ของมหาวิทยาลัย และกลุ่มที่ได้รับเงิน $6 ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับราคาที่ตั้’ไว้ของแก้วพอดี ผลการทดลองพบว่า คนที่เป็นเจ้าของแก้วมักจะพยายามเก็บมันไว้มากกว่าที่จะขายมันให้คนอื่น โดยพวกเขาจะกำหนดราคาของแก้วเฉลี่ยราว 5$ – 7$ ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแก้วมักต้องการใช้เงินเฉลี่ยราว $2.5 หรือ $3 เพื่อซื้อแก้วหนึ่งใบเท่านั้น ปรากฎการณ์ที่เจ้าของแก้วตั้งราคาแก้วสูงเกินไปนี้ ได้รับอธิบายว่าเป็น Endowment Effect กล่าวคือ เพราะคนรู้สึกว่าตัวเองมีความผูกมัด หรือ
การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างในยุคนี้เป็นที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราถูกรายล้อมไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก และบ่อยครั้งมันก็ทำให้เรา ‘โอเวอร์เวล์ม’ จนทำอะไรต่อไม่ถูกได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับวิธีคิดแบบหนึ่งที่นักธุรกิจชื่อดังระดับโลกอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ หรือ ‘รีด แฮสติ้งส์’ นำมาใช้แก้ไขปัญหาธุรกิจของตัวเอง วิธีคิดนี้มีชื่อว่า ‘First Principles’ First Principles เป็นแนวคิดของ ‘อริสโตเติล’ นักปรัชญาชาวกรีก ผู้มีชีวิตเมื่อหลายพันปีก่อน โดยเขาเชื่อว่า หากทุกคนเข้าใจ ‘หลักการพื้นฐาน’ (Fundamental Principles) ของเรื่องที่ต้องการศึกษา จะเข้าใจสิ่งที่แต่ละคนต้องการเรียนรู้มากขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ First Principles แนะนำให้เราค้นหาข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปที่เป็นจริงในทุกสถานการณ์ ย่อยมันลงมาให้เหลือแค่ความจริงพื้นฐาน จากนั้นก็เริ่มคิดวิธีการแก้ปัญหาหรือหาข้อสรุปจากข้อมูลตรงนั้นต่อ ตัวอย่างการนำ First Principles ไปใช้จริงก็เช่น ถ้าเราเริ่มอยากดูแลอาหารการกินของตัวเอง แต่ปัจจุบันมีเทรนด์การกินอาหารเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น คีโต IF หรือ กินคลีน ฯลฯ First Principles จะทำให้เห็นว่า จริง ๆ
หลังจากที่ The Real EP. ที่ผ่านมาเราได้พาทุกคนไปรู้จักกับ >> “NAMSING” หรือ “คุณ หนุ่ย – ธนฤทธิ์ พรมภา” ศิลปินนักออกแบบวาดลายเสื้อเสื้อวงดนตรีให้กับวงดนตรี METAL ระดับโลก<< ไม่ว่าจะเป็น AC/DC, Slayer, Slipknot, Rob Zombie , The Devil Wears Prada, Five Finger Death Punch เป็นต้น ซึ่งจะว่าไปแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า “เสื้อวง” ที่ว่าเหล่านี้ โดยเฉพาะพวกเสื้อวงดนตรี METAL ของเหล่าแฟนเพลง Metalheads ตัวจริงด้วยแล้ว คุณเชื่อหรือไม่ว่ามันเป็นมากกว่าแค่แฟชั่นหรือเครื่องแต่งกาย ในวงการเพลงเราคงต้องยอมรับว่าแฟนเพลงสาย Metal นั้น มีความแตกต่างที่ชัดเจน และมีความผูกพันในดนตรี และวงดนตรีที่พวกเขารักอย่างลึกซึ้ง และแฟนเพลงเหล่านี้นี่เอง ที่พร้อมจะประกาศให้โลกรู้ แสดงความเป็นตัวของตัวเองในทุกที่ที่พวกเขาไป ว่าพวกเขาคือแฟนเพลงของใคร พวกเขาฟังเพลงแบบไหน มันสามารถบอกได้ถึงไลฟ์สไตล์ มันเป็นเหมือนรหัสหรือภาษาที่ถ้าหากเจอคนคอเดียวกัน
ณ เวลานี้ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ‘Netflix’ หนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และสามารถครองใจคนทั่วโลกได้อย่างอยูหมัด (ข้อมูลจาก Parrot Analytics (2021) บอกเราว่า Netflix ครอบครอง demand share ในไตรมาสแรกของปีสูงถึง 50.2% เลยทีเดียว) วิธีการทำธุรกิจของ Netflix ถือว่าน่าสนใจจน UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปดูว่า เราได้บทเรียนธุรกิจอะไรจาก Netflix บ้าง เก็บข้อมูลลูกค้าอยู่เสมอ Netflix เก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนการกดไลก์หรือดิสไลก์ ความยาวในการดูวิดีโอของแต่ละคน หรือ วิดีโอที่สมาชิกเคยดูในอดีต ฯลฯ ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความต้องการของลูกค้า และสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้แบบรายคนเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น การแนะนำหนังโดยอ้างอิงจากข้อมูลการดูวิดีโอของเมมเบอร์ ระบบนี้ ทำให้สมาชิกของ Netflix ตัดสินใจดูวิดีโอใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มได้ง่ายขึ้น และใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้นเช่นกัน ทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และเข้ากับช่วงเวลา ความโดดเด่นของ Netflix คือ การสร้างคอนเทนต์ที่แสดงถึงตัวตน และความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ออกมาได้ดี ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญโปรโมทซีรีส์
สำหรับนักสะสมรถยนต์ เรื่องราวที่ติดตัวมากับรถถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สร้างมูลค่าให้รถยนต์คันนั้น ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเก่า หรือลำดับการผลิตโดยเฉพาะคันแรกหรือคันสุดท้าย นั่นทำให้ Ford GT40 Chassis P/1085 คันนี้เป็นรถที่มีความสำคัญมาก ในฐานะรถยนต์คันสุดท้ายลำดับ 105 ที่ออกจากสายพานการผลิต จากจำนวน Ford GT40 ทั้งหมด 105 คัน และมันเตรียมถูกนำออกประมูลผ่าน Gooding& Company ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดราคาว่านักสะสมจะทุ่มเงินใส่กันมากขนาดไหน Ford GT40 เป็นรถแข่งที่มีเรื่องราวมากมายตั้งแต่ก่อนจะเริ่มพัฒนา การลองผิดลองถูก การทดสอบสุดโหด กว่าจะได้ออกมาเป็น GT40 MkII ที่คว้าแชมป์ Daytona, Sebring ไปจนถึงวันที่มันเรียงคิวคว้าชัยชนะลำดับที่ 1-2-3 ในการแข่งขัน 1966 24 Hours of Le Mans ซึ่งใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Ford vs Ferrari น่าจะหลงรักรถ Supercar คันนี้กันหมด The last Ford
พอเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้ว ผู้ชายอย่างเราอาจเจอกับเรื่องหนักใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตวัยกลางคน (midlife crisis) ปัญหาสุขภาพ หรือ ความแก่ชราของร่างกาย และคนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านี้ มักรู้สึกรับไม่ได้ และไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตเท่าไหร่นัก เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในทุกช่วงวัย UNLOCKMEN จึงอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ 5 สิ่งที่ผู้ชายควรทำก่อนจะย่างเข้าอายุ 40 ค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง หากเราใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยและไม่มีเป้าหมายในชีวิต พอเข้าสู่วัย 40 เราอาจรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือ ไม่ประสบความสำเร็จมากพอ ซึ่งจะนำไปสู่ห้วงแห่งความทุกข์ที่เรียกว่า midlife crisis ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น สิ่งที่เราควรทำก่อนหน้านั้น คือ การค้นหาเป้าหมาย หรือ สิ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ เช่น เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ เป็นเจ้าของร้านอาหาร ฯลฯ หากเราค้นพบเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะอายุ 40 50 หรือ 60 ปี แรงจูงใจในการใช้ชีวิตก็คงจะไม่หมดไป เลือกคบเพื่อน เวลาสร้างได้ทั้งมิตรภาพ และศัตรู เพื่อนบางคนทำดีกับเรามาโดยตลอด บางคนตอนแรกก็ดี แต่พอคบไปนานเข้าอาจเริ่มหาประโยชน์และทำให้เราหนักใจมากบ่อยขึ้น และคนกลุ่มนี้หากเราทนคบไปนานก็คงไม่ดีต่อสุขภาพจิตของเราเท่าไหร่นัก


