บ่อยครั้งที่เราต้องเจอกับสถานการณ์ที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก และตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งความอันตรายของสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเหล่านั้น คือ มันอาจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Learned Helplessness ซึ่งเป็นอาการประเภทที่ทำให้เรายิ่งแก้ปัญหาและทำงานได้แย่ลงกว่าเดิม Learned Helplessness คือ ภาวะที่มนุษย์เจอกับความตรึงเครียด หรือ ควบคุมไม่ได้มาเป็นเวลานาน จนพวกเขาเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง หรือ ไร้ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์นั้นอย่างสิ้นเชิง และสุดท้ายเมื่อมีโอกาสที่พวกเขาจะควบคุมหรือแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ พวกเขาก็จะหมดกำลังใจ และไม่พยายามที่จะคลี่คลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหล่านั้นอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น คนที่พยายามเลิกสูบบุหรี่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ แล้วคิดว่า ตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักสูบบุหรี่ เป็นต้น คนที่ตกอยู่ในภาวะนี้จะมีลักษณะเหล่านี้ เผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทางใจในฐานะผู้ถูกกระทำ (passive) กล่าวคือ เมื่อพวกเขาเจอกับความยากลำบาก พวกเขาจะนิ่งเฉยและไม่ลงมือทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหล่านั้น พวกเขาจะไม่เรียนรู้ว่าการ take action หรือ การตอบสนองต่อปัญหาจะช่วยให้พวกเขาสามารถควบคุมมันได้ และอาจมีระดับความเครียดที่สูงกว่าปกติอีกด้วย Learned Helplessness ถือเป็นปัญหาที่ขัดขวางการใช้ชีวิตของเราพอสมควร เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกสิ้นหวังเวลาอยู่เบื้องหน้าปัญหาที่ซับซ้อน หมดแรงจูงใจในการแก้ปัญหา ทำลายความมั่นใจในการใช้ชีวิต และทำให้เรามองโลกในแง่ลบอีกด้วย อีกทั้งมันยังส่งผลเสียต่อความสามารถในการทำงานของเรา งานวิจัย (2004) จากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัย Cedarville University ได้ศึกษาผลของ Learned Helplessness
เราจำเป็นต้องมีความหวังในทุกสถานการณ์ เพราะมันจะทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากที่เราเจอไปได้ แต่ความหวังเป็นสิ่งที่หายไปได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกไร้อำนาจในการควบคุม หรือ เปลี่ยนแปลง เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์นั้นนาน ความหวังมันก็จะหดหายไปพร้อมกับความสุขได้ UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ ทฤษฎีแห่งความหวัง (Hope Theory) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพิชิตอาการหมดหวัง และเหมาะกับนำไปใช้ในเวลาที่มองไม่เห็นทางออกของปัญหา WHAT IS HOPE THEORY ทฤษฎีแห่งความหวัง (Hope Theory) เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจาก Charles Richard Snyder นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวกชาวอเมริกัน ซึ่งเขาได้อธิบายถึง 3 องค์ประกอบทางความคิดที่จะทำให้มนุษย์สามารถรักษาความหวังไว้ได้ อันประกอบไปด้วย Goals Thinking หรือ การมีเป้าหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ชัดเจน Pathways Thinking หรือ ความสามารถในการสร้างกลยุทธ์ที่จะช่วยบรรลุเป้าหมาย Agency Thinking หรือ ความสามารถในการสร้างและรักษาแรงจูงใจในการทำตามกลยุทธ์ให้ลุล่วง จาก 3 องค์ประกอบนี้ สามารถสรุปได้ว่า เวลาทำอะไรก็ตาม ถ้าเรามีเป้าหมาย แผนการที่จะทำให้เป้าหมายเหล่าสำเร็จ รวมถึงแรงจูงใจในการทำตามแผนให้สำเร็จลุลวง แม้จะเจออุปสรรคขวากหนามที่ยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม เราก็จะรักษาความหวังไว้ได้เสมอ
เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว หากเอ่ยชื่ออนิเมะและมังงะชื่อดังอย่าง คินนิคุแมน คนในวัยที่เติบโตมาในยุค 80s-90s ต่างก็คิดถึงแต่การ์ตูนมวยปล้ำตลก ๆ เบาสมอง ที่ครองความนิยมด้วยมุกตลกและเพลงประจำตัวอย่าง “ข้าวหน้าเนื้อเจ้าเก่า 300 ปี อะโจ๊ะ โจ๊ะ” ร้องโดยน้าต๋อยเซมเบ้ จนติดปากของเด็กในยุคนั้น กาลเวลาผ่านไป จากเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่ ใครเลยจะรู้ว่าการ์ตูนที่ดูเหมือนจะไร้สาระเรื่องนั้น จะมีอายุยืนยาวจวบจนปัจจุบัน เพราะอะไรการ์ตูนที่เหมือนจะล้มเหลวในตอนต้น ถึงกลายร่างเป็นการ์ตูนยอดนิยมที่ไม่ใช่เพียงแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังดังไปทั่วทั้งโลกมาอย่างยาวนานขนาดนี้ รวมถึงความเป็นลูกผู้ชายที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชายคนนี้ เรามาถอดหน้ากากตัวตนที่แท้จริงของมังงะอมตะนิรันดร์กาลเรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน Kinnikuman ถือกำเนิดจากคู่หูนักเขียนที่เรียกตัวเองว่า Yudetamago หรือ คู่หูไข่ต้ม นามปากกาของ 2 นักเขียนดาวรุ่ง Yoshinori Nakai และ Takashi Shimada เพื่อนซี้จากโอซาก้า ที่มาตามฝันในเมืองโตเกียวด้วยการเขียนการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์ชูเอะฉะ ท่ามกลางการห้ามปรามของพ่อแม่ เพราะอาชีพศิลปินวาดการ์ตูนในช่วงปลายยุค 70s นั้นยังไม่ใช่อาชีพที่สามารถทำเงินทำทองได้มากนักในสายตาของพ่อแม่ยุคนั้น แต่เด็กหนุ่มทั้ง 2 ก็รั้นที่จะเขียนส่งประกวดรางวัล Akatsuka Award แม้จะไม่ได้รางวัล แต่การ์ตูนสั้นเรื่อง Kinnikuman
ปกติเวลาจะฟังดนตรี EDM หรือผลงานของดีเจที่ชื่นชอบตอนได้ฟังจากในผับ แล้วออกมาตามหาในช่องยูทูบ คุณจะนั่งดูมิวสิกวิดีโอของเหล่าดีเจหรือฟังเพลงจังหวะสุดมันเฉย ๆ ซึ่งคำถามดังกล่าวจะใช้ไม่ได้เลยกับกลุ่มดีเจญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Candy Foxx เพราะผลงานเพลงและภาพของพวกเขาปั่นประสาท เสียดสีสังคม เล่าเรื่องผ่านเอ็มวีแบบเท่ ๆ โดยไม่เกรงกลัวดราม่าใด ๆ Candy Foxx ถือเป็นวงดนตรีน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคม 2021 แต่หากลงลึกถึงสมาชิกแต่ละคน ถือได้ว่าเป็นวงที่รวมดีเจตัวเก๋าเอาไว้แบบไม่เกรงใจอายุวงอันน้อยนิด อาทิ DJ Shacho ที่มียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 8 แสนคน หรือ DJ Foy ขวัญใจสาว ๆ ที่ชอบแวะเวียนไปตามคลับในกรุงโตเกียว ผลงานเพลงของ Candy Foxx เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน ความหลุดโลก และโปรดักชันที่เล่นใหญ่จนหลายคนแซวว่าจะทำหนังสั้นหรือทำมิวสิกวิดีโอ แถมยังเล่าทุกอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงรายละเอียดหรือยุ่งเกี่ยวด้วยมากเกินไป ทั้งการวิวาทด้านวัฒนธรรมการกินของแต่ละชาติ ความรอยัลตี้ต่อซูชิไม่เสื่อมคลาย การทำให้แก๊งยากูซ่ากลายเป็นเรื่องขำขัน หรือพระแด๊นซ์ พระซอมบี้ในวัดแบบหลุดโลก หากนึกภาพไม่ออกว่าความเวอร์ของ Candy Foxx อยู่ในระดับไหน UNLOCKMEN จะไล่ให้ดูแบบเห็นภาพชัด ๆ และอย่าลืมเปิดซับไทยระหว่างรับชมด้วยนะครับ
ผลงานล่าสุดของสำนัก Custom มอเตอร์ไซค์สายเท่ Hookie Co. ที่ได้นำ Triumph Bonneville Bobber รถจักรยานยนต์ Hot Rod ยอดฮิตในดวงใจสาย Custom เพราะมีครบทั้งความเร้าใจในการขับขี่ สมรรถนะ สเปค และสไตล์ มาจัดการออกแบบใหม่อีกครั้งในแบบ minimal เน้นความ รูปทรงที่ดูแตกต่าง แต่ที่จริงแล้ว Hookie Co. ออกแบบ Black Orca คันนี้ด้วยการสร้างชิ้นส่วนขึ้นมาใหม่โดยพยายามปรับเปลี่ยนดีไซน์ของ Triumph Bobber ให้น้อยด้วยการแตะต้องอุปกรณ์ถอดเปลี่ยน ไม่แตะต้องชิ้นส่วนโครงสร้างหลักของตัวรถ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นดูเท่ขึ้นมาก Hookie Co. ทำการเปลี่ยนพาร์ท DAZZLE cover, BULLET turn signals, FROZEN grips, GUARD radiator และ Alcantara SNUG solo seat ในโทนสีดำ blacked-out ซึ่งเป็นสีถนัดสุดของ Hookie Co.
ความโปรดักทีฟดูจะมีประโยชน์ต่อหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตลูกผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็น การทำงาน หรือ การพัฒนาตัวเอง ถ้าเราตั้งใจทำงาน มีความกระตือรือร้นในการทำผลงานให้ออกมาดีอยู่เสมอ เราสามารถก้าวหน้าได้เร็วกว่าใครเพื่อน แต่ความโปรดักทีฟที่มากเกินไปอาจให้ผลแย่ต่อชีวิตของเราเหมือนกัน เพรามันอาจนำมาซึ่งความรู้สึกผิดจากการหยุดทำงาน และทำให้เราไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างสุขใจ เราเรียกความคลั่งไคล้ความโปรดักทีฟแนวนี้ว่า Toxic Productivity หรือ ภาวะผลิตภาพเป็นพิษ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำลายสุขภาพจิตของมนุษย์ได้มากพอสมควร UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการเอาชนะอาการนี้ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจมากขึ้น รับรู้อาการ Toxic Productivity ก่อนที่เราจะลงมือแก้ปัญหาอะไรก็ตาม เราควรเข้าใจปัญหานั้นในระดับหนึ่งก่อน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจปัญหา เราก็จะไม่มีความรู้เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหา สำหรับเรื่อง Toxic Productivity ก็เช่นกัน ถ้าเราไม่รับรู้ว่าตัวเองกำลังมีปัญหานี้ การแก้ปัญหามันก็ยาก เราเลยอยากพูดถึงสัญญาณของ Toxic Productivity เพื่อให้ทุกคนลองเช็คตัวเองกันดู ได้แก่ สูญเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำหรือคิดเรื่องงาน คาดหวังปริมาณงานที่ตัวเองควรทำได้สูงเกินไป รู้สึกผิดหรือล้มเหลวเมื่อหยุดทำงาน รู้สึกว่าทำงานได้น้อยเกินไปบ่อย ๆ รวมถึง มีอาการนอนไม่ค่อยหลับ เพราะกังวลถึงเรื่องที่ยังค้างคา รับฟังคนที่รู้ใจ บางทีเราอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกเรื่องงานครอบงำชีวิตมากเกินไป หรือ บางทีก็รู้ แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร เมื่อเราไม่พูดคุยกับคนอื่น เราอาจเกิดอาการคิดเองเออเอง ซึ่งส่งผลเสียต่อเราและคนรอบข้าง อย่างการใช้ชีวิตคู่
หลังจากที่โปรแกรม MAN UP ของเราเคยได้พา พี่คลัง-คูณคลัง เค้าภูไทย Professional ด้านกีฬา Extream ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Surf Skate สอน เทคนิคการเล่น Surf Skate เบื้องต้น กันไปแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เลยเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมาต่อยอดความสนุกของกีฬา Surf Skate ไปอีกระดับ เพราะเราเชื่อว่าในตอนนี้หลายคนก็คงเริ่มที่จะโปรขึ้น เก่งขึ้น แถมในปัจจุบันนี้ก็มีสนามสำหรับเล่น Skate เปิดขึ้นมามากมายเต็มไปหมด ดังนั้น โปรแกรม MAN UP กลับมาทั้งที เราเลยจะพาทุกขยับสเต็ปต่อยอดความมันส์จากคราวที่แล้ว ด้วยการชวนทุกคนมา Up Skill การเล่น Surf Skate ให้เร้าใจไปอีกขั้น ซึ่งวันนี้ UNLOCKMEN และ SWATCH ‘Bioceramic’ จะมาช่วยให้คุณเล่นสเก็ตได้สนุกขึ้น โดยการพาผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการ Skate อย่าง คุณ เพชร–จตุรพร กุลถิรธรรม Co-Founder 9INE 5IVE
เป็นความจริงที่ว่าชีวิตของทุกคนมีความไม่แน่นอนสูง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา วันหนึ่งเรากับแฟนกำลังไปกันได้ดี วันรุ่งขึ้นอาจถูกบอกเลิกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยก็เป็นได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าพอใจมักสร้างความเจ็บปวดให้กับคนไม่มากก็น้อย และพอเราเจอกับเหตุการณ์แบบนี้กันบ่อย ๆ มันก็สร้างบาดแผลหยั่งลึกในจิตใจให้เราได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการรับมือกับความทรมานที่ชื่อว่า Radical Acceptance ซึ่งเป็น Distress Tolerance Skill ที่จำเป็นมากสำหรับปี 2021 WHAT IS RADICAL ACCEPTANCE ? Radical Acceptance เป็นหนึ่งในทักษะที่อยู่ใน Dialectical Behavioral Therapy (DBT) วิธีการทำจิตบำบัดรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาโดย Marsha M. Linehan นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน โดย Radical Acceptance จะหมายถึง ความสามารถในการรับรู้ความทรมานทางกายและใจ และทำใจยอมรับมันได้ทั้งหมด ซึ่งทักษะนี้จะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับอารมณ์หรือเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดได้ดีขึ้น รักษาอารมณ์ของเราในช่วงที่เจอความเจ็บปวด ช่วยให้เราก้าวข้ามสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ง่ายขึ้น พร้อมลดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นด้วย HOW TO PRACTICE RADICAL ACCEPTANCE ? เมื่อ Radical Acceptance เป็นเหมือนกับ
ตอนนี้หน้ากากอนามัยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ไปยังพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เราถูกบังคับให้ต้องใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อยู่เสมอ (หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับเป็นเงินถึงหลักสองหมื่นได้) แต่การสวมใส่หน้ากากอนามัยก็มี side effects ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น การหายใจไม่ะดวก หรือ ความอึดอัดที่เกิดขึ้นกับใบหน้า ฯลฯ เพราะฉะนั้น การสวมใส่หน้ากากเป็นเวลานานก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่า ‘Mask Fatigue’ ที่อาจทำให้บางคนไม่อยากสวมหน้ากากอนามัย หน้ากากอนามัยดูเป็นสิ่งของที่เราต้องใช้กันอย่างต่อเนื่องไปอีกสักพัก UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการป้องกันการเกิดอาการ Mask Fatigue เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตในยุค COVID-19 ได้อย่างปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ เลือกหน้ากากที่เหมาะกับใบหน้าของเรา ในช่วงแรกที่ COVID-19 ระบาด เราเจอกับปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัย ทำให้หลายคนต้องหยิบหน้ากากที่หาได้เร็วที่สุดมาใส่ก่อน แต่ตอนนี้ เรามีหน้ากากอนามัยเยอะขึ้นแล้ว การเลือกซื้อหน้ากากอนามัยที่เหมาะสมกับใบหน้าเราจึงทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งหน้ากากอนามัยที่เหมาะสมควีมคุณสมบัติดังนี้ ต้องปกปิดดั้งจมูกและคางของเราได้อย่างมิดชิด สามารถแนบชิดกับแก้มของเราได้ นอกจากนี้ควรมีการประกอบชิ้นเหล็กด้ายในที่สามารถงอให้เข้ารูปกับจมูก เพื่อให้หน้ากากฟิตกับรูปหน้าของเราได้ดียิ่งขึ้น อย่าสวมหน้ากากต่อเนื่องนานเกินไป ถ้าเราสวมหน้ากากมาเป็นเวลานาน ควรหาพื้นที่ใกล้ที่สุดที่สามารถถอดหน้ากากและพักผ่อนได้ เช่น ในห้องน้ำ พื้นที่ปลอดผู้คน หรือ ร้านอาหาร เป็นต้น เพราะถ้าเราอดทนกับความอึดอัดที่เกิดจากการสวมหน้ากากนานเกินไป


