มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบการแข่งขัน และไม่ชอบการอยู่ในระดับที่ต่ำต้อยกว่าใคร ดังนั้น เมื่อมีใครคนอื่นที่ทำผลงานได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาขึ้นมา พวกเขาอาจรู้สึกไม่สบายใจ และอาจพยายามหาทางขัดแข้งขัดขาคนเก่งเหล่านั้นให้มาอยู่ในสถานะเดียวกับตัวเอง เราเรียกคนที่มีพฤติกรรมประเภทนี้ว่า Underminer ซึ่งเป็นคนเห็นแก่ตัวประเภทหนึ่ง และพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ หรือ Social Undermining ก็ทำร้ายคนอื่นได้อย่างหนักหนาสาหัสเช่นกัน UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะให้ทุกคนรู้จักกับ Social Undermining และวิธีการรับมือกับมัน เพื่อให้ทุกคนมีเกราะป้องกันจากคน Toxic และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขยาวนาน Social Undermining คือ พฤติกรรมที่คนอื่น ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือ คนในครอบครัว พยายามทำให้เราเกิดความยากลำบากในการทำงาน เช่น พูดถึงชื่อเสียงหรือหน้าที่การงานของเราในเชิงเสีย ๆ หาย ๆ ปิดบังข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานของเรา หรือ ให้ข้อมูลปลอมเพื่อทำให้การงานของเราเสียหาย เป็นต้น ซึ่งจุดประสงค์ที่พวกเขาแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ออกมา มีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ต้องการดึงเราให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่า หรือ ไม่อยากให้เราก้าวหน้า ฯลฯ โดยรวมก็ คือ รู้สึกอิจฉาหรือรู้สึกว่ากำลังอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่าเรา เมื่อพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่อยากเป็นผู้แพ้ เลยพยายามขัดแข้งขัดขา หรือ ดึงเราให้มาอยู่ในสถานะเดียวกันหรือต่ำกว่า
คอลเลกชันเสื้อผ้าที่หลายคนรอคอย UNIQLO and JW ANDERSON Spring/ Summer 2021 กลับมาอีกครั้ง กับงานคอลแลปส์สุดพิเศษระหว่าง ยูนิโคล่กับ Jonathan Anderson ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ ดีกรีระดับโลกเจ้าของแบรนด์ J.W. Anderson ที่มีสไตล์โดดเด่นด้วยดีไซน์ละเอียดประณีต เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมและแนวคิดล้ำสมัยในลอนดอนที่เป็นที่จับตามอง ในคอลเลกชันครั้งนี้มาพร้อมกับความอบอุ่น สดใส ด้วยงานปัก และดีเทลเล็ก ๆ ที่มีความครีเอทีฟ สนุกแปลกใหม่ ทั้งการเย็บลายดอกไม้ลงไปในดีเทลต่าง ๆ รวมถึงการใช้สีพาสเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ และแน่นอนว่าทุกไอเท็มยังคงสวมใส่สบาย ตามคอนเซ็ปต์ของ Uniqlo ที่ทั้งดูดีและยังสวมใส่สบาย ในคอลเลกชันนี้ยังคงกลิ่นอาย dna ของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างลงตัว UNLOCKMEN ได้มีโอกาสนำบทสัมภาษณ์ของโจนาธาน แอนเดอร์สัน เกี่ยวกับแรงบันดาลใจในคอลเลกชันนี้ ร่วมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในช่วงโควิด 19 มาฝากกัน แรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลกชันนี้คืออะไร และอะไรคือสิ่งที่คุณอยากจะสื่อสารไปถึงผู้สวมใส่ Jonathan Anderson : ในช่วงแรกของการระบาด
ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความบันเทิงยามค่ำคืน หากคุณเดินไปถูกที่ ถูกทาง ถูกแหล่ง คุณจะพบกับความมหัศจรรย์เหมือนเปิดประตูโลกใบใหม่ตั้งแต่ ‘เกอิชา’ ที่มอบความบันเทิงด้านศิลปะและดนตรีชั้นสูง พบกับ JK Bussiness บริการเพื่อนคุยยามเหงาและการทำกิจกรรมร่วมกับเด็กสาวมัธยมปลาย คลับเฉพาะทางที่มี ‘เด็กนั่งดริ๊ง’ คอยต้อนรับ ไปจนถึง ‘บาร์โฮสต์’ ที่เหล่าบริกรชายจะดลบันดาลความสุขให้ตามต้องการ เมื่อเอ่ยถึงบาร์โฮสต์ ภาพในความทรงจำของคนไทยมักเป็นผู้ชายใส่สูท ผมซอยสั้นสไตล์ญี่ปุ่น ที่มักยืนต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าร้าน หรือบางร้านก็ให้หนุ่ม ๆ ไปยืนเรียกลูกค้าตามย่านท่องเที่ยวดัง ทว่าชายที่ถูกเรียกว่า King of Hosts หรือ ‘ราชาแห่งบาร์โฮสต์’ กลับฉีกแนวภาพจำเดิม ๆ ไปไกลกว่าที่คิด เมื่อเขาไว้ผมสีทองยาวสลวยกว่าสุภาพสตรีบางคนที่เป็นลูกค้าของเขาเสียอีก ชายคนดังกล่าวถูกขนานนามด้วยชื่อในวงการว่า “โรแลนด์” โรแลนด์เข้าวงการบาร์โฮสต์ตั้งแต่อายุ 18 ปี ชื่อจริงของเขาคือ โทโจ มาโคโตะ (Toujou Makoto) นักเรียนดีเด่นที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยโตเกียว ทว่าเริ่มเรียนได้นิดเดียวเขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองว่า ‘เรียนจบไปแล้วจะทำอาชีพอะไร?’ คิดใคร่ครวญอยู่นานว่าตัวเองชอบอะไร อยากทำอะไร มีความถนัดอะไร พอคิดวาดภาพชีวิตตัวเองเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องสวมสูทสีดำเหมือนคนอื่น ๆ เดินไปยังสถานีรถไฟที่อัดคนทำงานเบียดแน่นเต็มโบกี้
ในช่วงปี 1960 – 1970 ถือเป็นยุครุ่งเรืองของ Steve McQueen นักแสดงชายชาวอเมริกันผู้มีบทบาทการแสดงที่โดดเด่นจนถูกขนานนามว่าเป็น “King of Cool” หรือ ราชาแห่งความเจ๋ง ซึ่งหนังหลายเรื่องที่เขาแสดงนั้นได้รับเสียงตอบรับดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น The Sand Pebbles หรือ The Magnificent Seven แต่นอกจากเรื่องการแสดงแล้ว การฟิตหุ่นของ Steve McQueen ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะหุ่นของเขาในช่วงนั้นเรียกได้ว่าเฟิร์ม และเป็นแรงบันดาลใจให้คนได้ไม่น้อย ว่ากันว่า เขาเริ่มออกกำลังกายเรื่อยมาตั้งแต่ยุค 1950s เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นนักแสดง โดยเขาจะออกกำลังกายในตอนเช้าของทุกวัน และใช้เวลาออกกำลังกายราววันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ก่อนที่เขาจะล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิตในวัย 50 ปี ในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากพาไปดูว่าเขาเคยออกกำลังกายอะไรมาบ้าง พร้อมแนะนำเคล็ดในการออกกำลังกายสำหรับมือใหม่ด้วย จ๊อกกิ้ง แม้ McQueen จะไม่ชอบการ Cardio สักเท่าไหร่ แต่เขาก็สามารถทำได้เมื่อจำเป็นต้องทำ โดยในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Tom Horn ปี
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ไม่มีความมั่นคง ชีวิตของเราสามารถเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันได้ตลอดเวลา แน่นอนว่า ความเครียด ความกังวล หรือ ความเศร้า ก็เป็นสิ่งที่เราเจอกันบ่อยขึ้นด้วย เพราะเมื่อเราเจอกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน ความรู้สึกแย่ ๆ ก็มักเกิดขึ้นตามมาเป็นธรรมชาติ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเอาชีวิตรอดจากยุคใหม่ UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ Antifragile Mindset แนวคิดที่จะช่วยให้เราทนทานต่อเรื่องเลวร้าย และสามารถเติบโตขึ้นอย่างสง่างาม Antifragile หรือ ความสามารถในการต้านทานความเปราะบาง เป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่ได้รับการกล่าวถึงโดย Nassim Nicholas Taleb นักเขียนและนักคิดด้านการเงินผู้มีชื่อเสียง เขาได้อธิบายในหนังสือที่ชื่อ “Antifragile: Things That Gain from Disorder” (2012) ว่า Antifragile ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญต่อธุรกิจ รัฐบาล และบุคคลที่อยากมีความก้าวหน้าในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงง่าย ทักษะนี้จะช่วยให้เรารับมือกับ Black Swan (เหตุการณ์ผิดปกติและคาดเดาไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเราอย่างใหญ่หลวง) ได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น ทำให้เรากลัวมันน้อยลง และสามารถทำใจยอมรับมันเป็น บทเรียน หรือ ประสบการณ์ ได้ง่ายขึ้น Antifragile
แน่นอนว่าช่วงเวลานี้ สำหรับนักดูหนังแล้ว ไม่มีอะไรจะน่าตื่นเต้นไปกว่าการมาของหนังตัวอย่างและโปสเตอร์ของหนังฮีโร่เรื่องใหม่ของ Marvel Studio เรื่อง Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings นั่นเอง แต่ที่น่าจะตื่นเต้นปนฉงนยิ่งกว่า นั่นก็คือผู้ที่มารับบทบาทนี้กลับเป็นคนโนเนมที่มีชื่อเสียงระดับปานกลางอย่าง Simu Liu ซึ่งเมื่อประกาศชื่อชายคนนี้มา ก็มีทั้งกระแสแง่บวกและแง่ลบเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้สนั่นโลกโซเชียล แต่เราไม่อยากให้คุณตีตนไปก่อนไข้ และลองเปิดใจมาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้กันให้ลึกซึ้งก่อนที่จะตัดสินเขากันดีกว่า ว่าสรุปแล้วเขาเหมาะหรือไม่สำหรับการแบกรับบทบาทซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่เพียงเป็นบทบาทในโลกภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังแบกศักดิ์ศรีของชาวเอเชียให้โลกได้ประจักษ์อีกด้วย Simu Liu ชีวิตที่ลิขิตในวงการบันเทิง Simu Liu เกิดที่เมือง ฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง ก่อนจะย้ายถิ่นฐานตามพ่อและแม่มาอยู่ที่ประเทศแคนาดาตอนอายุ 5 ขวบ แรกเริ่มเดิมทีเขามีความใฝ่ฝันในอาชีพนักแสดง แต่ก็ไกลเกินเอื้อมคว้าสำหรับชายหนุ่มหน้าตี๋ที่พร้อมจะถูกรังแกจากฝรั่งตาน้ำข้าวง่ายๆ เขาร่ำเรียนธุรกิจตามความคาดหวังของครอบครัวจนจบปริญญาตรีและทำงานเป็นมนุษย์กินเงินเดือนในฐานะนักบัญชี แต่ก็ทำได้เพียงปีเดียวเขาก็ออกจากงานเพื่อตามล่าความฝันอย่างจริงจัง โดย Simu ได้กล่าวถึงการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวครั้งนี้ในงาน Comic Con ว่า “สิ่งที่ผมอยากทำเมื่อโตขึ้นคือทำให้พ่อและแม่ภาคภูมิใจ มากกว่าจะเจ้ากี้เจ้าการให้ทำอะไรที่ไม่ชอบ มันมีความสุขมากนะที่พ่อและแม่ไม่ได้คาดหวังให้ผมเป็นในสิ่งที่ผมไม่อยากจะเป็น…เช่นหมอเป็นต้น” Simu Liu เริ่มต้นด้วยการเป็นตัวประกอบในหนังหุ่นยนต์สู้กับสัตว์ประหลาดไคจู ในหนัง Pacific Rim
ผิวอ่อนนุ่มของมนุษย์เอาเข็มแหลมจุ่มสีจิ้มย้ำลงไปให้เลือดซิบ หมึกซึมเข้าไปในผิวหนัง จะได้รอยสักบ่งบอกตัวตน ผู้ชายกับรอยสักเป็นของคู่กัน แต่ที่อยู่กับรอยสักได้ดีไม่แพ้ผิวหนังมนุษย์ ก็ผิวของ “หินอ่อน” จากงาน Iconic ที่ถูกเพิ่ม “รอยสัก” เข้าไปจนกลายเป็นงานศิลป์ร่วมสมัย และมีศิลปินท่านนึงที่อาจหาญทำมันได้สำเร็จจนได้ Fabio Viale เกิดใน Cuneo ทางตอนเหนือของ Italy ประเทศที่ขึ้นชื่อด้านหินอ่อนคุณภาพดี เริ่มเข้ามาคลุกคลีกับวงการหินอ่อนเมื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะตอนอายุ 16 ปี นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกหลงใหลในวัสดุชิ้นนี้ ต่อมาเขาผลิตงานประติมากรรมสลักหินอ่อนมากมาย และมีผลงานบางส่วนที่โด่งดังเข้าตาวงการร้านขายของแอนทีค ถือเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางศิลปินเต็มตัวของ Fabio เส้นทางก่อนเป็นศิลปินอิสระ คือการสร้างรูปปั้นเพื่อตกแต่งสุสานในเมืองมิลาน แต่หลังทำไปสักพัก Fabio ก็เลือกเส้นทางศิลปินเดี่ยวออกมาทำงานคนเดียว ย้ายจากอิตาลีไปอยู่ทั้งนิวยอร์กและรัสเซีย มุ่งมั่นสร้างผลงานจนในที่สุดเขาก็มีผลงานสร้างชื่อเข้าจนได้ โดยมีรางวัล Cairo Prize ให้ชื่นใจเป็นชิ้นแรก กระทั่งปี 2015 เขาตัดสินใจทำงานร่วมกับ Poggiali Gallery ใน Florence เพื่อจัดนิทรรศการส่วนตัว และผลงานนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เพราะได้รับเกียรติให้นำเข้าไปติดตั้งไว้ในโบสถ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างมหาวิหารซานโลเรนโซ แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ไวรัลเท่างานล่าสุดที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ เป็นการสร้างรูปปั้นไอคอนิกตามแบบที่สำคัญในประวัติศาสตร์ แล้วนำมาใส่รอยสักลงไปจากการตีความของ Fabio แต่มันไม่ได้ธรรมดาแค่นั้น เพราะจุดสำคัญคือรอยสักบนหินทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้วิธีทาสีทับธรรมดา แต่ใช้เทคนิคทำให้เหมือนสีซึมอยู่ด้านในจนดูคล้ายกับรอยสักมนุษย์จริง
แม้ญี่ปุ่นจะเต็มไปด้วยดินแดนแห่งโอกาส แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะโดดเด่นและเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศได้ในเวลาไม่นาน หลายปีที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการดูกีฬาหรืออ่านหนังสือพิมพ์กีฬาอยู่บ่อย ๆ จะต้องเคยได้ยินหรือได้เห็นชื่อของ อิเคเอะ ริคาโกะ (Ikee Rikako) อยู่เสมอ ชื่อของนักว่ายน้ำดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี เธอสามารถพาตัวเองไต่ทะยานไปตามเส้นทางนักกีฬา ควบคู่กับการพาธงชาติญี่ปุ่นไปให้โลกได้รู้จัก ในฐานะประเทศที่มีนักว่ายน้ำหญิงอายุน้อยที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์อันแสนน่าจับตามอง เส้นทางชีวิตของริคาโกะถูกชาวญี่ปุ่นยกย่องชื่นชม หลายปีก่อน คนใกล้ชิดต่างแนะนำให้เธอลงชื่อเป็นหนึ่งในตัวแทนคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติญี่ปุ่นในการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิก เพราะอยากให้เป็นตัวแทนแข่งขันในปีที่บ้านเกิดของตัวเองเป็นเจ้าภาพ สื่อและนักวิจารณ์ในญี่ปุ่นต่างมั่นใจว่าดาวรุ่งคนนี้จะต้องได้สิทธิเข้าแข่งมาอย่างไม่ยากเย็น ทว่าชีวิตของนักกีฬาหญิงคนนี้กลับต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อเธอไปตรวจร่างกายแล้วพบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ ‘ลูคีเมีย’ โรคร้ายส่งผลให้เส้นทางชีวิตอันรุ่งโรจน์ของ อิเคเอะ ริคาโกะ หยุดชะงักกลางคัน ฝันที่วางไว้อาจไม่มีวันเป็นจริงอีกต่อไป คนไทยที่ไม่ได้ตามข่าววงการว่ายน้ำอาจไม่รู้ว่า อิเคเอะ ริคาโกะ ประสบความสำเร็จมากถึงขั้นไหน เธอหัดว่ายน้ำก่อนจะเรียนรู้ตัวอักษรคันจิเสียอีก เด็กสาวชื่นชอบการว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ และไม่ใช่แค่การว่ายเล่นเอาสนุก เธอหมั่นฝึกฝนอย่างหนักเป็นประจำ ข้อได้เปรียบใหญ่ที่ทำให้เธอโดดเด่นกว่านักกีฬาว่ายน้ำคนอื่น ๆ คือ ริคาโกะพบความฝันของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันว่ายน้ำเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 13 ปี และคว้าแชมป์ระดับประเทศในประเภทที่ตัวเองแข่งขัน ถือเป็นใบเบิกทางให้เธอติดหนึ่งในเยาวชนทีมชาติ เธอเป็นเด็กสาวที่มีความสามารถ เปี่ยมด้วยความมั่นใจ และขยันทำลายสถิติการว่ายน้ำท่าต่าง ๆ อยู่เสมอ แม้จะเต็มไปด้วยพรสวรรค์ที่มาคู่กับความพยายาม แต่คนที่เพอร์เฟกต์ที่สุดย่อมต้องเคยพบกับความผิดหวัง
หลังจากที่สถานการณ์ Covid-19 ในประเทศเรากลับมาแพร่กระจายจนต้องพยายามเก็บตัวอยู่บ้านกันอีกครั้ง เชื่อว่าหลายคนน่าจะเบื่อการ Work From Home และคิดถึงการไป Camping ชิว ๆ ต่างจังหวัด หรือบางคนที่ยังไม่เคยไป แต่ไม่อยากเปลี่ยนบรรยากาศที่บ้านให้สดชื่นแปลกใหม่เหมือนได้ออกไปเที่ยว ดังนั้นโปรแกรม MAN UP วันนี้ เราจะพาชาว UNLOCKMEN ทุกคนไป Up Skill ในการตั้งแคมป์กางเต็นท์กับผู้เชี่ยวชาญกัน เผื่อใครสนใจลองเอาไปทำตามกันดูก็สามารถทำได้ง่าย ๆ จะทดลองกางแก้ขัดในบริเวณบ้าน หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศในการพักผ่อน เบื่อการนอนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ก็สามารถเอาเต็นท์มาลองกางนอนดูได้ จะได้ไม่ต้องออกไปไหน เพื่อความปลอดภัยในสถานการณ์ Covid-19 ที่กำลังระบาดแรงมากตอนนี้ ผู้ที่จะมาแนะนำวิธีตั้งแคมป์อย่างถูกต้องทีละขั้นตอนใน Man Up ครั้งนี้ก็คือ พี่สนู๊ป เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ Camping ที่มีชื่อว่า Siam Moon Camping และยังมีคาเฟ่ที่ชื่อว่า The Campsite Cafe “สวัสดีครับ ผมชื่อ สนู๊ป นะครับ ปัจจุบันเปิดร้าน Camping


