ก่อนนี้พวกเราเห็นข่าว Mass Shooting ในต่างประเทศอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จากเหตุการณ์น่าสะเทือนใจในโคราช ทำให้เราคิดว่ามันเป็นสิ่งใกล้ตัวกว่าที่คิด และพวกเราควรจะรู้วิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะหัวใจสำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตรอด ซึ่งเป็นการช่วยเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยอีกทาง ต้องยอมรับว่าน้อยคนที่จะรู้วิธีรับมือกับเหตุการณ์ Mass Shooting อย่างถูกต้อง ดังนั้นเราจึงจะสรุปมาให้เข้าใจง่าย ๆ ให้รู้ติดตัวเป็นไอเดียเอาไว้ วันนึงดวงซวย ดันไปอยู่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์แบบนี้ อย่างน้อยเราจะได้พอมีสติรับมือ พาให้ตัวเองและคนที่เรารักรอดชีวิตออกมาได้ เริ่มต้นจากท่องให้ขึ้นใจ และเลือกออพชั่นที่ทำได้ตรงหน้า เรียงตามลำดับ “หนี / ซ่อน / สู้” หนี: ตั้งสติให้ดี มองหาทางหนีทันทีที่ได้ยินเสียงปืน เพราะเหตุการณ์กราดยิงไม่ใช่สิ่งที่หลายคนจะเคยสัมผัสประสบการณ์มาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจึงรู้สึกตัวช้าเกินไป จากเหตุการณ์ Mass shooting ส่วนใหญ่เราจะได้ยินเสียงปืนยิงรัวเป็นระยะอยู่นาน กว่าผู้คนจะเริ่มวิ่งหนี และส่วนใหญ่ฝูงชนจะวิ่งแตกตื่นตามกันทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งทำให้เกิดความสับสนทำอะไรไม่ถูก หวาดกลัว จนพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความเสี่ยง เช่น วิ่งหนีโดยไม่รู้ตำแหน่งมือปืน หรือวิ่งพาตัวเองไปอยู่ในทางตันจนหนีไปไหนไม่ได้ ดังนั้นถ้าเป็นเหตุการณ์กราดยิงในอาคาร พยายามอย่าวิ่งไปทางเข้าออกหลัก เพราะนั่นมักจะเป็นตำแหน่งทางเข้าของมือปืนที่ต้องการต้อนคนให้ได้มากที่สุด ให้มองหาทางออกฉุกเฉินเพื่อหนี จะมีโอกาสรอดมากกว่า หรือลองเช็คข่าวสารว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร เพื่อจะได้วางแผนมองหาทางหนีที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้ ในกรณีเหตุการณ์ที่โคราช
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา (8 มกราคม 2563) เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจที่คนไทยทั้งประเทศตกอยู่ภายใต้ม่านหมอกแห่งความเศร้าและบรรยากาศของความสูญเสียอีกครั้งหนึ่ง UNLOCKMEN ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและความสูญเสียที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม UNLOCKMEN เชื่อว่าเราสามารถเศร้าได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้มแข็งมากพอที่จะให้กำลังใจกันและกันให้เราสามารถผ่านบรรยากาศแห่งความเศร้านี้ และความเศร้าอื่น ๆ ในชีวิตไปด้วยกันให้ได้ เราจึงเอา 5 วิธีปลอบใจคนเศร้าที่ถูกต้อง มาไว้ซับน้ำตาและให้กำลังใจให้คนเศร้าทั้งหลายได้เยอะเท่าที่ต้องการ พูดไม่ต้องมาก รับฟังให้มาก สิ่งที่ยากที่สุดในการพยายามปลอบใจใครสักคนที่กำลังโศกเศร้าเจ็บปวด คือการที่เราไม่รู้เลยว่าเราควรพูดอะไรออกไปกันแน่ ไม่รู้ว่าพูดไปเขาจะเจ็บปวดกว่าเดิมไหม หรือจะดูว่าเราไม่ใส่ใจปัญหาของเขาหรือเปล่า เราอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วคนเศร้าไม่ได้รอฟังหรอกว่าคุณจะพูดอะไร แต่สำคัญที่ว่าเขาอยากรู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ เขา พยายามที่จะรับฟังเขา ดังนั้นไม่ต้องพยายามพูดอะไรที่เราก็เก้ ๆ กัง ๆ ที่จะพูด แต่พยายามอยู่ข้าง ๆ รับฟังสิ่งที่เขาคิดและรู้สึกโดยไม่ตัดสินให้มากที่สุดก็พอ บอกเขาเถอะว่าความเศร้าเขามันสำคัญ การรับฟังเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อเขาพูดถึงจุดหนึ่ง คนที่กำลังเศร้าโศกก็อยากรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวและความเศร้าของเขาไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เขาต้องการการยืนยันว่าความเศร้าของเขามันเมคเซนส์ มันสำคัญ เพราะฉะนั้นบอกให้เขาเข้าใจว่าคุณนั้นเข้าใจปัญหา ความเลวร้าย ความโศกเศร้าที่เขากำลังเจอ และคุณพร้อมรับฟัง อย่างไรก็ตามต้องระวังให้ดี เพราะการบอกว่าเข้าใจ แล้วเล่าเรื่องตัวเองเพื่อแสดงว่าเราเข้าใจ (แต่กลับเล่ามากเกินไป) จะดูเป็นการโฟกัสที่ตัวเราเองมากกว่าการโฟกัสคนที่กำลังเศร้า ดังนั้นย้อนกลับไปที่ข้อหนึ่งแล้วท่องให้ขึ้นใจว่าต้องรับฟังให้มากเข้าไว้
ถ้าพูดถึงรถสปอร์ตจากนิสสันหนุ่ม ๆ หลายคนคงนึกภาพของ Nissan Skyline หรือ GT-R เป็นภาพตัวแทนความแรงของแบรนด์รถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยแบรนด์นี้ แต่จริง ๆ แล้ว อีกหลายคนคงรู้ว่านิสสันยังมีรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตอีกหนึ่งตระกูลที่เป็นตำนานไม่แพ้ Godzilla นั่นก็คือรถตระกูล Z-Cars และคอลัมน์ THE ICONIC CARS ครั้งนี้จะมาพูดถึงต้นแบบของ Z-Cars ด้วยชื่อแสนอ่อนหวานผิดวิสัยรถสปอร์ตดุดัน จนเคยโดนสบประมาทว่าเป็นชี่อที่ไม่ดีพอสำหรับใช้ทำตลาดในสหรัฐอเมริกา ชื่อของรถยนต์คันนั้นคือ Nissan Fairlady Z กำเนิด Fairlady Z ต้นกำเนิดของ Nissan Fairlady Z เกิดขึ้นในปี 1969 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงได้ไม่นาน ตลาดรถยนต์ในยุคนั้นคือช่วงแห่งการแข่งขันและขยายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไปสู่ทวีปต่าง ๆ และนิสสันในเวลานั้นอยู่ภายใต้การนำทีมของประธาน Yutaka Katayama หรือ Mr.K ผู้รู้ดีถึงความสำคัญของรถสปอร์ตโดยเฉพาะถ้าพวกเขาต้องการตีตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา โดยเน้นในเรื่องของการทำราคาที่อยู่ในระดับซึ่งจับต้องได้ควบคู่กันไป ซึ่งประจวบเหมาะกับที่นิสสันกำลังลุยสร้าง Prototype สายพันธุ์สปอร์ตขึ้นมาจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น Prince Skyline ที่ต่อมาถูกพัฒนาและเปลี่ยนชื่อเป็น Nissan
มาเปลี่ยนกางเกงยีนส์ตัวเดิมของคุณ ให้มีลูกเล่นใส่ได้ทุกวันไม่ซ้ำใครเพียงแค่ Roll มัน
กุมภาพันธ์ เดือนที่วันแห่งความรักจะวนมาอีกครั้งหนึ่ง ใครอินก็อาจจะเตรียมเฉลิมฉลองมีแพลนไปร้อยแปดตั้งแต่ปลายเดือนก่อน ส่วนใครไม่แยแสก็ปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนวัน ๆ หนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับโลกดนตรีก็คือ “วันวาเลนไทน์” นี้ จัดว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่ถูกนำมาแต่งเพลงมากเป็นอันดับต้น ๆ (ตามประสาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความรัก) ศิลปินแต่ละคนก็มีมุมมองที่ต่างกันเกี่ยวกับวัน ๆ นี้ ทั้งชอบ ทั้งเกลียด ทั้งสุข ทั้งเศร้า แตกต่างกันไป วันนี้ UNLOCKMEN เลยจะชวนคอเพลงทุกคนมาฟังเพลง Valentine หลากหลายฉบับจากศิลปินแต่ละคน มาดูกันว่าพวกเขาจะตีความวัน ๆ นี้ไปในเชิงไหนกันบ้าง Valentine’s Day – Lany ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่เกลียดกลัววันวาเลนไทน์ Valentine’s Day ของ Lany อาจทำให้ดวงใจของคุณแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เท้าความก่อนว่าเพลงในอัลบั้ม Malibu Night นี้ Paul Klein ฟรอนต์แมนได้รับแรงบันดาลใจทั้งหมดมาจากการอกหักครั้งยิ่งใหญ่ โดยเขาเริ่มต้นทำมันหลังจากเลิกรากับอดีตแฟนสาว Dua Lipa พวกเขาทะเลาะกันครั้งใหญ่ตอน 6 โมงเช้าของวันปีใหม่ ปี 2019 ก่อนจะตัดสินใจจบความสัมพันธ์ลง
ตึกเก่าบางหลังที่เคยเดินผ่าน ชั่วชีวิตนี้เราอาจไม่มีโอกาสได้เห็นข้างในของมัน เรื่องเล่าที่สูงศักดิ์ที่อ่านจากตำรา พงศาวดาร ฟัง ๆ ไปก็เหมือนมีฝ้าบางมากั้นไว้เสมอ “บางทียิ่งเป็นเรื่องพระองค์ เป็นเจ้า บางทีคนจะยิ่งรู้สึกห่าง เป็นสิ่งที่คนจะกระเถิบ แต่อยากจะให้คนเห็นว่าจริง ๆ มันมีความเป็น Humanity ในเรื่องนี้พอสมควร อยากให้ทุกคนเห็นว่าท่านแม้ว่าจะเป็นบุคคลเชิงประวัติศาสตร์ เป็นกษัตริย์ไทย ท่านก็โชว์ความรู้สึกส่วนพระองค์แล้วท่านก็มีความเป็นมนุษย์อยู่เหมือนทุกคน อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้ คิดว่าทุกคนพอจะเข้าใจเพราะทุกคนเคยมีญาติ” คำอธิบายในฐานะภัณฑรักษ์และเจ้าของผลงานของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เจ้าของนิทรรศการภาพถ่าย “Hundred Years Between” เล่าเรื่องราวหลังตามรอยเส้นทางเสด็จฯ ประพาสรัชกาลที่ 5 ณ ประเทศนอร์เวย์ ที่จัดขึ้นเพื่อฉลองวาระครบรอบ 115 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย–นอร์เวย์ในปี 2563 ซึ่งกำลังจัดแสดงอยู่ในงาน Bangkok Design Week 2020 ตรึงเราไว้ทันทีที่ได้ยิน ทำไมงานนี้ถึงเป็นงานที่มีผู้คนพูดถึงมากที่สุดในบรรดางานกว่า 500 ชิ้นที่กำลังจัดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำไมคนถึงต้องแห่กันจองเพื่อเข้าชมงาน เหตุผลเพราะอีกแค่ 2 วันกับไม่กี่ชั่วโมง พวกคุณจะไม่ได้สัมผัส 3 สิ่งนี้ตลอดกาล ไม่ได้เห็นมุมมองของรัชกาลที่ 5
อีกประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องผู้ติดเชื้อ HIV รายหนึ่งที่จะเปิดคอร์สสอนมีเซ็กซ์แบบปลอดภัยโดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย ประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลมีเดีย เนื่องด้วยตรรกะและวิธีสื่อสารไม่เป็นที่ยอมรับ แถมการไม่ใส่ถุงยางอนามัยยังดูต่อต้านกับทฤษฎีทางการแพทย์และความเชื่อเรื่องการสวมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคอีกด้วย ขณะที่ถุงยางอนามัยถูกสร้างมาช่วยคุมกำเนิดและป้องกันการติดเชื้อเป็นหลัก แต่กลับมีบางคนปักใจเชื่อว่า ‘ทฤษฎี U=U / ไม่เจอเชื้อ=ไม่แพร่เชื้อ HIV’ นั้นหนักแน่นและน่าเชื่อถือเพียงพอที่เขาหรือใครจะไม่ต้องสวมใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศ แม้จะไม่ติด HIV โลกใบนี้ก็ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกหลายโรคที่คร่าชีวิตเราได้เช่นกัน วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาหนุ่ม ๆ มาย้อนประวัติศาสตร์จากเรื่องราวของ 5 สุภาพบุรุษที่ทั้งแกร่ง โหดเหี้ยม ชาญฉลาด และมีพรสวรรค์ แต่ไม่ว่าคุณจะแกร่งแค่ไหน กามโรคและความตายก็สามารถร่วมกันพรากสัมผัสสุดท้ายออกไปจากชีวิตของพวกเขาได้อย่างไม่ไยดี แม้ผู้ชายหลายคนในลิสต์นี้จะไม่ได้ติดโรคมาจากการไม่สวมถุงยางอนามัยทั้งหมด แต่ผู้ชายอย่างเราก็จะเห็นได้ว่าการป้องกันไว้ดีกว่าแก้นั้นดีที่สุด เพราะแกร่งแค่ไหนก็อาจพ่ายแพ้ให้กับโรคได้อย่างราบคาบและไม่มีข้อยกเว้น แอล คาโปน (Al Capone) มาเฟียหัวโจกแห่งแก๊งชิคาโกที่ทุกคนยำเกรง แอล คาโปน (Al Capone) คือผู้ทรงอิทธิพลในชิคาโกที่โด่งดังจากธุรกิจผิดกฎหมาย ตั้งแต่การพนัน ค้าประเวณี เลี่ยงภาษีนำเข้า กรรโชกทรัพย์ หรือแม้แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมนองเลือดในเมืองเล็ก ๆ ของรัฐอิลลินอยส์แห่งนี้ แม้เขาต้องลาออกจากโรงเรียนมัธยมด้วยเรื่องชกต่อย และชีวิตถูกประทับรอยตำหนิตั้งแต่วัยเยาว์ ทว่าเส้นทางมาเฟียของ แอล คาโปน
“ความรักทำให้คนตาบอด” คุณอาจเคยได้ยินประโยคนี้ ในขณะที่ “แหม่ม-วีรพร นิติประภา” นักเขียนดับเบิลซีไรต์ผู้เขียนนิยาย 2 เล่ม (ที่ล้วนพัวพันกับความรัก) อาจบอกคุณว่าความรักเป็นมายาคติ และมันทำให้คุณเพ้อฝัน “มายาคติความรักมันทำให้เราเพ้อ เพ้อฝัน ซึ่งก็ดีนะ ในนัยยะหนึ่งคุณก็ไม่ได้ฝันถึงอะไรมากมายเนอะในชีวิตจริง” เธอบอกกับเราแบบนั้น เราทุกคนล้วนจมอยู่กับมายาคติความรัก ละครหลายต่อหลายเรื่องที่มักบอกเราว่าความรักต้องจบลงอย่างสวยงาม นิยายหลายเล่มที่กระซิบกระซาบกรอกหูเราว่าความรักมีรสหวานลิ้น คนรอบข้างที่พากันทำให้เราเชื่อว่าความรักที่จบอย่างเป็นสุขคือจุดสูงสุดของชีวิต แต่เมื่อพ้นไปจากมายาคติฝันเพ้อแห่งรัก ความรักกลับปรากฏกายในหลายรูปแบบ มีความรักระยำหมา มีความรักที่เราอยากลืม มีความรักตัวเอง มีความรักแบบครอบครัว ฯลฯ รักอื่น ๆ นี่เองที่เรามองว่าช่างน่าหลงใหล และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราอยากคุยกับ แหม่ม-วีรพร นิติประภา ว่าด้วยความรัก ทั้งรักที่เราฝันเพ้อ รักที่ทำให้เรารีบอยากปลุกตัวเองให้ตื่นไว ๆ ไปจนถึงรักรูปแบบอื่น ๆ รักคืออะไร?: เพราะครบทุกรสชาติ รักจึงสมบูรณ์แบบ “ความรักคืออะไร?” เราไม่พูดพล่ามทำเพลง ถามคำถามแรกกับวีรพรด้วยคำถามคลาสสิก คาดหวังคำตอบหวือหวาสวิงสวาย แต่ความรักสำหรับนักเขียนนิยายรักอย่างเธอกลับตรงไปตรงมาเกินคาด ความเป็นเพื่อน ผสมเข้ากับการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร กลายมาเป็นความรักในนิยามของวีรพร นิติประภา “ความรักเหรอ? พี่คิดว่า พี่ยังยืนยันนะว่าความรักคือส่วนประกอบของมิตรภาพค่อนข้างเยอะ ความเป็นเพื่อน ความสัมพันธ์ที่มีความเป็นเพื่อน มีความห่วงใยกันระดับหนึ่ง
ในแวดวงแฟชั่นและผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่น คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่มีชื่อว่า Issey Miyake ซึ่งใช้ชื่อเดียวกันกับดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เด็กหนุ่มจากฮิโรชิมาที่สร้างสรรค์งานออกแบบทั้งเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายได้อย่างน่าประทับใจเสมอมา Issey Miyake มักสร้างปรากฏการณ์น่าทึ่งให้กับโลกของแฟชั่นอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงการเปิดศักราชใหม่อย่างงดงามด้วยนาฬิกาคอลเลกชันล่าสุดที่ดึงดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่าง Satoshi Wada (ซาโตชิ วาดะ) ชายผู้เคยสร้างฝีมือให้โลกประจักษ์ด้วยการดีไซน์รถยนต์ Audi A5 ทำให้รถยนต์รุ่นนี้ถูกกล่าวขานว่าเป็น “The most beautiful coupé in the world” หรือ “รถคูเป้ที่สวยที่สุดในโลก” การเจอกันระหว่าง Issey Miyake กับ Satoshi Wada ในครั้งนี้ไม่ใช่การเจอกันครั้งแรก แต่ทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาแล้วเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชัน “W” ที่โดดเด่นด้วยสไตล์มินิมัลและได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบรถยนต์ของ Satoshi Wada และมาในปี 2020 พวกเขาก็ได้ดีไซน์เรือนเวลาสุดพิเศษขึ้นอีกครั้งกับคอลเลกชัน “U” Series ชื่อของคอลเลกชัน “U” Series มีที่มาจากคำว่า ‘Unidentified’ รวบรวมจุดเด่นของความหลากหลายแตกต่างนำมาไว้บนเรือนเวลา เพราะ Satoshi Wada ขึ้นชื่อเรื่องงานดีไซน์ที่เน้นความมินิมัลผสมผสานกับความร่วมสมัย ส่งให้นาฬิกาเต็มไปด้วยความคลาสสิกผสมผสานความสากลในสไตล์ของ


