เพลงบางเพลงสามารถสร้างบรรยากาศสนุกสนานให้กับผู้คนมากมายได้ด้วยทำนองชวนแดนซ์ เปิดเมื่อไหร่ก็มันส์ ฟังสนุก แต่ใครจะรู้ว่าบางครั้ง บทเพลงเหล่านั้นก็เป็นดั่ง ‘มีดอาบน้ำผึ้ง’ ที่ซ่อนเนื้อหาดาร์ก ๆ เอาไว้บนเมโลดี้สดใส จนหลายคนไม่ได้สังเกตมาก่อนว่าความหมายในเพลงมันโหดร้ายแค่ไหน วันนี้ UNLOCKMEN จะหยิบยก 5 เพลงฮิตติดหูที่ฟังแล้วอารมณ์ดี มาตีแผ่เนื้อหาขม ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เปิดเพลงนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณอาจรู้สึกกับมันไม่เหมือนเดิม! Pumped Up Kicks – Foster The People เพลงนี้จัดว่าเป็นที่นิยมสำหรับงานรื่นเริงเป็นอย่างยิ่ง หากเป็นสาวกของวงก็คงจะรู้ที่มาที่ไปของเนื้อหากันอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ฟังแบบไม่ได้คิดอะไร รู้ไหมครับว่าในเนื้อเพลงที่ร้องว่า “All the other kids with the pumped up kicks You’d better run, better run, out run my gun” (พวกเด็กทั้งหลายที่ใส่รองเท้า Pumped up kicks เธอควรจะวิ่งหนีไป
“ปี 2020 จะเป็นอีกปีที่หนักหน่วง” สำนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงพูดถึงสภาวะเศรษฐกิจของปี 2020 ที่กำลังจะมาถึงไว้แบบนั้น คนทำงานอย่างเรา ๆ นอกจากหาหนทางประหยัดหัวแทบแตก เสาะค้นวิธีหาเงินให้เพิ่มพูนจนแทบคลั่ง อีกวิธีที่เหมือนจะทำได้ง่ายที่สุดคือ “การเก็บเงิน” เพราะการมีเงินเก็บสำรองไว้ในช่วงที่อะไร ๆ ฝืดเคืองก็ย่อมอุ่นใจกว่า รวมถึงสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างความป่วยไข้ อุบัติเหตุ ฯลฯ ที่ทำให้เราต้องใช้เงิน ถ้ามีเงินเก็บสักก้อนติดตัวไว้ก็ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้สะดวกกว่าไม่มีเงินเลยแน่นอน แค่ตั้งใจยังไม่พอ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปัญหาคือเราทุกคนล้วนอยากมีเงินเก็บกันทั้งนั้น แต่พอถึงเวลาจริง ๆ เรามักไม่ค่อยเจียดเงินมาเก็บกันสักเท่าไร เอาแต่บอกว่าเดือนหน้าแล้วกัน ผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ จนสิ้นปีทีไร นอกจากเงินเก็บไม่มีแล้ว อาจกระเป๋าเงินแห้งกรอบจนฉลองปีใหม่ไม่สนุกอีกด้วย Wendy De La Rosa ผู้เชี่ยวชาญด้าน Behavioural sciences บอกว่าใคร ๆ ก็ตั้งใจเก็บเงินกันทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่ก็มักล้มเหลว ไม่ใช่เพราะว่าเราตั้งใจไม่พอ แต่เป็นเพราะว่าหลาย ๆ ครั้งสภาพแวดล้อมก็พาเราไปสู่นิสัยทางการเงินที่เราเคยชิน ดังนั้นการเก็บเงินจึงไม่ใช่แค่ตั้งใจว่าจะเก็บเงินเท่านั้น แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาเพื่อล่อลวงให้ตัวเองนั้นเก็บเงินได้ด้วย “ไม่ใช่แค่ตั้งใจจะเก็บเงินเท่านั้น แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาเพื่อเก็บเงิน” งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เธอศึกษา เธอแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม
ตราบเท่าที่ความขมปนอร่อยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นรสชาติที่ถูกปากและถูกใจผู้ชาย UNLOCKMEN ก็ไม่เหน็ดเหนื่อยที่จะเสาะหาบาร์เหล้าเจ๋ง ๆ และค็อกเทลแก้วพิเศษจากทั่วกรุงเทพฯ มาแนะนำให้หนุ่มนักดื่มทุกคนได้รู้จัก ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านนี้ต้องยอมรับว่ามีบาร์เหล้าเท่ ๆ เปิดใหม่หลายแห่ง แต่ไม่ใช่ทุกบาร์จะออกแบบร้าน เสิร์ฟเครื่องดื่ม หรือบรรเลงบทเพลงได้ถูกจริตกับไลฟ์สไตล์แมน ๆ ของผู้ชายเรา ก่อนหมดปี 2019 นี้ UNLOCKMEN เลยอยากชวนหนุ่ม ๆ มาฉลองส่งท้ายปีกับ 5 บาร์เหล้าสุดเจ๋งที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้ชาย และเรายกย่องให้เป็น Mancave of the Year เชื่อว่าหนึ่งในร้านเหล่านี้ต้องถูกใจพวกคุณแน่นอน Lennon’s เริ่มต้นที่ Lennon’s บาร์ลับยุค 70s ใจกลางเพลินจิตที่รวบรวมตลับเทปและแผ่นไวนิลไว้กว่า 6,000 แผ่น บรรยากาศของร้านตกแต่งให้ดูย้อนยุคและสะท้อนความเป็น Art Deco ความพิเศษของที่นี่คือทุกวันอังคารถึงวันเสาร์จะมีดีเจมาสปินแผ่นไวนิล เพื่อคงความเป็นแอนะล็อกเอาไว้ โดยปราศจากการเล่นเพลงดิจิทัล พร้อมใช้เครื่องเล่นเพลงเกรดพรีเมียมช่วยดึงผู้ฟังให้ดำดิ่งลงไปในท่วงทำนองดนตรีมากยิ่งขึ้น นอกจากโซนบาร์เหล้าที่ประดับด้วยโคมระย้าและโซนชมวิวตึกระฟ้า อีกจุดเด่นของร้านนี้คือเลานจ์สูบซิการ์ที่อบอวลไปด้วยแสงสลัวและม่านควัน แถมยังมีซิการ์หายากจากประเทศคิวบาอย่าง pre-embargo Cigars อีกด้วย ค็อกเทลของ Lennon’s ได้แรงบันดาลใจมาจากบทเพลงและตัวศิลปิน จึงตั้งชื่อเมนูที่บ่งบอกรสชาติของค็อกเทลและรสชาติดนตรีในเวลาเดียวกัน
หากพูดถึงวัฒนธรรมดนตรีจากเกาะอังกฤษ เชื่อว่าหลายคนจะนึกถึง ‘Britpop’ มูฟเมนต์ครั้งสำคัญที่ทำให้ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากอังกฤษส่งอิทธิพลต่อวงการเพลงไปทั่วโลก นำทีมโดย 4 จอมทัพที่ผู้คนต่างเรียกกันว่า ‘Big Four’ ประกอบไปด้วย Oasis, Blur, Suede และ Pulp (ในบ้านเรา Oasis จะได้รับความนิยมที่สุด แต่อันที่จริง Suede ถือว่ามาเป็นวงแรกของมูฟเมนต์นี้นะครับ) และกระแสในครั้งนั้นก็ได้เข้ามาฟาดฟันกับดนตรีกรันจ์ร็อกอันเป็นที่นิยมในฝรั่งอเมริกา เรียกว่าเป็นยุคที่ดนตรีร็อกเฟื่องฟูและยึดครองพื้นที่สื่ออย่างแท้จริง แต่หากย้อนไปอีกนิด ก่อนจะมี Oasis เป็นดาวเด่น ณ เมืองตอนเหนือของเกาะอังกฤษที่เรียกว่าแมนเชสเตอร์ เคยเกิดมูฟเมนต์สำคัญที่กลายเป็นจุดกำเนิดของอะไรหลาย ๆ อย่างมาก่อน คือความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่เรียกว่า Madchester สิ่งนี้เกิดขึ้นและเฟื่องฟูช่วงปลาย 1980 ถึงต้น 1990 และกลายเป็นรากฐานให้กับวง Britpop หลากหลายวงในเวลาต่อมา รวมทั้งส่งอิทธิพลสำคัญต่อดนตรีแนว House ที่ถูกพัฒนาจนกลายมาเป็น EDM ในปัจจุบันอีกด้วย กำเนิด Madchester หากย้อนกลับไปอังกฤษในยุค 1980 เศรษฐกิจในประเทศตกต่ำอย่างรวดเร็ว อัตราว่างงานสูงจนน่าตกใจ แถมบรรยากาศบ้านเมืองก็เต็มด้วยความอึดอัดตึงเครียด (แม้เราจะเกิดไม่ทัน แต่ศิลปินยุคนั้นเขามักจะพูดถึงในลักษณะนี้เป็นทำนองเดียวกันนะครับ) ผู้คนยุคนั้นจึงเริ่มเสาะแสวงหาความบันเทิงราคาถูก
“คนเก่ง” คือประเภทคนที่ทุกองค์กรล้วนต้องการตัว เพราะเชื่อว่าคนเก่งนั้นจะเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เมื่อได้คนเก่งระดับพระกาฬมาร่วมงานกับองค์กรแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่หวังเสมอไป เพราะคนเก่งนั้นอาจหาหาได้ แต่เพราะเก่งอยู่คนเดียวอาจยังไม่พอ แล้วเก่งแบบไหนถึงจะเรียกว่าเก่งแบบมีประสิทธิภาพ? เก่งแบบไหนถึงจะไม่เก่งอยู่ลำพัง แต่เก่งแล้วเติบโตไปพร้อมกับทีมและองค์กรได้? มาสำรวจคุณสมบัติคนเก่งในทีมของเรา หรือสำตัวเอง (หากเราคิดว่าเราเก่ง) ว่าเก่งอย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่? ในวันที่สมรภูมิการทำงานและการแข่งขันทางธุรกิจดุเดือดแบบนี้ แค่เก่งคงไม่พอ และเก่งอยู่คนเดียวก็คงไม่รอด เก่งแล้วต้องสื่อสารรู้เรื่อง การสื่อสารถือเป็นสกิลสำคัญที่เชื่อมโยงคนทำงานไว้ด้วยกัน เพียงเสี้ยวเดียวที่สื่อสารผิดพลาดไป อาจทำให้อะไร ๆ ผิดแผนไปไกลโข ดังนั้นการได้คนเก่งมาทำงานกับองค์กรถือเป็นโอกาสอันดีไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ถ้าผสมสกิลการสื่อสารเข้าไปจะยิ่งเก่งอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าคนเก่งนั้นสามารถทำงานตัวได้เก่งกาจ แต่ไม่อาจอธิบายหรือสื่อสาร ส่งต่อให้กับทุกคนในองค์กรได้ โดยเฉพาะคนเก่งเฉพาะด้าน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่อาจมีคำศัพท์หรือความรู้เฉพาะแบบ ยิ่งต้องสื่อสารให้เข้าใจง่าย และอธิบายให้คนอื่นสามารถไปทำงานต่อหรือทำงานร่วมกันได้จริง สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดรู้เรื่องมากน้อยแค่ไหน ลองศึกษาวิธีง่าย ๆ ได้ที่ เก่งและพูดรู้เรื่อง “5 วิธีพูดเรื่องยากให้คนอื่นเข้าใจง่าย”ไม่ใช่อธิบายเข้าใจอยู่คนเดียว เก่งแล้วต้องบริหารจัดการเวลาให้อยู่หมัด เพราะโลกทุนนิยมนั้นโหดร้าย ปริมาณงานไม่เพียงแต่ต้องมีคุณภาพดีเท่านั้น แต่ต้องแข่งขันกับเวลาอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะในยุคที่อินเทอร์เน็ตคือส่วนหนึ่งของชีวิต อะไร ๆ ก็ดูจะไหลไปเร็วเสมอ ทั้งในแง่การทำงาน และในแง่การปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปกับความบันเทิงผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต ดังนั้น Time Management ถือเป็นอีกสกิลสำคัญแห่งทศวรรษ ที่ใครเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการตัวเองได้มีประสิทธิภาพกว่าก็สามารถเก่งได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าด้วยเช่นกัน
เมื่อโบกมือลาเดือนพฤศจิกายนที่เพิ่งจากไปหมาด ๆ ลมหนาวแห่งเดือนธันวาคมก็พัดมาทักทายเป็นระลอก แม้อุณหภูมิเย็นยะเยือกจะมีให้เราสัมผัสได้เพียงไม่กี่วัน แต่ก็เป็นสัญญาณให้รู้ว่าเทศกาลเฉลิมฉลองในช่วงสิ้นปีกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่พาสาวคนรู้ใจไปเคานต์ดาวน์ในสถานที่โรแมนติก ในทางตรงกันข้ามกลับมีผู้ชายบางคนที่รู้สึกเหงาขึ้นมาดื้อ ๆ ราวกับช่วงสิ้นเดือนธันวาคมนี้เป็นเทศกาลสุดห่วยของคนขี้เหงาอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งบรรยากาศโดยรอบครึกครื้นและผู้คนคึกคักมากเท่าไร มวลความเหงาก็ยิ่งถาโถมมากเท่านั้น และ 7 วันอันตรายตั้งแต่คริสต์มาสไปจนถึงปีใหม่ ก็เป็นฤกษ์งามยามดีที่ความเหงาในใจใครหลาย ๆ คนกำเริบ วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากมาบอกวิธีกำจัดความเหงาทิ้งไป ป้องกันไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่ และเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ชายคนใหม่ที่เลิกเหงา (หรือเหงาน้อยลงกว่าเดิม) กำจัดความคิดเชิงลบทิ้งไป ด้วยหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน อาจต้องยอมรับว่าการอยู่คนเดียวในช่วงเทศกาลเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ชายบางคน แต่ถ้าคุณไม่ได้รู้สึกว่าการฉลองอยู่ที่ห้องคนเดียวเป็นเรื่องผิดปกติ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จริงอยู่ที่การอยู่คนเดียวทำให้รู้สึกเหงา แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณจะอยู่คนเดียวไปตลอดทั้งปี ถ้าหนุ่ม ๆ สามารถกำจัดความคิดเชิงลบที่เรียกว่า ‘ความเหงา’ ทิ้งไปได้ คุณจะรู้ว่าบางครั้งการอยู่คนเดียวก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะมันอาจทำให้คุณตกผลึกทางความคิดกับบางเรื่องหรือเข้าใจตัวเองมากขึ้น พาตัวเองออกไปข้างนอก ถ้าอยู่ที่ห้องคนเดียวแล้วมันยิ่งเหงาหรือจิตใจฟุ้งซ่าน เราแนะนำให้หนุ่ม ๆ ออกไปพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง ไปดูดอกไม้ไฟ หรือเดินชมต้นคริสต์มาสที่ถูกประดับตกแต่งตามสถานที่ต่าง ๆ การออกไปเจอผู้คนมากหน้าหลายตาอาจช่วยทุเลาความเหงาในใจผู้ชายหลายคนได้ หรือถ้าใครอยากหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ก็พาตัวเองไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือพักค้างแรมในสถานที่สงบ ๆ สักคืน เพื่อให้สมอง ร่างกาย และจิตใจได้พักผ่อน และชาร์จพลังกายพลังใจให้เต็มที่ก่อนกลับไปทำงาน (ที่เรารัก)
โซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นโลกอีกใบที่เราบรรจุตัวตน ความทรงจำ ชีวิตและความรู้สึกไว้ในนั้น ใครต่อใครอาจพากันบอกว่ามันเป็นเพียง “โลกเสมือน” หากมันเป็นเพียงความเสมือน ก็ดูจะเสมือนจริงมากขึ้นทุกที ๆ ไม่แปลกที่สเตตัสเฟซบุ๊กสุดดราม่าทำให้เราเครียดหัวแทบระเบิดมาถึงชีวิตจริงได้ รูปในอินสตาแกรมรูปเดียวที่ละเมิดกฎของบริษัทที่เราสังกัดอยู่อาจทำให้เราโดนไล่ออกได้จริง ๆ ไม่เว้นแม้แต่คอมเมนต์จากสาวสวยสักคนที่ดูสนิทสนมกับเราเป็นพิเศษก็อาจทำให้เราทะเลาะกับแฟนสาวจนบ้านแตกก็เป็นได้ เป็นแฟนกันและเป็นเฟรนด์กัน สัญญานอันตรายสำหรับบางคู่ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่ามนุษย์เรานั้นสื่อสารกันด้วยความหมายของคำจริง ๆ น้อยกว่าภาษากายและน้ำเสียงเสียอีก ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเรายืนอยู่ตรงหน้าใครสักคนแล้วบอกเธอคนนั้นว่า “คุณสวยเหมือนนางฟ้าเลยครับ” โดยความหมายของคำในประโยคนี้คือคำชมทุกตัวอักษร แต่ถ้าเราใช้น้ำเสียงแดกดัน ประกอบกับการเบ้ปาก กลอกตาใส่เธอ ความหมายของคำดี ๆ เหล่านั้นจะพังทลายลงทันที เพราะสิ่งที่สื่อสารมากกว่าคำคือน้ำเสียงและท่าทางของเรา ที่แสดงให้เห็นว่ามันคือการประชดไม่ใช่การชมอย่างจริงใจ จึงไม่แปลกเลยที่หลายครั้งเราสื่อสารกับแฟนสาวต่อหน้าแล้วเข้าใจกันดี แต่เมื่อความสัมพันธ์ถูกย้ายลงไปบนโลกเสมือนอย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ แล้วเราจะสื่อสารผิดพลาดจนกลายเป็นการทะเลาะกันครั้งใหญ่ได้เสมอ ปัจจัยที่ทำให้สื่อสารผิดพลาดคือตัวอักษรที่ปราศจากน้ำเสียงและไม่เห็นสีหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก ทำให้หลายครั้งเราเข้าใจกันผิดได้ง่าย ๆ ไม่เพียงเท่านั้นในโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ได้มีแค่เราสองคนเหมือนเวลาเราไปเดต หรือไปเที่ยวกัน แต่มีโยงไยความสัมพันธ์จากเพื่อนของเพื่อน คนรู้จักไกล ๆ เพื่อนมหาวิทยาลัย ฯลฯ โดยในบรรดาคนรู้จักเหล่านี้ของเรา แฟนก็อาจไม่ได้รู้จักทั้งหมด และในบรรดาเฟรนด์ในเฟซบุ๊กของแฟนเราเอง เราก็ไม่ได้รู้จักทั้งหมดเช่นกัน ดังนั้นอาจจะมีสาวสักคนดันมากดเลิฟให้เรามากกว่าปกติ หรือมีเพื่อนชายสมัยมัธยมของเธอที่คอมเมนต์ด้วยคำพูดที่ดูเหมือนมีแต่เธอกับเขาคนนั้นที่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้คือภาษาที่ไม่มีการตีความตายตัว ทำให้เข้าใจผิดกันได้ง่าย ผิดใจกันได้ง่ายและจบลงด้วยการทะเลาะกัน
แค่เห็นชื่อ Ads ก็กดข้าม เจอคำว่า Sponsors ก็หงุดหงิด คงต้องบอกว่ายุคนี้เป็นยุคของคนช่างเลือกที่ระแวงการรับสื่อและ Clickbait ยิ่งกว่าอะไรดี ขายของอะไรก็ไม่ง่าย ดังนั้นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่คนใช้อย่าง Banner Ads จึงได้รับผลกระทบ ของที่เคยใช้ได้ดีในยุคหนึ่ง จะไร้ค่าในยุคถัดไป วัฏจักรที่เรารู้ดีว่ามันจะเกิดวันนี้มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘Banner Ads’ เครื่องมือการตลาดของแบรนด์ที่เรารู้ว่าทุกวันนี้มันยังคงต้องมี เพราะมัน Remind Brand ให้ติดอยู่ในใจผู้บริโภค และเก็บสถิติเชิงตัวเลขไว้อย่างครบถ้วน สัมพันธ์กับเรื่องการขายและการวางกลยุทธ์ Banner Ads หรือโฆษณารูปแบบดิจิทัล ชิ้นแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 1994 จากบริษัท AT&T บริษัทข้ามชาติด้านโทรคมนาคมของสหรัฐอเมริกา โดยเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ You will แคมเปญเล่าเรื่องความก้าวหน้าของการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ AT&T สามารถเป็นผู้นำได้ และหนึ่งในนั้นก็คือ Banner Ads สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ แคมเปญ “You will” ผลลัพธ์ครั้งนั้นถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่มันเป็นของใหม่ แต่ประโยคทำนอง Clickbait นี้ ทำให้ผู้บริโภคที่เห็นแบนเนอร์เลือกคลิกกดไปยังลิงก์ต้นทางได้ถึง
ผู้ชายอย่างเราต่างรู้จัก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในฐานะหนึ่งในนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หากนับถ้วยรางวัลและความสำเร็จทั้งหมดของชายคนนี้ คงต้องใช้พื้นที่หลายบรรทัดในการสาธยาย เจ้าของรางวัล Ballon d’Or 5 สมัยถูกยกให้เป็นนักเตะที่มีความสามารถครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจบประตูที่ดีจากเท้าทั้ง 2 ข้าง และลูกโหม่งที่มาพร้อมพลังกระโดดมหาศาลที่แทบไม่มีกองหลังคนไหนลอยตัวขึ้นไปป้องกันเขาได้ โดยหนึ่งเคล็ดลับของพลังกระโดดของชายคนนี้มาจากมัดกล้ามเนื้อส่วนต้นขา (Quads) ที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ต้นขา (Quads) ถือเป็นกล้ามเนื้อส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เดินหรือกระโดด เราจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วตามต้องการ หากมีกล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแรงสมส่วน ส่วนหนุ่ม ๆ ที่กำลังมีปัญหาต้นขาใหญ่ใส่กางเกงไม่พอดี คอร์สการฝึกต้นขาจะช่วยลดขนาดและเพิ่มความแข็งแรงไปพร้อมกัน QUICK WORKOUT วันนี้อยากชวนทุกคนมาออกกำลังต้นขา โดยดึงโปรแกรมฝึกของคริสเตียโน โรนัลโด้มาปรับใช้ ประกอบไปด้วยท่าออกกำลังต้นขาทั้งหมด 7 ท่า ให้ทุกคนได้ฝึกตาม Wall Sit เริ่มที่ท่าบอดี้เวทที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Wall Sit หรือนั่งพิงกำแพง หลังจากยืดกล้ามเนื้อต้นขาเสร็จเรียบร้อย เริ่มอุ่นเครื่องกล้ามเนื้อด้วยท่า Wall Sit ข้อที่ควรให้ความสำคัญคือแผ่นหลังที่ควรยืดตรง และย่อขาให้ตั้งฉาก 45 องศา โดยเน้นรับน้ำหนักลงมาที่ต้นขาเป็นหลัก Walking


