มนุษย์กับความฝันเรื่องหุ่นยนต์เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันในทุกยุคสมัย มนุษย์เราพยายามสร้างสรรค์ พัฒนาทั้งหุ่นยนต์เลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ หุ่นยนต์รถ และอีกสารพัดมากมายที่สามารถมาแทนงานมนุษย์ ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว หนึ่งในภาพวาดจากฝีมือปัญญาประดิษฐ์เพิ่งจะถูกประมูลไปในราคาสูงกว่า 432,500 ดอลลาร์ แน่นอนว่ามากกว่าศิลปินมีเลือดเนื้อบางคนที่วาดภาพมาทั้งชีวิตเสียอีก! ภาพวาด Edmond de Belamy จากฝีมือ A.I. ที่ถูกประมูล ทีนี้เรามาพูดถึงวงการดนตรีกันบ้าง จากการใช้เสียงสังเคราะห์ ถูกพัฒนามาเป็น ‘ศิลปินสังเคราะห์’ แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมันถูกพัฒนามาอย่างช้านาน แต่ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักทั่วโลก คงหนีไม่พ้น ‘Hatsune Miku’ ไอดอลสาวโวคัลลอยด์จากญี่ปุ่นที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2007 ศิลปินสาวเสียงใสมากเสน่ห์ที่ออกทัวร์ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผลิตงานเพลงใหม่ ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แถมยังมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นอีกต่างหาก ล่าสุดบริษัทสตาร์ตอัปในลอนดอนชื่อ AUXUMAN ได้เปิดตัวอัลบั้มเพลงจากปัญญาประดิษฐ์ ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่คนเดียว แต่มาถึง 5 คน! หากจะใช้เรียกบริษัทนี้ด้วยศัพท์วงการบันเทิง คำว่า ‘ค่ายเพลง’ ก็คงจะไม่มากเกินไปไปนัก โดยศิลปินของพวกเขาถูกเรียกว่าเป็น Virtual Entertainers ประกอบไปด้วย Yona, Mony, Gemini, Hexe และ
หลังจากปีที่แล้วแบรนด์เครื่องกีฬาและสนีกเกอร์อย่าง Nike ดึงรองเท้าบาสเกตบอลในตำนานอย่าง Air Force 1 รุ่น 07 ที่เคยได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งเหล่านักกีฬาและผู้ชายที่ชื่นชอบสไตล์คลาสสิกกลับมาสู่ปัจจุบัน เพื่อฉลองครบรอบ 36 ปี โดยผูกรองเท้าเข้ากับเรื่องราวของทีมจากลีก NBA ในปีนี้ Nike ก็ยังคงดึงความคลาสสิกจากวันเก่าก่อนมาเล่าใหม่อีกครั้งด้วยการนำรองเท้าผ้าใบ Air Force 1 07 LV8 NBA มาตกแต่งด้วยสีสันและสไตล์ที่ทันสมัยส่งให้สนีกเกอร์รุ่นปี 2019 เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของยุคสมัยที่บรรจบกัน ความโดดเด่นของ Nike Air Force 1 07 LV8 NBA ครั้งนี้อยู่ที่การจับสีสันของทีมบาสเกตบอลจากลีก NBA ที่โด่งดังไปทั่วโลกมาเจอกัน อย่างรองเท้าคู่สีขาวดำก็จะใช้การสลับพื้นที่ของสีขาวและดำทำให้รองเท้าแปลกตา โลโก้ Swoosh ก็แบ่งครึ่งเป็นทูโทนสลับกับสีของสนีกเกอร์ โดยทาง Nike ก็ตั้งชื่อรองเท้านี้ไว้ง่าย ๆ ว่า Air Force 1 07 LV8 NBA Black/White ส่วนคู่ถัดมามีชื่อว่า
ถ้าพูดถึงภาพยนตร์แอกชันทุนต่ำแต่โด่งดังไปทั่วโลกในตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง John Wick อย่างแน่นอน ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวของโลกของนักฆ่าอาชีพที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ โดยเล่าผ่านอดีตนักฆ่าหวนสู่วงการเพราะมีคนมายิงหมาและขโมยรถคู่ใจบทนี้ ที่ได้ Keanu Reeves มารับบทนำจะดังเป็นพลุแตกทำรายได้ถล่มทลายขนาดนี้ John Wick (2014) ภาคแรกใช้ทุนสร้าง 20 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่สามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจนเกิดภาคต่ออย่าง John Wick: Chapter 2 (2017) และ John Wick: Chapter 3 Parabellum (2019) ทยอยออกมาให้แฟน ๆ ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้แม้จะยังไม่มีภาค 4 แต่จักรวาลของเหล่ามือปืนจะขยายกว้างไกลขึ้นด้วยหนังภาคแยกของ John Wick หลังจากสำนักข่าวต่างประเทศลงข่าวลือกันมาพักใหญ่ว่า John Wick จะมีหนังภาคแยกในจักรวาลเดียวกันแต่จะไม่เล่าถึงตัวของนักฆ่าหวนวงการเพราะหมาตาย หันมาเล่าเรื่องนักฆ่าคนอื่นแทนบ้าง ไอเดียที่ตามมาคือทางผู้สร้างอยากใช้ “นักฆ่าสาว” เป็นตัวดำเนินเรื่องเพื่อให้ผู้คนรู้จักโลกของมือปืนมากยิ่งขึ้น ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์ John Wick จะทราบกันอยู่แล้วว่านอกจากเส้นเรื่องหลักอย่างการล้างแค้นเราจะได้เห็นระบบของเหล่ามือปืน พวกเขาจะมีค่าเงินเป็นของตัวเอง จ่ายเงินซื้อสินค้าต่าง ๆ ด้วยเหรียญทอง มีโทรศัพท์เฉพาะไว้อัปเดตข่าวหรือแม้กระทั่งอัปเดตค่าหัว นักฆ่าทำอาชีพหลากหลายเพื่อบังหน้า
แรกเริ่มเดิมทีถ้าใจของเรารักที่จะสะสมอะไรสักอย่างแล้ว ลำดับต่อไปควรต้องถามตัวเองว่าจุดมุ่งหมายที่จะเริ่มสะสมสิ่งเหล่านั้นคืออะไร ถ้าคำตอบมีเพียงสะสมเพื่อสนองตัณหาของตนเอง เราก็ควรถามตัวเองต่อว่า อยากให้ของที่เราสะสมเหล่านั้นมีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ หรือไม่ว่ายังไงก็จะไม่ขายของสะสมออกไป ต้องการสะสมเพียงอย่างเดียวไม่สนใจที่จะมอบให้เป็นมรดกตกทอดกับใคร ถ้าคำตอบเป็นอย่างนั้นคุณจะสะสมอะไรก็ได้แม้แต่ซากแมลงก็ตาม เพราะคุณไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้นที่มาสะสมเพราะความชอบเพียงอย่างเดียว แต่พอคุณเริ่มสะสมไประยะนึงความอยากรู้อยากเห็นหรือความสนใจในของสะสมจะต้องเพิ่มมากขึ้นไปโดยปริยาย ไม่งั้นคุณจะเริ่มเบื่อหรือเริ่มรู้สึกว่าของที่สะสมมามันเริ่มรกบ้าน เริ่มรู้สึกไม่มีประโยชน์ในการสะสมเพราะการเก็บของสะสมมันไม่มีจุดมุ่งหมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นเราต้องถามตัวเราเองว่าจุดมุ่งหมายในการสะสมคืออะไร อยากกลายเป็นเทพหรือเซียนของของสะสมประเภทนั้นเหรอ หรือหามิตรภาพจากเพื่อนที่รักในของสะสมเหมือน ๆ กัน หรือหวังว่าจะได้รับทั้งความสุขทางใจและผลตอบแทนจากการสะสมของควบคู่กันไป ด้วยเหตุนี้จึงถือกำเนิดศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า Passion Investment ขึ้นมา WHAT EXACTLY IS PASSION INVESTMENT? ครั้งแรกที่ผมได้พูดเรื่องนี้คงเป็นที่ Luxellence Center เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว และครั้งต่อมาที่งาน Stock2morrow เมื่อหลายปีแล้วเช่นกัน จนผมเคยหยอกล้อกับทางผู้จัดเล่น ๆ ว่าสงสัยเพราะเซียนเกิดขึ้นเยอะจึงทำให้เขาไม่ต้องเชิญผมไปพูดแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพราะผู้คนหันมาศึกษาในเรื่องนี้เป็นจำนวนมากขึ้นจึงทำให้คนเข้าใจถึงการสะสม และการเพิ่มมูลค่าของสะสมมากขึ้น Passion Investment คือคำนิยามง่าย ๆ ว่า “การลงทุนในการสะสมของ และทำให้ของที่เราสะสมมีมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งตัวผู้สะสมเองต้องมีความสุขในการใช้หรือเก็บสะสมของเหล่านั้นด้วยเช่นกัน” Passion Investment ใช้ได้กับของสะสมทุกอย่างที่มีตลาดรองรับ ถ้าเป็นตลาดโลกเราก็จะมองที่ Sotheby’s หรือ
กระแสภาพยนตร์ The Joker (2019) ผู้คนกำลังพูดถึงเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงอันสุดยอดจากพระเอกอย่างวาคีน ฟินิกซ์ รวมถึงตัวบทและฝีมือการถ่ายทอดอารมณ์ของผู้กำกับท็อดด์ ฟิลลิปส์ที่ดิบเถื่อนและสวยงาม ขณะเดียวกันผู้ผลิตนาฬิกาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่าง RJ ก็ได้แรงบันดาลใจจากจอมร้ายตัวนี้ในเวอร์ชัน Comics มาถ่ายทอดลงบนนาฬิกาโดยใช้ชื่อว่า The Joker สุดยอดอาชญากรจากเมือง Gotham ดูเหมือนจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าเกลียดชัง หลังจากปรากฏตัวครั้งแรกในคอมิกส์ Batman เล่มที่ 1 ในปี 1940 นับตั้งแต่นั้นมาโจ๊กเกอร์ก็ปรับเปลี่ยนและพัฒนาออกมาหลากหลายเวอร์ชัน แต่ละเวอร์ชันก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมและเสียงค้านปะปนกันไป อย่างไรก็ตามตัวละครนี้ก็ถูกยกให้เป็นสุดยอดศัตรูตลอดกาลของอัศวินรัตติกาลเป็นที่เรียบร้อย The Joker จาก RJ อยู่ในคอลเลกชัน RJ x Batman Villains โดยมีพื้นฐานจากเรือนเวลารุ่น Arraw มาพร้อมหน้าปัดไทเทเนียม เกรด 5 ขนาด 45 มิลลิเมตรพร้อมกรอบที่สลักเลเซอร์ เป็นลวดลายแพตเทิร์นรูปตัวละครโจ๊กเกอร์ ด้านในเป็นกระจกแซฟไฟร์แบบป้องกันการสะท้อนแสงที่ออกแบบมาอย่างลงตัวสวยงาม พร้อมการป้องกันน้ำลึกถึง 100 เมตร ภายในของกระจกแซฟไฟร์ของ The Joker แต่ละเรือนจะถูกทาสีด้วยมือ ที่มีระบบทำงานแบบ RJ-2042
สองแบรนด์สเก็ตบอร์ต Vans และ Supreme โคจรกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง โดยพวกเขาเตรียมปล่อยคอลเลกชัน Fall/Winter ประจำปี 2019 ออกมาร่วมกันนำทีมโดยรองเท้าโมเดลสุดเก๋าอย่าง SK8-Hi Pros และลวดลายกราฟิกที่เคยใช้ใน FW14 หลังทั้งสองค่ายปล่อยคอลแลปส์คอลเลกชันชุดล่าสุดของตัวเองเรียบร้อย โดย Supreme ร่วมคอลแลปส์กับ Nike SB Dunk Low ส่ในขณะที่ Vans Fox Racing ก็ร่วมกับ Honda เปิดตัวคอลเลกชันไปได้ไม่นาน แต่ทั้งสองยังเดินหน้าเขย่าวงการอย่างต่อเนื่องด้วยการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลังร่วมงานกันในคอลเลกชัน Spring/Summer 19 ซึ่งคราวนั้นเลือกรองเท้าโมเดล SK8-Hi ที่มาในอาร์ตเวิร์กของศิลปินชาวญี่ปุ่น Sekintani La norihiro แต่ในคอลเลกชันล่าสุดพวกเขาเลือกใช้โมเดล SK8-Hi Pros มาละเลงไอเดียแทน SK8-Hi Pros ในคอลเลกชัน Supreme x Vans ประกอบไปด้วยรองเท้า 3 สีได้แก่ Elegant Black, Navy/Yellow และ
หลังจากที่คอลเลกชันนาฬิกา Neo-Tokyo ทั้ง 4 เรือนเพิ่งปล่อยออกมาหมาด ๆ G-SHOCK ก็ไม่รอช้า เตรียมคอลแลปส์โมเดลนาฬิกากับ Herschel Supply Co. แบรนด์แฟชั่นยอดฮิตระดับโลก การผสมผสานที่ลงตัวของสองแบรนด์นี้เกิดเป็นเรือนเวลารุ่น ‘Herschel G-Lide’ ที่ถอดแบบความแข็งแกร่งของกองทัพสหรัฐฯ มาได้อย่างแยบยล Herschel นำโมเดลยอดนิยมในหมู่นักโต้คลื่น นักกีฬา และผู้ชายสายสตรีตอย่าง G-SHOCK GLX5600-1 มาเป็นต้นแบบและต่อยอดงานดีไซน์ให้มีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเหลืองอ่อนจากกระจก mineral ที่ผนวกความเท่แบบย้อนยุคและความทันสมัยเข้าด้วยกัน ตัวบอดี้และสายรัดข้อมือของ Herschel G-Lide ห่อหุ้มด้วยเคสเรซิ่นแบบด้านสีเขียวมะกอก สะท้อนกลิ่นอายของเหล่าทหารผู้กล้า พร้อมสลักโลโก้ Herschel Supply ไว้ที่สายนาฬิกา ไฮไลต์ของนาฬิการุ่นนี้คือฝาหลังที่ใช้สเตนเลสสตีลสลักว่า “YOU CAN SURF LATER” ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทหารอเมริกัน เพราะเป็นประโยคที่มักจะสลักไว้บนซิปโป้ เพื่อให้เหล่าทหารรู้สึกว่าไฟแช็กของพวกเขาเป็นเหมือนเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มอบกำลังใจให้พวกเขาทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงโดยสวัสดิภาพ Herschel G-Lide ยังคงเอกลักษณ์ของฟังก์ชันนาฬิกาจาก G-SHOCK ที่สามารถกันกระแทกและกันน้ำลึก 200 เมตร ใช้เทคโนโลยี Electroluminescent Backlight
ปัจจุบันสมาร์ตโฟนกลายเป็นไอเทมคู่กายของคนส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว คู่กายจนบางคนกล้าพูดว่ามือถือของตัวเองเปรียบเหมือนมือที่สามของร่างกายก็ว่าได้ ด้วยความสำคัญของสมาร์ตโฟนในยุคปัจจุบันทำให้มีบริษัทจำนวนไม่น้อยเล็งเห็นความสำคัญของเคสใส่โทรศัพท์และขยันออกลายสวย ๆ มาแข่งให้คนซื้อกันแล้ว ซึ่งตอนนี้มีแบรนด์กล้องแบรนด์หนึ่งไม่ยอมน้อยหน้า ขอบุกตลาดเคสสำหรับมือถือแล้วด้วยเช่นกัน หลาย ๆ คนคงจะรู้จัก Kodak บริษัทชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่อยู่ในวงการถ่ายภาพกันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทกล้องฟิล์มที่โด่งดังของแบรนด์ทำให้ขึ้นแท่นยอดขายกล้องฟิล์มในศตวรรษที่ 20 หลังจากนั้นก็ถูกศาลสั่งฟ้องล้มละลายในปี 2012 ถือเป็นบริษัทที่พวกเราทันทั้งยุครุ่งเรืองก้าวสู่จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดไปพร้อมกัน เรื่องราวหลังล้มละลายจากปี 2012 ที่บางคนอาจไม่ได้ตามกันต่อ คือ Kodak ปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่ได้กลายเป็นบริษัทที่ไซซ์เล็กลงและเริ่มมองหาลู่ทางในตลาดใหม่ ทั้งตลาดสมาร์ตโฟนไปจนถึงเคสกันรอยและหันมาจับมือกับบริษัทที่อยู่ในวงการมาก่อนอย่าง Case Mate Case Mate เป็นใคร ทำไม Kodak ถึงอยากจับมือด้วยนัก? Case Mate เป็นแบรนด์ผลิตเคสสำหรับสมาร์ตโฟนที่โด่งดังไปทั่วโลก จุดเด่นคือวัสดุพรีเมียมทั้งคริสตัลแท้ไปจนถึงโลหะต่าง ๆ เพื่อเน้นถึงความแข็งแรงของเคส ในด้านดีไซน์ที่แปลกตาบ้างก็เอาไข่มุกมาประดับเอาใจกลุ่มลูกค้าผู้หญิง หรือดีไซน์เท่ ๆ ล้ำสมัยเพื่อกลุ่มผู้ชาย รวมถึงสไตล์วินเทจในวันวานสำหรับวัยรุ่นฮิปสเตอร์ คอลเลกชันเคสที่เกิดจากการ collaboration ระหว่าง Kodak กับ Case Mate ดีไซน์ออกมาในสไตล์วินเทจ โดยตัวชูโรงของคอลเลกชันนี้หนีไม่พ้นเคสโทรศัพท์มือถือสี CI คือสีเหลืองมีเส้นและตัวอักษรสีแดงสีคู่ใจของแบรนด์
เราต่างก็หวาดกลัวการถูกปฏิเสธ เพราะการปฏิเสธหมายถึงการไม่ได้อย่างที่ใจหวัง การถูกมองว่าเราดีไม่พอ เราไม่เป็นที่ต้องการ หรือการที่เราไม่ถูกเลือก แต่วันนี้ UNLOCKMEN ขอนำเสนอเรื่องราวของ Jia Jiang ชายหนุ่มชาวจีนที่จะทำให้คุณมองเรื่องราวของการถูกปฏิเสธเปลี่ยนไปตลอดกาล ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธต้นเหตุของความไม่กล้า Jia Jiang ไม่ต่างอะไรจากผู้ชายอย่างเรา ๆ ที่มีไอดอลในดวงใจหนึ่งคนแล้วใฝ่ฝันว่าสักวันจะเป็นอย่างเขาคนนั้นให้ได้ ตอน Jia Jiang อายุ 14 เขาได้ฟัง Bill Gates พูด ทันทีที่ได้ฟังเขาก็รู้สึกฮึกเหิมมากและคิดว่าภายในอายุ 25 ปีเขาต้องมีบริษัทเป็นของตัวเองให้ได้และบริษัทนั้นต้องยิ่งใหญ่ ร่ำรวยมากพอที่จะซื้อบริษัทไมโครซอฟต์ของ Bill Gates ให้ได้เช่นกัน! แต่เวลาล่วงผ่านไปจนจะเข้าอายุ 30 เขาก็ยังไม่มีความกล้าหาญที่จะทำอะไรอย่างที่เขาตอนอายุ 14 พูดไว้แม้แต่น้อย เขารู้สึกท้อใจและนั่งทบทวนว่าอะไรกันแน่คือสาเหตุที่เขาไม่ประสบความสำเร็จ แล้วเขาก็พบว่ามันคือความกลัวที่จะถูกปฏิเสธนั่นเอง เราไม่กล้าออกไปพรีเซนต์งานเพราะกลัวจะถูกมองว่าทำได้ไม่ดี เราไม่กล้าเริ่มอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวจะผิดหวัง เราไม่กล้าลงมือทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนเพราะกลัวว่าจะถูกปฏิเสธให้พลาดไปจากความตั้งใจเดิมของเรา Rejection Therapy: เพราะเราต้องเผชิญหน้ากับการปฏิเสธ Jia Jiang ตัดสินใจแแล้วว่าเขาจะไม่ยอมให้ความกลัวมาทำให้เขาจมอยู่กับที่อีกต่อไปแล้ว เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อตามหาวิธีเอาชนะความกลัวการถูกปฏิเสธนี้จนกระทั่งเข้าไปเจอ Rejection Therapy เกมที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย


