สำหรับใครที่เป็นคอซีรีส์หรือชื่นชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวนคงไม่พลาดดู Mindhunter จาก Netflix ผลงานของผู้กำกับ David Fincher ที่หลงใหลในเรื่องราวของเหล่าฆาตกร และต้องการเจาะลึกถึงความคิด ความรู้สึกในการสังหารคนว่าในช่วงเวลานั้นเขาคิดอะไร สภาพแวดล้อมหล่อหลอมให้กลายเป็นคนชั่วหรือทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะจิตใจที่ดำมืดอยู่แล้ว ซีรีส์เรื่อง Mindhunter จำลองการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่ FBI กับผู้ต้องหาคดีหนักในยุค 70 เนื้อหาของบทสนทนาจะเล่าถึงการก่อเหตุในแต่ละครั้ง เพื่อทำความเข้าใจวิธีคิดของฆาตกรโรคจิตและหาทางยับยั้งการเกิดเหตุน่าสลดในภายภาคหน้า หรือสำหรับบางคดีที่ฆาตกรยังไม่ยอมบอกว่าฝังศพของเหยื่อไว้ที่ไหนบ้าง พวกเขาจะต้องพูดคุยเพื่อไขคดีไปพร้อมกัน ด้วยเรื่องราวที่หนักหน่วงของ Mindhunter ทำให้ UNLOCKMEN สนใจหยิบเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งนาม Edmund Kemper มาเล่าสู่กันฟังว่าชายคนนี้เพี้ยนจนกู่ไม่กลับและสร้างความสะพรึงกลัวให้กับสังคมได้มากน้อยแค่ไหน เด็กหนุ่มกับพฤติกรรมวิกลจริต เด็กชายเคมเปอร์เติบโตในรัฐแคลิฟอร์เนียร์ ท่ามกลางครอบครัวที่ไม่อบอุ่น พ่อแม่ของเขามีปากเสียงกันแทบจะตลอดเวลา สุดท้ายทั้งสองคนหย่าร้างและส่งลูกชายของตัวเองไปอยู่กับตายาย ความประหลาดในตัวเขาเริ่มแสดงออกผ่านพฤติกรรม เขาชอบเล่นเป็นนักโทษประหารกับน้องสาว โดยแบ่งกันเลือกว่าจะตายด้วยวิธีไหนทั้งเก้าอี้ไฟฟ้า หรือโดนรมควันในห้องแก๊ส เมื่ออายุ 10 ขวบ เด็กชายฆ่าแมวและฝังไว้ในสวนข้างบ้าน เวลาผ่านไปก็ฆ่าแมวอีกหนึ่งตัวเพราะเห็นว่าน้องสาวของเขาชอบมันมากเกิน แถมยังเก็บซากแมวไว้ในตู้จนสุดท้ายแม่ก็มาเจอซากศพแมวที่ส่งกลิ่นชวนคลื่นไส้ เด็กชายเคมเปอร์มีความสุขกับการฆ่า สนใจใคร่รู้ในเรื่องพิธีกรรมลี้ลับ เขาเคยเอาตุ๊กตาของน้องสาวมาทำพิธีบางอย่างด้วยการตัดหัวตุ๊กตา รวมถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างเขากับพี่สาวอีกคนว่าทำไมไม่ลองจูบครูของตัวเองดูล่ะ และเธอก็ได้คำตอบที่ชวนตกใจจากน้องชายว่า “ถ้าผมจะจูบเธอ ผมต้องฆ่าเธอก่อน” นอกจากนี้แม่ขี้เมาของเขาอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เด็กชายโตมาเป็นคนวิกลจริต คุณนายเคมเปอร์เลี้ยงเขามาด้วยความลำเอียง ชอบพูดถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามใส่ ไล่ให้เขาไปนอนในห้องใต้ดินเพราะกลัวว่าเขาจะทำร้ายน้องสาวของตัวเอง ไม่ยอมกอดลูกชายเพราะการกอดจะเปลี่ยนให้เขาเป็นเกย์ และในที่สุดเวลาที่เขาก่อคดีฆาตกรรมก็มาถึง
กว่าที่นักบินอวกาศจะผ่านการฝึกเพื่อเข้ามาประกอบอาชีพนี้ได้นั้น พวกเขาจะต้องเผชิญกับแบบทดสอบที่ท้าทายทั้งศักยภาพด้านร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์หลายรูปแบบที่ไม่อาจคาดเดาได้จากนอกโลก ซึ่งมีผลต่อความเป็นความตายของพวกเขาได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นักบินอวกาศเหล่านี้ก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาไม่ต่างไปจากพวกเราทุกคน จินตนาการว่าเราเจอหลุมอากาศหนัก ๆ บนเครื่องบินยังกลัวชนิดลืมหายใจ นับประสาอะไรกับการนั่งยานอวกาศออกไปนอกโลกอันมืดมิด ซึ่งในอดีตก็มีเหตุการณ์ที่สภาพจิตใจของพวกเขาเคยมีปัญหามาแล้วหลายครั้ง เช่นในปี ค.ศ. 1973 ลูกเรือภารกิจ Skylab 4 ตัดสินใจประท้วงหยุดงานกลางอวกาศ โดยการยุติระบบสื่อสารกับภาคพื้น และหยุดการทำงานทุกอย่างลง สาเหตุมาจากการถูก NASA อัดตารางทำงานให้โดยไม่คำนึงถึงการพักผ่อนของนักบินอวกาศ แน่นอนว่าพอหลังเปิดระบบสื่อสารในวันกลับมา พวกเขาก็โดนตำหนิจากการกระทำดังกล่าวอย่างหนัก แต่นั่นก็ทำให้ NASA ปรับปรุงการจัดตารางทำงานให้กับลูกเรือ โดยคำนึงถึงสภาพร่างกายและจิตใจของนักบินอวกาศมากยิ่งขึ้น ลูกเรือ Skylab 4 ทั้งสามคนได้รับเหรียญรางวัลขั้นสูงสุดของ NASA แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้รับโอกาสให้กลับไปสู่อวกาศอีกเลย และเมื่อดูภารกิจในปัจจุบันที่แต่ละประเทศก็ต่างอยากส่งมนุษย์ออกไปสำรวจดาวอังคาร รวมทั้งวัตถุที่อยู่ไกลออกไปจากนั้นอีก นั่นทำให้สภาพจิตใจของนักบินอวกาศจะต้องถูกศึกษาและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการ Freak Out ขึ้นระหว่างการเดินทางนานแรมปีในแต่ละภารกิจ มาดูเทคนิคที่บรรดาหน่วยงานอวกาศต่าง ๆ กำลังศึกษา เพื่อดูแลสุขภาพจิตของนักบินอวกาศกัน เริ่มแรกให้เราลืมภาพยานอวกาศที่พบเห็นตามหนังไปให้หมด เพราะการส่งยานแต่ละครั้งมีข้อจำกัดที่โหดร้าย และค่าใช้จ่ายมหาศาล ทำให้ทุก ๆ ภารกิจต้องนำไปเพียงแค่ของที่จำเป็นเท่านั้น ยังไม่รวมถึงขนาดของยานที่ค่อนข้างแคบและแออัด ลองนึกภาพการถูกกักบริเวณไว้ในรถยนต์ส่วนตัวที่มีระบบคอมพิวเตอร์มากมาย kไม่รู้จะมีปัญหาอะไรขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นเวลา
หากพูดถึง ‘ความร่วมสมัย’ หนุ่ม ๆ หลายคนคงมโนภาพไปถึงตึกรามบ้านช่องเก่าแก่และสไตล์การตกแต่งโบราณที่ดูจะหลุดออกจากความนิยมของคนหมู่มากไปแล้ว แต่แท้ที่จริงการตกแต่งแบบร่วมสมัย หรือ Contemporary Style เป็นการหยิบความนิยมของปัจจุบันมาผนวกเข้ากับเอกลักษณ์งานดีไซน์จากอดีตที่ยังมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา การตกแต่งสไตล์นี้มักจะเน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ทำให้พื้นที่ดู ‘มากล้น’ จนเกินไป อาจเลือกใช้โครงสร้างยุคเก่าและเติมแต่งความทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งอื่น ๆ โดยไม่ได้มีกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่ตายตัว หากต้องเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ก่อร่างขึ้นแล้วกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบเท่านั้น ด้วยความเร็วเครื่องบิน 14 ชั่วโมง 30 นาที เดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังสเปน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเกาะอิบิซา (Ibiza) หนึ่งในหมู่เกาะแบลีแอริกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากที่นี่จะโด่งดังด้านสถานบันเทิงยามราตรี เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน และมีสีสันของชีวิตกลางคืนที่เป็นจุดเด่นและเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาเยือน เกาะอิบิซาแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนแสนสงบและซุกซ่อนโรงแรมสไตล์ร่วมสมัย ที่ไม่ได้ขัดแย้งแถมยังไปกันได้ดีกับสภาพแวดล้อมภายนอก La Granja Ibiza Dreimeta สตูดิโอออกแบบชื่อดังในเยอรมนีเปลี่ยนแปลงไร่อายุร่วม 200 ปีและกระท่อมเก่าคร่ำคร่าให้กลายเป็นโรงแรมร่วมสมัยบนพื้นที่ 10 เฮกเตอร์ ที่นี่มีห้องพักให้เลือกหลากหลายรูปแบบทั้งห้องธรรมดาและเกสต์เฮาส์ มีสระว่ายน้ำ ห้องครัว และฟาร์มในตัว ทำให้เมนูอาหารของ LA GRANJA IBIZA แห่งนี้สร้างสรรค์ขึ้นจากผักผลไม้กว่า 30 ชนิด ทั้งบีทรูท,
ทุกครั้งที่เรานั่งดูรูปทรงผมเท่ ๆ จากดารานายแบบ พร้อมความรู้สึกชื่นชมว่าทรงผมแบบนี้สไตล์นี้ก็น่าจะเหมาะสมกับเราดี ว่าแล้วก็ยกหูโทรไปนัดคิวตัดผมกับร้านทำผมชื่อดังเจ้าประจำ “วันนี้คุณอยากตัดทรงอะไรครับ?” ช่างทำผมสุดเท่ถามพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม เราก็ควักรูป Reference ทรงผมที่เราต้องการเปิดให้ช่างดู “ไม่มีปัญหาครับ” ช่างกล่าวพร้อมลงมือตัดผมจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็เริ่ม Set ผมด้วยกรรมวิธีมากมายที่เราพยายามตั้งสติจำพร้อมสอบถามกรรมวิธีการเซ็ทผม ซึ่งช่างก็ค่อย ๆ อธิบายอย่างใจเย็น “เรียบร้อยครับ” ช่างทำผมกล่าวพร้อมกับสีหน้าของเราที่ยิ้มแย้มด้วยความภาคภูมิใจในทรงผมใหม่สุดคูล แต่เวลาแห่งความสุขภายใต้ทรงผมที่เซ็ทอย่างสวยงามมักจะอยู่ได้เพียงชั่วข้ามคืน เมื่อถึงเวลาเช้าวันสำคัญที่เราอยากพกพาผมทรงใหม่ในความทรงจำล่าสุดไปอวดใครต่อใคร กลับต้องประหลาดใจที่เราทำทุกอย่างเหมือนที่ช่างอธิบายเป๊ะ แต่ผลที่ได้กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว มันไม่ได้ดั่งใจ มันไม่เนี้ยบเท่าไหร่ มันไม่ใช่ทรงผมเมื่อวาน ไม่ว่าจะเป็นทรง Slick Back หรือ Side Part ที่ดูว่าทำง่าย กลับกลายเป็นทรงอะไรก็ไม่รู้ไปเมื่อเราลงมือทำเอง ที่ผ่านมาหลายคนได้แต่สงสัยแล้วก็ลืมมันไป วนลูปความดีใจปนผิดหวังในข้ามคืนแบบนี้ใหม่อย่างไม่รู้จบและไม่เข้าใจว่า “สาเหตุคืออะไร” เรามาตอบให้เลยครับว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่ “วอลลุ่ม” เราอาจจะเคยสงสัยว่าทำผมตัดผมทรงเดียวกับเพื่อนเป๊ะ แต่เพื่อนเรากลับเซ็ทออกมาได้เท่อย่างง่ายดายเพียงเป่า ๆ เสย ๆ ในขณะที่เรานั่งบรรจงม้วนทีละช่อ ใช้อุปกรณ์จัดแต่งทรงผมประโคมจนหนักศีรษะก็ยังเละไม่เป็นทรงอยู่วันยังค่ำ นั่นอาจจะเป็นเพราะลักษณะเส้นผมที่แตกต่างกันไปของผู้ชายไทย ส่วนใหญ่ชายไทยจะมีเส้นผมที่เล็ก ตรง และแบน ไม่มีวอลลุ่ม ทำให้จัดทรงผมให้เปลี่ยนทิศทางหรือยกตัวได้ยากมาก (แต่ก็มีข้อดีเรื่องสุขภาพเส้นผมที่มักจะดี เงางาม)
หลังจาก THE 1975 วงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นจาก Manchester ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาประกาศชื่อสตูดิโออัลบั้มลำดับ 4 ‘Notes on a Conditional Form’ ทางวงก็ได้ปล่อยแทร็กแรกของอัลบั้มตามมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยแทร็กแรกในทุก ๆ อัลบั้มของพวกเขาจะใช้ชื่อว่า ‘The 1975’ จนเหมือนเป็นธรรมเนียม แต่สำหรับแทร็ก The 1975 ของอัลบั้มนี้กลับไม่เหมือนครั้งไหน เพราะแทร็กนี้ไม่ใช่เพลงอินโทรสั้น ๆ แบบที่วงเคยทำ แต่เป็นดนตรีที่มีทำนองพร้อมเสียงเด็กผู้หญิงกำลังพูดอะไรบางอย่าง! และถ้าหากคุณตั้งใจฟังต่อไป คุณจะพบว่ามันคือสุนทรพจน์อันแสนทรงพลังเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั่นเอง เจ้าของเสียงนี้ไม่ใช่ใคร แต่คือสาวน้อย Greta Thunberg นักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกในขณะนี้ แม้เธอจะมีอายุเพียง 16 ปี แต่กลับมีความมุ่งมั่นกล้าหาญ เธอลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อโลกของเราอย่างจริงจัง โดยบางส่วนของแทร็ก The 1975 นี้ ได้มีการหยิบยกข้อความจากสุนทรพจน์จริงที่ Greta เคยกล่าวไว้ในงาน World Economic Forum เมื่อปี 2018 นอกจากสุนทรพจน์ของ Greta จะถูกเผยแพร่ให้ผู้คนบนโลกได้ฟังเพิ่มขึ้นแล้ว
ขาย “ขยะ” ซื้อ “ขยะ” ใช้ของในมือไม่ให้เกิด “ขยะ” คุณเชื่อไหม? ทุกวันนี้โลกทั้งใบกำลังหมุนด้วยเรื่อง “ขยะ” โดยสมบูรณ์ อ่ะ ถ้ายังไม่เชื่อว่าวันนี้ผู้คนเริ่ม crazy เรื่องขยะมากน้อยแค่ไหน ลองดูว่าธุรกิจในอุตสาหกรรมไหนบ้างที่ไม่เอาเรื่องขยะเข้าไปบรรจุในกลยุทธ์นั้น? แคมเปญที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศมีหลายระดับตั้งแต่ระดับอสังหาฯ จนมาถึงบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารในมือ “พี่ ๆ มาซื้ออันนี้หน่อยดิ มันรีไซเคิลจากขยะนะ รักษ์โลก” ถ้าใครพูดประโยคนี้เมื่อหลายปีที่แล้วก่อนกระแสรักษ์โลกจะมาถึง เราจะแค่ฟังมัน แต่ไม่อยากจะควักเงินในกระเป๋าให้เท่าไหร่ เราอาจจะถามราคามัน แต่พอรู้ว่า process อื่นของมันที่ทำให้มันแพง เราจะบอกว่า “งั้นซื้อของใหม่ดีกว่า” ส่ายหน้าแล้วก็ซื้อของใหม่เพิ่มขยะกันไป ส่วนของมือสองนี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะมักจะมีคนพูดว่า “เอามาจากศพไหนก็ไม่รู้” หรือไม่ก็เรื่อง “ระวังเชื้อโรค” ค่านิยมเรื่องการรักษ์โลกก็เลยมีแต่จิตสำนึก แต่จิตอยากจะซื้อไม่ค่อยเกิดเท่าไหร่ แยกขยะไม่ใช่หน้าที่เรา โลกร้อนก็ไม่น่าจะเกิดทันเราตาย ก่อนหน้านี้คนในประเทศเราไม่มีความคิดเรื่องระบบการแยกขยะ เราคิดว่าถ้าแยกจากต้นทาง พอรถเขียว กทม. เก็บไปก็เอาไปรวมกัน ไม่เชื่อประโยชน์ที่มหาศาลที่กลับมาจากขยะ และไม่เชื่อเท่าไหร่ว่าขยะจะนำกลับมาสร้างคุณค่าได้ วันนี้พอธารน้ำแข็งละลาย อุณหภูมิสูงขึ้น ทั่วโลกตื่นตัว มาเรียม พะยูนที่คนไทยรักต้องสังเวยชีวิตไป จนถึงสารพิษจากไมโครพลาสติกที่เรากำลังจะได้กินมันผ่านเนื้อสัตว์ในแหล่งน้ำปนเปื้อน ทำให้เรารู้สึกว่ามันใกล้ตัวกว่าที่คิด
B Series คอลเลกชันสุดลิมิเต็ดจากแบรนด์ดัง Burberry กลับมาอีกครั้งพร้อมกับไอเทมที่หลากหลายที่สร้างสรรค์ผลงานโดย Riccardo Tisci ครีเอเทฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ที่มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า ไปจนถึงผ้าขนหนู แต่สิ่งที่ดึงความสนใจเหล่าคนรักหมาที่ชื่นชอบลายโมโนแกรมของแบรนด์ได้อย่างอยู่หมัดคือไอเทมสุดเท่สำหรับสุนัขที่อยู่ในคอลเลกชัน B Series Monogram Print Cotton Dog Hoodie หรือเสื้อฮู้ดสำหรับสุนัข ถือเป็นดาวเด่นที่คนรักเจ้าตูบให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื้อผ้าให้สัมผัสนิ่มสบายทำจากผ้าฝ้าย เก็บรายละเอียดด้วยการเย็บขอบยางอย่างพิถีพิถัน มีสามขนาดให้เลือก ได้แก่ S M และ L เสื้อสำหรับสุนัขคอลเลกชัน B Series โดดเด่นด้วยลาย monogram อันใหม่ของแบรนด์อย่าง TB ตัวอักษรย่อมาของชื่อของผู้ก่อตั้ง Thomas Burberry ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ที่น่าจดจำ ประทับความเป็น DNA ของแบรนด์ไปโดยปริยาย เพื่อให้เสื้อตัวดังกล่าวทั้งรักษาขนนุ่มของน้องหมาและนำเสนอดีไซน์สุดเท่ทันสมัยไปพร้อมกันในราคา 210 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 6,500 บาท ปลอกคอ Monogram Stripe E-canvas Dog Collar และสายจูงสุนัข
เสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกจากยุค 50’s ดึงดูดใจผู้ชายอย่างเราเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องยนต์ รวมถึงงานตกแต่งทั้งภายนอกและภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้รถที่ผลิตขึ้นมาในยุคนั้นมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หนึ่งในนั้นคือโมเดลรถยนต์อย่าง Hudson Coupe ที่วันนี้ความเก๋าของมันถูกชุบชีวิตกลับมาวิ่งบนท้องถนนอีกครั้ง Hudson Coupe คือรถยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1937 – 1942 โดย Hudson Motor Car Company ค่ายรถยนต์ระดับตำนานจากสหรัฐอเมริกา ถึงแม้โมเดล 2 ประตูคันนี้จะไม่ได้โด่งดังเท่ากับไอคอนิคของค่าย Hudson Hornet แต่ก็ถือว่าเป็นยนตรกรรมอีกหนึ่งคันของยุคที่เป็นตัวอย่างยอดเยี่ยมให้รถยนต์ยุคต่อมา มันคือรถยนต์สไตล์สปอร์ตที่มาพร้อมการตกแต่งอันหรูหราภายในตัวรถ ด้วยวัสดุอย่างหนังจระเข้ หนังลูกวัวและคอนโซลลายไม้ แต่จังหวะการถือกำเนิดของมันจะไม่เหมาะนัก เพราะหลังจากเปิดตัวได้ไม่นานสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ Hudson Motor Car Company ต้องหยุดสายการผลิตของมันเอาไว้ เพื่อนำพลังการผลิตทั้งหมดไปสนับสนุนสงครามแทน จนกระทั่งสงครามจบลงและโรงงานต้องปิดตัวไปทำให้ Hudson Coupe กลายเป็นแรร์คาร์ที่ไม่มีใครได้ครอบครองมากนัก แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป 70 ปี ความสวยงามของมันก็ไปเข้าตาค่าย Custom Cars ที่ชื่อ ICON ซึ่งรู้จักในนามค่ายฟื้นฟูรถคลาสสิกแบบแฮนด์เมด ซึ่งเคยฝากผลงานไว้จากการคืนชีพ
Lamborghini Aventador SVJ กำลังได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังจากค่ายกระทิงเปลี่ยวได้เปิดตัวรถยนต์ในโมเดลสองประตูไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มาปีนี้พวกเขาก็เพิ่มทางเลือกให้กับหนุ่ม ๆ อีกครั้งด้วย Lamborghini Aventador SVJ 63 Roadster ซึ่งเป็นโมเดลเปิดประทุนในรุ่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคมของปี 2018 Lamborghini เปิดตัว Aventador SVJ ซึ่งผลิตออกมาทั้งหมด 900 คันทั่วโลก แต่ข่าวเรื่องการจำกัดจำนวนการผลิตเพื่อรักษามาตรฐานของค่ายดูจะเป็นความจริง เพราะมาในปีนี้พวกเขาเลือกเปิดตัว Lamborghini Aventador SVJ 63 Roadster ที่ผลิตออกมาเพียง 63 คันเท่านั้น Lamborghini Aventador SVJ 63 Roadster ซูเปอร์คาร์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการก่อตั้งค่ายกระทิงเปลี่ยวในปี 1963 รูปลักษณ์ภายนอกมาในงานดีไซน์เอกลักษณ์ของค่ายที่เรียกว่า CENTRO STILE ซึ่งคมชัดและดุดัน ดีไซน์ภายนอกของมันถูกปรับแต่งออกมาได้ถึง 8 รูปแบบ ด้วยการใช้วัสดุหลักเป็นคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูงในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรง ขอบกระจกและหลังคา เติมเต็มความหล่อด้วยล้อแม็กเคลือบไทเทเนียมหุ้มด้วยยาง Pirelli P Zero Corsa ด้านขุมกำลัง


