Multifort TV Big Date Special Edition S01E02 การกลับมาอีกครั้งของซีรีส์เรือนเวลาที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความครีเอทีฟเหนือจินตนาการ ผลงานล่าสุดจากแบรนด์นาฬิกา Swiss made ชื่อดังอย่าง MIDO สำหรับ Multifort TV Big Date Special Edition S01E02 เรือนนี้ พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัดสีสันสดใส ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคลื่นสัญญาณรบกวนหลากสี ชวนให้หวนคิดถึงยุคทองของโทรทัศน์ ถูกถ่ายทอดอย่างพิถีพิถันลงบนตัวเรือนทรงทีวีขนาด 40 มม.สุดคลาสสิก โดดเด่นสะดุดตากับมิติความลึกของชิ้นงาน ด้วยลวดลายที่ใช้เทคนิคขึ้นรูปนูน มีช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใช้ตัวเลขสีขาวบนพื้นดำพร้อมเสริมขอบแสดงนาทีด้านในหน้าปัด ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน และถือเป็นครั้งแรกของตระกูล Multifort TV ที่ใช้วัสดุตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบพีวีดีสีเทาขัดซาตินสุดเรียบหรู มาพร้อมสายนาฬิกา 3 สไตล์ที่ไปกันได้กับทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นสายสายสเตนเลสสตีลขัดเงาบริเวณข้อตรงกลางให้ลุคเรียบหรูดูสุขุม เติมเต็มความสดใสด้วยสายนาฬิกายาง 2 เฉดสีที่มีดีไซน์ปั๊มลวดลายนูน ทั้งสีน้ำเงินสดเติมความเท่แบบโมเดิร์น และสีเหลืองสดที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานให้กับวันสบาย ๆ ฝาหลังของ Multifort TV Big Date Special
ถ้าอัลบั้มที่ 1 ‘BANGKOK LEGACY’ (2020) คือวัยรุ่นเลือดขบถที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง อัลบั้มที่ 2 ‘ธาตุทองซาวด์’ (2023) คือการ Shout Out ถึงจุดกำเนิดที่จากมา และการป่าวประกาศ ถึงการมีอยู่ของ ‘ครอบครัว’ ตัวเอง อัลบั้มที่ 3 ‘ไฟกลางคืน’ (2025) ก็คือการร่วมฉลองความสำเร็จของ Youngohm การเล่าเส้นทางของ Rap Star ผ่านการสำรวจ ไม่สิไม่ใช่ .. จะพูดว่าเป็นเรื่องของราชาบนบัลลังก์ก็อาจจะไม่ถูกซะทีเดียว เพราะอัลบั้มนี้เป็นส่วนตัวกว่านั้นมาก-เป็นการ ‘เปลือย’ มุมต่าง ๆ ของเด็กหนุ่มวัย 27 กับชีวิต ท่ามกลางไฟนีออน ควันบุหรี่ สตรี และในความเมามายตามมุมเมืองกรุงเทพมหานคร สำหรับเราก้าวเดินสเตปนี้ YO เทิร์นเข้าสู่ Pop Music ได้ในจังหวะที่ถูกต้องแล้ว และเพื่อเป็นการพูดถึงอัลบั้มที่ทุกเพลง Visual To Feel ที่โคตรชัดแบบแทบจะไม่ต้องจินตนาการอะไรต่อทั้ง 13 เพลง
ถึงเวลาที่ชื่อ Land Cruiser จะกลับมาขยับหัวใจคนรักรถอีกครั้ง แต่คราวนี้ในร่างที่เล็กลง สนุกขึ้น และโคตรน่าหลงใหลแบบ “Baby Land Cruiser” ที่ใครเห็นก็ต้องหลุดปากว่า damn that’s cool. หลังจากปล่อยให้ข่าวลือวนอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่นานหลายปี ในที่สุด Toyota ก็เปิดตัว Land Cruiser FJ รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เตรียมวางขายกลางปี 2026 สำหรับบางตลาดทั่วโลก รถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชุบชีวิตจิตวิญญาณของ Land Cruiser รถที่เป็นสัญลักษณ์ของความอึด ถึก ทน และพร้อมพาเราไปถึงทุกที่บนโลก ให้กลับมาโลดแล่นในโลกยุคใหม่ที่ต้องการความกะทัดรัดแต่ยังต้อง “จริง” อยู่เสมอ Toyota เลือกวาง FJ ตัวนี้ไว้บน IMV platform ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Hilux และ Fortuner ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้แค่หน้าตาเท่ แต่ยังโหดในเชิงโครงสร้างจริงจัง เครื่องยนต์รหัส 2TR-FE ขนาด 2.7 ลิตร 4 สูบ ให้พลัง
EP ‘เผ็ดซ์’ ขนาดที่เอาไปเลย 4 แจ๊บครึ่ง ! โคตรจะเป็นอีพีที่เราเรียกว่า ‘เข้าใจง่าย ย่อยง่าย มันส์ง่าย’ ทุกอย่างถูกพรีเซนต์แบบโคตรจะซิมเปิ้ลแต่จิตวิญญาณเขาปรุงถูกสูตรมาก ๆ ทั้งการอะเรนจ์ รวมถึงเนื้อเพลงที่เล่าด้วย ผมอยากให้คุณมาลองเองว่ะ (ไทน์อินเฉย) เป็นแฟนคลับ BANGKOKCIAGA ยุค EVE SIRI ตอนเรียนคลั่ง Slipnumb จัด ๆ เคยไปทำงานที่ PARADISEFEST ตอนวงเล่นที่ดาดฟ้าฟอร์จูน ทุกวันนี้มีพี่อีฟกับพี่อ้นกินข้าวด้วยทุกเย็นเพื่อให้กินข้าวอร่อยขึ้น จนอยากจะไปตามอาหารจีน OG เก็บคัมภัร์จากหมอโดมให้ครบ ที่เขียนมานี้ก็เพื่ออยากจะสรุปว่าอัลบั้มนี้คือการแปลงไฟล์ภาพจากวิถีชีวิตบางกอกเซียก้า-ให้กลายเป็นเรื่องราวผ่านเสียง ชาวบางกอกเซียก้าตัวจริงไม่ต้องพูดเยอะครับ เพราะได้พริกถั่วผมจบเลย (ไทน์อินอีกแล้ว) SONG : พริกถั่วผมจบ (Chili Beans I’m Done) MOVIE : The Bear (2022) Cre. Christopher Storer พาร์ทดนตรีคิดถึง Royal Blood +
เมื่อเวลาของปี 2025 หมดลง วงดนตรีชื่อ Cocktail ก็จะกลายเป็นความทรงจำถาวรของแฟนเพลง ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด 23 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งวง UNLOCKMEN ชวนมาคุยกับ ‘โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ ในวันที่ New Chapter ของชีวิตกำลังมาถึง เวลาและนาฬิกาคือสิ่งที่โอมหลงใหลมาทั้งชีวิต นาฬิกาแต่ละเรือนสะท้อนตัวตน การใช้ชีวิต และความทรงจำที่ต่างกันของเขา บทสัมภาษณ์นี้อาจจะทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันของคุณมีความหมายขึ้นไม่มากก็น้อย ** เนื่องจากโอมและตุ้ยเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน บทสัมภาษณ์นี้อาจจะมีการใช้คำไม่ทางการและไม่สุภาพไปบ้าง เพื่ออรรถรสที่สนุกที่สุดของบทความ ** Tui : จำนาฬิกาเรือนแรกในชีวิตของโอมได้มั้ย Ohm : เรือนแรกที่ได้ใส่คือนาฬิกายี่ห้อ Guess (Guess Men Blue Round Stainless Steel Dial) ครับ Tui : ตอนอายุประมาณเท่าไหร่ Ohm : ตอนนั้นอยู่ ป.4 Tui : เป็นนาฬิกาที่เลือกซื้อเองเลยรึเปล่า Ohm : ไม่ครับ
สิ่งที่ Nujabes ทำในโตเกียวคือสิ่งเดียวกับที่ Dilla ทำใน Detroit ชายจากสองซีกโลกที่ไม่เคยเจอกัน แต่สื่อสารกันผ่านภาษาดนตรีแบบเดียวกัน พวกเขาคือคนที่เปลี่ยนดนตรีให้กลายเป็น “วัฒนธรรม” โดยไม่ต้องอยู่บนเรดาร์ของใครเลย J Dilla เขียนภาษาใหม่ของจังหวะไว้ด้วยเครื่อง MPC3000, แผ่นเสียง และความกล้าที่จะสร้างดนตรีในรูปแบบของตัวเองด้วย micro-timing deviation ที่ถูกวางด้วยเจตนา เขาใช้ MPC3000 เพื่อจัดองค์ประกอบจังหวะต่าง ๆ เช่น kick, snare, hi-hat ให้เกิด misalignment เพียงเสี้ยววินาที เป็น groove ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนได้เพราะมันไม่ใช่เทคนิค แต่มันคือ “feeling that programs the machine” ดนตรีของ J Dilla ถูกนิยามภายหลังว่า Dilla Time โดย Dan Charnas อธิบายว่าเป็น sound ที่วางอยู่กึ่งกลางระหว่าง straight และ swing
ชื่อของ Nujabes มักจะถูกพูดถึงควบคู่กับดนตรีแนว jazz-hop, lo-fi hip-hop ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ละเอียดอ่อน แต่สำหรับคนที่ตามเส้นทางของเขาจริง ๆ จะรู้ว่าเขาไม่เคยเรียกตัวเองด้วย genre เหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่า Nujabes คือคนที่วางฐานซาวด์ไว้ตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเรียก Genre นี้ว่าอะไร และสิ่งที่ทำให้เขาเหมาะจะเป็นตอนแรกของซีรีส์ Under-the-Radar Icons ไม่ใช่แค่เพราะเขาดังช้า หรือจากโลกนี้เร็วเกินไป แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยต้องการจะขึ้นมาอยู่บนเรดาร์ของใครตั้งแต่แรก Nujabes หรือ Jun Seba เกิดในโตเกียวปี 1974 เข้าสู่วงการดนตรีตั้งแต่วัยรุ่นผ่านวัฒนธรรม digging แผ่นเสียงในยุคที่ยังไม่มี streaming จะหาเพลงดี ๆ ต้องออกแรงเดินขุดตามร้าน ต้องฟัง ต้องเลือก ต้องอิน ซึ่ง Nujabes ไม่ได้แค่สะสม เขาเปิดร้านชื่อ Guinness Records ที่กลายเป็นจุดรวมของคอเพลงใต้ดินในยุคนั้น ช่วงปลายยุค 90s Nujabes ตั้งค่าย Hydeout Productions และปล่อยงาน collab กับแร็ปเปอร์
ถ้า Miura คือ supercar คันแรกของโลก Lamborghini Miura Roadster คือเวอร์ชันที่กล้าบ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัน ทั้งในแง่ดีไซน์ ความตั้งใจ และบทสรุปที่ไม่มีใครคาดคิดว่าค่ายกระทิงดุจะกล้าปล่อยให้เกิดขึ้นจริง มันเปิดตัวในปี 1968 ที่งาน Brussels Motor Show แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีแคมเปญ ไม่มีตัวแทนขาย มีแค่ Bertone และ Marcello Gandini ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนจะพูดว่า “เรารู้ว่าพวกคุณไม่พร้อมสำหรับสิ่งนี้… แต่มันเกิดขึ้นแล้ว” คันที่จอดอยู่ตรงนั้นคือ Miura เวอร์ชันเปิดประทุนเต็มตัว ไม่ใช่ Targa ไม่ใช่ถอดหลังคาชั่วคราว แต่มันคือการรื้อเส้นสายของ Miura ใหม่หมด ลดความสูงหลังคาลง 30 มิลลิเมตร รีโปรไฟล์กระจกหน้า เปลี่ยนท้ายรถใหม่ ตัดฝาเครื่องแบบ slats ออก ขยายช่องดักอากาศทั้งสองข้าง เสริมแชสซีให้รับแรงบิดมากขึ้น และตัดกระจกข้างกับหลังคาทิ้งไปอย่างไม่ลังเล ใครที่เคยเห็น Miura coupe มาแล้ว จะรู้ว่านี่มันไม่ใช่แค่รถเปิดประทุน
เปิดตัวในปี 2017 – Terzo Millennio ถูกพัฒนาโดย Centro Stile Lamborghini ร่วมกับ MIT (Massachusetts Institute of Technology) คงความ “ดิบ” และ “โหด” แบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่ามาจาก Sant’Agata Terzo Millennio ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ lithium-ion แบบที่รถ EV ใช้กันทั่วไป แต่เลือกพัฒนาเทคโนโลยี supercapacitor รุ่นใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตลาด ชาร์จเร็ว พลังแรง และรองรับการ regenerate พลังงานได้ดีกว่าระบบแบตเตอรี่เดิมมาก จุดที่โหดกว่านั้นคือการฝัง nanotechnology ลงในเนื้อ carbon fiber ของตัวรถ ให้กลายเป็นระบบเก็บพลังงานได้โดยตรง พูดอีกอย่างคือ ตัวถังทั้งคันสามารถสร้างไฟฟ้าให้นแบตเตอรี่ได้ด้วย ระบบขับเคลื่อนคืออีกไฮไลต์ที่ไม่มีใครทำได้ในตอนนั้น มอเตอร์ไฟฟ้าถูกฝังในล้อทั้ง 4 ข้าง แบบ independent wheel motors สามารถคุมแรงบิดแต่ละล้อได้อย่างอิสระ รถทั้งคันใช้วัสดุเบาที่สุดในโลกเพื่อลดน้ำหนักและ


