ถึงเวลาที่ชื่อ Land Cruiser จะกลับมาขยับหัวใจคนรักรถอีกครั้ง แต่คราวนี้ในร่างที่เล็กลง สนุกขึ้น และโคตรน่าหลงใหลแบบ “Baby Land Cruiser” ที่ใครเห็นก็ต้องหลุดปากว่า damn that’s cool. หลังจากปล่อยให้ข่าวลือวนอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่นานหลายปี ในที่สุด Toyota ก็เปิดตัว Land Cruiser FJ รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เตรียมวางขายกลางปี 2026 สำหรับบางตลาดทั่วโลก รถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชุบชีวิตจิตวิญญาณของ Land Cruiser รถที่เป็นสัญลักษณ์ของความอึด ถึก ทน และพร้อมพาเราไปถึงทุกที่บนโลก ให้กลับมาโลดแล่นในโลกยุคใหม่ที่ต้องการความกะทัดรัดแต่ยังต้อง “จริง” อยู่เสมอ Toyota เลือกวาง FJ ตัวนี้ไว้บน IMV platform ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Hilux และ Fortuner ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้แค่หน้าตาเท่ แต่ยังโหดในเชิงโครงสร้างจริงจัง เครื่องยนต์รหัส 2TR-FE ขนาด 2.7 ลิตร 4 สูบ ให้พลัง
EP ‘เผ็ดซ์’ ขนาดที่เอาไปเลย 4 แจ๊บครึ่ง ! โคตรจะเป็นอีพีที่เราเรียกว่า ‘เข้าใจง่าย ย่อยง่าย มันส์ง่าย’ ทุกอย่างถูกพรีเซนต์แบบโคตรจะซิมเปิ้ลแต่จิตวิญญาณเขาปรุงถูกสูตรมาก ๆ ทั้งการอะเรนจ์ รวมถึงเนื้อเพลงที่เล่าด้วย ผมอยากให้คุณมาลองเองว่ะ (ไทน์อินเฉย) เป็นแฟนคลับ BANGKOKCIAGA ยุค EVE SIRI ตอนเรียนคลั่ง Slipnumb จัด ๆ เคยไปทำงานที่ PARADISEFEST ตอนวงเล่นที่ดาดฟ้าฟอร์จูน ทุกวันนี้มีพี่อีฟกับพี่อ้นกินข้าวด้วยทุกเย็นเพื่อให้กินข้าวอร่อยขึ้น จนอยากจะไปตามอาหารจีน OG เก็บคัมภัร์จากหมอโดมให้ครบ ที่เขียนมานี้ก็เพื่ออยากจะสรุปว่าอัลบั้มนี้คือการแปลงไฟล์ภาพจากวิถีชีวิตบางกอกเซียก้า-ให้กลายเป็นเรื่องราวผ่านเสียง ชาวบางกอกเซียก้าตัวจริงไม่ต้องพูดเยอะครับ เพราะได้พริกถั่วผมจบเลย (ไทน์อินอีกแล้ว) SONG : พริกถั่วผมจบ (Chili Beans I’m Done) MOVIE : The Bear (2022) Cre. Christopher Storer พาร์ทดนตรีคิดถึง Royal Blood +
เมื่อเวลาของปี 2025 หมดลง วงดนตรีชื่อ Cocktail ก็จะกลายเป็นความทรงจำถาวรของแฟนเพลง ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด 23 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งวง UNLOCKMEN ชวนมาคุยกับ ‘โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ ในวันที่ New Chapter ของชีวิตกำลังมาถึง เวลาและนาฬิกาคือสิ่งที่โอมหลงใหลมาทั้งชีวิต นาฬิกาแต่ละเรือนสะท้อนตัวตน การใช้ชีวิต และความทรงจำที่ต่างกันของเขา บทสัมภาษณ์นี้อาจจะทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันของคุณมีความหมายขึ้นไม่มากก็น้อย ** เนื่องจากโอมและตุ้ยเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน บทสัมภาษณ์นี้อาจจะมีการใช้คำไม่ทางการและไม่สุภาพไปบ้าง เพื่ออรรถรสที่สนุกที่สุดของบทความ ** Tui : จำนาฬิกาเรือนแรกในชีวิตของโอมได้มั้ย Ohm : เรือนแรกที่ได้ใส่คือนาฬิกายี่ห้อ Guess (Guess Men Blue Round Stainless Steel Dial) ครับ Tui : ตอนอายุประมาณเท่าไหร่ Ohm : ตอนนั้นอยู่ ป.4 Tui : เป็นนาฬิกาที่เลือกซื้อเองเลยรึเปล่า Ohm : ไม่ครับ
สิ่งที่ Nujabes ทำในโตเกียวคือสิ่งเดียวกับที่ Dilla ทำใน Detroit ชายจากสองซีกโลกที่ไม่เคยเจอกัน แต่สื่อสารกันผ่านภาษาดนตรีแบบเดียวกัน พวกเขาคือคนที่เปลี่ยนดนตรีให้กลายเป็น “วัฒนธรรม” โดยไม่ต้องอยู่บนเรดาร์ของใครเลย J Dilla เขียนภาษาใหม่ของจังหวะไว้ด้วยเครื่อง MPC3000, แผ่นเสียง และความกล้าที่จะสร้างดนตรีในรูปแบบของตัวเองด้วย micro-timing deviation ที่ถูกวางด้วยเจตนา เขาใช้ MPC3000 เพื่อจัดองค์ประกอบจังหวะต่าง ๆ เช่น kick, snare, hi-hat ให้เกิด misalignment เพียงเสี้ยววินาที เป็น groove ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนได้เพราะมันไม่ใช่เทคนิค แต่มันคือ “feeling that programs the machine” ดนตรีของ J Dilla ถูกนิยามภายหลังว่า Dilla Time โดย Dan Charnas อธิบายว่าเป็น sound ที่วางอยู่กึ่งกลางระหว่าง straight และ swing
ชื่อของ Nujabes มักจะถูกพูดถึงควบคู่กับดนตรีแนว jazz-hop, lo-fi hip-hop ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ละเอียดอ่อน แต่สำหรับคนที่ตามเส้นทางของเขาจริง ๆ จะรู้ว่าเขาไม่เคยเรียกตัวเองด้วย genre เหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่า Nujabes คือคนที่วางฐานซาวด์ไว้ตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเรียก Genre นี้ว่าอะไร และสิ่งที่ทำให้เขาเหมาะจะเป็นตอนแรกของซีรีส์ Under-the-Radar Icons ไม่ใช่แค่เพราะเขาดังช้า หรือจากโลกนี้เร็วเกินไป แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยต้องการจะขึ้นมาอยู่บนเรดาร์ของใครตั้งแต่แรก Nujabes หรือ Jun Seba เกิดในโตเกียวปี 1974 เข้าสู่วงการดนตรีตั้งแต่วัยรุ่นผ่านวัฒนธรรม digging แผ่นเสียงในยุคที่ยังไม่มี streaming จะหาเพลงดี ๆ ต้องออกแรงเดินขุดตามร้าน ต้องฟัง ต้องเลือก ต้องอิน ซึ่ง Nujabes ไม่ได้แค่สะสม เขาเปิดร้านชื่อ Guinness Records ที่กลายเป็นจุดรวมของคอเพลงใต้ดินในยุคนั้น ช่วงปลายยุค 90s Nujabes ตั้งค่าย Hydeout Productions และปล่อยงาน collab กับแร็ปเปอร์
ถ้า Miura คือ supercar คันแรกของโลก Lamborghini Miura Roadster คือเวอร์ชันที่กล้าบ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัน ทั้งในแง่ดีไซน์ ความตั้งใจ และบทสรุปที่ไม่มีใครคาดคิดว่าค่ายกระทิงดุจะกล้าปล่อยให้เกิดขึ้นจริง มันเปิดตัวในปี 1968 ที่งาน Brussels Motor Show แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีแคมเปญ ไม่มีตัวแทนขาย มีแค่ Bertone และ Marcello Gandini ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนจะพูดว่า “เรารู้ว่าพวกคุณไม่พร้อมสำหรับสิ่งนี้… แต่มันเกิดขึ้นแล้ว” คันที่จอดอยู่ตรงนั้นคือ Miura เวอร์ชันเปิดประทุนเต็มตัว ไม่ใช่ Targa ไม่ใช่ถอดหลังคาชั่วคราว แต่มันคือการรื้อเส้นสายของ Miura ใหม่หมด ลดความสูงหลังคาลง 30 มิลลิเมตร รีโปรไฟล์กระจกหน้า เปลี่ยนท้ายรถใหม่ ตัดฝาเครื่องแบบ slats ออก ขยายช่องดักอากาศทั้งสองข้าง เสริมแชสซีให้รับแรงบิดมากขึ้น และตัดกระจกข้างกับหลังคาทิ้งไปอย่างไม่ลังเล ใครที่เคยเห็น Miura coupe มาแล้ว จะรู้ว่านี่มันไม่ใช่แค่รถเปิดประทุน
เปิดตัวในปี 2017 – Terzo Millennio ถูกพัฒนาโดย Centro Stile Lamborghini ร่วมกับ MIT (Massachusetts Institute of Technology) คงความ “ดิบ” และ “โหด” แบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่ามาจาก Sant’Agata Terzo Millennio ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ lithium-ion แบบที่รถ EV ใช้กันทั่วไป แต่เลือกพัฒนาเทคโนโลยี supercapacitor รุ่นใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตลาด ชาร์จเร็ว พลังแรง และรองรับการ regenerate พลังงานได้ดีกว่าระบบแบตเตอรี่เดิมมาก จุดที่โหดกว่านั้นคือการฝัง nanotechnology ลงในเนื้อ carbon fiber ของตัวรถ ให้กลายเป็นระบบเก็บพลังงานได้โดยตรง พูดอีกอย่างคือ ตัวถังทั้งคันสามารถสร้างไฟฟ้าให้นแบตเตอรี่ได้ด้วย ระบบขับเคลื่อนคืออีกไฮไลต์ที่ไม่มีใครทำได้ในตอนนั้น มอเตอร์ไฟฟ้าถูกฝังในล้อทั้ง 4 ข้าง แบบ independent wheel motors สามารถคุมแรงบิดแต่ละล้อได้อย่างอิสระ รถทั้งคันใช้วัสดุเบาที่สุดในโลกเพื่อลดน้ำหนักและ
เมื่อการเปิดประทุนมันธรรมดาเกินไป ในปี 2005 Lamborghini เลยเปิดตัวรถต้นแบบสุดโหดชื่อว่า Concept S หน้าตาเหมือน Gallardo เปิดประทุน แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยเห็น เพราะมัน “แยก cockpit” ฝั่งคนขับกับฝั่งคนนั่งเหมือนรถแข่ง single-seater เริ่มจากรถ prototype โชว์ใน Geneva ตอนนั้นยังเป็นเพียงรถโชว์คาร์ที่ขับไม่ได้ (Static model) เอาไว้อวดดีไซน์เฉย ๆ แต่กระแสตอบรับมันแรงมาก จน Lamborghini ตัดสินใจทำเวอร์ชัน ที่ขับได้จริง (Functional version) ขึ้นมาอีกคันในปี 2006 ใช้พื้นฐานจาก Gallardo เครื่อง V10 5.0L 520 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ คันนี้ถูกทำขึ้นแค่คันเดียวในโลก จากแผนตอนแรกที่จะผลิต 100 คัน สำหรับลูกค้า VIP แต่สุดท้ายแผนก็ถูกพับไป เพราะต้นทุนผลิตมันสูงเกินไป และดีไซน์ซับซ้อนจนดูยังไงก็ไม่น่าจะกำไรได้ โชคดีที่มีลูกค้าคนนึง วางจองไปแล้วก่อนโปรเจกต์จะยกเลิก
Lamborghini ไม่เคยเป็นแบรนด์ที่เดินตามคนอื่น มันคือยักษ์จาก Sant’Agata ที่เกิดมาเพื่อโลดแล่นทั้งในสนาม ทั้งบนถนน แต่ครั้งหนึ่งในปี 2014 พวกเขาเลือกทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน สร้างรถ GT พลัง Hybrid ที่หรูหรา เงียบ และขับแบบ EV ล้วนได้ และมันมีชื่อที่งดงามไม่แพ้ดีไซน์ ในยุคที่ทั้ง Ferrari และ Porsche กำลังทดลองระบบ hybrid กับ LaFerrari และ 918 Spyder ทาง Lamborghini ไม่วิ่งตามแบบ performance-focused hybrid แต่กลับสร้างบางอย่างที่ใกล้เคียง Electric Grand Tourer มากกว่า Supercar สายโหด มันเป็นรถที่ออกแบบให้ขับในเมืองได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ในอีกคลิกเดียวก็เรียกพลัง V10 ได้เต็มร้อยแบบ NA ไม่มีเทอร์โบ ไม่มีไฮบริดโมเดิร์นที่ลดทอนความรู้สึกของการขับ เครื่องยนต์คือหัวใจหลัก: V10 ขนาด 5.2 ลิตรจาก Huracán


