Manic Street Preachers คือวงดนตรีร็อกจากเวลส์ที่สร้างชื่อในช่วงยุค 90’s ปัจจุบันมีสมาชิกเหลือเพียง 3 คน ได้แก่ James Dean Bradfield, Nicky Wire และ Sean Moore พวกเขาสร้างตำนานจนเป็นที่พูดถึงไว้มากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์กรีดแขนเป็นคำว่า “4Real” ต่อหน้าสื่อมวลชนของ Richey Edwards อดีตมือกีตาร์ของวงที่ทำเอาแฟนเพลงทั่วโลกต้องตกตะลึงในความโหดของเขามาแล้ว รวมไปถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับของเจ้าตัวเมื่อปี 1995 ก็กลายเป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เกริ่นมาอาจจะดูไม่ค่อยโอเคซักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองข้ามมันไปแล้วมาเจาะลงที่ตัวดนตรีจะพบว่า Manic Street Preachers สร้างผลงานเพลงล้นคุณภาพประดับวงการเพลงไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น “A Design For Life”, “If You Tolerate This Your Children Will Be Next”, “You Stolen The Sun From My Heart” รวมไปถึงเพลงที่เรากำลังจะพูดถึง “Motorcycle Emptiness” “Motorcycle
“Attitude Era” คืออีกหนึ่งยุคทองของค่ายมวยปล้ำ WWE (ในสมัยที่ยังใช้ชื่อเป็น WWF) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1997 จนถึงปี 2002 เป็นช่วงที่คอนเทนต์ถูกขับเคลื่อนด้วยความดิบเถื่อน มีทั้งคำหยายคาย, ความรุนแรงในระดับฮาร์ดคอร์ รวมไปถึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับเพศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ยังมีการทำบทเขียนเรื่องราวที่มีเนื้อหาชวนติดตามไม่ต่างจากซีรีส์เลย แต่ภาพรวมของสิ่งที่สื่อสารออกมาในเวลานั้นมันก็ต้องเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเยาวชนอย่างแน่นอน สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันคือการต่อสู้กันแย่งเรตติ้งระหว่าง WWF “Monday Night Raw” และ WCW “Monday Nitro” นั่นเอง ซึ่งผลกำไรก็ตกเป็นของแฟนมวยปล้ำที่มีโอกาสได้เลือกชมความสนุกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด “Attitude Era” ได้ปลุกปั้นนักมวยปล้ำฝีมือดีมากมายจนเป็นที่กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากขอพาทุกคนย้อนไปสู่ยุคแห่งความเดือดกับ “10 สุดยอดนักมวยปล้ำ WWE แห่งยุค ATTITUDE ERA” ที่คัดเลือกโดย Unlockmen จะมีใครบ้างเชิญติดตามกันได้เลย THE ROCK ถ้าให้พูดถึงชื่อของนักมวยปล้ำที่โด่งดังที่สุดของวงการคงต้องยกให้ The Rock หรือที่รู้จักกันในชื่อจริงว่า “Dwayne Johnson” ในฐานะนักแสดงชื่อดังที่ฝากผลงานในโลกภาพยนตร์เอาไว้มากมาย แต่จุดเริ่มต้นความสำเร็จคงต้องยกให้ช่วงที่เป็นนักมวยปล้ำให้กับค่าย WWF เป็นหลัก เขาโดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์สุดกวนบาทา
เมื่อต้องการเพิ่มรอยหยักให้สมอง ส่งแรงกระเพื่อมเพื่อพัฒนากระบวนการคิด อะไรจะดีไปกว่าการหาหนังหรือซีรีส์สืบสวน-สอบสวน ที่มีฉากการไต่สวนบนชั้นศาลอย่างเข้มข้นสักเรื่องเปิดดู อีกหนึ่งความผ่อนคลายชั้นดีแบบที่เหมือนจะไม่ผ่อนคลายของใครหลายคน ในช่วงเวลาที่กระแสซีรีส์อาชีพทนายในเกาหลีมาแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งทนายมาเฟีย Vincenzo เมื่อปี 2021 หรือผู้พิพากษาหญิงจาก Juvenile Justice ของปี 2022 นี้ ทำให้เราคิดถึงเหล่าตัวละครทนายจากโลกภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่ทั้งเขาและเธอมีส่วนสำคัญต่อเส้นเรื่องของตัวละคร ไม่ต่างอะไรกับที่ทนายในชีวิตจริงทำ จะมีใครบ้าง UNLOCKMEN เปิดศาลพาไปดูกัน Woo Young-woo : Extraordinary Attorney Woo (2022) อูยองอู มีภาวะออทิสติกสเปกตรัมติดตัวมาตั้งแต่เกิด ถึงการใช้ชีวิตในสังคมอาจจะดูลำบากอยู่บ้างสำหรับเธอ เพราะใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจอูยองอูได้แบบที่พ่อของเธอหรือเพื่อนสนิทเข้าใจ แต่พระเจ้าก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปนัก ภาวะนี้ได้มอบพรสวรรค์ในการจำอันเป็นเลิศมาให้เธอด้วย จึงส่งผลให้เธอเรียนจบคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโซลด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และชีวิตการเป็นทนายหญิงกับสำนักทนายความชั้นนำชื่อฮันบาดาของเธอก็เพิ่งจะเริ่มต้น ติดซีรีส์เกาหลีแหละดูออกเลย 555 แต่ที่เลือกยูยองอูเป็นคนแรก เพราะอยากให้ชาว UNLOCKMEN ได้ดูจริง ๆ เป็นซีรีส์ที่ไม่ได้ติด Top 10 ประจำสัปดาห์ด้วยกระแสข่าวประโคมหรืออย่างไร และถึงจะเพิ่งออนแอร์ได้ 4 ตอน ก็ต้องบอกว่าตัวซีรีส์ดีงามในหลาย ๆ เรื่องทีเดียว มาพูดถึง
นับตั้งแต่การเปิดตัวของนาฬิกา Seiko 5 Sports ในปี 1968 โลกก็ได้รู้จักกับ เรือนเวลาจักรลที่เป็นตัวแทนของความทนทาน และคุณค่าด้านประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้ มาอย่างยาวนานกว่า 54 ปี จวบจนปัจจุบัน โดยเลข “5” ในชื่อรุ่นเป็นสิ่งแสดงถึงคำมั่นสัญญาว่านาฬิกา Seiko 5 ทุกเรือนจะมาพร้อมคุณสมบัติหลัก 5 ประการ ดังนี้ เครื่องระบบอัตโนมัติ, ฟังก์ชั่นวันและวันที่บริเวณ 3 นาฬิกา, ระบบกันน้ำ, เม็ดมะยมบริเวณ 4 นาฬิกา และ ตัวเรือนรวมถึงสายที่มีความแข็งแรงทนทาน จากคุณสมบัติเหล่านี้ ส่งผลให้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อของ Seiko 5 Sports นาฬิกาสปอร์ตสัญชาติญี่ปุ่น ได้สร้างประวัติศาสตร์รับความนิยมในระดับนานาชาติในฐานะนาฬิกาที่สามารถ “ไปได้ทุกที่” โดดเด่นทั้งประสิทธิภาพครบครันและดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครในราคาที่คุ้มค่า อีกทั้งจุดเด่นเหล่านี้ยังได้ถ่ายทอด DNA ความแข็งแกร่งสู่คอลเลคชั่นใหม่ของ Seiko 5 Sports ที่กลับมาในปี 2019 ซึ่งได้มีการเพิ่มความกระตือรือร้นและพลังแห่งการขับเคลื่อนอันทันสมัยลงไป พร้อมเปิดตัวรุ่นพิเศษออกมามากมาย ทั้ง Thailand Limited Edition / Street Fighter
3 สิ่งที่นึกถึง เมื่อคุยกับเพื่อนเรื่องนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ Haruki Murakami ก็คือ (1) บุหรี่ (2) แมว และ (3) เพลงแจ๊ซ โดยอย่างหลังน่าจะเป็นภาพจำที่ฝังอยู่ในหัวของใครหลาย ๆ คนมากที่สุด ทุกครั้งที่อ่านงานของเขา เราจะต้องได้ยินเสียงของเพลงแจ๊ซลอดออกมาจากตัวอักษรเสมอ และแน่นอนว่า ความสามารถในการเขียนพรรณาถึงความสุนทรีย์ในเพลงแจ๊ซของมูราคามิเกิดจากประสบการณ์ตรง ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเปิดบาร์แจ๊ซจริง ๆ มาก่อน และนั่นคือ 4 ปีก่อนหน้าช่วงเวลาของการเริ่มเขียนนิยายเล่มแรก เราจะลงเข็มไวนิลชีวิต ย้อนกลับไปที่ร่องแรกของมูราคามิกัน จุดเริ่มต้นของบาร์แมว ฮารูกิ มูราคามิ เป็นคนที่เกลียดการทำงานเป็นพนักงานบริษัทมาก ซึ่งความคิดนี้เป็นชนวนเล็ก ๆ อันนำไปสู่ไอเดียของการอยากมีร้านที่ผู้คนสามารถมาชิล กิน ดื่ม และแน่นอนฟังเพลงแจ๊ซกัน โดยที่ไม่ได้เป็นผลดีต่อลูกค้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ร้านจะเป็นผลดีต่อตัวเขาเอง ที่จะได้ทำงานพร้อมซึ่งสามารถฟังเพลงแจ๊ซ ที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่อายุ 15 ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ปี 1974 หลังจากทำงานอย่างหนักหน่วงตลอด 3 ปีเพื่อสร้างร้านแห่งความฝัน เขากับภรรยา (ที่พบและแต่งงานกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย) ก็นำเงินเก็บทั้งหมดที่มีเปิดร้านเล็ก ๆ ที่เป็นคาเฟ่ในช่วงเช้า และเป็นบาร์ในตอนกลางคืนชื่อ
หลังจากที่มอบเวลาพักผ่อนให้กับซีรีส์ Stranger Things จนหมดสิ้น ก็ต้องมาสะดุดกับการแนะนำภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Netflix ที่ชื่อว่า “Icantation มนตรา” ซึ่งถูกสร้างมาเป็นแนวสยองขวัญสั่นประสาท แถมยังเป็นหนังสัญชาติไต้หวันซะอีก ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยได้มีโอกาสเสพภาพยนตร์จากดินแดนชานมไข่มุกซักเท่าไหร่ งานนี้จึงไม่รอช้าตัดสินใจกดดูทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก “Icantation มนตรา” จริง ๆ แล้วถูกฉายในโรงภาพยนตร์ไต้หวันไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถทำรายได้แบบถล่มทลาย กลายเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Kevin Ko ผู้กำกับที่รับหน้าที่เขียนบทและอีกหลายตำแหน่งควบคู่กันไป สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะถูกนำเรื่องโดย “หลี่รู่หนาน” คุณแม่ที่มีภารกิจปกป้องลูกสาวและต้องเผชิญกับอาถรรพ์คำสาปต่าง ๆ ที่คอยหลอกหลอนไม่ให้ได้พักได้ผ่อนกันเลยทีเดียว โดยภาพยนตร์ถูกถ่ายทำในแนว Found Footage (ตัวเดินเรื่องถือกล้องเอง) เพื่อเพิ่มความสมจริงให้กับผู้ชมได้เข้าถึงอารมณ์ความสยองขวัญมากยิ่งขึ้น ฉากต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นยอมรับว่าสร้างความรู้สึกหลอนได้พอสมควร โดยเฉพาะบรรยากาศ, โลเคชั่นในการถ่ายทำ และการสร้างตัวละครที่ดูมีความลึกลับน่าสะพรึงกลัวในสไตล์แบบเรื่องร่างทรง รวมไปถึงการใส่ซีนชวนแหวะชวนขนลุก และซีนโหดโหมดบรูทัล ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว อย่างไรก็ตามแก๊กต่าง ๆ หรือภาพรวมทุกอย่างไม่ได้มีความแปลกใหม่จากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องอื่น ๆ แต่อย่างใด ที่รู้สึกแบบนั้นเพราะมุขที่ต้องการทำให้ตกใจมันก็ซ้ำจนเราชินชาไปซะแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่อินขึ้นไปอีกก็คงจะเป็นในพาร์ตของเนื้อเรื่องที่ตัดไปตัดมาไม่มีความต่อเนื่องเท่าที่ควร อารมณ์เหมือนนั่งดู Reel ใน Facebook และอารมณ์ความซาบซึ้งของแม่และลูกที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อก็ไม่สามารถทำให้เรารู้สึกถึงมันได้เช่นกัน
ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในมังงะที่ดังที่สุดในโชเน็นยุคใหม่ของ Chainsaw Man ที่ล่าสุด ถูกแบรนด์เครื่องประดับไฮคลาสจากญี่ปุ่น Tasaki มาจับมือร่วม collaboration ทำเป็นสร้อยคอ แหวน ต่างหูในคอลเล็กชั่นที่ชื่อว่า DANGER การสร้างคอลเล็กชั่น DANGER ของทาง Tasaki ใช้วัสดุหลักเป็นทองคำขาวประกบด้วยไข่มุกอะโกยาม่า (Akoya pearls) ส่วนไอเดียในการปรับตัวละครจาก Chainsaw Man ให้ลงมาอยู่ในรูปเครื่องประดับนั้น จะใช้รูปทรงของ ‘ฟัน’ เพื่อให้เข้ากับความอันตรายของชื่อคอลเล็กชั่น และความแหลมคมของฟันตัวเอกในมังงะเรื่องนี้เองก็เป็นเอกลักษณ์ดึงดูดสายตามาก สำหรับแฟนคลับของมังงะเรื่องนี้ ต่อให้ไม่บอกว่าแบรนด์ Tasaki คอลแลบกับใคร ก็คงจะเดาได้ทันทีที่เห็นตัวเครื่องประดับของจริง อย่าง Power Necklace สร้อยคอเขาสีแดงจากตัวละคร ‘พาวเวอร์’, Chainsaw Pendant & Ear Cuff ต่างหูและสร้อยคอเลื่อยนตร์ประดับมุขจาก ‘เดนจิ’ กระทั่ง Pochita Pendant สร้อยสุดน่ารักที่ถอดคาแรกเตอร์ของ ‘โปจิตะ’ มาเต็ม ๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาคือไอเท็มไฮไลต์ของคอลเล็กชั่นนี้ ในวันที่ 29/06/2022 ที่ผ่านมา
“นูเมทัล” ถือเป็นดนตรีลูกผสมจากดนตรีหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นอัลเทอร์เนทีฟ เมทัล, กรันจ์, ร็อก รวมถึงฮิปฮอปด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เพลงในยุคนั้นจะมีท่อนแร็ปโผล่เข้ามาเป็นเมนหลัก มันคือสเน่ห์ดนตรีที่ได้รับความนิยมในช่วงปลาย 90’s จนถึงต้น 2000′ S ด้วยความมันส์ในแบบเฉพาะตัว Unlockmen ก็อดใจไม่ไหวที่จะจัดเพลย์ลิสต์ที่มันส์ได้ทั้งชาวร็อกและชาวแร็ปมาฝากทุกคนกัน 1. “TAKE A LOOK AROUND” LIMP BIZKIT อีกหนึ่งผลงานจากอัลบั้ม “Chocolate Starfish And The Hotdog Flavored Water” ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง แถมยังถูกใช้ประกอบภาพยนตร์ Mission : Imposible 2 ที่นำแสดงโดย Tom Cruise อีกต่างหาก ดนตรีในเพลงนี้ริฟฟ์กีตาร์หลักก็มาจากเพลงธีมหลักของภาพยนตร์ที่ถูกเบลนด์เข้ากับดนตรีนูเมทัลโจ๊ะมันส์โดดตามแบบฉบับของ Limp Bizkit ได้อย่างลงตัว เป็นเพลงที่เหมาะกับการเรียกอุณภูมิร้อนแรงได้เป็นอย่างดี 2. “A PLACE FOR MY HEAD” LINKIN PARK ผลงานจากอัลบั้ม
อีกหนึ่งกีฬาสายเอนเตอร์เทนเมนต์ยอดฮิต ที่ดูแล้วได้ทั้งความสะใจและความสนุกของเนื้อเรื่องชวนติดตาม คงหนีไม่พ้น “มวยปล้ำ” โดยเฉพาะค่าย WWE (เดิมคือ WWF) ที่มีแฟนอยู่ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่วัยเด็กจนไปถึงผู้ใหญ่ เป็นสังกัดที่ผลิตนักมวยปล้ำชื่อเสียงสนั่นโลกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Rock (Dwayne Johnson), The Undertaker, CM Punk, Kane, Big Show และอีกมากมายนับเท่าไหร่ก็ไม่หมด แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นแค่การแสดง แต่มันก็อดไม่ไหวที่จะคอยติดตามลุ้นเชียร์และอินไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีที่ขึงด้วยเชือก 3 เส้น แม้ว่ามันจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับในบ้านเราแม้จะมีแฟนมวยปล้ำจำนวนไม่น้อย แต่การจะผลักดันให้กีฬาชนิดนี้เป็นจริงเป็นจัง หรือกลายเป็นธุรกิจใหม่ในการสร้างเงิน กลับไม่มีวี่แววแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา Setup Thailand Pro Wrestling ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการร่วมมือกันระหว่าง คุณปูมิ- ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต และคุณปักษา – พิเชษฐ์ ก๊วยสินทรัพย์ ทั้ง 2 คนนอกจากจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการผลักดันความฝันให้กลายเป็นความจริง พวกเขายังได้รวบรวมนักมวยปล้ำไทยมาไว้ในสมาคมแห่งนี้ รวมไปถึงมันยังได้ก่อกำเนิด Subculture เล็ก ๆ ของผู้ที่รักกีฬามวยปล้ำให้มารวมตัวแลกเปลี่ยนความชื่นชอบกัน


