The Bulgari Octo Finissimo Ultra เพิ่งจะบันทึกว่าตัวเองเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดในโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง แต่แล้วก็ต้องฝันสลาย เมื่อแชมป์ใหม่เขาจัดการทุบสถิติแล้วในเดือนกรกฎาคม ด้วยการจับมือระหว่าง Richard Mille กับ Ferrari เกิดเป็น The RM UP-01 Ferrari นาฬิกาที่ถูกบันทึกว่าบางที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน ด้วยความหนาเพียง 1.75mm เท่านั้น! RM เป็นโปรเจ็กต์ที่ใช้เวลาพัฒนาหลายปี และใช้เวลาไปกว่า 6,000 ชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะร่วมมือกับ Ferrari แล้ว ก็เป็นการทำงานร่วมกับ Piguet Renaud & Papi เหมือนเดิม ส่วนเคล็ดลับความบางของ RM นั้น เริ่มต้นตั้งแต่วิธีการที่เขาเลือกเอากลไกทั้งหมดใส่ไว้ในตัวเครื่อง แทนการเพิ่มฝาหลังเป็น 2 ชั้นแบบที่นาฬิกาปกติทั่วไปเลือกทำกัน ในงานออกแบบ RM ถูกดีไซน์ในความบางระดับแบบชิ้นโครงกระดูก (Skeletonized) และเหมือนเดิม แม้ว่าจะบางแค่ไหนก็ไม่อาจหยุดยั้งปณิธานของการเป็นหนึ่งในนาฬิกายี่ห้อที่ทนทานที่สุดในโลกของ Richard Mille ได้ เพราะเขาออกแบบตามมาตรฐานความทนทานระดับรถแข่งเหมือนเดิม
ณ เวลานี้ไม่มีซีรีส์เรื่องไหนร้อนแรงไปกว่า Stranger Things ซีซั่น 4 ที่นอกจากความเข้นข้นและความสนุกของเรื่องที่เพิ่มขึ้นมากกว่าซีซั่นก่อน ๆ ก็มีตัวละครใหม่ ๆ โผล่ออกมาสร้างสีสันให้กับผู้ชมเช่นกัน และหนึ่งในตัวละคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงต้องยกให้ “Eddie Munson” ที่รับบทโดย Joseph Quinn นักแสดงชาวอังกฤษ วัย 29 ปี ที่เคยผ่านผลงานเรื่อง “Game Of Throne” มาก่อนแล้ว Quinn ถูกทีมงานจับมาเปลี่ยนโฉมใหม่ราวกับคนละคน แต่แค่เรื่องลุคมันก็คงทำให้คนเชื่อไม่ได้เท่ากับอินเนอร์ความเป็นชาวเมทัลที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบทบาท ซึ่งสามารถยืนยันด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ [เนื้อหามีสปอยล์เล็กน้อย] สไตล์การแต่งตัว งานนี้ต้องยกเครดิตให้กับทีมคอสตูมและทีมสไตล์ลิสต์ที่จัดการเสื้อผ้าหน้าผมของ Quinn ได้อย่างยอดเยี่ยม เริ่มจากทรงผมที่ไว้ผมยาวดูยุ่งเหยิงรุงรัง, สวมเสื้อยืดสามส่วนที่นิยมในกีฬาเบสบอล (และแน่นอนมันคือเสื้อของ Hellfire Club), สวมกางเกงยีนส์เข่าขาด, สนีกเกอร์ที่เด่นด้วยลิ้นรองเท้า และเสื้อยีนส์กั๊กที่ติดแพชวงดนตรีแนวเฮฟวี่เมทัล นี่คือสไตล์การแต่งตัวในแบบแธรชเมทัล หรือที่เรียกกันว่า “แธรชเชอร์” ซึ่งทั้งแฟชั่นและแนวเพลงได้รับความนิยมสูงสุดในยุค 80’s ซึ่งตรงกับไทม์ไลน์ในซีรีส์แบบเป๊ะ ๆ อุปนิสัย แม้ว่าชาวเมทัลเฮดจะเป็นคนที่นิยมฟังเพลงหนักหน่วงรุนแรง แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาเหล่านี้หลาย
รถไฟฟ้าคันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับกระแสการ์ตูน Lightyear ของ Pixar ที่เข้าฉายอยู่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่โลกร้อน สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และน้ำมันแพงเป็นประวัติการณ์ในตอนนี้ ตรงที่จะช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันด้วยการเป็นรถคันแรกที่สามารถชาร์จพลังแสงอาทิตย์เข้าไป แล้ววิ่งยาว ๆ 7 เดือนโดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าเลย แถมวัสดุของรถก็ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย! เมื่อปี 2017 บริษัท Lightyear เคยปล่อยภาพแรกของตัวร่างต้นแบบ Lightyear 0 มาให้เราดู ในช่วงระยะเวลา 6 ปีที่หายไปนั้น เขาทั้งทดสอบระบบ ออกแบบรถซ้ำ ๆ อย่างหนัก จนมีเสปก ฟังก์ชั่น และตัว Final หน้าตาจริง ๆ พร้อมให้โลกได้ดูกันแล้วในวันนี้ จะมีอะไรบ้างไปดูกัน วิธีเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ของ Lightyear 0 นวัตกรรมสุดล้ำที่เป็นหัวใจหลักในการประหยัดพลังงานของรถคันนี้ คือ ‘แผงโซลาเซลล์คู่ขนาด 5 ตารางเมตร’ ไว้ใช้กักพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งในวันที่แดดออกแรงนั้น ไม่ว่ารถจะจอดนิ่ง ๆ หรือว่าวิ่งขับอยู่ พลังงานของแสงอาทิตย์ก็จะช่วยให้ตัว Lightyear 0 ประจุพลังงานเอาไว้ขับได้ไกลอีกถึง
“ความสมดุล” คำที่ฟังดูเรียบง่าย สะท้อนให้สัมผัสได้ถึงความสุขในการใช้ชีวิตทุกด้าน เมื่อพูดถึงสมดุลชีวิตหลายคนอาจคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เฝ้าเพียรพยายามเสาะหาวิถีทางสร้างสมดุลจนเผลอมองข้ามไปว่าจริง ๆ แล้ว “คุณ” ทุกคนสามารถบาลานซ์ชีวิตได้โดยไม่ต้องขวนขวายหาเคล็ดลับ หรือเหนื่อยกับการมองหาคำตอบจากสิ่งที่อยู่ไกลตัว แต่คุณสามารถเลือก “สร้างสมดุลชีวิต” ให้กับตัวเองและครอบครัวโดยเริ่มต้นได้จากที่ ‘บ้าน’ “แล้วบ้านแบบไหนที่เอื้อต่อการสร้างชีวิตให้สมดุลกันล่ะ?” สำหรับคำถามนี้ เรามีคำตอบที่พร้อมภูมิใจนำเสนอให้เป็นทางเลือกที่ใช่ สำหรับเหล่า Urban Men ทั้งหลาย ซึ่งกำลังมองหาพื้นที่ชีวิตเพื่อตัวเอง และการสร้างครอบครัวใหม่ ที่เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ในเมืองใหญ่ เข้ากับความสงบผ่อนคลายได้อย่างลงตัว กับโครงการ DEMI SATHU 49 (เดมี สาธุ 49) จากแสนสิริ ดีลักซ์ ทาวน์โฮม แนวคิดใหม่ ที่พัฒนาขึ้นมาภายใต้คอนเซ็ปต์ BALANCE IS ABOUT… SERENITY IN URBAN LIFESTYLE “ชีวิตสมดุล” ระหว่าง “ชีวิตเมือง” และ “ความสงบผ่อนคลาย” ที่ต้องการผสานความสมดุลระหว่าง “Space of Home” และ “The Convenience
ถ้าจะให้พูดถึงแรปเปอร์ชื่อ Kendrick Lamar สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามหรือชื่นชอบดนตรี Hip-Hop เป็นพิเศษ เขาคือศิลปินที่มีรางวัลการันตีตั้งแต่ปี 2015-2022 มากถึง 161 รางวัล! กวาดมาแล้วทุกสาขาในสายดนตรีของตัวเอง ที่เจ๋งมากคือเขาเคยเข้าชิง Grammy ในปีเดียว 11 สาขา จนเกือบทำลายสถิติอัลบั้มเข้าชิงสูงสุดตลอดกาลปี 1982 ของ Michael Jackson มาแล้ว นอกจาก AKA. ที่ทั่วโลกรู้จักกันดี เคนดริกยังถูกเรียกด้วยอีกหลายชื่อซึ่งล้วนมีเพื่อการันตีความเก่งของเขา ทั้ง ‘นักกวี’, ‘อัจฉริยะในรุ่นเดียวกัน’ แต่สำหรับผู้เขียนที่เป็นแฟนคลับติดตามผลงานเคนดริกมาหลายปี จะขอเรียกด้วยชื่อที่ตั้งเองว่า ‘อัจฉริยะผู้อุตสาหะ’ สิ่งนี้รู้สึกได้เลยจากผลงานพาร์ทดนตรีอันน่าทึ่ง เต็มไปด้วยจินตนาการ และ Another Level ศิลปินคนอื่นมากๆ ทั้งการใช้ดนตรีแนวอื่นอย่าง Fast Swing Jazz หรือ Old Funnky ทำบีทฮิปฮอปได้อย่างลงตัว (รีเสิร์ชอย่างหนักหน่วงแน่นอน) ในขณะที่บีทเพลงแบบฮิปฮอปจ๋าๆ ก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนตลอดเวลา หลังจากที่หายไป 5 ปี วันนี้เคนดริกกลับมาแล้ว กับอัลบั้มใหม่ชื่อยาว
ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าวันหนึ่งประเทศอย่างบ้านเราจะมีคำว่า “เสรีกัญชา” เกิดขึ้นมา เพราะถ้าหากเวลาย้อนกลับไป มีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกปลูกฝังความคิดในแง่ลบกับพืชชนิดนี้ มีข่าวคราวการจับกุมเกิดขึ้นมากมาย ทั้งคนธรรมดาทั่วไป หรือแม้กระทั่งบุคคลที่มีชื่อเสียงก็ตาม เพราะมันยังถูกตราหน้าว่าเป็นสารเสพติดผิดกฎหมาย แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยได้สัมผัสใกล้ชิดผู้ที่ (แอบ) ใช้กัญชา เรากลับมีความคิดที่รู้สึกย้อนแย้งขึ้นมาในหัวว่า “มันไม่ได้ดูน่ากลัวตามที่เข้าใจเลย” เพราะผู้คนที่เสพกัญชามักจะดูเนิบ ๆ ลอย ๆ หน้าตายิ้มแย้ม และรักการทานของหวานเป็นพิเศษ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับผู้เสพยาบ้าที่มักจะคุ้มคลั่ง สร้างเรื่องสร้างราวให้คนรอบ ๆ ข้างต้องเดือดร้อนอยู่เสมอ หลังจากที่ได้เคยพูดคุยกับผู้ที่ใช้กัญชาหลาย ๆ คนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด แต่เราเองก็ทำได้เพียงแค่ฟังผ่าน ๆ จนกระทั่งวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก็ได้ทราบข่าวเรื่องการประกาศเสรีกัญชา ทำให้คำพูดต่าง ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของกัญชาที่เราเคยได้ยินตีวนกลับมาอีกครั้ง แถมมันยังดึงความสนใจของเราให้อยากทำความรู้จักกับกัญชามากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เสาะแสวงหาผู้ใช้ที่มากประสบการณ์และมากไปด้วยความรู้ จนได้มาพบกับ “ไอซ์ – นพดล ทวีศรี” ที่จะมาเปิดโลกของกัญชาที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครเคยคิด กัญชาคือชีวิต “ไอซ์” ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีแบ็คอัพ เขาตีกลองให้กับศิลปินชั้นนำในประเทศมากมายไม่ว่าจะเป็น “เสือ ธนพล”, “เหน่ง YNOT7”,
ดูเหมือนว่าจะขยับการซื้อขายนักเตะช้ากว่าทีมอื่นจริง ๆ สำหรับทีม Manchester United ยุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของ Erik Ten Hak กุนซือชาวดัตช์ แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าทีมปีศาจน่าจะคว้านักเตะคนแรกได้แล้ว ซึ่งมีนามว่า “Tyrell Malacia” แบ็คซ้ายวัย 22 ปีชาวเนเธอร์แลนด์ จากสโมสร Feyenood Rotterdam ใน Eredivisie League และเป็นการปาดหน้าทีม Olympique Lyon ที่เคยยื่นข้อเสนอมาก่อนหน้านี้ ว่าแต่เจ้าหนูคนนี้เป็นใครมาจากไหนและมีสไตล์การเล่นเป็นอย่างไร มาลองทำความรู้จักอย่างคร่าว ๆ กันครับ Tyrell Malacia ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1999 ณ เมืองรอตเตอร์ดัม ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีคุณพ่อเป็นคนประเทศคูเรเซา และคุณแม่เป็นคนประเทศซูรินาม โดยทาง Tyrell ให้ความสนใจกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก ๆ และได้เข้าเป็นนักเตะในระดับเยาวชนกับทางสโมสร Feyenood Rotterdam ตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น Tyrell ได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2015 เขาก็ได้รับสัญญานักเตะระดับอาชีพอย่างเป็นทางการ ก่อนจะถูกผลักดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ในปี 2017 ซึ่งนัดแรกที่เขาได้ลงเล่นคือศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในเกมที่ทีมของเขาเอาชนะ
“ผมชอบทดลองสร้างสรรค์งานในสไตล์ใหม่ ๆ มันเหมือนกับการได้พาตัวเองออกไปผจญภัย ได้สนุกกับการทำลายกำแพงของการสร้างงานไปเรื่อย ๆ และตั้งใจว่าจะทำงานศิลปะต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้” นี่คือคำตอบหลังจากที่เราได้ถามไถ่ถึงแพสชั่นในการสร้างงานที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยพลังงานที่ไม่มีวันหมดของ ‘เบนซ์ – ปริญญา ศิริสินสุข’ หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ ‘BENZILLA’ ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวไทยซึ่งมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และได้ฝากฝีมือไว้กับแบรนด์ดังระดับโลกมาแล้วมากมาย ล่าสุดผู้ชายที่มีคาแรคเตอร์ ‘LOOOK’ มนุษย์ต่างดาว 3 ตาเป็นภาพจำ กำลังจะปล่อยผลงาน Collaboration สุดพิเศษชิ้นใหม่ ในฐานะศิลปินไทยคนแรกที่ได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ MAURICE LACROIX (มอริส ลาครัวซ์) แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิส ในคอลเลกชั่น AIKON #Tide x BENZILLA Special Edition แต่ก่อนจะไปพบกับความพิเศษของนาฬิกา AIKON #Tide x BENZILLA Special Edition เราขอชวนทุกคนย้อนเวลาไปพบกับแนวคิด ตัวตน และจุดเริ่มต้นบนเส้นทางศิลปะของ BENZILLA เพื่อความเข้าใจถึงที่มาที่ไป และแก่นแท้ของความหมายที่ต้องการสื่อสารผ่านงานศิลปะบนข้อมือที่เขาได้ร่วมสร้างสรรค์กับ MAURICE LACROIX อย่างตั้งใจ ประเด็นแรกในการพูดคุยเพื่อทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น แน่นอนว่าเราขอให้ ‘เบนซ์’ นิยามการสร้างงานภายใต้ชื่อ ‘BENZILLA’ รวมถึงการเล่าที่มาที่ไป
คงไม่มีใครคิดว่าวันนึงเราจะได้เห็นการจับมือของ 2 แบรนด์อิตาลีชื่อดังระดับโลกที่ไลน์ผลิตสินค้าไม่ได้ใกล้เคียงกันสักนิดอย่าง Fiat กับ Smeg เกิดขึ้น สำหรับคนที่กังวลว่างานนี้จะสวยแต่รูปจูบไม่หอมรึเปล่าก็อุ่นใจได้เลย เพราะแบรนด์ทั้งสองเขาใช้แนวคิดในการทำงานร่วมกันครั้งนี้ว่า “เพราะตู้เย็นไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้า และฝากระโปรงหน้ารถเองก็ไม่ใช่แค่ชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนตร์” SMEG 500 ตู้เย็นไซส์มินิ ออกแบบโดยจำลองหน้ารถของรุ่น Fiat 500 ทั้งไฟตากลม โลโก้สีแดงมาครบ ส่วนชื่อรุ่นของตู้เย็นถูกทำเป็นทะเบียนรถติดอยู่ที่ตรงกันชนหน้า (ตัว E ที่เป็นธงชาติของประเทศอิตาลีสวยมาก) วิธีเปิดตู้เย็นของเครื่องนี้รับรองความไม่เหมือนใคร เพราะเขาใช้วิธีเดียวกับการเปิดฝากระโปรงหน้ารถเลย แล้วพอเปิดขึ้นมาก็จะเจอค่าแสดงความเย็น และปุ่มสวิตซ์ในการปรับค่าตู้เย็นออกแบบเป็นคอนโซลของรถยนตร์ทั้งหมด! สำหรับความจุในการใส่ของจะอยู่ที่ 100 ลิตร จะเป็นที่วางเครื่องดื่มทั้งหมด อ๊ะเกือบลืมบอกไป ตู้เย็นคันนี้เขามีสีให้เลือกถึง 5 สีเลยนะ มีสีขาว แดง เขียว น้ำเงิน และเหลือง จุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ SMEG 500 เกิดจากความสนใจของ Fiat ต่อโลกของงานออกแบบที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานพาหนะยานยนตร์ แต่อยากจะลองทำสินค้าอื่นอยู่เสมอ และอย่างที่รู้กันดี สำหรับ Smeg มันก็ต้องไม่ใช่แค่งานออกแบบที่สวยงามเท่านั้น การใช้งานจริงก็ต้องเป็นไปได้ ทำให้แบรนด์เครื่องครัวในฝันของทุกคนกลายเป็นแบรนด์ในอุดมคติที่จะบรรลุโปรเจ็กต์นี้ให้ Fiat ได้


