ในปัจจุบันนี้หน้ากากอาจกลายเป็นสิ่งที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อรวมไปถึงฝุ่น PM 2.5 ซึ่งใคร ๆ เขาก็ทำกัน แต่หากมองย้อนกลับไม่กี่ปีที่ผ่านมา การใส่หน้ากากคงไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปที่ใคร ๆ ก็ใส่กัน โดยเฉพาะในกลุ่มนักดนตรีระดับโลกทั้งหลาย ที่ส่วนใหญ่จะมาถึงจุดที่เรียกว่าโด่งดังได้นั้น อาจจะต้องใช้ใบหน้าอันหล่อเหลาเข้าช่วยบวกกับความต้องการให้คนทั่วไปจดจำใบหน้าของตัวเองได้ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร เพียงแต่มันอาจใช้ไม่ได้กับวงดนตรีทั้ง 8 วงนี้ เพราะนอกจากพวกเขาเลือกจะใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองแล้ว การปกปิดตัวตนและใบหน้าให้ลึกลับกลับช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และเป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้นอีก วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกันว่าพวกเขาเหล่านี้ว่าจะเป็นวงอะไรกันบ้าง ทำไมพวกเขาต้องใส่หน้ากากทุกครั้งที่ออกสู่สาธารณชน 1. The Residents 44 ปี มาแล้วสำหรับวงดนตรีที่ชื่อว่า The Residents กับการเก็บตัวตนสุดลึกลับของพวกเขาเอาไว้ภายใต้หน้ากาก The Residents ก่อตั้งขึ้นในโรงเรียนมัธยม Shreveport รัฐ Louisiana และขยับขยายย้ายถิ่นไปมีชื่อเสียงอยู่ที่ California อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงรักษาความลึกลับของหน้าตาที่แท้จริงเอาไว้ภายใต้หน้ากากรูปลูกตากับหมวกนักมายากลมาเสมอ เพราะเขาต้องการให้คนสนใจที่ผลงานเพลงมากกว่าที่จะมาสนใจที่ตัวพวกเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมา The Residents ปล่อยผลงานเพลงออกมาแบบบ้าพลังถึง 40 ชุด รวมไปถึง Multimedia Collection อีกมากมาย 2. Slipknot วง
แม้ในยุคนี้กระแสนิยมจะเทไปทางแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงอย่าง Netflix, HBO หรือ Amazon Prime Video แต่เชื่อว่ายังมีผู้ชายอีกหลายคนที่ไม่ได้สนกระแสและย้อนนึกถึงภาพยนตร์เก่า ๆ ในห้วงอดีตอยู่เสมอ เพราะภาพยนตร์แต่ละยุคล้วนมีพื้นหลังทางประวัติศาสตร์ กลวิธีถ่ายทำ และเส้นเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยกันทั้งนั้น ทว่ายุคที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ยุคที่เป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์หลากหลายแนว และยุคที่ได้ชื่อว่าแยกออกจากฮอลลีวูดยุคเก่าอย่างเต็มตัว คงต้องยกให้กับ ‘ภาพยนตร์แห่งยุค 70s’ ทำไมต้องเป็นภาพยนตร์ยุค 70s ? จริงอยู่ที่ในยุค 60s วงการจอเงินได้รับอิทธิพลจาก French New Wave หรือกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ฝรั่งเศส ที่เริ่มถ่ายหนังในสถานที่จริงแทนสตูดิโอ เน้นหนักเรื่องความเป็นธรรมชาติ และใช้เทคนิคการตัดต่อสุดล้ำอย่าง jump cut, insert รวมทั้งการถ่ายแบบ long take แต่ภาพยนตร์ยุค 70s กลับต่างออกไป เพราะในช่วงคริสต์ศตวรรษ 1970 เป็นช่วงที่อเมริกาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีสงครามและความไม่สงบกระจายตัวอยู่หลายแห่ง ในทางกลับกันดนตรี ศิลปะ หรือแม้แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้นเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก บท เส้นเรื่อง รวมทั้งเนื้อหาของภาพยนตร์ในยุคนี้จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมโดยรอบ เหล่าผู้สร้างภาพยนตร์ของยุค 70s ต่างสรรหาประเด็นหนัก
หลังจากเปิดตัวมาในฐานะช่องรายการเสริมอิงแอบในแอปฯ และกล่องทีวีจากผู้ให้บริการอื่นมาพักใหญ่ ล่าสุดช่อง HBO ที่มีคอนเท้นต์ดี ๆ อยู่ในมือมากมาย ได้อาศัยช่วงที่พวกเราส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตเก็บตัว Social Distancing อยู่ในบ้านเป็นฤกษ์ปล่อยแอปฯ HBO GO ลุยตลาดเมืองไทยแบบเต็มตัว ขึ้นชื่อว่า HBO แน่นนอนว่ามาเต็มทุกความบันเทิงทั้งซีรีส์ดัง หนังดี และช่อง LIVE TV ให้รับชมได้ผ่านแอปฯ ของ HBO GO ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ทั้งใน iOS และ Android Device รวมถึงบนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ https://www.hbogo.co.th ในราคา 149 บาทต่อเดือน สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องใช้งานได้เสถียรมั้ย ใช้งานได้กี่เครื่อง แชร์ขึ้นจอใหญ่ได้หรือเปล่า? เอาเป็นว่าใครสนใจคงต้องไปเลื่อนอ่านต่อในเว็บ HBO GO หรือลองโหลดแอปฯ มาสมัครใช้งานกันดู (มีให้ทดลองดูฟรี 7 วัน) เพราะในวันนี้เราไม่ได้จะมารีวิวแอปฯ HBO GO ให้อ่าน แต่จะขออาสามาชี้เป้าสำหรับชาว HBO
เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กันถ้วนหน้า หลายคนต้องทำงานที่บ้านหรือใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อทำการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) นั่นทำให้ยอดการเข้าชมภาพยนตร์และสารคดีในช่องทางสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับหนุ่มที่รักเสียงเพลงเพราะแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ขนสารคดีของศิลปินระดับโลกที่น่าสนใจจำนวนมากมาให้ชม แต่ด้วยจำนวนสารคดีมากมายอาจทำให้หลายคนสับสน เลือกไม่ได้ว่าจะดูอันไหนดี วันนี้เราจึงอาสาพาไปทำความรู้จัก 6 Music Documentary เจ๋ง ๆ ที่คอดนตรีไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง จะมีเบื้องหลังเบื้องลึกของอัลบั้มไหน หรือฟุตเทจหายากของใคร เชิญติดตามรับชมได้เลย Oasis: Supersonic Oasis: Supersonic สารคดีที่จะพาคุณไปทำความรู้จักเรื่องราวของ 2 พี่น้อง Liam และ Noel Gallagher แห่งวง Oasis ที่จะพาย้อนชมชีวิตตั้งแต่ยุคก่อตั้งวงที่ปากกัดตีนถีบ ก่อนเข้าสู่ยุคแห่งความสำเร็จของวงในยุค 90’s ขณะเดียวกัน Oasis: Supersonic ก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ ของ 2 พี่น้องนักดนตรีที่สร้างวงระดับตำนานขึ้นไปพร้อม ๆ กัน Oasis: Supersonic เป็นผลงานการสร้างของ
เคยจินตนาการตัวเองตอนตกอยู่ในสถานการณ์กดดันกันบ้างไหม ? บ่อยครั้งที่พวกเรา UNLOCKMEN นึกถึงตัวเองตอนตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายในหนังซอมบี้ หรือการเอาตัวรอดจากฉลามกลางทะเล ถ้าเกิดเราติดเกาะจะอดตายไหม ในสถานการณ์บีบคั้นที่ทำให้เราต้องตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะหนี แล้วถ้าหนีต้องหนีให้รอด ถือเป็นการวัดใจและท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์ว่าเราจะสามารถดึงเอาสัญชาตญาณการเอาตัวรอดออกมาใช้ ได้มากแค่ไหน ภาพยนตร์เอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด 10 เรื่อง ที่ UNLOCKMEN คัดมาให้ในวันนี้เผยให้เห็นการคิด การตัดสินใจที่หลากหลาย หากเราตกอยู่ในอันตรายหรือบาดเจ็บ สภาพแวดล้อมและสิ่งของรอบตัวกับไหวพริบที่มีจะช่วยอะไรเราได้บ้าง THE REVENANT (2015) ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องรอด! หนังแอกชันกึ่งชีวประวัติของ Hugh Glass (นำแสดงโดย Leonardo DiCaprio) ต้องออกเดินทางสำรวจดินแดนในโลกใหม่ เขานำทีมลงสำรวจพื้นที่ แต่การผจญภัยต้องเกิดปัญหาเมื่อคนในคณะถูกหมีกริซลี่ทำร้ายจนทำให้การเดินทางช้าลง ซึ่งการไปแบบช้า ๆ ส่งผลเสียร้ายแรงเพราะการอยู่กลางป่านาน ๆ อาจทำให้ทุกคนในทีมเกิดอันตราย นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ่ที่ตามมาว่าเราจะเลือกไปต่อแบบช้า ๆ หรือจะฆ่าเพื่อนเพื่อให้งานที่ทำไว้ไปต่ออย่างราบรื่น ? The Revenant (2015) เล่าถึงเส้นทางชีวิตที่ต้องตัดสินใจ ท่ามกลางการบีบคั้น คนที่เหลือต้องไปต่อเพื่อเอาชีวิตรอด รวมถึงเรื่องราวความแค้นที่รอวันชำระ ชวนให้กลับมานั่งคิดใหม่อีกครั้งว่าระหว่างหมียักษ์ที่ดุร้ายกับจิตใจแสนโหดเหี้ยมของมนุษย์ สิ่งไหนน่ากลัวกว่ากัน
คนที่อ่านมังงะเรื่องวันพีซ (One Piece) มาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักชนชั้นสูงของโลกที่เรียกว่า “เผ่ามังกรฟ้า” และ UNLOCKMEN เชื่อว่าเกือบทุกคนจะต้องหมั่นไส้ตัวละครกลุ่มนี้มากแน่นอน เพราะพวกเขาไม่เคยแคร์คนอื่น ห้ามใครขัดใจ คิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้า ใครขัดขืนเผ่ามังกรฟ้า ถ้าไม่ถูกเอาไปเป็นทาสต้องพบกับความตาย แล้วเพราะอะไรพวกเขาถึงยิ่งใหญ่คับฟ้าขนาดนี้ ? เผ่ามังกรฟ้า (Celestial Dragons) ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันพีซตอนที่ 497 พวกเขาเป็นสมาชิกของราชวงศ์เก่าแก่ 20 ตระกูล ที่ร่วมกันสร้างรัฐบาลโลกเมื่อ 800 ปีก่อน เมื่อสงครามใหญ่จบลงพวกเขาพากันไปใช้ชีวิตอยู่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์แมรี่โจอาหรือแมรีจัวส์ (Mariejois) ผืนแผ่นดินที่ตั้งอยู่บนยอดของเรดไลน์ พร้อมกับคัดเลือกคนที่เหมาะสมให้มาปกครองดินแดนต่าง ๆ แทนตัวเองที่ย้ายไปอยู่ยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เผ่ามังกรฟ้าตระกูลเนเฟลตาลี (Nefertari) ขอเลือกใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินปกติตามเดิม และลูกหลานของตระกูลนี้เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางกลุ่มตัวละครหลักของเรื่อง เรื่องราวของเผ่ามังกรฟ้าที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับพระเจ้าถูกอาจารย์โอดะค่อย ๆ สอดแทรกอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมของหนังสือการ์ตูน ทำให้คนอ่านตามเก็บรายละเอียด รับรู้เรื่องราวของชนชั้นสูงในโลกวันพีซว่าพวกเขายิ่งใหญ่ ถูกเรียกว่า ‘สายเลือดของพระเจ้า’ และไม่ค่อยสุงสิงกับพวกมนุษย์ชั้นต่ำ เราจะได้เห็นแฟชั่นของชนเผ่ามังกรฟ้าแบบเต็ม ๆ ครั้งแรกเมื่อพวกลูฟี่มาเยือนยังหมู่เกาะชาบอนดี้ เผ่ามังกรฟ้าจะไม่ใช้อากาศหายใจร่วมกับมนุษย์คนอื่น ๆ พวกเขาแต่งตัวเหมือนกับมนุษย์อวกาศ รวมถึงสัตว์เลี้ยงมีค่ามากกว่าคนทั่วไป ไม่ค่อยออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะลงมาข้างล่างพวกเขามักแวะเวียนมายังหมู่เกาะชาบอนดี้อยู่บ่อย ๆ เพราะเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงประมูลทาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผ่ามังกรฟ้าเวลาออกจากแมรี่โจอาแต่ละครั้งมักสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คน
ตอนนี้ใคร ๆ ก็ต้องอยู่บ้าน รวมถึงพวกเราชาว UNLOCKMEN ต้องอยู่ติดบ้าน พยายามออกไปข้างนอกให้น้อยเท่าที่จะทำได้ และการนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในพื้นที่เดิมอาจทำให้เราเบื่อหน่าย บางคนดูหนังจนไม่รู้ว่าจะดูเรื่องอะไรแล้วก็มี จึงทำให้วันนี้เราอยากแนะนำแอนิเมชันที่ฉายบนระบบสตรีมมิง Netflix ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนขี้เบื่อ แอนิเมชัน 7SEEDS สร้างจากมังงะที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูนรายเดือนโชโจปี 2001 และนิตยสารการ์ตูนรายเดือนฟลาวเวอร์ในปี 2002 ผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ของทามูระ ยูมิ (Tamura Yumi) นักเขียนมังงะสไตล์สดใสที่คนไทยชอบเรียกกันว่า “การ์ตูนตาหวาน” แต่ถึงจะตาหวานภาพสวยน่ารักแต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของอาจารย์ยูมิมักมีเนื้อหาแหวกแนวจากการ์ตูนตาหวานเรื่องอื่น ๆ 7SEED จะเล่าเรื่องราวของคนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้สักแห่งหนึ่งของโลก เด็กสาวชื่อ ‘นัตสึ’ ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่บนเรือลำหนึ่งกลางมหาสมุทรกับคนแปลกหน้าอีกสองคน พวกเขาสามารถขึ้นฝั่งบนเกาะที่ไม่รู้จัก แถมพบว่ายังมีคนอื่นที่ติดอยู่บนเกาะด้วยเหมือนกัน ผู้รอดชีวิตทั้งนักเรียนมัธยมปลาย นักดนตรี ตำรวจหญิง แต่ละคนล้วนอุปนิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทุกคนต่างต้องงัดความรู้และไหวพริบเท่าที่มีทำให้ตัวเองมีชีวิตรอดบนเกาะที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด เรื่องราวการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ทำให้เราลืมภาพการ์ตูนตาหวานไปจนหมดสิ้น เพราะเนื้อหาของมังงะเรื่องนี้เล่นกับจิตใจคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ มีคนที่เชื่อมั่นสุดหัวใจว่าหากร่วมมือกันทุกคนจะต้องออกไปจากเกาะให้ได้ และก็มีบางคนเชื่อว่ามนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว ดำรงชีวิตอยู่บนเกาะโดยไม่ต้องพยายามหาทางออกไป จนทำให้เราย้อนกลับมาคิดว่าหรือถ้าเป็นเองจะเลือกอยู่บนเกาะหรือไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า ? “ที่นั่น มีแต่ภาพแห่งความสิ้นหวัง” แท้จริงแล้วมนุษย์ถูกจับมาอยู่รวมกันโดยโครงการ 7SEEDS เพื่อค้นหาเมล็ดพันธุ์ยอดเยี่ยมจากกลุ่มเซอร์ไววัลมาเป็นต้นแบบเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของมนุษย์จากเหตุการณ์บางอย่างที่อาจทำให้เกิดการสูญพันธุ์ ท่ามกลางการ์ตูนภาพสวยกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวหนักอึ้ง
ชีวิตการลงทุนมันโหดร้าย จนมีคนไปทำเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง แล้วทำไมเราถึงจะไม่ศึกษาจากสิ่งรอบตัวหละ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ทำให้ใครหลายคนวิตกจริตและใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นสุขไปตาม ๆ กัน ไหนจะต้องหมั่นขัดถูมือจนแทบถลอก ใส่หน้ากากอนามัยจนปวดใบหู หรือกักเก็บตัวอยู่ในบ้านหลายสิบวันอย่างหดหู่โดยที่ไม่ได้ออกไปไหน ความรู้สึกที่ต้องหมกตัวอุดอู้อยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ทุกวี่วันไม่ได้ทำให้คุ้นชินแต่อย่างใด หากทำให้ผู้คนเริ่มโหยหาการออกไปข้างนอก การเดินทางไกล และอยากหนีห่างจากบ้านที่ผูกพันธนาการพวกเขาเอาไว้ในช่วงที่ไวรัสระบาดหนักเช่นนี้ แม้แต่ประเทศเยอรมนีที่ดูจะจัดการวิกฤติโคโรนาไวรัสครั้งนี้ได้ดีกว่าบ้านเราและนานาประเทศ ก็ไม่อาจละความรู้สึกโหยหาที่จะออกเดินทางไปไหนไกล ๆ ได้ แถมชาวเยอรมันยังรู้สึกว่าตนติดอยู่ในบ้านนานและอาจนานเกินไป ยิ่งมาตรการกักตัวเข้มข้นรุนแรงมากเท่าไร ยิ่งทำให้ความปรารถนาที่จะออกไปไหนไกล ๆ ทวีขึ้นมากเท่านั้น พลังแห่งความโหยหาของชาวเยอรมันจึงเริ่มแทรกซึมไปในแทบทุกแคว้นของประเทศ จนคำศัพท์ “Fernweh” ซึ่งนิยามถึงความโหยหาที่จะเดินทางไกลถูกนำกลับมาพูดใหม่ในยุคนี้อีกครั้ง ความโหยหาที่จะเดินทางไปให้ไกลสุดลูกหูลูกตา Fernweh (แฟรน-เวฮ์) เป็นคำนามภาษาเยอรมันที่เคยปรากฏในหนังสือภาษาอังกฤษ ‘The Basis of Social Relation’ ของ Daniel Garrison Brinton ผู้เขียนอธิบายคำนี้ว่าเป็นความปรารถนาสุดลึกซึ้งหรือความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอันเนื่องมาจากระยะทางไกล ในภาษาอังกฤษจึงถอดความหมายออกมาเป็น “Distance Sickening” หรือ “Far Woe” ทว่า Christiane Alsop อธิบายถึง Fernweh ในบทความวิชาการเรื่อง Home
เมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเราชาว UNLOCKMEN คุยกันเรื่องซีรีส์เรื่องหนึ่งที่กำลังฮิตติดลมบนอยู่ในเวลานี้อย่าง Kingdom ผลงานจากประเทศเกาหลีใต้ที่ฉายทางระบบสตรีมมิง Netflix พวกเราพูดถึงฉากแอกชันโคตรเดือดกับการตามกำจัดซอมบี้และช่วงชิงบัลลังก์ของเจ้าชาย แต่น่าแปลกบทสนทนาเกี่ยวกับหนังแทบจะไม่มีชื่อตัวละครหลุดออกมาจากปากใครเลย เรารับรู้เพียงแค่ว่าหนังสนุก พูดคุยถึงตัวละครในหนังกันอย่างออกรสทั้งพระเอกเป็นเจ้าชาย นางเอกเป็นหมอ ชายแก่เป็นอาจารย์ของพระเอกกับหมอหญิงอีกที ตัวร้ายคืออัครเสนาบดีกับลูกสาวที่เป็นพระมเหสี และคนต้มเล้งแซ่บ ซึ่งผลของบทสนทนาคือแทบไม่มีใครจดจำชื่อตัวละครทั้งหมดได้เลย เพราะไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าตัวละครแต่ละตัวมีชื่ออะไรกันบ้าง (ยกเว้นหมอหญิงซอบีที่ถูกเอ่ยชื่อบ่อยในเรื่อง) UNLOCKMEN จึงเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไรคนส่วนใหญ่ถึงไม่สามารถจดจำใบหน้าหรือชื่อของตัวละครเท่าไหร่นัก? ยิ่งเข้าสู่ฉากช่วงกลางคืนด้วยแล้วแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร และความสงสัยทำให้เราอยากรู้เรื่องอาการนี้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่อง Kingdom เท่านั้นที่ทำให้ผู้ชมสับสนว่าใครเป็นใคร แต่สำหรับแฟนหนังจำนวนไม่น้อยมีอาการสับสนเวลาดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งไปสักพักและจำไม่ได้ว่าตัวละครมีชื่อว่าอะไร หรือเพราะในเรื่องมีคนหน้าตาท่าทางคล้ายกันจนทำให้ไม่มั่นใจว่าใครเป็นใคร บางครั้งงงหนักขึ้นไปอีกว่าตัวละครนี้มันโผล่มาอย่างไรแม้ตัวละครนี้มันเคยออกมาแล้วแต่เราลืมเอง แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะอาการทั้งหมดเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็สามารถเป็นได้ทั้งนั้น ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยยอร์กแห่งสหราชอาณาจักร (University of York) พบเจอกับปัญหานี้ไม่ต่างกับเรา พวกเขาจึงเริ่มหาเหตุผลว่าเพราะอะไรเราถึงลืมหน้าคนได้ง่าย ๆ ด้วยการให้กลุ่มตัวอย่างนึกถึงใบหน้าของพี่น้องหรือญาติสนิท และจดจำใบหน้าเหล่านั้นให้มากที่สุด จากนั้นดูหน้าตาของเหล่าคนมีชื่อเสียงจากหลายวงการทั้งนักแสดง นักร้อง นักข่าว นักการเมืองและคนทั่วไปที่ไม่เคยเข้ามาข้องเกี่ยวในชีวิตมาก่อน จากนั้นทำแบบสำรวจว่าแต่ละคนสามารถจดจำใบหน้าได้มากแค่ไหน ผลออกมาว่ามีคนจากกลุ่มตัวอย่างจำหน้าคนได้มากถึง 5,000 หน้า แม้จะมีคนจดจำใบหน้าได้มาก 5,000 หน้า แต่เมื่อถามลงไปว่าแต่ละคนที่จำได้เป็นใครมาจากไหนความแม่นยำจะลดลงเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่จดจำหน้าและชื่อของญาติตัวเองได้มากที่สุดเพราะคุ้นเคยมาหลายสิบปี รองลงมาคือกลุ่มคนมีชื่อเสียง หลงลืมชื่อกับใบหน้าของกลุ่มที่เป็นคนแปลกหน้าไม่มีชื่อเสียง


