ถ้าพูดถึงดีไซเนอร์หญิงเท่ที่แสนจะเป็นตัวของตัวเองหลายคนคงนึกถึงดีไซเนอร์มากมายไม่ว่าจะเป็น Coco Chanel หรือ Elsa Schiaparelli ที่โดดเด่นด้วยการดึงศิลปะแบบเซอร์เรียลมาผสมกับการออกแบบเสื้อผ้า และแน่นอนว่าจะต้องมีชื่อของ Vivienne Westwood คุณป้าสายพังก์อยู่ในวงสนทนาด้วยอย่างแน่นอน บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสับสนว่าดีไซเนอร์หญิงสุดแนวเกี่ยวอะไรกับ UNLOCKMEN และรองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Vans เหตุผลเพราะในปีนี้เธอลงมาลุยตลาดสนีกเกอร์มากขึ้นและได้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชื่นชอบรองเท้าทั้งชายหญิงด้วยการ collaboration กับ Vans เกิดเป็นคอลเลกชันพิเศษชื่อว่า Anglomania ในแต่ละปี Vans ถือเป็นแบรนด์สนีกเกอร์ที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับแบรนด์อื่น ๆ รวมถึงเหล่าดีไซเนอร์และเซเลบฯ ชื่อดังมากมาย แต่ครั้งนี้สิ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจคือการจับมือกับ Vivienne Westwood ดีไซเนอร์ที่ไม่เคยอยู่ในกรอบของสังคม ผู้นำสไตล์พังก์มาปรับให้โมเดิร์นและเท่เกินกว่าใคร และกลายเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลของโลก Vivienne เชื่อว่าเครื่องแต่งกายสามารถบ่งบอกสไตล์และเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนได้ รองเท้าทั้งหมด 6 คู่ จากคอลเลกชัน Anglomania (การคลั่งไคล้วัฒนธรรมอังกฤษ) จึงถอดแบบตามความหมายออกมาได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยนพร้อมกับผสมสไตล์พังก์แบบอังกฤษของตัว Vivienne เองด้วย เริ่มจาก Sk8-Hi รองเท้าหุ้มข้อที่อยู่กับ Vans และวงการสเกตบอร์ดมาอย่างยาวนาน ในคอลเลกชันนี้จะมีรองเท้าหุ้มข้อสองสีมาให้เลือก ทั้งสีดำคมเข้มกับสายเข็มขัดหนังแบบกว้างสีครีมที่อยู่บริเวณเหนือเท้า ดำไปจนถึง midsole แต่ป้ายของ Vans
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนในวันที่ 13 ตุลาคม 1993 ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง The Nightmare Before Christmas ออกฉายเป็นครั้งแรก และจากวันแรกจนถึงปัจจุบัน การ์ตูนเรื่องดังกล่าวก็กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สุดคลาสสิกที่ควรเก็บไว้ดูทุกวันคริสต์มาสไปเสียแล้ว The Nightmare Before Christmas เล่าถึงโลกในจินตนาการของเบอร์ตัน เมื่อแต่ละเทศกาลของโลกมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง อย่างวันหยุดคริสต์มาสก็มีเมืองคริสต์มาส วันฮัลโลวีนกลายเป็นเมืองฮัลโลวีน แต่ละเมืองก็มีเรื่องราวที่แตกต่าง มีสภาพแวดล้อมยึดตามเทศกาล แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อผู้ปกครองเมืองฮัลโลวีนนามว่า Jack Skelllington เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายความซ้ำซากจำเจของเมืองที่ตัวเองอยู่ หลงไปยังเมืองคริสต์มาสซึ่งอบอวลไปด้วยมวลความสุข เมื่อคนต่างเมืองได้มาพบเจอความแตกต่างทางวัฒนธรรม จากเมืองอึมครึมตลอดเวลามาสู่เมืองที่ประดับประดาด้วยลูกบอลสี บรรยากาศรื่นเริง ผู้คนเต็มไปด้วยความยินดีกับเทศกาลแห่งครอบครัว Jack เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่พบเจอกลับมายังเมืองฮัลโลวีนของตน เดิมทีสารพัดผีชาวเมืองจะพากันออกไปหลอกคนในวันปล่อยผี ก็อยากเปลี่ยนให้ภูตผีออกไปแจกของขวัญให้เด็ก ส่วน Jack ก็อยากจะแย่งงานของซานตาคลอสมาทำเอง แต่เมื่อความเคยชินของภูตผีปีศาจที่หลอกคนมาตลอดเปลี่ยนมาเป็นผู้ให้แสนใจดี จึงทำให้เทศกาลคริสต์มาสครั้งนี้วุ่นวายกว่าครั้งไหน ๆ ด้วยเรื่องราวของ The Nightmare Before Christmas แสนคลาสสิกกับความนิยมจากปี 1993 ที่สั่งสมมาถึงวันนี้และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้แบรนด์รองเท้าชื่อดังอย่าง Vans สนใจอยากนำความสนุกสนานภายในเรื่องมาอยู่บนรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษ The Nightmare
เพราะแฟชั่นคือความหลากหลายทีไม่มีสิ้นสุด UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปยัง สยาม ทาคาชิมายะ (SIAM Takashimaya) ณ ไอคอนสยาม ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ระดับลักซ์ชัวรี ภายใต้คอนเซ็ปต์การผสมผสานที่สุดของห้างสรรพสินค้าในไทยและห้างทาคาชิมายะของญี่ปุ่นที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นน่าจับตามองไว้มากมาย แถมยังเอ็กซ์คลูซีฟสุด ๆ เพราะมีเพียงที่นี่ที่เดียว แฟชั่นโซนภายในสยาม ทาคาชิมายะ อัดแน่นไปด้วยแบรนด์ชั้นนำส่งตรงจากรันเวย์ญี่ปุ่นมาถึงประเทศไทย UNLOCKMEN ได้เลือก 3 แบรนด์แฟชั่นน่าจับตามองมาแนะนำหนุ่มๆที่ชื่นชอบการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นแฟชั่นนิสต้าที่โดดเด่นด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ เริ่มต้นกันด้วย Snow Peak แบรนด์เสื้อผ้าเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1958 ซึ่งมีสาขาใหญ่อยู่ที่จังหวัดนีงาตะที่เต็มไปด้วยภูเขาและแม่น้ำพร้อมกับลานกว้างที่รอต้อนรับทุกคนให้มาตั้งแคมป์กันได้จริง ๆ และยังมาสาขาย่อยอื่น ๆ กระจายอยู่ทั่วเกาะญี่ปุ่นทั้งสาขาชิบูย่า (Shibuya) โตเกียว (Tokyo) โอซาก้า (Osaka) ฮอกไกโด (Hokkaido) รวมถึงต่างประเทศอย่างไต้หวัน และล่าสุดก็ได้มาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยดีไซเนอร์นามว่า Yukio Yamai นำความหลงใหลธรรมชาติมารวมเข้ากับความสามารถด้านแฟชั่น เขาสร้างแบรนด์ Snow Peak ขึ้นพร้อมกับคอนเซ็ปต์หลักคือ Outdoor & Natural Product เพื่อผสมผสานไลฟ์สไตล์ของคนเมืองให้เข้ากับธรรมชาติ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของแฟชั่นสไตล์วินเทจ นำเสนอไอเท็มหลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของผู้รักกิจกรรม Out
“เป็นเมียเราต้องอดทน” “แถวนี้แม่งเถื่อน ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้” “ปืนถ้าจะยิงต้องยิงให้ตาย ถ้ามันไม่ตาย เราตาย” วัยรุ่นสมัยนี้หลายคนอาจไม่ทันได้ดูภาพยนตร์แอ็กชันดราม่าในตำนานของไทยอย่าง 2499 อันธพาลครองเมือง (1997) ที่มีชื่อภาษาอังกฤษเท่ ๆ ว่า Dang Barely’s and Young Gangsters แต่ก็คงเคยได้ยินวลีเด็ดจากหนังดังที่ยังคงถูกพูดถึงมาจนปัจจุบัน รวมถึงจำว่าหนังเรื่องนี้คือหนังแจ้งเกิดของพระเอกตลอดกาลอย่าง ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี ด้วยความเท่ที่ทำให้เราชวนคิดถึงเรื่องราวแสนใกล้ตัวโดยไม่ต้องไปมองหาไกลจากไหน UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปสำรวจกับแฟชั่นจากภาพยนตร์เรื่อง 2499 อัธพาลครองเมือง ภาพยนตร์สุดฮิตจากวันเก่าก่อนของยุคพ่อที่ทำให้เราได้เห็นแฟชั่นสไตล์วินเทจชวนคิดถึง 2499 อันธพาลครองเมือง สมัยกรุงเทพฯ ยังถูกเรียกว่าพระนคร ก่อนปีพ.ศ. 2500 ช่วงเวลาอันเต็มไปด้วยเหล่าอันธพาล ‘ขาโจ๋’ กับ ‘โก๋’ ที่คนทั่วไปเรียกมีอยู่ทั่วเมือง พวกเขาจะมีกลุ่มก้อนเป็นของตัวเองและใช้อิทธิพลครอบครองตามเขตต่าง ๆ ของพระนคร พวกเขาไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่กลัวตาย พร้อมสู้กับทุกคนที่คิดขวางทาง เรื่องราวทั้งหมดของ 2499 อันธพาลครองเมืองจะถูกเล่าผ่านเปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ เมื่อพระนครเต็มไปด้วยชาวแก๊งพร้อมกับวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกเข้ามากระทบกับวิถีชีวิตของคนไทย ประเทศรอบข้างไทยก็กำลังมีสงครามเวียดนามกับสหรัฐฯ ค่านิยมใหม่และความรุนแรงขยับเข้าสู่สังคมไทย เด็กหนุ่มลูกของโสเภณีตรอกไบเล่ย์นามว่า แดง จึงตั้งตัวเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลย่านหัวลำโพงด้วยการฆ่าเฮียหมาซึ่งเป็นนักเลงในย่านเดียวกันได้สำเร็จ
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Adidas Stan Smith เป็นรองเท้าผ้าใบสามัญประจำบ้านของใครหลายคนไปแล้ว ด้วยรูปทรงที่เรียบง่ายสุดคลาสสิก คงไว้ด้วยเรื่องราวจากยุค 1967 แถมยังเข้ากับสไตล์ที่หลากหลาย ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่กล่าวมาจึงทำให้ Stan Smith กลายเป็นรองเท้าในดวงใจ ที่ครั้งนี้จะสร้างความตื่นเต้นใหม่ให้กับทุกคนด้วยการร่วม collaboration กับแบรนด์สุดเท่อย่าง Fucking Awesome Fucking Awesome เป็นแบรนด์แฟชั่นสตรีตและสเกตบอร์ดชื่อจากสหรัฐอเมริกาของ Jason Dill แชมป์สเกตบอร์ดในตำนาน เขาเคยเป็นชายที่ติดยาเสพติดและท้ายที่สุดก็สามารถพาตัวเองออกจากวงจรนั้นมาตั้งแบรนด์ของตัวเองได้สำเร็จ ด้วยเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและไอเทมเท่ ๆ ที่ปล่อยออกมาให้เราได้รับชมอยู่เสมอจึงทำให้ Fucking Awesome เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เด็กสเกตจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เมื่อแบรนด์ดังอย่าง Adidas มาเจอกับแบรนด์เก๋าของวงการสเกต จึงทำให้ Adidas Stan Smith รองเท้าสุดคลาสสิกมีสีสันที่แตกต่างจากเดิม การเจอกันระหว่าง Adidas กับ Fucking Awesome ไม่ใช่การเจอกันครั้งแรก แต่การเจอกันในครั้งนี้กลับสร้างการพูดถึงเป็นวงกว้างด้วยสีสันจัดจ้านที่อยู่บนรองเท้าดีไซน์วินเทจ ด้วยการหยิบสีสันสดใสอย่างสีส้มและสีม่วงมาอยู่บนรองเท้า สลัดความวินเทจออกไปเพื่อให้ความทันสมัยเข้ามาแทนที่ จากนั้นเติมลูกเล่นตรงบริเวณด้วยพินที่มีข้อความว่า Fucking Awesome สีทองประทับไว้ตรง Upper หรือบริเวณด้านข้างของรองเท้า แค่สีสันจัดจ้านคงไม่ทำให้
พาหนะอะไรที่สามารถทำให้เราเห็นผู้คนจำนวนมากได้ในคราวเดียว ? หากมีคนถามแบบนี้คำตอบที่ได้ก็คงหนีไม่พ้นระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์และรถไฟที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน แต่ในความวุ่นวายก็ทำให้เราได้เห็นสไตล์ที่แตกต่างของผู้คน บางวันเราอาจเจอคนที่แต่งตัวเหมือนกัน 10 คน ยืนอยู่บนชานชาลา หรือเมื่อวานก็อาจเห็นแฟชั่นโคตรเท่จากชายที่ยืนฟังเพลงอยู่ในรถไฟฟ้า เพราะสถานีรถไฟกลายเป็นแหล่งรวมคนมากมาย ทำให้มีเรื่องราวหลากหลายเล่าสู่กันฟังผ่านเครื่องแต่งกายที่สามารถบอกว่าไอเทมชิ้นไหนฮิต หรือสไตล์ไหนที่ได้รับความนิยม UNLOCKMEN จึงอยากพาย้อนไปสถานีรถไฟใต้ดินใจกลางมหานคร New York ยังวันเก่าก่อนที่สไตล์ไม่เคยหลุดวงโคจรแฟชั่นไปไหนแฟชั่นช่วงปลายยุค 70 ไปจนถึงช่วงต้นของยุค 80 อันแสนจัดจ้านเป็นตัวของตัวเอง FASHION x MUSIC in NYC 70-80s แฟชั่นผ่านภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงความชอบและวิถีชีวิตของชาว New York ช่วงปี 1977-1984 โดยช่างภาพชาวที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่นาม Willy Spiller เขาบันทึกการเดินทางบนรถไฟผ่านภาพถ่ายทั้งช่วงเวลาเร่งด่วนผู้คนอัดแน่นอยู่เต็มขบวนรถไฟฟ้า ไปจนถึงกลางดึกที่สถานีใกล้ได้เวลาปิดทำการ และการถ่ายภาพของเขากว่า 40 ปี เขาเริ่มถ่ายภาพปี 1977 ช่วงปลายของยุค 70 อันโดดเด่นด้วยสไตล์ของ Disco ของเหล่าศิลปินชื่อดังอย่าง Bee Gees หรือ ABBA เพราะการออกไปพบปะผู้คนในบาร์ Disco จึงทำให้เสื้อผ้ายอดฮิตช่วงเวลานั้นคงหนีไม่พ้นเสื้อผ้าพลิ้ว
บรรดาคู่รักที่มีอยู่มากมายบนโลกทั้งคู่รักดารา คู่รักนักการเมือง คู่รักที่เป็นชาวบ้านธรรมดากับสายลับที่ชีวิตจริงเข้าตาใครหลายคนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่คงไม่มีเรื่องราวของคู่รักไหนจะแสบ เต็มไปด้วยความวุ่นวายเคล้าความโรแมนติกและจัดจ้านด้านแฟชั่นได้มากไปกว่า Bonnie และ Clyde อีกแล้ว ด้วยความเท่เปี่ยมด้วยสไตล์ของ Bonnie กับ Clyde คู่รักนักปล้นอันแสนโด่งดังแห่งอเมริกาที่โดดเด่นสะดุดใจทั้งเรื่องเล่าสะดุดตาทั้งเครื่องแต่งกาย UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพวกเขาตั้งแต่วัยเด็ก เห็นแนวคิด ชีวิต และแฟชั่นระหว่างการหลบหนีตำรวจ ที่หลอมรวมให้ทั้งคู่มีชื่อเสียงจนถึงทุกวันนี้ ก่อนการพบกันของ BONNIE และ CLYDE Bonnie Parker และ Clyde Barrow ก่ออาชญากรรมราวสองปีตั้งแต่ 1932-1934 ช่วงเวลาก่อนที่พวกเขาจะพบกันต่างชีวิตไม่ต่างจากเด็กทั่วไปในอเมริกา Clyde Barrow เด็กชายชีวิตแสนธรรมดาจากรัฐ Texas ลาออกจากโรงเรียนเพื่อทำตามความฝันของเองในวัย 16 ปี เขาชื่นชอบการเล่นแซ็กโซโฟนและกีตาร์ ใฝ่ฝันถึงการเป็นนักดนตรี แต่บ้านจนจึงต้องพับความฝันทางดนตรีเปลี่ยนมาลักเล็กขโมยน้อยร่วมกับพี่ชายแทน ส่วนของที่ขโมยก็ค่อนข้างสะเปะสะปะ เพราะขโมยเงิน ขโมยรถ หรือแม้กระทั่งขโมยไก่แถวบ้านมาเต็มคันรถ ส่วน Bonnie Parker เป็นเด็กสาวจากรัฐ Texas เช่นเดียวกับ Clyde เธอเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินดี จนวันหนึ่งชีวิตดันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อพ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัวเสียชีวิตลง
สำหรับผู้ชายที่เติบโตมากับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่คงไม่มีใครไม่รู้จักตัวละครจาก X-Men ที่ชื่อว่า Logan และมีฉายาว่า Wolverine อย่างแน่นอน เพราะเราเห็น Hugh Jackman สวมบทเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ผู้มีพลังพิเศษสามารถเยียวยาบาดแผลได้รวดเร็ว จมูกไว หูดี มีสัญชาตญาณของสัตว์ป่า รวมถึงกรงเล็บเหล็กทำจาก Adamantium ที่ได้มาจากการทดลองเถื่อน บุคลิกห่าม ๆ ของตัวละครและคาริสม่าของ Hugh Jackman ทำให้ใครหลายคนจดจำตัวละครตัวนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะตัวละครนี้ถือเป็นฮีโร่ที่เติบโตมาพร้อมกับใครหลายคน รวมถึงแฟชั่นหลายยุคสมัยตั้งแต่หนุ่มจนถึงวาระสุดท้ายของเขาที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ จึงทำให้ UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปรู้จักกับสไตล์ของชายคนนี้ไปพร้อมกัน การปรากฏตัวของ Logan ในโลกภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2000 ในภาพยนตร์รวมทีมฮีโร่มนุษย์กลายพันธุ์ X-Men (2000) พาเราไปทำความรู้จักกับนักสู้ใต้ดินไร้ความทรงจำ แต่จับพลัดจับผลูมาเป็นคนที่มีส่วนช่วยโลกให้พ้นภัย หลายคนคาดเดาว่า Logan ฉบับหนังอาจเกิดปี 1837 เพราะภาค X-Men Origins: Wolverine (2009) เขาเป็นทหารร่วมรบอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ราวปี 1914 ต่อมาได้ช่วยชีวิตทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่นไว้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองนางาซากิ ในปี 1945
ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการคิดไอเดียและการทำ DIY ที่มีสไตล์เด่นชัดเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องแฟชั่นที่เราจะได้เห็นแนวคิดและการแต่งตัวโดดเด่นไม่เหมือนใครจากคนญี่ปุ่นอยู่เสมอ ครั้งนี้แบรนด์รองเท้าสุดเก๋าอย่าง Converse Japan ก็เกิดไอเดียง่าย ๆ แต่น่าสนใจที่จะทำให้รองเท้าผ้าใบพิเศษมากยิ่งขึ้น Converse Japan ตัดสินใจหยิบสนีกเกอร์สุดคลาสสิกในตำนานอย่าง Chuck Taylor All Star จุดเริ่มต้นของรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อรุ่นออริจินัลมาเล่าเรื่องใหม่อีกครั้ง ซึ่งการหยิบเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ครั้งนี้จะทำให้ตัวแบรนด์กับผู้บริโภครู้สึกใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เพราะผู้สวมใส่จะได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์รองเท้าผ้าใบร่วมกับ Converse ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ชื่อว่า Nurie (ぬりえ) Nurie ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่าระบายสี ดังนั้น Converse Chuck Taylor All Star จึงมีรูปแบบตามชื่อรุ่น เริ่มจากรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีขาวล้วน ประทับลายตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ “CONVERSE” เรียงต่อกันจนทั่วรองเท้า ตราสัญลักษณ์ All Star ตรงบริเวณส้นรองเท้าที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นก็เป็นสีขาวล้วน และมีสีดำเข้มอยู่ที่เดียวคือรูปดาวตรงด้านข้างของสนีกเกอร์ มองเผิน ๆ จะเห็นว่าสนีกเกอร์คอลเลกชัน Nurie ก็เป็นรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อธรรมดาไม่ต่างจากรุ่นอื่น ๆ แต่ความสนุกของรองเท้าจะเริ่มต้นหลังจากซื้อรองเท้า เพราะ Converse จะแถมปากกา markers ชนิดกันน้ำมาให้สามแท่ง โดยมีทั้งหมดสามสีคือ
หลังจากที่ลือกันมาพักใหญ่ว่าแบรนด์เครื่องกีฬาชื่อดังอย่าง Adidas เตรียมออกรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันสุดพิเศษที่ได้ฟรอนต์แมนในตำนานอย่าง Liam Gallagher มาร่วมดีไซน์ด้วย หลายคนต่างคาดเดาไปทางเดียวกันว่าสนีกเกอร์คู่นี้จะต้องเต็มไปด้วยความวินเทจสุดคลาสสิกตามแบบฉบับป๋าเลียมอย่างแน่นอน และตอนนี้ก็ไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวังเมื่อได้เห็น Adidas Spezial สีครีมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและสไตล์ยอดศิลปินจากเกาะอังกฤษ Adidas Spezial เดิมทีเป็นรองเท้ากีฬาสำหรับลงสนาม แต่ด้วยดีไซน์ที่เข้ากันได้ดีกับกางเกงหลากประเภททั้งกางเกงยีนส์ กางเกงวอร์ม กางเกงสแลค รวมถึงความทนทานบวกกับวัสดุหนังกลับสุดเท่ และพื้นยางที่ยืดเกาะทุกพื้นถนนทำให้รองเท้ากีฬากลายเป็นสนีกเกอร์แฟชั่นที่ใคร ๆ ต่างก็อยากมีไว้ครอบครอง ความโดดเด่นคือสไตล์สุดวินเทจของเหล่าชายหนุ่มจากยุค 80 หลายคนหลายวงการที่ต่างก็สวมใส่กันทั้งวงการกีฬาฟุตบอล หรือเหล่าชาวสตรีตในนิวยอร์กที่ใส่ Spezial เพราะเห็นสมาชิกวง Hiphop ชื่อดังอย่างวง Run DMC ใส่รองเท้ารุ่น Spezial รวมถึงกลุ่มคนผู้ชื่นชอบดนตรีแนว Britpop ในอังกฤษที่เห็น Nole Gallagher วง Oasis สวมใส่ Spezial ก็เลยพากันหาซื้อรองเท้าแบบเดียวคนที่ตัวเองชื่นชอบมาใส่ตาม ถึงแม้จะอยู่คนละมุมโลกและมีความชอบที่แตกต่าง แต่แฟชั่นสามารถร้อยเรียงกลุ่มคนหลากหลายให้มีจุดร่วมเดียวกันได้ สำหรับสนีกเกอร์ Spezial ที่ทาง Adidas ออกแบบร่วมกับ Liam Gallagher จะใช้สีครีมโทนเข้มและอ่อนแต่งแต้มลงบนวัสดุหนังกลับตั้งแต่บริเวณ unper เชือกรองเท้าไปจนถึงพื้นยาง


