ดูเหมือนทาง Adidas และศิลปินอย่าง Pharrell Williams จะตั้งใจให้รองเท้ารุ่น Pharrell x adidas Solar Hu Glide ทำออกมาให้ครบทุกโทนสี CMYK เพราะล่าสุดพวกเขาเตรียมส่งรองเท้า 4 คู่ใหม่ออกมาแล้วในชื่อ Rainbow Pack ก่อนหน้านี้ค่ายสามขีดเพิ่งประกาศเปิดตัว Pharrell x adidas Solar Hu Glide “Grayscale Pack” ออกมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ ด้วย Solar Hu Glide 4 คู่ในโทนสีพื้นไม่ว่าจะเป็น White ( ขาว), Off White (ขาวครีม), Grey (เทา) และ Core Black (ดำ) เรียกว่าตั้งใจปล่อยออกมาเรียกเงินในกระเป๋าหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบรองเท้าโทนสีพื้นโดยเฉพาะ แต่เพื่อตอบโจทย์ให้ครบทุกรสนิยมทุกโทนสี พวกเขาก็ตัดสินใจปล่อยรองเท้าในโมเดลเดียวกันออกมาอีก 4
หนุ่ม ๆ ทั้งหลายคงไม่พลาดดูซีรีส์ตีแผ่วงการหนังผู้ใหญ่ของญี่ปุ่นยุค 80 กับเรื่อง The Naked Director จากช่อง Netflix เพื่อล้วงลึกและเข้าใจถึงโลกของการทำหนัง AV ที่เหนือจินตนาการ ทว่าในวันนี้ UNLOCKMEN จะไม่ได้มาพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหนัง AV แต่จะพูดถึงแฟชั่นแสนสะดุดตาของ Muranishi Toru พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาดังกล่าวของญี่ปุ่นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แฟชั่นยอดนิยมของชายหนุ่มช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร คนญี่ปุ่นมีแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งตัวแบบไหน รับวัฒนธรรมการแต่งตัวมาจากใคร เพื่อเผยให้เห็นว่าอะไรบ้างที่มีส่วนทำให้สไตล์การแต่งตัวของราชาหนังเอวีโดดเด่นไม่แพ้ใครในเรื่อง ความเนี้ยบและลุคสุดทางการตั้งแต่หัวจรดเท้าคือสิ่งสำคัญของผู้ชายญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นถือเป็นชนชาติที่ให้ความสำคัญกับการแต่งตัวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาคิดเสมอว่าการก้าวออกจากบ้านจะต้องพบเจอกับผู้คนมากมาย ดังนั้นเสื้อผ้า หน้า ผม ทุกอย่างจะต้องเนี้ยบและพร้อมเสมอสำหรับทุกสถานการณ์ จึงทำให้ผู้ชายญี่ปุ่นวัยทำงานส่วนใหญ่จะแต่งตัวเคร่งเครียดคล้ายกันไปเสียหมด หลายครั้งที่มีคนพยายามหาคำตอบเรื่องความเนี้ยบที่ทำกันจนเคยชินของคนญี่ปุ่นว่ามันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน คำตอบที่ได้ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะได้รับการปลูกฝังกันมานาน หรือค่านิยมของการให้เกียรติตัวเองและผู้อื่น ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่คำนึงถึงการแต่งตัวให้เหมาะสมเวลาจะออกจากบ้าน ว่ากันว่าแฟชั่นจะเติบโตพร้อมกับเศรษฐกิจ หลังจากปี 1945 ที่ประเทศญี่ปุ่นยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สูญเสียทั้งประชากร เมือง เงิน เป็นหนี้จำนวนมหาศาล ช่วงหลังสงครามโลกญี่ปุ่นแทบไม่เหลืออะไรเหลือเลยนอกจากซากปรักหักพัง ตอนนั้นคงไม่มีใครหน้าไหนในประเทศสนใจการแต่งตัวก่อนเรื่องปากท้องอย่างแน่นอน เหล่าผู้คนที่อยู่รอดจะต้องเอาตัวรอดให้ได้พร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวต่อไป และกว่าญี่ปุ่นจะฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้ก็ปาเข้าไปช่วงปลายโชวะ ระหว่างรอยต่อของต้นยุคเฮเซ (1986-1991) กว่าหลายสิบปีญี่ปุ่นเปลี่ยนฐานะจากประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เขยิบขึ้นมาเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจดีอันดับต้น ๆ
สนีกเกอร์สีขาวถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยตกยุคไปไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่เรามักจะเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยสวมใส่สนีกเกอร์สีขาวกันเต็มไปหมด เพราะสีขาวคือความคลาสสิก ส่วนลวดลายสุดเฉพาะตัวอย่างหนังงูคือตัวแทนความหรูหรา ก็ยิ่งทำให้สนักเกอร์เรียบหรูและโดดเด่นไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ Nike ปล่อยสนีกเกอร์สุดวินเทจที่นำสีขาวและหนังงูมาเจอกัน แรงบันดาลใจจากความหรูหราที่ห่างหายกันไปพักใหญ่กับ Nike Blazer Mid Vintage หยิบแรงบันดาลใจจากรองเท้าของเหล่านักบาสเกตบอลจากยุค 70 ให้สนีกเกอร์เต็มไปด้วยดีไซน์สุดวินเทจที่เห็นเมื่อไหร่ก็ชวนให้ย้อนกลับไปสัมผัสความเท่ในวันเก่าก่อน แต่ตัดเย็บโดยคำนึกถึงความต้องการของนักบาสเกตบอลยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Nike Blazer Mid Vintage ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนีกเกอร์สำหรับใส่เล่นบาสเกตบอลแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ยังสามารถใส่ไปเล่นสเกตหรือใส่ไปเดินเที่ยวก็ได้ทั้งนั้น เพราะพื้นโฟมถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทก แถมยังมีน้ำหนักเบา คงไว้ด้วยสไตล์วินเทจแต่ก็ทันสมัยมีสไตล์ไปพร้อมกัน ในตอนนี้ Nike Blazer Mid Vintage ก็กลับมาอีกครั้งให้หายคิดถึงพร้อมกับลายงูสุดเท่ สัตว์ร้ายที่เต็มไปด้วยพิษสงที่จะส่งให้ลุคดูดีเรียบหรูเมื่อสวมใส่ สไตล์วินเทจและหนังงูมีเสน่ห์ดึงดูดด้วยการใช้สีขาวเป็นหลัก โดดเด่นจากหนังงูที่บริเวณ swoosh สัญลักษณ์อันแสนคุ้นตาของแบรนด์ ประกอบกับลายหนังงูที่พาดผ่านสนีกเกอร์มายังบริเวณส้นรองเท้าเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดีมีระดับ ที่เด็ดอยู่ที่คู่นี้เล่นสีเอิร์ธโทนของหนังงูที่นำมาวางบนพื้นสีขาวเพราะตามปกติหนังงูที่เราเคยเห็นมีหลายแนวหลายสี แต่ Nike ตั้งใจเลือกสีเอิร์ธโทน น้ำตาลอ่อน และน้ำตาลเข้ม เข้ากันได้ดีกับหนังสีขาวของบริเวณลิ้นรองเท้าที่แต้มสัญลักษณ์ swoosh ด้วยสีแดงสด ดีเทลจัดจ้านนี้มีส่วนทำให้เราเห็นรองเท้าคู่นี้มาแต่ไกล จากความใส่ใจที่น้อยแต่มาก คู่สีลงตัวทุกสัดส่วนอย่างนี้ ทำให้การหาเสื้อผ้ามาสวมเข้าชุดกันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ชายเรา NIKE BLAZER MID VINTAGE
ผู้ชายอย่างเราแต่ละคนต่างมีมุมมองในการเลือกซื้อรองเท้าแรงแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตัวรุ่นหรืองานดีไซน์ รวมถึงสีสันบนรองเท้าแต่ละคู่ที่ดึงดูดให้เราเป็นเจ้าของ ขณะเดียวกันกระแสความนิยมของสนีกเกอร์ทั่วโลกทำให้แบรนด์จำนวนมากดีไซน์ออกมาหลากหลายสีสัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในโทนทีมาแรงที่สุดในปีคือ “โทนสีเขียว” ทั้งโทนเข้ม โทนสว่างเรืองแสง ด้วยความนิยมที่กำลังเพิ่มมากขึ้น วันนี้ UNLOCKMEN อยากแนะนำรองเท้า สายเขียว ที่น่าครอบครองในปีนี้ซึ่งจะมีจากค่ายไหนรุ่นอะไรกันบ้าง มาดูกันเลย Nike ZoomX Vaporfly NEXT% “Volt” เริ่มคู่แรกกันกับรองเท้าสายวิ่งจากค่าย Swoosh กับ Nike ZoomX Vaporfly NEXT% “Volt” สีเขียวเรืองแสง อาวุธคู่กายคู่ใหม่ของหนุ่ม ๆ ผู้รักการออกกำลัง พร้อมความนุ่มสบายที่มากกว่าเพราะเพิ่มการใช้โฟม ZoomX ขึ้นถึง 15 เปอร์เซ็นต์ มาพร้อมอัปเปอร์แบบ Flyknit ที่ระบายอากาศได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะใส่เดินหรือวิ่งก็ตอบโจทย์ความสบายในการใช้งานทั้งสองแบบ ค่าครอบครองโดยประมาณ : 11,000 บาท Pharrell x Adidas NMD Hu Gum “Solar Yellow” ต่อยอดรองเท้าตระกูล
ทุกครั้งที่เรานั่งดูรูปทรงผมเท่ ๆ จากดารานายแบบ พร้อมความรู้สึกชื่นชมว่าทรงผมแบบนี้สไตล์นี้ก็น่าจะเหมาะสมกับเราดี ว่าแล้วก็ยกหูโทรไปนัดคิวตัดผมกับร้านทำผมชื่อดังเจ้าประจำ “วันนี้คุณอยากตัดทรงอะไรครับ?” ช่างทำผมสุดเท่ถามพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม เราก็ควักรูป Reference ทรงผมที่เราต้องการเปิดให้ช่างดู “ไม่มีปัญหาครับ” ช่างกล่าวพร้อมลงมือตัดผมจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็เริ่ม Set ผมด้วยกรรมวิธีมากมายที่เราพยายามตั้งสติจำพร้อมสอบถามกรรมวิธีการเซ็ทผม ซึ่งช่างก็ค่อย ๆ อธิบายอย่างใจเย็น “เรียบร้อยครับ” ช่างทำผมกล่าวพร้อมกับสีหน้าของเราที่ยิ้มแย้มด้วยความภาคภูมิใจในทรงผมใหม่สุดคูล แต่เวลาแห่งความสุขภายใต้ทรงผมที่เซ็ทอย่างสวยงามมักจะอยู่ได้เพียงชั่วข้ามคืน เมื่อถึงเวลาเช้าวันสำคัญที่เราอยากพกพาผมทรงใหม่ในความทรงจำล่าสุดไปอวดใครต่อใคร กลับต้องประหลาดใจที่เราทำทุกอย่างเหมือนที่ช่างอธิบายเป๊ะ แต่ผลที่ได้กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว มันไม่ได้ดั่งใจ มันไม่เนี้ยบเท่าไหร่ มันไม่ใช่ทรงผมเมื่อวาน ไม่ว่าจะเป็นทรง Slick Back หรือ Side Part ที่ดูว่าทำง่าย กลับกลายเป็นทรงอะไรก็ไม่รู้ไปเมื่อเราลงมือทำเอง ที่ผ่านมาหลายคนได้แต่สงสัยแล้วก็ลืมมันไป วนลูปความดีใจปนผิดหวังในข้ามคืนแบบนี้ใหม่อย่างไม่รู้จบและไม่เข้าใจว่า “สาเหตุคืออะไร” เรามาตอบให้เลยครับว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่ “วอลลุ่ม” เราอาจจะเคยสงสัยว่าทำผมตัดผมทรงเดียวกับเพื่อนเป๊ะ แต่เพื่อนเรากลับเซ็ทออกมาได้เท่อย่างง่ายดายเพียงเป่า ๆ เสย ๆ ในขณะที่เรานั่งบรรจงม้วนทีละช่อ ใช้อุปกรณ์จัดแต่งทรงผมประโคมจนหนักศีรษะก็ยังเละไม่เป็นทรงอยู่วันยังค่ำ นั่นอาจจะเป็นเพราะลักษณะเส้นผมที่แตกต่างกันไปของผู้ชายไทย ส่วนใหญ่ชายไทยจะมีเส้นผมที่เล็ก ตรง และแบน ไม่มีวอลลุ่ม ทำให้จัดทรงผมให้เปลี่ยนทิศทางหรือยกตัวได้ยากมาก (แต่ก็มีข้อดีเรื่องสุขภาพเส้นผมที่มักจะดี เงางาม)
B Series คอลเลกชันสุดลิมิเต็ดจากแบรนด์ดัง Burberry กลับมาอีกครั้งพร้อมกับไอเทมที่หลากหลายที่สร้างสรรค์ผลงานโดย Riccardo Tisci ครีเอเทฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ที่มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า ไปจนถึงผ้าขนหนู แต่สิ่งที่ดึงความสนใจเหล่าคนรักหมาที่ชื่นชอบลายโมโนแกรมของแบรนด์ได้อย่างอยู่หมัดคือไอเทมสุดเท่สำหรับสุนัขที่อยู่ในคอลเลกชัน B Series Monogram Print Cotton Dog Hoodie หรือเสื้อฮู้ดสำหรับสุนัข ถือเป็นดาวเด่นที่คนรักเจ้าตูบให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื้อผ้าให้สัมผัสนิ่มสบายทำจากผ้าฝ้าย เก็บรายละเอียดด้วยการเย็บขอบยางอย่างพิถีพิถัน มีสามขนาดให้เลือก ได้แก่ S M และ L เสื้อสำหรับสุนัขคอลเลกชัน B Series โดดเด่นด้วยลาย monogram อันใหม่ของแบรนด์อย่าง TB ตัวอักษรย่อมาของชื่อของผู้ก่อตั้ง Thomas Burberry ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ที่น่าจดจำ ประทับความเป็น DNA ของแบรนด์ไปโดยปริยาย เพื่อให้เสื้อตัวดังกล่าวทั้งรักษาขนนุ่มของน้องหมาและนำเสนอดีไซน์สุดเท่ทันสมัยไปพร้อมกันในราคา 210 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 6,500 บาท ปลอกคอ Monogram Stripe E-canvas Dog Collar และสายจูงสุนัข
สินค้าแบรนด์เนมทำออกมาเพื่อใคร ? เราใช่กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาหรือไม่ ? ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเดิมทีสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมถูกผลิตออกมาเพื่อคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น อย่างทวีปยุโรปที่เป็นแหล่งกำเนิดของแฟชั่นราคาสูงลิบก็ถูกทำออกมาให้กลุ่มราชวงศ์ของแต่ละประเทศ ขุนนาง หรือนักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้มีอันจะกิน เมื่อเวลาผ่านไปสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมกลายเป็นตัวชี้วัดทางสังคมของผู้ใช้ บางคนคิดว่าถ้าใครมีเท่ากับรวย หรือใครมีจะได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามแบรนด์แฟชั่นหากินกับกลุ่มชนชั้นสูงไม่ได้ตลอดไป เพราะคนเหล่านี้ถือเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม แบรนด์ต่าง ๆ จึงเริ่มออกแบบสินค้าบางประเภทเพื่อเจาะกลุ่มคนอื่นบ้าง แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Hermes ทำการตลาดด้วยการแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามระดับฐานเงินเดือนไว้หลายกลุ่ม ตั้งแต่หลักแสน หลักล้าน จนถึงกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสินทรัพย์สภาพคล่องมากกว่า 22.757 ล้านบาทขึ้นไป (Tukko Nathida, 2019) และก็ไม่ต้องกลัวว่าหากแบรนด์เนมกลายเป็นของเกร่อแล้วคนชั้นสูงแรกเริ่มที่อยู่คู่กับแบรนด์จะใช้อะไร เพราะแบรนด์เหล่านี้ก็ออกไอเทมรุ่นลิมิเต็ดสุดหายากเข้ามายั่วน้ำลายแทน เมื่อแบรนด์แฟชั่น Hi-end ขยับเข้าหาผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้นด้วยการเพิ่มสินค้าที่คนหลายกลุ่มเข้าถึงได้แทนการลดราคา จึงทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอยากจะมีสินค้าแบรนด์เนมสักชิ้นเป็นของตัวเอง บางคนเก็บเงินซื้อกระเป๋ารุ่นที่อยากได้ บางคนจ่ายด้วยบัตรเครดิตไปก่อน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบดีไซน์การออกแบบของแบรนด์แต่เงินไม่ถึงเลือกหันไปซื้อของก็อปแทน คนไทยเคยชินกับไอเทมแฟชั่นก็อปเกรดเอ เกรดบี เกรดมิลเลอร์หรือเกรดอะไรก็ตามแต่ ทำให้ UNLOCKMEN อยากนำเสนอข้อดีของการใช้ของแท้ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อให้เหล่าหนุ่ม ๆ ที่กำลังมองหาไอเทมเท่ ๆ สักชิ้นพิจารณาว่าทำไมเราถึงควรซื้อของแท้มากกว่าของปลอม คุณภาพของสินค้าที่ดีกว่า หนุ่ม ๆ หลายคนที่ใช้เครื่องหนังของสินค้าแบรนด์เนมคงพอจะรู้ถึงความทนทายาดของไอเทมเหล่านี้ เพราะมันผ่านการออกแบบที่พิถีพิถัน เกิดจากดีไซน์อันลงตัว วัสดุคุณภาพที่ใช้ทำก็เป็นของดีตามมาตรฐาน
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบกีฬาอเมริกันฟุตบอล NFL อเมริกันเกมสุดมันคงรู้ดีว่าตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนที่การแข่งขันในฤดูกาล 2019-2020 จะเริ่มขึ้น โดยความพิเศษของปีนี้คือวาระครบรอบ 100 ฤดูกาลของ NFL โดยส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครั้งนี้คือคอลเลกชันรองเท้า Nike Air Zoom Pegasus 36 แพ็คพิเศษ การแข่งขันนัดเปิดสนามของศึกคนชนคนในฤดูกาล 2019-2020 ระหว่าง Green Bay Packer และ Chicago Bears จะเป็นการประเดิมฤดูกาลแข่งขันที่ 100 ของ The National Football League (NFL) นับตั้งแต่เริ่มแข่งขันครั้งแรกในวันที่ 20 สิงหาคม ปี 1920 ซึ่งในฤดูกาลนี้ทางลีกเตรียมเฉลิมฉลองไว้อย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงทาง Nike ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักด้านชุดแข่งก็เตรียมคอลเลกชันรองเท้าชุดพิเศษออกมา โดยเลือกโมเดลรองเท้าวิ่งอย่าง Nike Air Zoom Pegasus 36 ตอนนี้ Nike Air Zoom Pegasus 36 ‘NFL Pack
แม้ Kobe Bryant สุดยอดนักบาสเกตบอลจะอำลาวงการยัดห่วงไปแล้ว แต่ผู้คนยังนิยมและสนใจรองเท้า Signature ประจำตัวเขาอยู่เสมอ ล่าสุด UNDEFEATED ค่ายจอมคอลแลปส์ก็เตรียมหยิบ Zoom Kobe 4 โมเดลสุดงามมาดีไซน์ใหม่อีกครั้ง หลังจากเคยประสบความสำเร็จจาก Kobe 1 Protro มาก่อนหน้านี้ UNDEFEATED ถือเป็นแบรนด์ที่จับรองเท้าคู่ไหนมา Collaboration ก็ได้รับความนิยมตลอด ในปี 2018 พวกเขาเคยจับโมเดลรองเท้าบาสเกตบอล Kobe 1 Protro มารีดีไซน์ใหม่ จนสี “Flight Jacket” และ “Purple” กลายเป็นของแรร์และเป็นรองเท้าที่มีราคาสูงระดับท็อปของตลาด ในปีนี้พวกเขาจึงกลับมาอีกครั้งด้วย UNDEFEATED x Nike Kobe 4 Protro Pack UNDEFEATED x Nike Kobe 4 Protro Pack แบ่งออกเป็น 4 สี แต่ละสีมาจากทีมใน NBA ได้แก่ Milwaukee Bucks, Phoenix Suns, San Antonio Spurs รวมถึงสีม่วง-เหลืองตัวแทนของต้นสังกัดของ
หนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบสนีกเกอร์คงจะรู้จัก Adidas Consortium กันดีอยู่แล้ว เพราะมันคือการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ดังอย่าง Adidas กับร้านแฟชั่นที่ทางแบรนด์เลือกเพื่อร่วมกันดีไซน์ผลงานแฟชั่นที่น่าสนใจ และในครั้งนี้ร้านรองเท้าชื่อดัง Nice Kick ที่เป็น Adidas Consortium ปล่อยผลงานใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ฮิปปี้และงานเทศกาลสุดโหด Woodstock Woodstock ถือเป็นงานเทศกาลดนตรีที่โด่งดังที่สุดงานหนึ่งของโลก ด้วยจุดประสงค์ตอนแรกเริ่มคือการรวมตัวกันของคนคอเดียวกันกับกิจกรรมกลางแจ้งสนุก ๆ อย่าง กางเต็นท์ เล่นโยคะ ปาร์ตี้กันทั้งวันทั้งคืน และมีคนกว่าครึ่งแสนแห่แหนกันมายังเทศกาลดนตรีนี้ แต่ภายหลังจุดมุ่งหมายเดิมของการจัดงาน Woodstock ได้เปลี่ยนไป เพราะกระแสของสังคมที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม ต้องการความสงบและสันติภาพ ทำให้เหล่าวัยรุ่นที่มาฟังเพลงกลายเป็นกลุ่มฮิปปี้ไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ บวกกับความล้มเหลวครั้งใหญ่ในปี 1999 ที่เปลี่ยนให้งานดนตรีกลายเป็นแหล่งอาชญากรรม ทำให้เทศกาลดนตรีหายไปจากโลกอยู่พักใหญ่ และในตอนนี้งาน Woodstock ก็กลับมาอีกครั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคมปี 2019 บวกกับเรื่องราวสุดโหดของเทศกาลดนตรีที่ก้าวผ่านกาลเวลามาตั้งแต่ปี 1969 ร้านแฟชั่นชื่อดังอย่าง Nice Kick จึงยกเรื่องราวทั้งหมดมาอยู่บนรองเท้า UltraBOOST Nice Kick นำเสนอเรื่องราวทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสไตล์ของกลุ่มบุปผาชนหรือฮิปปี้ด้วยสีสันบนผ้ามัดย้อม หนึ่งในสัญลักษณ์อันแสนสำคัญของฮิปปี้ เกลียวของสีที่อยู่บนผ้าส่งให้สนีกเกอร์ UltraBOOST โดดเด่น สีเจ็บจี๊ดบนผ้าจะถูกประกอบเข้ากับพื้นรองเท้าและเชือกรองเท้าสีขาวได้อย่างลงตัว


