แม้การสื่อสารพูดคุยจะเป็นพฤติกรรมธรรมชาติในการเข้าสังคมหนึ่งของมนุษย์ แต่แค่พูดได้ ไม่ได้แปลว่าพูดดี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่มนุษย์บางคนคุยกับคนอื่นในวงสนทนาก็พอคุยได้ แต่พอคุยไปสักพักคนก็ค่อย ๆ ทยอยออกจากวงไปทีละคนสองคนจนเกิดสภาวะวง (สนทนา) แตกในที่สุด นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่างที่บางทีเราเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เราคิดว่าแค่ชวนคุยหรือนิ่งฟังก็น่าจะเพียงพอต่อการยืดอายุบทสนทนาแล้ว แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ และ 5 ข้อผิดพลาดเหล่านี้เองที่เป็นชนวนความเบื่อหน่ายจนไม่มีใครอยากคุยกับเราในที่สุด “ใช่ครับ เรื่องนี้นี่เหมือนผมเลย แต่ของผมเป็นแบบนี้ครับ …” ฟังเผิน ๆ นี่เหมือนจะเป็นประโยคที่เราคิดว่าเป็นการหาจุดเหมือนระหว่างเรากับคู่สนทนาด้วยการบอกว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานี่ช่างตรงกับเรื่องราวของเราเป๊ะ ๆ เราพูดเพราะเราหวังว่าจะได้ใจเขาที่เราทั้งคู่มีอะไรเหมือน ๆ กัน นอกจากเราจะบอกว่าเรามีเรื่องที่เหมือนกับสิ่งที่เขาพูดมาแล้ว เรายังเล่าเรื่องของเราต่อแบบยืดยาวด้วย ถามว่ามันผิดพลาดขนาดนั้นไหม ? ถ้าแค่ครั้งเดียวและระหว่างการเล่าเรื่องของตัวเอง เราเว้นระยะให้เขาได้คุยเรื่องของเขาเป็นระยะก็คงไม่น่าเกลียดอะไร แต่ถ้าไม่ว่าใครจะเล่าอะไร เราก็โพล่งออกไปว่า “เหมือนกันเลยครับ” แล้วสมทบด้วยการสาธยายเรื่องของตัวเองไปเสียทุกครั้ง มันคือข้อผิดพลาดที่ทำให้ไม่มีใครอยากคุยกับเรา เพราะมันทำให้เราดูไม่ใส่ใจเรื่องของคนอื่น ดูสนใจแต่เรื่องที่เหมือนกับเรื่องของตัวเอง เพื่อรอจังหวะพล่ามเรื่องของตัวเองให้คนอื่นจำใจฟังเท่านั้น ดังนั้นระมัดระวังให้ดี “แต่ผมว่าอีกอันเจ๋งกว่าเยอะเลยครับ” การที่เราอยากแนะนำสิ่งที่ดีกว่าให้คู่สนทนาไม่ใช่เรื่องผิด แต่ระวังการใช้คำพูดและจังหวะเวลาให้ดี เพราะถ้าไม่ว่าใครก็ตามในวงสนทนาพูดอะไรออกมาแล้วเราต้องเกทับด้วยการบอกว่าเรื่องนี้เจ๋งกว่า ที่นี่คูลกว่า อันนั้นดีกว่าตลอดแบบทันท่วงทีและไม่มีศิลปะ มันทำให้เราดูเป็นผู้ชายขี้บลัฟ ขี้อวด และไม่มีมารยาทในวงสนทนามากกว่าจะดูเป็นผู้ชายที่หวังดีกับเพื่อน ถ้าอยากแนะนำอะไรใคร เช่น ถ้าเขาบอกว่าเขาชอบหนังเรื่องนี้มาก โคตรสนุกเลย แทนที่จะพูดโต้ง
“Character” หรือที่ในภาษาไทยเราใช้คำว่า “ตัวตน” ของคนเรานั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และด้วย Character ของเรานี่เอง ที่ทำให้หลายครั้งหลายหน เราทำในสิ่งที่ทั้งผิด และถูกต้องไปโดยไม่ทันรู้ตัว เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญชาติญาณธรรมชาติของบุคคลนั้น ๆ เราจึงเห็นว่า ทำไมบางทีคนที่อาจจะมีอายุน้อยกว่า ประสบการณ์น้อยกว่า แต่กลับถูกเลือกให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในกลุ่มคนที่โตกว่ามีประสบการณ์มากกว่าอยู่บ่อย ๆ นั่นก็เพราะว่า บางคนถึงแม้จะโต หรือจะเก่งกว่าจริง ๆ ในเรื่องของการทำงาน แต่ในเรื่องของบทบาทและบุคลิกความเป็นผู้นำอาจจะมีน้อย ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เช่น ถ้าหากมี Candidate 2 คน คนที่หนึ่งมีอายุน้อยกว่า แต่มี Character ความเป็นผู้นำสูง แสดงออกให้เห็นว่า มีความกล้าหาญ, กล้าได้กล้าเสีย, กล้าตัดสินใจ, กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ส่วนคนที่ 2 ถึงแม้จะมีอายุอานามมากกว่า แต่ไม่มี Character ความเป็นผู้นำ ไม่มีความกล้าและเฉียบขาดในการตัดสินใจ ความแตกต่างทาง Character ของ 2 คนนี้ คงพอจะบอกได้ว่า ใครที่จะมีสิทธิ์เหมาะสมกับการก้าวหน้าขึ้นไปเป็นผู้นำมากกว่า ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับอายุ
กระทู้ความคิดเห็นหรือสเตตัสทำนองว่า “อายุ 29 แล้ว ชีวิตผมควรมีอะไรบ้างครับ ?” มักโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าเราล้วนแต่ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางชีวิตที่ไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เราเลยต้องคอยถามหามาตรฐานจากคนอื่นว่าอายุเท่านี้เราควรมีอะไร อายุเท่านั้นเราควรต้องทำงานแบบไหน และที่แน่ ๆ มันทำให้เราวิ่งเข้าหามาตรฐานชีวิตแบบที่คนอื่น ๆ วางไว้ มากกว่าจะถามว่าตัวเราเองต้องการอะไร “ผมอายุ 27 เงินเดือน 75,000 มีรถ มีบ้านที่กำลังผ่อน และปีหน้าวางแผนว่าจะขอแฟนที่คบกันมา 4 ปีแต่งงานครับ” ยิ่งถ้าเราได้อ่านคำตอบของคนที่อายุน้อยกว่าเรา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมีทุกสิ่งทุกอย่างมากกว่าเรา ไม่ว่าจะปริมาณเงินเดือน ทรัพย์สินในชีวิต หรือแม้แต่ความรักที่ดูจะมั่นคงกว่า แล้วเราก็รู้สึกพ่ายแพ้ขึ้นมาแบบหาคำตอบไม่ได้ เราเคยถามตัวเองไหมว่าทำไมเราต้องรู้สึกแย่ด้วย ? ทำไมเราต้องยอมให้สังคมหรือความสำเร็จของคนอื่นมาคอยกระซิบบอกเราด้วยว่าอายุเท่าไหร่แล้วต้องมีอะไรในชีวิต ? ถ้าเราคือคนหนึ่งที่รู้สึกเคว้งคว้างกับความสำเร็จ จุดหมายและความสุขของตัวเองเต็มทน และบางทีก็เผลอไปวิ่งไล่ตามเป้าหมายคนอื่นจนกดดันตัวเองให้เครียดไปด้วย UNLOCKMEN อยากให้เลิกเปรียบเทียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเด็ดขาดโดยเฉพาะ 5 เรื่องต่อไปนี้ ที่ต้องปลดล็อกตัวเองให้คิดใหม่ให้ได้ คนละอาชีพ คนละจังหวะเวลา มันเป็นเรื่องแย่มากพออยู่แล้วที่สังคมคอยกำหนดคุณค่าว่าอาชีพนี้มีคุณค่ามากกว่าอาชีพนี้ อาชีพนี้เสียสละมากกว่าอาชีพนี้ หรืออาชีพนี้มีเกียรติมากกว่าอาชีพนี้ ไหนจะปริมาณค่าตอบแทนที่ไม่มีวันเท่ากัน ดังนั้นการที่เรามองไปที่คนอายุเท่ากันหรือคนอายุน้อยกว่าแล้วรู้สึกว่าทำไมเขาถึงไปได้ไกลกว่าเราขนาดนั้นมันจึงเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะทุก ๆ อาชีพมีรูปแบบเฉพาะตัว มีจังหวะเวลาเฉพาะตัว
เรียนจบสักที ดีใจโว้ย ในที่สุดก็หลุดพ้นแล้ว ต่อไปก็หางานทำ มีงาน มีเงิน ชีวิตสบายขึ้น ใช่ซะที่ไหนล่ะ ตื่นจากฝันก่อน! ทันทีที่รับใบปริญญา ชีวิตคุณก็จะเข้าสู่โลกแห่งความจริง ทุกอย่างไม่มีอะไรง่ายอย่างที่คิด งานที่ตอนแรกคิดว่าจะหาง่ายกลับกลายเป็นเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร ยื่น Resume ไปเป็น 10 ที่ มีแค่ที่เดียวที่ติดต่อกลับมาสัมภาษณ์ และผลลัพธ์การสัมภาษณ์ครั้งนั้นก็ดันแห้วเสียอีก หรือบางคนอาจจะโดนเรียกไปสัมภาษณ์เยอะหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เราทำอะไรพลาดไป? คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจจะอยู่ที่พฤติกรรมตอนสัมภาษณ์ซึ่งเราเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว และมันดันไม่ถูกใจกรรมการ ดังนั้นเรามาแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวกัน คุณดริฟต์จนยางไหม้ สีข้างถลอก เพราะการดริฟต์ไม่ได้มีแค่ในการแข่งรถ แต่ในการพูดคุย โดยเฉพาะการสัมภาษณ์งานก็เกิดการดริฟต์ขึ้นบ่อยครั้งเช่นกัน จุดเริ่มต้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากการที่เราโดนคนสัมภาษณ์ถามคำถามวัดความรู้ ซึ่งเรารู้ดีว่านี่คือคำถามสำคัญ อาจเป็นตัวตัดสินชะตาว่าเราจะได้งานหรือไม่ แต่เราดันตอบคำถามนี้ไม่ได้ สมองว่างเปล่า ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเราจึงพยายามจับแพะชนแกะ ดริฟต์ซ้าย แถขวา ตอบออกไปให้เราดูเหมือนมีความรู้ที่สุด เราคิดว่าเรารอดแล้ว แต่เปล่าเลย เพราะความเป็นจริงคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์และความรู้มากกว่าเราหลายเท่าตัว เขารู้ตั้งแต่คำแรกที่เราตอบไปแล้วว่าเราไม่ได้มีความรู้จริง ๆ ดังนั้นถ้าเราไม่รู้ก็อย่าดริฟต์ อย่าแถ แค่ตอบไปว่า “เรื่องนี้ผมไม่ทราบครับ แต่จะกลับไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมแน่นอนครับ” คุณพูดมากเกินไป แน่นอนว่าการให้ผู้สัมภาษณ์หรือบริษัทเข้าใจตัวตนของเราที่สุดคือเป้าหมายสูงสุดของการสัมภาษณ์งาน เราต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานนี้ได้ เหมาะสมกับตำแหน่งหรือเงินเดือนที่เราต้องการ
ชีวิตที่วุ่นวายและทุกอย่างรวดเร็วเสียจนบางครั้งตัวเราเองก็ตามไม่ทัน ทำให้เรามีกิจวัตรประจำวันที่ไม่ค่อยแน่นอน เข้านอน ตื่นนอน รวมทั้งการกิน ก็ไม่ได้มีเวลาตายตัว เพราะทั้งหมดอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แล้วแต่ว่าจะมีอะไรเข้ามาแทรกตอนไหน อย่าปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ ที่ควรเป็นเวลาสม่ำเสมอในชีวิต ต้องถูกทำลายด้วยความเคยชินของตัวเอง เพราะมันส่งผลกับสุขภาพของเราโดยตรง หนุ่มคนไหนที่รู้ตัวว่านาฬิกาชีวิตรวนไปหมด UNLOCKMEN ชวนมาปรับนาฬิกาชีวิตกับเทคนิคที่เราอยากแนะนำ เพื่อให้ร่างกายกลับมาทำกิจวัตรเหล่านี้ให้สม่ำเสมอในเวลาที่ควรจะเป็น ก่อนที่จะสาย อย่าลืมว่าร่างกายเราไม่อาจซื้ออะไหล่ได้ หากิจกรรมทำในตอนเช้า ออกไปสัมผัสแสงแดดแรกในตอนเช้า ด้วยการลุกขึ้นมาจากเตียง มาทำ Activity ที่เราเองก็ชื่นชอบและเต็มใจจะทำ ไม่ว่าจะเป็นดื่มกาแฟ ไถนิวส์ฟีด ตื่นมาออกกำลังกาย ตื่นมาฟังเพลง ตื่นมาใช้เวลาเสริมหล่อให้กับตัวเอง จะเป็นอะไรก็ช่าง ลองเลือกมาหนึ่งอย่างที่มันมีแรงผลักดันมากพอให้เราลุกขึ้นมาจากเตียงได้แบบไม่อิดออดและกำหนดเวลาตื่นแบบเผื่อเวลาก่อนไปทำงาน นั่นหมายความว่า เราจะตื่นมาแบบสดชื่น เพราะรู้ว่าตัวเองจะได้มาทำในสิ่งที่ชอบ และยังมีเวลาเหลือ ๆ ก่อนไปทำงาน ไม่ต้องวิ่งหน้าตั้งเข้าออฟฟิศอย่างเคยแล้ว พอเราทำเป็นกิจวัตร นาฬิกาชีวิตเข้าที่เข้าทาง เราอาจจะเลิกใช้นาฬิกาปลุกไปเลยก็ได้ งีบสักหน่อยในตอนบ่าย คล้อยบ่ายทีไร ง่วงจนอยากจะหาอะไรมาถ่างตาเอาไว้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกินข้าวจนอิ่ม หนังท้องตึงหนังตาหย่อน หรือเพราะร่างกายเราต้องการจะชาร์จพลังกันแน่ แต่การงีบหลับสัก 10-15 นาที เป็นการรีเฟรชตัวเองให้กลับมาสดชื่นอีกครั้งในตอนบ่ายได้จริง ๆ และไม่ทำให้ง่วงสะสมไปจนถึงตอนหัวค่ำ ที่พอถึงห้องแล้วพาลให้อยากล้มตัวลงนอน จนบางวันไปตื่นเอาตอนดึก
ในบ้านเรา การพิมพ์อะไรมั่ว ๆ บนโลกออนไลน์ถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่นัก แต่สำหรับในต่างประเทศที่ซีเรียสในเรื่องผลกระทบจากการ Post อะไรมั่ว ๆ นั้นถือว่าจริงจังและรุนแรงมาก ไม่มีตัวอย่างไหนจะอธิบายความอันตรายของ Social Media ได้ดีเท่ากรณีของ Elon Musk แล้ว หลังโดนลงดาบจาก Securities and Exchange Commission (SEC) ปรับเงินจำนวนมากถึง $20,000,000 (660 ล้านบาท) และลาออกจากการเป็น Chairman ในบอร์ดบริหาร Tesla เป็นเวลา 3 ปี ทั้งหมดเป็นผลพวงจากการ Tweet แบบไม่คิดหน้าหลังเพียงครั้งเดียว “Sorry pedo guy, you really did ask for it,” ชื่อของ Elon Musk น่าจะถูกนำไปใช้เป็นตัวอย่างกรณีศึกษาด้าน Management Study ได้ดีมาก ในมุมนึง Musk เป็นเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ราวกับ
“สวนสัตว์ดุสิต” หรือที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ เรียกติดปากมาตลอดชีวิตว่า “เขาดิน” กำลังจะปิดตัวลงในวันพรุ่งนี้ (30 กันยายน 2561) หลังจากที่ยืนหยัดอยู่คู่การเติบโตของเด็กผู้ชาย (และเด็กผู้หญิง) มาหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่แต่บางเสี้ยวของความทรงจำวัยเด็กย่อมมีภาพสวนสัตว์ใจกลางเมืองอย่างเขาดินผุดพรายขึ้นมาด้วยไม่มากก็น้อย ถ้าเขาดินเป็นคน อายุ 80 ก็หมายถึงวันวัยที่ร่วงโรยสู่วัยชราและพรุ่งนี้จะเป็นลมหายใจสุดท้ายที่เรายังพอมีโอกาสได้เจอกัน การจากกันครั้งนี้แม้จะทำให้ใครหลายคนอดใจหายไม่ได้ แต่ไม่ต่างจากการต้องพลัดพรากจากทุกสิ่ง ไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งของที่เรารักจะจากไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่จะอยู่กับเราไปเสมอคือการเลือกจดจำสิ่งที่เรารักเหล่านั้นในมุมที่สวยงาม หรือต่อให้ไม่สวยงามแต่ก็เป็นมุมที่เราอยากจดจำ UNLOCKMEN จึงอยากร่วมโบกมืออำลาเขาดิน ในฐานะสวนสัตว์ที่เติบโตมาพร้อม ๆ กันในรูปแบบของเราเอง เรามั่นใจว่าช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมามีคนเลือกพูดถึงเขาดินทั้งในฐานะประวัติศาสตร์ ทั้งในฐานะความผูกพัน ทั้งในฐานะการให้ความรู้เรื่องสัตว์ จนทุกคนน่าจะเต็มอิ่มกับข้อมูลและข้อเท็จจริงแล้ว ดังนั้น UNLOCKMEN ขอร่วมร่ำลาเขาดินในแบบของเราด้วย “กาลครั้งหนึ่ง…เขาดิน” เรื่องเล่าที่จะพาทุกคนย้อนกลับไปในความทรงจำและความรู้สึกว่าเราเลือกจดจำเขาดินไว้ในใจต่อจากนี้อย่างไร ร่วมด้วยรูปภาพสัตว์โลกตัวน้อยหลากชีวิตที่อาศัยอยู่ในเขาดินที่เราคงอดคิดถึงพวกมันไม่ได้อีกนานแสนนาน กาลครั้งหนึ่ง…เขาดิน: กาลครั้งหนึ่งเราเคยตื่นเต้นกับสัตว์สารพัดชนิด ค่าง 5 สีสองตัวในรูปเหม่อมองเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อยู่อีกฟากของกรงด้วยความรู้สึกแบบไหน เราก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ความรู้สึกของเด็กชายอีกฟากกรงที่อยู่ไม่ไกลจากเรานักคือสิ่งที่เราสัมผัสได้อย่างแจ่มชัด น้องผู้ชายกระตุกมือแม่ซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ค่าง 5 สีสองตัวนี้หาเหาให้กัน หยอกล้อกัน หรือขยับตัวไปมา
เปิดหน้า Interface ของแอปฯ Music Streaming ขึ้นมา ฟังเพลงอื่นได้สักพัก พอถึงเพลงโปรด เป็นต้องรีบกด Repeat ให้มันเล่นวนอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่อยากจะกดเลื่อนเพลงหนีไปแม้แต่นิดเดียว เชื่อว่าคอเพลงหลายคนเคยมีอาการแบบนี้แน่นอน และอาจจะไม่ได้เป็นแค่เพลงสองเพลง แต่เป็นมาหลายเพลง ค่อย ๆ ผลัดเปลี่ยนไปว่าวันนี้อยากฟังเพลงอะไร แล้วก็จะฟังมันไปทั้งวัน หรือสัปดาห์ก็มี UNLOCKMEN จะชวนมาไขคำตอบ ว่าทำไมคนเราถึงชอบเพลง ๆ นึงมากพอที่จะฟังเพลงนั้นซ้ำ ๆ ได้ตลอด พร้อมทางออกสำหรับหาเพลงใหม่ ๆ ฟังล้างหูกันบ้าง อาการมันเป็นยังไง ? อาการนี้มันจะกำเริบอยู่เสมอ เวลาเราเกิดติดใจเพลงไหนมาก ๆ จนอยากจะฟังมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะฟังติดกันในทันที วนไปซ้ำ ๆ หรือจะเป็นการฟังสลับไปมา แต่วันนึงนับแล้วก็ฟังเพลงนี้มาหลายรอบแล้วเหมือนกัน จนรู้สึกว่าหากขาดเพลงนี้ไปมันจะเหงาแปลก ๆ เหมือนอะไรบางอย่างหายไป จนต้องเปิดเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้งจนได้ และนั่นหมายความว่า วันนั้นเราก็ได้ฟังเพลงนี้ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่แล้ว อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะมันคือ Earworm ของเพลงฮิตที่ติดหูคนทั่วโลกอย่าง Gangnam Style, My Humps, Bon Bon หรือเพลงประมาณนี้ที่ไปไหนก็ต้องได้ยิน มันวนเวียนอยู่ในหัวของเราทั้งวัน
เรามักจะเชื่อว่า ความสุข เป็นเหมือนจุดหมายในชีวิตของพวกเรา ทุกอย่างที่เราตั้งเป้าไว้คือสิ่งที่เราเชื่อว่าจะมีความสุขเมื่อได้มันมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่เป็นรูปธรรม หรือเรื่องของความรู้สึกที่เป็นนามธรรม อย่างความปลอดภัยในชีวิต ความรักที่ได้รับจากคนรอบข้าง ความสงบสุขที่ใฝ่หามาตลอดชีวิตที่แสนวุ่นวาย ยิ่งในยุคที่เราใช้ชีวิตรวดเร็วไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่การหาความสุขใส่ตัวก็ยังต้องรวดเร็วทันใจ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ UNLOCKMEN ขอแนะนำวิธีหาความสุขง่าย ๆ จากสิ่งรอบตัว หวังว่ายิ่งทำง่ายเราจะยิ่งหาความสุขให้กับตัวเองกันได้มากขึ้น พักสายตาด้วยสีเขียว เหนื่อยล้ามาจากไหนก็ตาม ลองมองหาพื้นที่สีเขียวอย่างสวนสาธารณะ ลงไปเดินเล่นสูดหายใจลึก ๆ สักห้านาที หากมีต้นไม้ต้นเล็ก ๆ เป็นมุมสีเขียวไว้ที่บ้านหรือโต๊ะทำงานก็จะง่ายขึ้นมาก ๆ แถมยังช่วยผ่อนคลายเราได้ทุกครั้งที่ต้องการอีกด้วย เหตุผลที่เรามองสีเขียวแล้วมันรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเพราะมันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากตึก เมือง ห้องสี่เหลี่ยมที่เราเจออยู่ทุกวัน ได้เจออะไรที่มันเป็นธรรมชาติจริง ๆ ตามสัญชาตญาณของมนุษย์เรามักจะรู้สึกว่าอะไรสีเขียว ๆ ที่มาจากธรรมชาติมักจะเป็นมิตรกับเราเสมอ เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่มนุษย์เราเลือกที่จะตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์แล้ว บริหารสมองด้วยอะไรง่าย ๆ สละเวลาสักวันละห้านาทีหรืออาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ ด้วยเกม Puzzle เกมลับสมองง่าย ๆ สักเกมสองเกม มันไม่ได้ทำเพื่อความสมาร์ตปราดเปรื่องอะไรหรอก แต่มันคือการบริหารสมอง ลดความเบลอจากเรื่องประสาทแดก หรือการมองจอคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน ถ้าไม่สะดวกที่จะหาเกมมาเล่น ลองเป็นอะไรที่ปลุกความครีเอตในตัวเรา อย่างการมองหามุมสวย ๆ แล้วเก็บภาพประทับใจตอนนั้นไว้ วาดรูปอะไรก็ได้ที่เราอยากจะวาดบนกระดาษ
บางนิสัยที่เราทำมานาน ทำจนเคยชิน ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถทำมันไปได้ตลอด เพราะเราไม่รู้เลยว่ามันส่งผลเสียกับตัวเราเอง บางทีเราเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ หมายรวมถึงนิสัยทั่วไปในชีวิตประวันและทัศนคติบางอย่างที่อาจจะเป็น Toxic Mindset จนส่งผลเสียกับตัวเราเองและคนรอบข้าง UNLOCKMEN อยากจะชวนหนุ่ม ๆ มาลดละเลิก 10 นิสัยที่เราแสนจะเคยชินให้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่นานวันแล้วมันจะสายเกินแก้ อดนอน คงเคยชินกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยแล้ว ชอบเกทับกันว่าอดนอนมากี่คืน หรือนอนไปไม่กี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่อยากให้รู้ว่ามันไม่ได้เท่หรือเจ๋งเลย มันคือการทำร้ายสุขภาพเราโดยตรงเลยล่ะ ร่างกายของเรามีขีดจำกัดเสมอ วงจรชีวิตการนอนในแต่ละวัน เป็นการพักผ่อนเพื่อให้มีแรงมากพอที่จะใช้งานในหนึ่งวัน ไม่ใช่นอนวันเดียวแล้วอยู่ยาวได้อีกหลายวัน นอกจากจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว การพักผ่อนอย่างมีคุณภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ หลับให้สนิท ไม่มีเสียง แสง เข้ามารบกวน ลงทุนกับชุดเครื่องนอนดี ๆ ก็เป็นอีกการลงทุนที่คุ้มค่ากับเราอย่างมาก เพราะคุณภาพของชุดเครื่องนอนเป็นอีกสิ่งที่ส่งผลกับสุขภาพของเราแม้เราจะมองข้ามมันมาตลอดก็ตาม ดื่มน้ำน้อย ร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบในสัดส่วนที่เยอะที่สุด การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็กยันโต อาจจะไม่ต้องตะบี้ตะบันดื่มวันละหลายลิตร ควรดื่มให้พอดีกับสัดส่วนน้ำหนักตัวเราด้วย หากเรายุ่งทั้งวันจนไม่มีเวลาจะลุกไปไหน พกขวดน้ำไว้ที่โต๊ะทำงานหรือที่ประจำของเราเลย แล้วคอยจิบตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ตัวเองกระหายแล้วค่อยลุกไปดื่ม หรือจะลองตั้งเวลากับตัวเองเอาไว้ว่าในหนึ่งวันถึงเวลานี้เราจะกินน้ำกี่แก้ว ถึงเวลานี้จะอีกกี่แก้ว ลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองกันดู ดูแลฟัน อย่าลืมว่าเรามีฟันแท้อยู่แค่ชุดเดียว เสียแล้วเสียเลย แม้จะมีฟันปลอมมาทดแทน แต่ก็ต้องเพิ่มความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการดูแลอีก และค่าใช้จ่ายสำหรับทันตกรรมนั้นถือว่ายังค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับการดูแลสุขภาพในส่วนอื่น


