หากจะพูดถึงการผลิตนาฬิกาคุณภาพ เชื่อว่าคงมีไม่กี่ประเทศที่ผู้ชายนึกถึง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ ปรากฏขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ย้อนไปในปี 1983 แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสฯ อย่าง ‘Swatch’ ได้ถือกำเนิดขึ้น นับแต่นั้นประเทศดินแดนแห่งขุนเขาก็กลายเป็นประเทศผู้ผลิตนาฬิกาทำมือที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกไปโดยปริยาย และปฏิเสธไม่ได้ว่า Swatch เป็นอีกแรงขับเคลื่อนที่ช่วยให้นาฬิกาขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจากอุตสาหกรรมการส่งออกทั้งหมดของประเทศนี้ หลังจาก Swatch สร้างแบรนด์ได้ประมาณ 2 ปี Marlyse Schmid ก็ออกแบบ ‘Swatch Jellyfish’ นาฬิกาโปร่งใสเรือนแรกของแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจจากแมงกะพรุน และเป็นนาฬิการุ่น limited-edition ที่วางขายเพียง 200 เรือนทั่วโลก ตอนนี้ Swatch นำนาฬิกาไอคอนิกแห่งปี 1985 เรือนนั้นมาต่อยอดและสร้างขึ้นใหม่ในตระกูล Big Bold โดยออกแบบตัวเรือนให้ใหญ่กว่าเดิม คงระบบการเดินเข็มแบบควอตซ์ (Quartz) และวางจำหน่ายด้วยราคาย่อมเยาที่ผู้ชายเราจับต้องได้ ‘Swatch Big Bold Jellyfish (SO27E100)’ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ตัวเรือนเป็นพลาสติกโปร่งใสที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 47 มิลลิเมตร ซึ่งกว้างกว่ารุ่นก่อนถึง 13 มิลลิเมตร
นาฬิกาถือเป็นไอเทมที่อยู่คู่กับเหล่าสุภาพบุรุษมาอย่างยาวนาน บางคนมองว่านาฬิกาคือสิ่งที่ต้องพกติดตัวไปทุกที่เพื่อบอกเวลา บางคนมองว่านาฬิกาเป็นแฟชั่น และหลายคนชื่นชอบสไตล์รวมถึงดีไซน์ที่เฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์ ด้วยมุมมองที่แตกต่างทั้งหมดทำให้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับนาฬิกาแบรนด์ Hublot ที่หยิบวัสดุสุดล้ำค่าอย่างแซฟไฟร์มาสร้างสรรค์ให้กลายเป็นเรือนเวลาร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ใครหลายคน Hublot (อูโบลท์) แบรนด์นาฬิกาสวิตฯ ก่อตั้งโดย Carlo Crocco เมื่อปี 1980 ถือเป็นนาฬิกาแบรนด์แรกที่ริเริ่มเอาแผ่นยางธรรมชาติมาทำเป็นสายนาฬิกาเพื่อใช้กับตัวเรือนทำจากทองคำ ซึ่งการนำยางมาเป็นส่วนประกอบของนาฬิกาเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตแบรนด์อื่นในช่วงเวลานั้นมองว่าไม่น่าจะมีใครชอบและต้องขายไม่ออกอย่างแน่นอน ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม ผู้คนชื่นชอบไอเดียสายนาฬิกาแบบยางของ Hublot แต่แบรนด์ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าไหร่นักจนปี 2004 เมื่อ Jean-Clsude Biver ขึ้นมารับตำแหน่ง CEO พร้อมกับสร้างคอลเลกชันเรือนเวลาชื่อว่า Big Bang นาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟบอกเวลาอย่างแม่นยำ โดยมักใช้วัสดุหลายอย่างมาผลิตทั้ง ทองคำ เหล็ก และอัญมณี พร้อมกับการกระโดดเข้าสู่วงการกีฬาด้วยการเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอลชื่อดังจากเกาะอังกฤษ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2008 ด้วยการริเริ่มอะไรหลาย ๆ อย่างและยังไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ทำให้ในที่สุดจากแบรนด์นาฬิกาน้องใหม่นอกสายตากลายเป็นนาฬิกาแบรนด์ดังที่คนเล่นจะต้องรู้จัก แถมตอนนี้ Hublot ก็เตรียมสร้างสรรค์สิ่งใหม่อีกครั้งด้วยเรือนเวลาจากวัสดุราคาสูงอย่างแซฟไฟร์ในคอลเลกชัน ‘Spirit of Big Bang Sapphire’ เรือนเวลาคอลเลกชัน
Luminox แบรนด์นาฬิกาสัญชาติอเมริกันเตรียมฉลองครบรอบ 20 ปี ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาสไตล์ทหาร ‘Luminox Navy Seals 3501 Gold Set’ ที่ผ่านการปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์ ความทนทาน ตลอดจนประโยชน์การใช้สอยตามมาตรฐานของ Navy SEALs เพื่อให้พวกเขาสามารถสวมใส่ขณะทำภารกิจแสนอันตรายได้ Luminox Navy Seals 3501 Gold Set เรือนนี้ไม่เพียงผ่านการรับรองจากกองทัพเรือและอนุญาตให้หน่วย SEAL สวมใส่ขณะประจำการได้ หากยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีส่องสว่างในที่มืด หรือ Night Vision Tubes อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Luminox ที่มีศักยภาพเหนือกว่าระบบพรายน้ำจากแบรนด์นาฬิกาทั่วไป เพราะสามารถส่องสว่างได้นานถึง 25 ปี การดีไซน์บอดี้ของนาฬิกาใช้สีดำเป็นหลัก เข็มนาฬิกา โลโก้ด้านหลัง เม็ดมะยม และหน้าปัดบางส่วนดีไซน์ด้วยสีทองคำที่ตัดกันกับสีดำได้เป็นอย่างดี กลไกการเดินเข็มยังใช้เป็นระบบควอตซ์ที่เชื่อถือได้ แถมยังเพิ่มช่องบอกวันที่มาตรงตำแหน่งที่ 3 ของหน้าปัด ฝาครอบหน้าปัดออกแบบให้หมุนได้แบบทิศทางเดียวและมีวงกลมสีทองคำล้อมรอบ ตัวฝาใช้กระจกแก้วชุบแร่คริสตัลที่ทนต่อรอยขีดข่วนและการกระแทกที่ความแข็งระดับ 550-650 Vickers นาฬิกาเรือนนี้จึงสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร Luminox
คงต้องยอมรับว่าปัจจุบัน ‘กล้อง’ นั้นมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ไม่น้อย ไม่เพียงเป็นอุปกรณ์บันทึกภาพช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากยังช่วยส่งต่อวัฒนธรรมหรือเรื่องราวในอดีตของคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่ผ่านรูปถ่ายได้อีกด้วย แถมความยิ่งใหญ่ของกล้องก็เป็นแรงบันดาลใจให้การดีไซน์นาฬิกาหลายรุ่น ๆ แม้แต่รุ่น Automatic Vintage Lens II ที่ขายดีที่สุดของ TACS ก็ได้อิทธิพลมาจากเลนส์ของกล้องถ่ายรูป และตอนนี้ TACS ใช้วัสดุโลหะแปลงโฉมนาฬิการุ่นวินเทจให้กลายเป็นเรือนเวลาสีเทาเข้มสุดเท่รุ่นล่าสุดของแบรนด์ ภายใต้ชื่อ ‘TACS’ AVL II Dark Metal’ TACS’ AVL II Dark Metal เรือนนี้ถูกอัปเกรดให้แข็งแกร่งและทนทานยิ่งขึ้นด้วยหน้าปัดสี่ชั้น พร้อมเคลือบป้องกันแสงสะท้อนด้วย Super-Luminova ที่เลียนแบบลักษณะของเลนส์กล้อง ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นตัวเลข เข็ม หรือจุดต่าง ๆ บนหน้าปัดได้อย่างชัดเจน แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้าหรือตอนกลางคืนที่มีสภาพแสงน้อยก็ตาม ใต้ชั้นหน้าปัดตกแต่งด้วยลายเส้นวงกลม และครอบกระจกคริสตัลแซฟไฟร์โปร่งใส ที่ดีไซน์มาให้คล้ายกับเลนส์ฟิชอาย (Fisheye) บริเวณขอบหน้าปัดยังได้แรงบันดาลใจจากวงแหวนที่ใช้หมุนซูมและโฟกัสภาพของกล้องอีกด้วย สิ่งที่นาฬิกาเรือนนี้ต่างจากนาฬิกาวินเทจรุ่นก่อน คือใช้สายนาฬิกาสเตนเลสสตีลเกรดพรีเมียมและตกแต่งตัวบอดี้ด้วยสีเทาเข้ม ทำให้ดูลึกลับน่าค้นหา ทั้งยังทรงพลังและทนทานกว่าเดิม ด้านกลไกใช้เครื่องนาฬิการะบบควอทซ์ Citizen Miyota 82S0 ของญี่ปุ่น ช่วยให้การเดิมเข็มน่าเชื่อถือขึ้น
เราเชื่อว่าผู้ชายแทบทุกคนคงต้องมีสิ่งของสักอย่างที่รัก หวง และหลงใหลคลั่งไคล้จนแทบอยากเก็บบูชาเอาไว้บนหิ้ง แต่ถ้านั่งนับนิ้วดูดี ๆ จะรู้ว่าในบรรดาของสะสมทั้งหมด มีไม่กี่อย่างที่มอบทั้งคุณค่าและมูลค่าให้กับเราในเวลาเดียวกัน แล้ว ‘นาฬิกา’ ก็คงเป็นหนึ่งในสิ่งของไม่กี่อย่างที่ว่านั้น เพราะนอกจากจะมีมูลค่าตามราคาแล้ว นาฬิกายังมีคุณค่าพิเศษบางอย่างในสายตาของนักสะสมที่หลงรักมันเสียยิ่งกว่าอะไร ถึงจะรู้ว่าการเก็บสะสมของสักชิ้นต้องเกิดจากความหลงใหล แต่ความหลงใหลจะพาใครสักคนเดินไปได้ไกลขนาดไหนกัน? เราเลือกเก็บคำถามนี้ไว้ในหัว ก่อนจะเดินไปคุยกับ “ตุ้ย อัฐวุฒิ” ชายที่ใช้ความหลงใหลเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมนาฬิกา และความหลงใหลที่ว่าก็พาเขามาไกลจนถึงขั้นเก็บรวบรวมนาฬิกาหายากไว้กว่า 100 เรือน ผศ.ดร. อัฐวุฒิ ปภังกร หรือ คุณตุ้ย เป็นหนึ่งในนักสะสมนาฬิกาตัวยง ที่ควบตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบัญชีและอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา เขาชื่นชอบนาฬิกาตั้งแต่อายุ 16-17 ปี จากนั้นก็เริ่มฝันว่าอยากมีนาฬิกาดี ๆ ใส่สักเรือน เพราะเชื่อว่านาฬิกาบ่งบอกความเท่ สะท้อนตัวตน และช่วยเสริมบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี คุณตุ้ยจึงเก็บสะสมนาฬิกาเรือนที่ชอบมาเรื่อย ๆ จากนั้นวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมากว่า 20 ปี แต่ความหลงใหลในนาฬิกาของเขาก็ยังหมุนวนรอบหน้าปัดอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เหมือนเข็มวินาทีที่ไม่เคยหยุดเดิน “นาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา ผมว่ามันมีคุณค่ามากกว่านั้น” ผมคิดว่าของสะสมสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่มีแค่สองอย่าง หนึ่งคือรถยนต์ สองคือนาฬิกา แล้วสมัยวัยรุ่นการถือเงินสดมันก็ร้อน มันร้อนมือจนเราอยากเอาไปใช้ซื้ออะไรสักอย่าง แต่ถ้าเอาไปซื้อรถก็คงยังไม่มีปัญญาและถ้าซื้อมาก็ไม่รู้จะเก็บไว้ตรงไหนไม่ให้พ่อแม่รู้ แต่นาฬิกานั้นไม่เหมือนรถ ผมสามารถซื้อนาฬิกาจำนวนมากเก็บไว้ที่บ้านได้โดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น
หากย้อนไปในช่วงยุค 80s หนุ่ม ๆ หลายคนคงพอจำได้ว่า ‘AKIRA’ หรือ ‘อากิระ คนไม่ใช่คน’ การ์ตูนแอ็กชันไซไฟอันโด่งดังได้เข้าฉายและกวาดรายได้ทั่วโลกไปอย่างถล่มทลาย ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของโลกอนาคตอันปั่นป่วนที่มีเด็กหนุ่มชื่อว่า ‘อาริกะ’ เป็นตัวเดินเรื่อง ในภาพยนตร์อ้างถึงเหตุการณ์ที่กรุงโตเกียวถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในเดือนกรกฎาคมของปี 1982 ตั้งแต่นั้นไฟสงครามก็เริ่มปะทุขึ้นและสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ทำให้โตเกียวต้องล่มสลายลงในที่สุด ชาวญี่ปุ่นจึงต้องสร้างเมือง ‘Neo-Tokyo’ ขึ้นมาทดแทนเพื่อให้เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา Neo-Tokyo ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมเฟื่องฟูภายใต้ฉากหลังของซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้าง อย่างไรก็ตามเมืองแห่งนี้ยังคงเอกลักษณ์ของแสงไฟหลากสีที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Casio จึงหยิบอัตลักษณ์ของเมือง Neo-Tokyo มาถ่ายทอดลงในซีรีส์ ‘G-SHOCK Neo-Tokyo’ ที่เลือกโมเดลนาฬิกาดิจิทัลและแอนะล็อกรุ่นยอดนิยมของแบรนด์ ทั้ง GA140, GA700, GAS100 และ DW6900 มาประยุกต์ให้ดูเท่และร่วมสมัยยิ่งขึ้น การดีไซน์ของนาฬิกาแต่ละเรือนจะถูกห่อหุ้มด้วยสี jet black ตั้งแต่ตัวเรือน สายรัดเรซิ่น ไปจนถึงขอบเบเซล ทำให้ง่ายต่อการจับคู่กับเสื้อผ้าหรือมิกซ์แอนด์แมตช์กับเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ บริเวณหน้าปัดของนาฬิกาทั้ง 4 รุ่น จะใช้แสงไฟอิเล็กโทร-ลูมิเนสเซนต์ (Electro-luminescent) ให้ความรู้สึกคล้ายกับแสงนีออนหลากสี เพื่อสะท้อนถึงเมือง Neo-Tokyo
‘Blancpain’ (บลองแปง) คำ ๆ นี้หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่สำหรับกูรูนักสะสมผู้หลงใหลในเรือนเวลาต่างรู้กันดีว่า นี่คือชื่อของแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน สิริรวมอายุอานามคร่าว ๆ ก็ปาไปแล้วกว่า 284 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งในปีค.ศ. 1735 โดยช่างทำนาฬิกานามว่า Jehan-Jacques Blancpain ( ฌ็อง-ฌากส์ บลองแปง) ณ หมู่บ้าน วิลเลอเรต์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งนาฬิกาชั้นยอด นอกเหนือจากความเก่าเก๋ากึ้ก Blancpain ยังขึ้นชื่อในเรื่องความคลาสสิกของกลไกบอกเวลาคุณภาพสูงแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกถ่ายทอดทักษะต่อยอดเทคนิคองก์ความรู้ในการผลิตเป็นมรดกจากอดีตสู่ปัจจุบันโดยไม่หวั่นไหวเปลี่ยนใจไปใช้เครื่อง Quartz ตามสมัยนิยม ถึงขนาดมีการประกาศศักดาด้วยความภาคภูมิใจว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Blancpain นั้นไม่เคยปรากฎว่ามีการผลิตนาฬิกา Quartz ออกมาแม้แต่เรือนเดียว และสิ่งที่ทำให้เรือนเวลาสายอนุรักษ์นิยมอย่าง Blancpain ผงาดขึ้นมาเป็นที่กล่าวขานในวงการนักสะสมนาฬิกาวินเทจ นอกจากผลงานการประดิษฐ์นาฬิกาประดาน้ำ Fifty Fathoms (ฟิฟตี้ ฟาธอมส์) ให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสเป็นผลสำเร็จในปี 1953 จนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นหิ้งเป็นรุ่น Iconic Model ของแบรนด์มาจนบัดนี้ ก็ยังมีอีกหนึ่งรุ่นที่เรียกได้ว่าเหนือกว่าความเป็น Iconic กับตำนานที่เกือบสาบสูญอย่าง Blancpain Air
ถ้าพูดถึงนาฬิกาคู่ใจสำหรับผู้ชาย เชื่อว่าคงมีไม่กี่แบรนด์ที่ครองใจหนุ่ม ๆ หลายคนอยู่ตอนนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในไม่กี่แบรนด์นั้นต้องมี G-SHOCK อยู่อย่างแน่นอน แบรนด์นาฬิกาสุดเท่จากแดนอาทิตย์อุทัยรายนี้ได้รับความนิยมมาหลายยุคหลายสมัยจวบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ CASIO ที่เรียกได้ว่าโดดเด่นทั้งดีไซน์และไม่ทิ้งจุดเด่นของแบรนด์ในด้านความแข็งแรงทนทาน เมื่อไม่นานมานี้ G-SHOCK เพิ่งเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดอย่าง ‘CASIO GA-2100’ มาพร้อมตัวเรือนบางเฉียบ น้ำหนัก 51 กรัม และความหนาเพียง 11.8 มิลลิเมตร ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ขึ้นแท่นเรือนเวลาที่บางที่สุดของค่าย G-SHOCK ไปโดยปริยาย สำหรับผู้ชายที่หลงใหลในความเรียบง่าย คมเท่ และรูปแบบงานดีไซน์ที่ไม่หวือหวาจนเกินไป คงต้องบอกว่า CASIO GA-2100 เรือนนี้ตอบโจทย์คุณเป็นอย่างยิ่ง ด้วยตัวเรือนที่ดีไซน์มาเป็น 8 เหลี่ยมพร้อมสายเรซินแบบดั้งเดิม ทำให้นาฬิกาสะท้อนความร่วมสมัย แถมยังแฝงกลิ่นอายมินิมัลผ่าน 3 เฉดสีเรียบเท่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เสริมความแข็งแกร่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ห่อหุ้มตัวเรือน สายเรซินคุณภาพสูง และโครงสร้างป้องกันแกนกลางระดับพรีเมียม ช่วยให้นาฬิกาเรือนนี้ทนทานต่อแรงกระแทกและมีความสามารถในการกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร ภายใต้กระจกมิเนอรัลสุดแกร่งยังซ่อนจอ LED สองชั้น บรรจุไฟ Super Illuminator และ Auto Light
ย้อนไปในปี 1987 ถ้าหนุ่ม ๆ ยังพอจำกันได้ ‘Predator’ ภาพยนตร์แอ็กชันผสมนวนิยายวิทยาศาสตร์สุดสยอง ได้เข้าฉายและทำรายได้มากถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยกระแสนิยมล้นหลามและความสำเร็จของหนังที่ทะลุเกินยอดจนทำให้ทีมผู้สร้างต้องปลุกปั้นภาคต่ออีก 2 ภาคตามมา นอกจากภาพจำที่มีต่ออสุรกายและเหล่านักรบพร้อมยุทโธปกรณ์ไฮเทคจากนอกโลก เราคงลืมโฉมหน้านักแสดงนำอย่างอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ไปไม่ได้เลย แล้วหากหนุ่ม ๆ สังเกตดี ๆ บนข้อมือของพระเอกหนุ่มผู้กล้าก็ถูกประดับด้วยเรือนเวลาสุดเท่ที่ยังคงเสน่ห์เหนือกาลเวลา ‘SEIKO PROSPEX SOLAR DIVER SNJ028’ นาฬิกาดำน้ำสุดคลาสสิกแห่งยุค 80s ถูกชุบชีวิตอีกครั้ง ซึ่งรุ่นใหม่นี้ดีไซน์มาให้แข็งแกร่งกว่ารุ่น ‘ARNIE’ ในปี 1982 ตัวเรือนมีขนาด 47.8 มิลลิเมตร ใช้กลไกการเคลื่อนไหวระบบควอตซ์ Seiko H851 ที่ทำให้บอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำ แถมยังรองรับการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ นาฬิกาทำจากสเตนเลสสตีล ก่อนจะเคลือบด้วยชุด DLC (Diamond Like Carbon) ทำให้นาฬิกาเรือนนี้คงทนต่อการเสียดสีและเกิดรอยขีดข่วนได้ยาก ตัวเรือนดีไซน์มาเป็นสีดำด้าน ในขณะที่กรอบและไฮไลต์บนหน้าปัดเป็นสีทอง จุดเด่นคือสามารถกันน้ำได้ถึง 200 เมตร พร้อมเคลือบหน้าปัดนาฬิกาด้วย
แม้โลกจะก้าวหน้าและพัฒนาไปขนาดไหน แต่บางมุมของดาวเคราะห์สีน้ำเงินแสนสงบ ก็มีไฟสงครามกำลังปะทุขึ้นอย่างดุเดือดและดูท่าว่าคงไม่มอดดับไปโดยง่าย GARMIN แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์จึงหยิบเรื่องราวทางทหารมาผูกโยงกับการรังสรรค์เรือนเวลา จนได้ออกมาเป็น ‘GARMIN’S INSTINCT TACTICAL EDITION’ นาฬิกายุทธวิธีที่ถอดแบบความแข็งแกร่งและฟังก์ชันมาจากเหล่าทหารอเมริกัน ต้องบอกว่าแบรนด์นาฬิการายนี้ยังยึดมั่นที่จะผลิตนาฬิกาแบบสมบุกสมบันมาโดยตลอด ซึ่งรอบนี้ ‘GARMIN’S INSTINCT TACTICAL EDITION’ นำวัสดุผสมพอลิเมอร์เสริมแรงเส้นใย (fiber-reinforced polymer) มาใช้ดีไซน์ตัวบอดี้เพื่อให้นาฬิกาทนทานต่อแรงกระแทก ใช้หน้าจอขาวดำที่มีประสิทธิภาพในการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร หรือราว 330 ฟุต แถมบริเวณหน้าปัดยังใช้กระจกแก้วมาตรฐาน MIL-STD-810 ที่นอกจากจะป้องกันรอยขีดข่วนได้เหนือชั้น ยังแสดงผลท่ามกลางแสงแดดจ้าได้อย่างสบาย ๆ ‘GARMIN’S INSTINCT TACTICAL EDITION’ มีเซนเซอร์นำทางและเข็มทิศ 3 แกนในตัว รองรับระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก ทั้ง GPS, Glonass และ Galileo สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและปริมาณการเผาผลาญแคลอรี่ของคุณ พร้อมทั้งแจ้งเตือนสภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และส่งสัญญาณ SOS เพื่อติดต่อฉุกเฉินกับทีมได้อีกด้วย เจ๋งขึ้นกว่าเดิมเพราะมี Jumpmaster Mode ที่ดีไซน์มาเพื่อใช้งานควบคู่กับการกระโดดร่มแบบ


