ความทุกข์ทรมานของมนุษย์คือการสูญเสียประสาทสัมผัสสำคัญ เหนือสิ่งอื่นใดคือการมองสิ่งรอบตัวหรือหน้าคนที่รักไม่เห็น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ได้ตาบอดโดยกำเนิด แต่เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง ซึ่งเทคโนโลยีวันนี้ช่วยสร้างความหวังที่แสนยิ่งใหญ่ให้กับคนกลุ่มนี้มีโอกาสกลับมามองเห็นอีกครั้ง ด้วยการส่งทำการผ่าตัดระบบประสาท ส่งภาพผ่านกล้องเข้าไปสู่เปลือกสมองส่วนการเห็น (visual cortex) ตามหลักการแล้ว คนที่ไม่ได้ตาบอดโดยกำเนิด สมองส่วนการมองเห็นจะยังคงใช้งานได้ เพราะไม่ได้รับความเสียหาย เพียงแต่ไม่มีข้อมูลภาพถูกส่งเข้าไปให้ประมวลผลนั่นเอง ภายใต้แนวคิดนึ้ จึงเกิดเป็นแนวทางการรักษาด้วยเครื่องมือที่ชื่อ Orion ผลงานการร่วมพัฒนาของ Baylor Medical College และ University of California, Los Angeles ซึ่งใช้กล้องวีดีโอขนาดเล็กติดเข้ากับแว่นตา ส่งข้อมูลภาพที่แปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าสู่ตัวรับสัญญาณไฟฟ้าจำนวน 60 ตัว ที่ถูกผ่าตัดติดตั้งเข้าไปในส่วน Visual Cortex ด้านหลังของกระโหลกผู้ป่วย เป็นการ bypass ประสาทตาส่วนหน้าที่พังเสียหาย โดยไม่ต้องเสียเวลารักษาส่วนรับภาพด้านหน้าซึ่งยากจะแก้ไขได้ ที่ผ่านมามีการทดลองใช้ Orion กับอาสาสมัครผู้พิการทางสายตาจำนวน 6 ราย โดยให้จ้องมองไปที่ฉากสีดำ จากนั้นจึงฉายสี่เหลี่ยมสีขาวบนฉากแบบสุ่มตำแหน่ง และให้อาสาสมัครชี้ไปที่ตำแหน่งสี่เหลี่ยมสีขาวนั้น พบว่าทุกคนสามารถชี้ตำแหน่งได้ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญ พิสูจน์ว่าการกระตุ้น Visual Cortex ให้เปิดรับแสงสว่างนั้นสามารถทำได้จริง “ผลที่ได้รับอาจจะฟังดูเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่การมองเห็นแสงสีขาวในโลกที่มืดมิดสนิท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ
อเมริกา ประเทศที่ชูความอิสรภาพของประชาชนเป็นสำคัญ แต่มันอาจจะเป็นเพียงแค่คำพูดที่ต้องการจะสื่อสารกับคนบางกลุ่ม เพราะถ้าดูในหน้าประวัติศาสตร์ของอเมริกันชน การเหยียดเผ่าพันธุ์สีผิว ได้ถูกฝังรากลึกแน่นอย่างเรื้อรังเกินกว่าที่พวกเราจะจินตนาการได้ และผู้มีอำนาจที่ยึดติดกับอุดมการณ์ขาวนำ ก็ถูกฝังรากลึกอยู่ในระดับบริหารของหลายหน่วยงาน รวมไปถึงในรัฐบาล ภาพที่สะท้อนการแบ่งแยกสีผิวอย่างเปิดเผยของอเมริกา เกิดขึ้นในปี 1925 เมื่อสมาชิก Ku Klux Klan (KKK) กลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ American white supremacist ขวาจัด ที่เชื่อในความเหนือกว่าของผิวขาว รวมตัวกันในช่วงยุคปลาย 1860’s เพื่อต่อต้านความเท่าเทียมกันของคนผิวดำด้วยความรุนแรงและการฆาตกรรม และแพร่กระจายถึงจุดสูงสุดครอบคลุมไปทั่วประเทศในยุคที่สองของ KKK ช่วงกลางปี 1920’s ว่ากันว่ายุคนี้มีสมาชิกมากถึงหลักล้านคน โดยสื่อในยุคนั้นขนานนามระดับองค์กรที่ยิ่งใหญ่ของ KKK ว่า “invisible empire” ยุคนั้น Ku Klux Klan มีอิทธิพลมาถึงขนาดที่สามารถแทรกซึมกฎหมาย 1924 Immigration Act โดยบังคับไม่ให้ชาวยิว รวมถึงชาวเอเซียเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายได้ รวมถึงบังคับใช้กฎหมาย Sterilization laws หรือการสั่งให้ผู้หญิงผิวดำต้องทำหมัน และห้ามหนังสือเรียนลงข้อมูลเสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับผู้นำ KKK
หลังจากเฝ้ารอมานาน ในที่สุด Black Mirror Season 6 ก็ออกฉายแล้ว ไม่ใช่บน Netflix หรือจอทีวี แต่เป็นโลกที่พวกเราอาศัยอยู่นี่แหละ Black Mirror ซีรีส์ดังบน Netflix เกี่ยวกับอนาคตของสังคมสมัยใหม่ที่จะเปลี่ยนไปอย่างเลวร้ายเนื่องจากเทคโนโลยี ซึ่งค่อนข้างจะดาร์คปวดหัวชวนเครียดเกือบทุกตอน และหลายครั้งมันก็เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงภายในเวลาไม่นาน ก่อนหน้านี้ Charlie Brooker ผู้สร้างเคยให้สัมภาษณ์ในช่วง Coronavirus เกี่ยวกับ Season 6 ว่า ยังไม่มีแพลนจะสร้างเร็ว ๆ นี้ เพราะสถานการณ์ในโลกก็โหดร้ายมากพอแล้ว จนไม่คิดว่าจะเป็นเวลาที่ผู้คนจะมีอารมณ์ดูอะไรดาร์ค ๆ เพิ่มอีก แน่นอนว่าหลายคนต่างบอกว่า ตอนนี้พวกเราก็เหมือนอยู่ในโลกของ Dark Mirror เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดที่ทำให้ทุกคนต้องอยู่แต่ในบ้านดูจอต่าง ๆ แบบ Virtual, การตรวจจับหน้าและให้ Social Score ในประเทศจีน, ตำรวจทหารใช้ drone และหุ่นยนต์ในการลาดตะเวน, แรงงานเถื่อนที่ต้องดูโฆษณาออนไลน์จำนวนมากแลกเงิน หรือการประท้วงที่กลายเป็นความรุนแรงที่ปลุกระดมไปทั่วประเทศผ่าน Social media Advertising
ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์ Smartphone ที่มีรุ่นย่อยออกมาเยอะจนจำไม่ไหว แต่สำหรับ Samsung Galaxy S20 เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะมันเป็น Galaxy S20 ที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบ mission-ready military smartphone มาพร้อมความทนทานระดับปฏิบัติการ และ Application ที่ถูกพัฒนามาเป็นพิเศษสำหรับทหารโดยเฉพาะ Samsung Galaxy S20 Tactical Edition smartphone สำหรับใช้ในทางทหารโดยเฉพาะ ที่จริงแล้วมันคือ Samsung Galaxy S20 หน้าจอ 6.2 นิ้ว OLED display Snapdragon 865 processor Ram 12 GB storage 128 GB ที่เรา ๆ ใช้กันอยู่นี่แหละ แต่ผ่านการติดตั้ง Software ใหม่ ที่มีฟังก์ชันและระบบความปลอดภัยทั้งการส่งและรับข้อมูลที่ปลอดภัยแน่นหนา ใส่มาในเคสพิเศษ Juggernaut case ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเคสสำหรับอุปกรณ์
หนวดเคราผู้ชายไม่ได้เป็นเพียงสิ่งใช้เพิ่มความเท่ หรือความพึงพอใจส่วนบุคคลเท่านั้น แต่คล้ายกับว่าหนวดเคราผู้ชายได้กลายเป็นพื้นที่พิศวงที่นักวิจัยจำนวนมากเข้ามาศึกษาวิจัย จนหลายครั้งพบข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ชวนหลงใหล และบางครั้งก็พบผลสรุปใหม่ ๆ ที่ชวนให้ขนพองสยองขวัญ ทั้งงานวิจัยที่ออกมาบอกว่าหนุ่ม ๆ ที่ไว้หนวดเครานั้นดึงดูดสาว ๆ มากกว่า หรืองานวิจัยที่บอกว่าหนวดเคราผู้ชายนั้นอาจมีแบคทีเรียกจากอุจจาระปนเปื้อน! สารพัดงานวิจัยที่ชวนให้ทั้งไว้หนวด และไม่ไว้หนวด อย่างไรก็ตามในแง่ความสะอาดเราว่าขึ้นอยู่กับการดูแลสุขอนามัยส่วนตัวว่าเคร่งครัดมากน้อยแค่ไหน ถ้าดูแลดีเป็นพิเศษก็หายห่วง หนวดเครายังเป็นภาพตัวแทนความเท่ของผู้ชายได้เป็นอย่างดี หนวดเครายังมีประโยชน์อีกมาก แต่งานวิจัยที่เราอยากชวนหนุ่ม ๆ มารับรู้ในวันนี้ยิ่งส่งผลให้หนวดเคราดูน่าทึ่ง (และชวนพิศวง) ขึ้นไปอีกระดับ เมื่อนักวิจัยออกมาบอกว่าหนวดเครานั้นอาจวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อลดแรงกระแทกที่อาจจะตีแสกเข้ามาที่หัวของเราเมื่อไรก็ได้ งานวิจัยชิ้นนี้มีชื่อว่า “Impact Protection Potential of Mammalian Hair: Testing the Pugilism Hypothesis for the Evolution of Human Facial Hair” ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของขนที่ขึ้นบนใบหน้ามนุษย์และทดสอบสมมติฐานที่ตั้งขึ้นมาว่าจริง ๆ แล้วหนวดเคราที่ขึ้นมาพวกนี้มันสามารถลดแรงกระแทกให้กับใบหน้าเราได้หรือไม่ สมมติฐานนี้เริ่มมาจากจุดตั้งต้นของวิวิฒนาการมนุษย์ โดยมนุษย์เราก็ไม่ต่างจากลิงขนาดใหญ่ (great apes) ทั้งหลายที่เพศชายหรือเพศผู้นั้นมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงอย่างมหาศาล ซึ่งความรุนแรงนี้ก็มุ่งตรงไปที่เพศชายด้วยกัน เมื่อมนุษย์เพศชายใช้ความรุนแรงเข้าต่อสู้เพื่อเอาชนะกันแบบมือเปล่า
อาจจะเป็นเพราะกระแส The Last Dance documentary ของ Netflix ที่ทำให้ทุกอย่างเกี่ยวกับ Michael Jordan มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษในช่วงนี้ ล่าสุดด้วยบารมีแห่ง Michael รองเท้า Air Jordan 1 สี OG ขาวแดงใน size 13 นิ้ว ที่ผ่านการสวมใส่ลงสนาม (Game-Worn) แถมยังมีลายเซ็นของ MJ ประทับ พึ่งจะสร้างสถิติโลกใหม่ล่าสุดจากการประมูลของ Sotheby เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยราคาเคาะค้อนที่สูงกว่าราคาประเมินถึง $560,000 หรือ 18 ล้านบาทไทย ซึ่งสูงแซงหน้า Nike Waffle Moon Shoe ที่ประมูลไปด้วยราคา $437,500 ในช่วงกลางปีที่แล้ว (July 2019) ไปอย่างขาดลอย Air Jordan 1 คู่นี้เดิมเป็นของ Jordan Geller
โลกใบนี้เต็มไปด้วยผลงานศิลปะจำนวนมาก หลากหลายชิ้นล้วนมีคุณค่าต่อผู้ซึ่งหลงใหลในศิลปะ รวมไปถึงคนที่มองเห็นในคุณค่าของผลงานเหล่านี้ และด้วยคุณค่าทางจิตใจและมูลค่ามหาศาลในตัวนี้เอง ที่ทำให้ผลงานศิลปะบางชิ้นถูกขโมยและหายเข้าสู่ตลาดมืดแบบไม่สามารถจับมือใครดมได้ แม้จะมีงานศิลปะหลายชิ้นถูกตามกลับคืนมาได้ แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังคงสาบสูญ แต่ในโลกของศิลปะถือว่ายังโชคดีที่มีชายอย่าง ‘อาเธอร์ แบรนด์’ ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้พยายามตามหาและกู้คืนผลงานศิลปะจำนวนมากให้กลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่อีกครั้ง แต่ด้วยการกู้คืนผลงานศิลปะมากกว่า 200 ชิ้นหากจะพูดถึงผลงานทุกชิ้นคงเป็นเรื่องที่ยาวเกินไป วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักเขา ผ่านผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ 3 ชิ้นที่เขามีส่วนนำกลับมาให้โลกได้ชื่นชมความสวยงามอีกครั้ง แต่จะมีผลอะไรของศิลปินคนไหน มาติดตามไปพร้อมกัน แหวนของ ออสการ์ ไวลด์ ผลงานการสืบตามหางานศิลปะชิ้นแรก ๆ ที่ทำให้อาเธอร์ แบรนด์ ถูกรู้จักในฐานะยอดนักสืบคือแหวนของออสการ์ ไวลด์ ยอดกวีชาวไอริชที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1854-1900 เป็นแหวนทอง 18 กะรัตที่นักประพันธ์มอบเป็นของขวัญให้กับเพื่อนนักเรียนของเขาในปี 1876 ซึ่งต่อมาถูกเก็บเอาไว้โดยมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เรื่องราวย้อนกลับในปี 2002 ในตอนที่มันถูกขโมยไปโดยพนักงานทำความสะอาด ซึ่งต่อมาถูกจับและอ้างว่าได้ขายไปให้คนรับซื้อเศษเหล็กในราคา 150 ปอนด์ ซึ่งมูลค่าของแหวนในตอนนั้นอยู่ที่ 35,000 ปอนด์ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อพนักงานคนนั้น เขาถูกส่งตัวเข้าตาราง แต่แหวนของออสการ์ ไวล์ก็ได้สูญหายไปนับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งในปี 2015 เกิดการโจรกรรมเครื่องประดับใน Hatton Gargen
โลกมนุษย์คือการเรียนรู้และปรับตัว นอกจากวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เรียกว่า New Normal จะทำให้คนเคยชินกับการเว้นระยะห่าง การใส่หน้ากาก การล้างมือ และการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสู่ที่สาธารณะแล้ว เรายังจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านการออกแบบ Interior Design ของร้านค้าหรือร้านอาหาร ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยลูกค้า และทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยทั้งในแง่ความรู้สึกและการสัมผัส เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าแบบ New Normal ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวจาก Coronavirus ถ้าวันนี้คุณกำลังทำธุรกิจร้านอาหาร หรือมีแผนว่าจะเปิดร้านอาหารเพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวในอนาคต จากเดิมที่ร้านสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย จะการันตีความสำเร็จของร้านอาหารได้ แต่อนาคตมันจะไม่เพียงพออีกต่อไป และนี่คือเทรนด์การออกแบบ Interior Design เกี่ยวกับ Layout, Spacing และ Experience ในโลกหลัง Coronavirus ที่คุณต้องรู้เอาไว้ การมีระยะห่าง เป็นสิ่งที่จะสร้างความสบายใจในการใช้บริการให้ลูกค้า ปัจจุบันร้านอาหารที่เปิดให้บริการในช่วงใกล้ปลด Lockdown อาจจะทราบดีว่าการใช้ Layout จัดวางโต๊ะแบบเดิม ๆ ที่ต้องเว้นระยะห่าง 1.5 – 2 เมตร ตามมาตรการควบคุมนั้นเป็นการเสียพื้นที่มากเกินไป นั่นเพราะการออกแบบตั้งแต่แรกมีจุดประสงค์เพื่อเน้นจำนวนคนต่อพื้นที่เพื่อให้เกิดรายได้มากที่สุด ดังนั้นร้านอาหาร (รวมถึงร้านค้า)
หนุ่ม ๆ หลายคนคงรู้จัก บรูซ ลี ในฐานะนักแสดงและนักศิลปะการต่อสู้ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ผู้ทำให้ศิลปะการต่อสู้อย่างกังฟูและจีทคุนโด (Keet Kune do) เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก่อนตัวเขาจะกลายเป็นหนึ่งไอคอนของวงการภาพยนตร์และการต่อสู้ที่ผู้คนไม่เคยลืมเลือน ด้วยมุมมองภายนอกที่ผู้คนมองเห็นบรูซ ลี หลายคนคงคิดว่าชายคนนี้คงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการฝึกฝนการต่อสู้หรือคิดค้นฉากบู๊ที่สมจริง แต่อีกมุมชีวิตที่หลายคนอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อนก็คือ เขาเป็นหนอนหนังสือที่หลงใหลในการอ่านไม่แพ้กัน แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาชอบในการอ่านหนังสือ วันนี้มันทำความรู้จัก โลกอีกใบของชายที่ชื่อบรูซ ลีไปพร้อมกัน ปี 1940 เป็นปีที่เจ้าหนูน้อยบรูซ ลี หรือหลี่เสี่ยวหลงลืมตาดูโลก เขามีวัยเด็กที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นคือรักการเล่นสนุกกับเพื่อนและวิ่งไปมาตลอดเวลา จนคนในบ้านตั้งฉายาให้ว่า “เด็กที่ไม่เคยหยุดนิ่ง” แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เขาสงบลงได้นั้นก็คือหนังสือการ์ตูน (โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับกังฟู) ที่ให้เขาได้ใช้เวลาสลับกับการเรียนกังฟูซึ่งได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อ วัยเด็กของบรูซ ลีนอกจากการเรียนหนังสือและฝึกกังฟู ในช่วงเวลาว่างตัวเขาจะใช้เวลาอยู่หนังสือหรือไม่ก็ไปที่ร้านหนังสือบ่อย ๆ โดยความฝันแรกก่อนที่จะมาเป็นนักแสดงคือการเป็นเจ้าของร้านหนังสือมือสอง อย่างไรก็ตามการอ่านชอบหนังสือไม่ได้ช่วยให้ผลการเรียนของเขาดีขึ้น พร้อมกันนั้นเจ้าตัวก็เริ่มมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน จนในที่สุดพ่อของเขาก็ตัดสินใจส่งไปอยู่สหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา บรูซ ลีในวัย 20 ต้น ๆ ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองซีแอตเทิลแต่ไม่ได้มีเงินติดตัวมากนัก จึงต้องเอาตัวรอดด้วยการเปิดสอนกังฟูซึ่งปรับมาจากมวยหย่งชุน (Wing Chun) ที่มีโอกาสได้เรียนจากอาจารย์ยิปมัน ก่อนจะพัฒนามาเป็น Jeet Kune Do พร้อมกันนั้นตัวเขาก็เริ่มเข้าแข่งขันในรายการมวยกังฟูหลายรายการ
ชีวิตคือการปรับตัวให้เข้ากับแต่ละสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หลัง COVID-19 มีหลายสิ่งในชีวิตที่ผู้ชายอย่างเราต้องปรับตัวครั้งใหญ่ “การเดินทางโดยเครื่องบิน” เองก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องเปบี่ยนแปลงมหาศาลทั้งในแง่อุตสาหกรรมการบิน การรักษาความปลอดภัย รวมถึงเรื่องความสะอาดเพื่อสุขอนามัยที่ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นอาจถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้โดยสารที่มีสภาพคล่องทางการเงินเท่านั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินยังกระจุกตัวและมีต้นทุนสูง ก็ไม่แปลกที่ค่าโดยสารจะยังแพงลิบเกินคนทั่วไปจะเอื้อมถึง จนกระทั่งมาถึงยุคสายการบินต้นทุนต่ำที่ทำให้การบินลัดฟ้านั้นแสนสะดวก เข้าถึงง่าย บางทีนึกอยากไปไหนพรุ่งนี้ กดจองตั๋ววันนี้ พรุ่งนี้เดินตัวปลิวขึ้นเครื่องก็ยังไหว การเดินทางโดยเครื่องบินจึงกลายเป็นอีกตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนใช้เมื่อต้องการไปติดต่อธุรกิจสำคัญ หรือพักผ่อนหย่อนใจ อย่างไรก็ตาม COVID-19 ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำให้สายการบินทุกสายต้องขยับตัว หลังเหตุโศกนาฎกรรม 911 กฎการบินก็เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น จนเพิ่มหลายขั้นตอนในการตรวจสอบความปลอดภัย จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมและกฎการบินหลัง COVID-19 นี่จะต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าหรือน้อยกว่าเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งนั้น? ผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่านี่อาจเป็นคราวที่อุตสาหกรรมและกฎการบินต้องปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุด UNLOCKMEN รวบรวมผลกระทบคร่าว ๆ ที่ผู้โดยสารอย่างเราต้องรับมือในวันที่หลายอย่างเปลี่ยนแปลง เช็กอิน 4 ชั่วโมง: เครื่องบินอาจไม่ใช่การเดินทางที่รวดเร็วดังใจอีกแล้ว ข้อดีอันดับต้น ๆ ที่เราเลือกโดยสารเครื่องบินเป็นหลักคือความสะดวกรวดเร็ว เราสามารถบินตรงสู่เชียงใหม่หรือภูเก็ตได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งถ้าเช็กอินออนไลน์ และไม่มีกระเป๋าต้องเอาโหลดใต้เครื่อง เราสามารถนับเวลาตั้งแต่เหยียบสนามบินต้นทางจนถึงสนามบินปลายทางภายในเวลาสองชั่วโมงกว่า ๆ สามชั่วโมงเท่านั้น แต่ COVID-19 จะทำลายความรวดเร็วดังกล่าวไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย


