ชีวิตคือการปรับตัวให้เข้ากับแต่ละสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หลัง COVID-19 มีหลายสิ่งในชีวิตที่ผู้ชายอย่างเราต้องปรับตัวครั้งใหญ่ “การเดินทางโดยเครื่องบิน” เองก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องเปบี่ยนแปลงมหาศาลทั้งในแง่อุตสาหกรรมการบิน การรักษาความปลอดภัย รวมถึงเรื่องความสะอาดเพื่อสุขอนามัยที่ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นอาจถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้โดยสารที่มีสภาพคล่องทางการเงินเท่านั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินยังกระจุกตัวและมีต้นทุนสูง ก็ไม่แปลกที่ค่าโดยสารจะยังแพงลิบเกินคนทั่วไปจะเอื้อมถึง จนกระทั่งมาถึงยุคสายการบินต้นทุนต่ำที่ทำให้การบินลัดฟ้านั้นแสนสะดวก เข้าถึงง่าย บางทีนึกอยากไปไหนพรุ่งนี้ กดจองตั๋ววันนี้ พรุ่งนี้เดินตัวปลิวขึ้นเครื่องก็ยังไหว การเดินทางโดยเครื่องบินจึงกลายเป็นอีกตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนใช้เมื่อต้องการไปติดต่อธุรกิจสำคัญ หรือพักผ่อนหย่อนใจ อย่างไรก็ตาม COVID-19 ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำให้สายการบินทุกสายต้องขยับตัว หลังเหตุโศกนาฎกรรม 911 กฎการบินก็เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น จนเพิ่มหลายขั้นตอนในการตรวจสอบความปลอดภัย จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมและกฎการบินหลัง COVID-19 นี่จะต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าหรือน้อยกว่าเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งนั้น? ผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่านี่อาจเป็นคราวที่อุตสาหกรรมและกฎการบินต้องปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุด UNLOCKMEN รวบรวมผลกระทบคร่าว ๆ ที่ผู้โดยสารอย่างเราต้องรับมือในวันที่หลายอย่างเปลี่ยนแปลง เช็กอิน 4 ชั่วโมง: เครื่องบินอาจไม่ใช่การเดินทางที่รวดเร็วดังใจอีกแล้ว ข้อดีอันดับต้น ๆ ที่เราเลือกโดยสารเครื่องบินเป็นหลักคือความสะดวกรวดเร็ว เราสามารถบินตรงสู่เชียงใหม่หรือภูเก็ตได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งถ้าเช็กอินออนไลน์ และไม่มีกระเป๋าต้องเอาโหลดใต้เครื่อง เราสามารถนับเวลาตั้งแต่เหยียบสนามบินต้นทางจนถึงสนามบินปลายทางภายในเวลาสองชั่วโมงกว่า ๆ สามชั่วโมงเท่านั้น แต่ COVID-19 จะทำลายความรวดเร็วดังกล่าวไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย
ท่ามกลางความปั่นป่วนของกระแสข่าวที่บ่งชี้ถึงสถานะล่าสุดของท่านผู้นำ คิม จอง-อึน ที่แม้ทางการเกาหลีเหนือจะออกมาบอกว่าการเข้าผ่าตัดฉุกเฉินของผู้นำโสมแดงคนปัจจุบันนั้นเรียบร้อยปลอดภัยดี พร้อมตอกย้ำความมั่นใจด้วยภาพการปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกในรอบ 20 วัน ของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยกระบอกเสียงของเกาหลีเหนืออย่างสำนักข่าว KCNA ได้รายงานข่าวการปรากฏตัวของ คิม จอง-อึน ในพิธีเปิดโรงงานปุ๋ยฟอสเฟตซุนชอน ที่เมืองซุนชอนทางตอนเหนือของเปียงยาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง และ คิม โย-จอง น้องสาว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีอย่างกึกก้องของประชาชนชาวเกาหลีเหนือที่มีต่อท่านผู้นำ แม้จะมีภาพยืนยันว่า คิม จอง-อึน ยังแข็งแรงดีอยู่ แต่ถึงกระนั้น หากย้อนไปเมื่อปลายเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวลือของเขาที่ไม่สู้ดีนักถูกกระพือออกมาเป็นระลอก เหตุใดสายตาของประชาคมโลกถึงได้จับจ้องไปยัง คิม โย-จอง น้องสาวคนสุดท้องของ คิม จอง-อึน ในฐานะบุคคลที่มีแนวโน้มสูงว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นท่านผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โสมแดง ทั้งที่บทบาทของสตรีในประเทศเกาหลีเหนือนั้นค่อนข้างจำกัด ให้อำนาจการจัดการควบคุมต่าง ๆ แก่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ในวันนี้เราจึงอาสาพาทุกคนไปรู้จักเธอให้มากขึ้น ว่าเพราะเหตุใดทั่วโลกถึงมองว่าเธอคือ Candidate อันดับหนึ่งในการสืบทอดบัลลังก์อำนาจแซงหน้าบุตรชายคนโตวัย 10 ขวบ ของ คิม จอง-อึน เสียด้วยซ้ำ
หลังจากที่เราเคยได้นำเสนอ Culture สุดแสบของแว๊นชาวยุ่น หรือ Bozosoku ที่หลายคนให้ความสนใจไปแล้ว แม้มันจะเป็นสังคมที่แปลกประหลาดในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่วัฒนธรรมที่ดูรุนแรงขัดต่อกฎหมายเหล่านั้น ยังมีผู้หญิงที่คลั่งไคล้จนกลายเป็น Culture คล้าย ๆ กันที่เรียกว่า “Sukeban” (スケバン) อยู่ด้วย เช่นเดียวกับ Bozosoku ถ้าหากใครอ่านหนังสือการ์ตูนหรือดูซีรีส์ญี่ปุ่น ก็คงจะเคยเห็นนักเรียนญี่ปุ่นสาวแสบซ่าบ้าบิ่นไม่แพ้ผู้ชาย ซึ่งอยู่ในลุคตรงข้ามกับสาวนักเรียนญี่ปุ่นที่ใส่กระโปรงสั้น ถุงเท้ายาวตึง หน้าตาใส ๆ อย่างสิ้นเชิงกันมาบ้างอย่างแน่นอน ความดิบเถื่อนจะว่าไปมันก็อาจจะเป็นแฟชั่นของวัยรุ่นสาวชาวญี่ปุ่นในยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทว่ามันถูกถ่ายทอดกันมาอย่างจริงจังจนกลายเป็น Culture ที่อยู่คู่กับวัยรุ่นสาวที่มีความซ่า และกล้าที่จะทำอะไรบ้า ๆ เหมือนผู้ชายทำ จนขนาดว่า “Sukeban” ตัวเจ๊ ๆ บางคน แสบถึงขึ้นผู้ชายยังกลัวจนหัวหดกันเลยทีเดียว “What is Sukeban” Sukeban ถูกใช้เป็นคำจำกัดความของกลุ่มวัยรุ่นหญิงล้วนที่ก๋ากั่น พฤิตกรรมขัดกับศีลธรรม หรืออาจจะเรียกว่าเป็น Bosozoku ในเวอร์ชัน Girl Gang ก็ได้ คำนี้เกิดขึ้นครั้งแรกช่วงปี 1960 โดยสาวเหล่านี้ จะเป็นสาวมัธยมที่ห้าว ก้าวร้าว
Suzuki Jimmy เป็นรถที่ขายหมดภายในพริบตา เครื่องยนต์ K15B 1.5 ลิตร 102 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ แม้จะตั้งราคาไว้สูงถึง 1.6 ล้านบาทจนหลายคนบอกว่าไม่สมเหตุผล แต่ด้วยจำนวนที่เอาเข้ามาขายแบบจำกัด และหน้าตาภายนอกที่ดูดีมีเสน่ห์คล้าย Mercedes-Benz G-class และ Land Rover Defender 90 สามารถปรับแต่งให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนและจุดประสงค์การใช้งานได้ง่าย ทำให้มันขายหมดเกลี้ยงภายในชั่วพริบตา และมันก็เป็นรถที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศด้วยเหตุผลนี้เอง Jimmy คันที่เรากำลังดูอยู่นี้ก็เป็นตัวอย่างการปรับแต่งสำหรับ Blogger สายลุยป่าที่ต้องค้างคืนนอนในรถเป็นประจำ มันมีชื่อว่า ROAM Overlanding ของ Adrian Abrahams blogger ชาว South Africa ที่เน้นผจญภัยแบบหนัก ๆ ข้ามป่าเขาและทะเลทราย โดยยานพาหนะคันล่าสุด ได้ซื้อ 2019 Suzuki Jimmy มาโมดิฟายและใช้มันเป็นคู่หูลุยป่าประเทศบอตสวานา (Botswana) ในแอฟริกาใต้ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของมันอย่างถึงพริกถึงขิง พร้อมความสามารถในการ Camping
ย้อนไปวันที่ 1 พฤษภาคม 1994 หรือเมื่อ 26 ปีที่แล้ว เป็นวันที่โลกต้องสูญเสีย Ayrton Senna นักขับรถ F1 ที่ดีที่สุดในโลกไป ไม่มีใครอยากเชื่อว่าการแข่งขันรายการ San Marino Grand Prix จะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายของเค้า ก่อนจะจบชีวิตลงด้วยวัย 34 ปี Ayrton Senna da Silva นักขับรถ F1 ชาวบราซิลที่เส้นทางเริ่มต้นจากรถ Kart ใช้เครื่องยนต์ 1 แรงม้าจากเครื่องตัดหญ้า จนกระทั่งไต่เต้าขึ้นมาสู่รถ Formula 1 เป็นเจ้าของสถิติคว้าธงหมากรุก 35 สนาม แชมป์ Formula One World Drivers’ Championship สามสมัยในปี 1988, 1990 และ 1991 ซึ่งในขณะนั้น Senna ยังร่วมทีมอยู่กับ McLaren-Honda ความผูกพันที่ลึกซึ้งของ Senna
การจากไปของอีร์ฟาน ข่าน (Irrfan Khan) ยอดนักแสดงชาวอินเดีย ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับแฟนภาพยนตร์ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบและเคยติดตามผลงานการแสดงของเขาคนนี้ เชื่อว่าแต่ละคนก็มีภาพจำและความคุ้นเคยกับตัวอีร์ฟาน ข่าน ในหลายบทบาทแตกต่างกันไป เพราะฝีมือการแสดงชั้นเซียนทำให้ชายคนนี้เข้าถึงบทบาทที่ได้รับมาเสมอ และตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีในวงการ จะบอกว่าอีร์ฟาน ข่าน คือหนึ่งในนักแสดงที่ประสบความสำเร็จและถูกยกย่องทั้งในระดับบอลลีวู้ดและฮอลลีวู้ดก็คงไม่ผิดนัก แต่นอกจากฝีมือการแสดงที่เนียนตา เหตุผลอะไรที่ทำให้ชายคนที่ได้รับความรักและความเคารพจากคนทั้งในและนอกวงการภาพยนตร์ มาย้อนฟังเรื่องราวที่น่าประทับใจและบอกลานักแสดงที่ยิ่งใหญ่คนนี้ไปพร้อมกัน อีร์ฟาน ข่าน เกิดและเติบโตในเมืองชัยปุระ รัฐราชาสถาน ครอบครัวของเขาทำอาชีพร้านขายยาง ส่วนอีร์ฟานในวัยเด็กชื่นชอบและมีความสามารถหลายด้าน เริ่มจากกีฬาอย่างคริกเกต แต่ด้วยฐานะทางครอบครัวที่ไม่เอื้ออำนวยเขาเลยมีโอกาสใช้เวลากับมันไม่นานนัก อย่างไรก็ตามดูเหมือนเขาจะเจอเรื่องที่ตัวเองหลงใหลมากกว่ากีฬาในเวลาต่อมานั่นก็คือการแสดง โดยได้รับอิทธิพลจากลุงซึ่งมีอาชีพเป็นนักแสดงของโรงละครในเมืองจูดห์ปุระ ทำให้ตัวเขาได้รู้จักกับการแสดงละครเวที ไม่นานอีร์ฟานก็ตัดสินใจเลือกเรียนต่อ National School of Drama ในเมืองนิวเดลี เพื่อศึกษาศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของการแสดงให้ดีขึ้น โดยมีตำนานนักแสดงอย่างราเชศ ชันขาเป็นต้นแบบ อย่างไรก็ตามหลังจากจบด้านการแสดงมา อีร์ฟานต้องรอให้มีโอกาสปรากกฏตัวต่อหน้ากล้องนานถึง 3 ปีด้วยกัน โดยระหว่างนั้นเขาต้องดิ้นรนรับจ๊อบเป็นช่างซ่อมแอร์อยู่ในนครมุมไบ จนกระทั่งปี 1987 ก็เริ่มมีงานบทบาทเสริมในละครโทรทัศน์และภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้น เขามีโอกาสได้รับบทต่าง ๆ ตั้งแต่ฆาตกรโรคจิตไปจนถึงพ่อบ้านทั่วไป แต่ภาพยนตร์ที่มีส่วนทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักเขาในวัยหนุ่มคือ Salaam
อะไรคือ CPTPP นะ ? ทำไมเขาไม่ แล้วมี CP นี่คือของเจ้าสัว CP หรอหรืออะไร ? ช่วงนี้หลายคนคงเคยเห็นตัวย่อ CPTPP ผ่านตากันบ้างแล้ว บางคนเห็นศัพท์วิชาการยาว ๆ ก็ถอยออกมา บางคนเห็นมีตัวย่อ CP เดาไว้ก่อนว่าเกี่ยวกับเซเว่น แต่ยังไม่อ่านสักที เอาเป็นว่าถ้าคุณปัดผ่านมานานแต่อยากรู้เรื่องแบบเนื้อ ๆ ไม่เอาน้ำ UNLOCKMEN จะสรุปให้คุณเข้าใจมันง่าย ๆ กูต้องรู้เรื่องนี้ไหม ? ก่อนอ่าน ใครตั้งคำถามว่า “กูต้องรู้เรื่องนี้ไหม” เราขอตอบกลับไปเลยว่า “มึงต้องรู้” เพราะ 1. มันเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเราโดยตรง ทั้งเรื่องกินอยู่ปกติไปจนถึงเรื่องงาน 2. มันเกี่ยวกับประเทศเรา การขาดดุลทางผลประโยชน์ ซึ่งสุดท้ายถ้าเราไม่ take action อาจจะได้แต่ยืนดูไกล ๆ แล้วต้องยืนรับชะตาชีวิต 3. มันเป็นข้อตกลงระดับโลก ที่สร้างผลกระทบระดับราก แต่ดันมาแบบเงียบ ๆ CPTPP คืออะไร CPTPP
สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทำให้เรามีโอกาสเห็นภาพถ่ายของเมืองต่าง ๆ ที่เคยวุ่นวายได้กลับกลายเป็นเมืองที่เงียบร้างเพราะการกักตัวอยู่ในบ้านของผู้คน แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการเปิดเผยชุดภาพถ่ายที่บันทึกมุมเมืองอันเงียบสงบของเมืองฮานอยเอาไว้ และที่น่าสนใจก็คือผลงานเหล่านี้ถูกถ่ายเอาไว้ก่อนการระบาดจะเริ่มขึ้นเสียอีก ภาพถ่ายอันเงียบสงบของเมืองฮานอยถูกเผยแพร่โดย Vice เผยให้เห็นถนนหนทางและบ้านเรือนที่เงียบสงบของเมืองที่เคยพลุกพล่านไปด้วยผู้คน อย่างไรก็ตามภาพทั้งหมดไม่ได้ถูกถ่ายในช่วงที่เกิดการระบาด แต่ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายขึ้นมาในช่วงเวลาที่สถานการณ์ต่าง ๆ ยังคงปกติ โดยฝีมือของชายที่ชื่อ Wouter Vanhees Wouter Vanhees เป็นช่างภาพชาวเบลเยียมที่เดินทางมาอาศัยอยู่ในเมืองฮานอยตั้งแต่ปี 2018 โดยเขาตั้งใจจะเก็บบันทึกภาพในเวลาค่ำคืนที่สวยงามของกรุงฮานอยให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งก่อสร้างใหม่ที่กำลังเข้ามาและของเก่าที่ยังคงอยู่ อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มออกเดินทางไปรอบเมือง ๆ ตัวเขายังได้พบมุมที่สงบนิ่งของเมืองแห่งนี้ การเก็บภาพของเขาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทุกค่ำคืนจนในที่สุด Emptiness หรือความว่างเปล่า ก็กลายมาเป็นธีมหลักของการบันทึกภาพเมืองหลวงของเวียดนามของเขา แต่หลังจากที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นที่เวียดนามในปลายเดือนมกราคม ความว่างเปล่าในฮานอยก็เกิดขึ้นจริงจากการประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล โดยไม่ต้องไปหามุมสงบเพื่อเก็บภาพฮานอยในค่ำคืนที่อ้างว้างแต่อย่างใด เมื่อท้องถนนมีแต่ความว่างเปล่า Wouter Vanhees ก็ออกเดินทางถ่ายภาพบนท้องถนนอีกครั้ง ซึ่งภาพถ่ายชุดต่อมาเป็นการบันทึกละแวกที่อยู่ของเขาในระหว่างที่อาศัยอยู่ในฮานอย Wouter พูดถึงเมืองแห่งนี้ก่อนจะต้องย้ายออกมาว่า “ฮานอยเป็นเหมือนบ้านอีกหลังของผม และจะเป็นสถานที่แห่งนี้จะพิเศษสำหรับเขาเสมอ ชมผลงานภาพถ่าย Wouter Vanhees เพิ่มเติมต่อด้านล่าง Source: 1
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเวลานี้อาจส่งกระทบต่อหนุ่ม ๆ หลายคนและ UNLOCKMEN ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ยืนเคียงข้างให้ทุกคนกลับมามีพลังฮึดสู้อีกครั้งในวันที่ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ วันนี้คอลัมน์ MOTIVATHLETE จึงอยากเพิ่มแรงกระตุ้นให้ทุกท่านด้วยมุมมองความคิดที่น่าสนใจของยอดนักกีฬาอย่างไมเคิล จอร์แดน ผ่านเรื่องราวในสารคดีที่ชื่อ THE LAST DANCE THE LAST DANCE เป็นสารคดีกีฬาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทีมบาสเกตบอลอย่างชิคาโก้ บูลล์ในปี 1997-98 ฤดูกาลที่พวกเขาคว้า Three-Peat หรือคว้าแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันได้สำเร็จเป็นครั้งที่ 2 แต่หลังฉากความสำเร็จที่ถูกเผยแพร่ออกมากลับมีสิ่งที่หลายคนไม่เคยรับรู้มาก่อนซ่อนอยู่ โดยเรื่องราวถูกเล่าผ่านตำนานผู้เล่นในทีม ไม่ว่าจะเป็นไมเคิล จอร์แดน, สก็อตตี้ พิพเพ่น, และเฮดโค้ชอย่างฟิล แจ๊คสัน รวมถึงคนดังที่มีส่วนร่วมทั้งในและนอกวงการ พร้อมกับฟุตเทจบางส่วนที่ทีมงานของ ESPN ถ่ายทำเก็บไว้นานกว่า 20 ปี ปัจจุบัน (27 เมษายน 2563) สารคดีออกอาการไปแล้ว 4 ตอน จากทั้งหมด 10 ตอน ส่วนเนื้อหาที่เราหยิบยกมาพูดถึงจะมาจาก 2 ตอนแรกเท่านั้น และแนวคิดของยอดนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จอย่างไมเคิล จอร์แดนที่เราได้เรียนรู้ผ่าน
เคยรู้สึกไหมว่าบ้านเป็นที่ ๆ ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย ในชีวิตจริงเรามองเห็นหน้าต่างบ้านฝั่งตรงข้าม ไฟเปิดปิดสลับไปมาวันแล้ววันเล่า แต่ไม่มีโอกาสเห็นการใช้ชีวิตข้างใน ส่วนโลกโซเชียลในมือ ต่อให้ไม่ต้องแม้แต่เคาะประตูบ้าน ก็มีคนเปิดให้รู้เรื่องราวชีวิตทุกอย่างช่วงกักกัน ส่วนใหญ่ก็โชว์แต่โลกที่น่าอิจฉาด้วยกันทั้งนั้น จนเจอสเตตัสหนึ่งในเฟสบุ๊กของเพื่อนที่พูดว่า “บ้านไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” มันเล่าว่าบ้านสำหรับเด็กบางคนน่าเจ็บปวด เป็นฝันร้าย ประสบการณ์ที่หลายคนแชร์ผ่านทวิตเตอร์บอกให้รู้ว่าคนร่วมบ้านอาจไม่ใช่คนที่มอบความสุขให้ได้ แสงสว่างของบางคนคือการออกไปอยู่นอกบ้าน ไปโรงเรียน ไปเจอเพื่อนและใช้เวลาอยู่ในบ้านให้น้อยที่สุด การอยู่แต่บ้านเวลานี้ต่างหากที่เป็นวิกฤต จากสเตตัสที่สะกิดใจ เราตัดสินใจไปลองหาข้อมูลอีกด้านที่ไม่ค่อยมีคนพูดแทน “หยุดเชื้อเพื่อชาติ ที่ทำให้หลายคนต้องทรมาน” มันจะลึกหรือจะแย่สักแค่ไหนกัน แล้วยังจะพอมีทางออกหรือทางเลือกเหลือไว้สำหรับสถานการณ์นี้บ้างไหม ABUSE บ้านคือพื้นที่ความรุนแรง ข้อมูลจากองค์การ UNICEF เผยสถิติการก่อเหตุความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่าเฉพาะในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เป็นแห่งแรก ได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากจีนแล้วอีกหลายประเทศล้วนได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน Rola Dashti เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมเอเชียตะวันตกแห่งสหประชาชาติ (ESCWA) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า เหตุผลของความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากมาตรการกักกันที่บีบบังคับให้คนอยู่ร่วมกันท่ามกลางเศรษฐกิจที่แย่ เริ่มจากความเครียด ความกังวล ขาดหนทางเข้าถึงอาหาร ทำให้จิตใจคนเริ่มบิดเบี้ยวตาม แต่ผลกระทบส่วนใหญ่ระบุว่ามักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่า เพราะผู้หญิงทำหน้าที่ดูแลบ้านและงานในครอบครัว พอแนวโน้มอาหารไม่พอ ความเครียดสะสม เธอจะเกิดความอ่อนล้าทั้งกายและใจจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคมากขึ้น HOME =


