ในปี 1970 วันที่ 11 เมษายน ภารกิจ Apollo 13 ถูกสั่งยกเลิก ทั้งลูกเรือบนยานหรือเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินล้วนไม่เคยประสบกับเรื่องระทึกขวัญเฉียดหายนะแบบนี้มาก่อน นักบินอวกาศมากประสบการณ์ James Lovell พร้อมลูกเรือได้รับมอบหมายภารกิจให้เดินทางไปดวงจันทร์ ซึ่งนับเป็นภารกิจนำมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ครั้งที่สาม และเป็นผลงานความสำเร็จชิ้นถัดไปของโครงการอพอลโล นอกจาก Lovell ทั้ง Jack Swigert นักบินประจำยานควบคุม และ Fred Haise นักบินประจำยานสำรวจดวงจันทร์ ต่างก็สวมใส่นาฬิกาโครโนกราฟ OMEGA Speedmaster Professional – หนึ่งในอุปกรณ์อย่างเป็นทางการของ NASA สำหรับทุกภารกิจอวกาศที่มีมนุษย์นับตั้งแต่ปี 1965 ด้วยเช่นกัน เครื่องบอกเวลายังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์สำหรับภารกิจอย่างไม่มีผันแปร ตามที่ James Ragan วิศวกรของ NASA ที่เป็นผู้ทดสอบและรับรองมาตรฐานของ OMEGA Speedmaster กล่าวไว้เมื่อปี 1964 ว่า “นาฬิกาถือว่าเป็นอุปกรณ์สำรองที่มีความสำคัญยิ่งยวด หากนักบินอวกาศไม่สามารถติดต่อสถานีภาคพื้นได้ หรือเครื่องบอกเวลาดิจิตอลมีปัญหา ของชิ้นเดียวที่พวกเขาจะสามารถฝากชีวิตได้ก็คือนาฬิกาที่สวมอยู่บนข้อมือ ของที่ขาดเสียไม่ได้เมื่อมีปัญหา”
ในยุคที่เชื้อไวรัส COVID-19 กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกาเริ่มรับช่วงต่อจากจีนแผ่นดินใหญ่และกลายมาเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้แทน นำมาซึ่งการปิดบางเมืองในกลุ่มเสี่ยง งดประชาชนออกนอกเคหสถาน และเพิ่มมาตรการตรวจสอบข้อมูลรายคนแบบละเอียดยิบ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เริ่มหยิบยืมความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย เข้ามาช่วยต่อสู้ฟาดฟันกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 มากขึ้น โดยพวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีอาจเป็นความหวังเดียวที่จะแก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากนโยบายเว้นระยะห่างจากสังคมและการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจำกัดการออกนอกบ้านของประชาชน อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำลายห่วงโซ่ของการแพร่กระจายไวรัสได้ รัฐบาลของหลายประเทศจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบการเคลื่อนไหว ประเมินความเสี่ยงของผู้ติดเชื้อ รวมถึงยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อไวรัสที่ติดต่อจากคนสู่คน ทำให้ปัญหาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ถูกนำมาใช้งานอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ไปจนถึงระบุตัวตนผู้ที่ไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือแม้แต่อากาศยานไร้คนขับอย่างโดรนที่เรารู้จักกันดี ยังถูกใช้ถ่ายภาพความร้อนเพื่อค้นหาผู้ที่ติดเชื้อไวรัส ตลอดจนพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่ที่ปนเปื้อนได้อย่างปลอดภัย สิงคโปร์กับแอปพลิเคชัน TraceTogether รัฐบาลสิงคโปร์เปิดตัวแอปพลิเคชัน ‘TraceTogether’ เพื่อติดตามการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและตรวจสอบว่าผู้ใช้ปฏิสัมพันธ์หรือใกล้ชิดกับใครบ้าง เมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนี้และเจ้าของสมาร์ตโฟน 2 เครื่องอยู่ใกล้กันภายในระยะ 6 ฟุต TraceTogether จะแลกเปลี่ยน temporary ID ระหว่างเครื่องโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อของกันและกันได้ มีเพียงเซิร์ฟเวอร์เท่านั้นที่รู้ว่าเจ้าของสมาร์ตโฟนเครื่องนั้น ๆ เป็นใคร แล้วเมื่อใดที่ตรวจพบเชื้อ COVID-19 เจ้าหน้าที่จะขอเข้าถึงข้อมูลว่าผู้ใช้คนดังกล่าวได้แลกเปลี่ยน temporary ID กับใครไปแล้วบ้าง เพื่อประเมินความเสี่ยงและติดตามการแพร่กระจายของเชื้อต่อไป ฟีเจอร์เจ๋งและความเข้มงวดของรัฐบาลจีน นอกจากประเทศจีนจะใช้ DingTalk,
ถ้าใครพอรู้จักสไตล์การใช้ชีวิตกับความคิดของคนญี่ปุ่น เราจะรู้ว่าพวกเขามุ่งเน้นความคิดและจิตวิญญาณ การทำบางสิ่งจากความต้องการภายใน การเคารพธรรมชาติ บูชิโด อิคิไกและคิสึงิ ดังนั้นเมื่อมีคนทำผิดกฎหมายพวกเขาต้องรับโทษไม่ต่างจากคนทำผิดในประเทศอื่น ๆ ความแตกต่างที่น่าสนใจของกระบวนการยุติธรรมญี่ปุ่นคือพวกเขาไม่ต้องการให้นักโทษรู้สึกสูญสิ้นตัวตน ไม่ได้บอกว่าคนทำผิดเป็นคนสารเลว พยายามดึงให้คนที่จิตใจต่ำทรามที่สุดรู้สึกสำนึกให้กลับมาเป็นคนดีอีกครั้ง ผ่านการบีบคั้นอยู่ในห้องสอบสวนเป็นเวลานาน ๆ เพื่อให้นักโทษรับสารภาพให้ได้ ฟังเหมือนหนังสือการ์ตูนลูกผู้ชาย แต่ระบบความยุติธรรมและความคิดส่วนใหญ่ของชาวญี่ปุ่นเป็นแบบนี้จริงๆ หลายคนเมื่ออ่านแล้วอาจยังไม่อยากปักใจเชื่อ ดังนั้น UNLOCKMEN จะพาทุกคนไปสำรวจคุกญี่ปุ่นไปพร้อมกันว่าภาพของเรือนจำตรงกับที่จินตนาการไว้ตอนแรกหรือไม่ ภายใต้ความเรียบง่ายนั้นซ่อนความกดดันมหาศาลให้กับเหล่านักโทษอย่างไรบ้าง หลังผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวนสุดหนักหน่วงและพิสูจน์แล้วว่ามีความผิด คนเหล่านั้นถูกส่งตัวไปยังเรือนจำ พอเข้ามาในเขตเรือนจำก็พบกับสไตล์สุดมินิมัลตามแบบฉบับญี่ปุ่น บรรยากาศโล่ง ไม่อึดอัด ไม่สกปรก สีขาวสะอาดตาตัดกับลูกกรงสีเทาสูงเลยหัวและพื้นกระเบื้องสีน้ำตาลอ่อน เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แถมห้องพักของนักโทษญี่ปุ่นจะแตกต่างจากคุกประเทศอื่น ๆ ปกติแล้วห้องนอนในคุกควรเป็นเตียงเหล็กสองชั้นสามหลัง นอนได้หกคนท่ามกลางบรรยากาศทึบ สีเทาของพื้นปูน กำแพงคอนกรีตไร้หน้าต่าง แต่ญี่ปุ่นนำสไตล์การแต่งห้องดั้งเดิมอย่างการปูเสื่อทาทามิ มีฟูกพับได้ให้นอนที่พื้น บางห้องอยู่คนเดียว บางห้องจุคนได้ 6-12 คน การจัดห้องให้ความรู้สึกเหมือนบ้านและสะท้อนภาพลักษณ์ชาตินิยมอย่างชัดเจน แถมห้องอาบน้ำยังมีบ่อแช่ตัวเหมือนโรงอาบน้ำสาธารณะข้างนอกเรือนจำ การใช้จ่ายภายในเรือนจำเหมือนกับภาพยนตร์หรือซีรีส์คุกที่เคยดูทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ นักโทษจะไม่ได้รับอนุญาตให้พอเงินสดแต่เงินที่ญาติ ๆ ส่งมาจะถูกเปลี่ยนเป็นแสตมป์ โดยนำโทษนำแสตมป์ไปซื้อสิ่งของที่ต้องการได้ ณ ร้านสหกรณ์เหมือนอย่างซีรีส์เรื่อง Orange is the New Black
เมื่อพูดถึงการสูญเสียของมนุษยชาติ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสงครามโลก สงครามนิวเคลียร์ หรือการก่อการร้าย แต่แท้จริงแล้วการสูญเสียประชากรโลกอย่างมหาศาลเกิดขึ้นจากโรคระบาดมากกว่า จำนวนผู้คนหลายร้อยล้านจากไปด้วยเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย รวมถึงในเวลานี้ที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตไวรัสอีกครั้ง UNLOCKMEN จึงอยากย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อดูว่าก่อนหน้านี้มีโรคระบาดอะไรบ้างที่คร่าชีวิตของผู้คนจนนับไม่ถ้วน และความน่ากลัวของโรคระบาดที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดนั้นน่ากลัวไม่น้อยไปกว่าระเบิดนิวเคลียร์หรือรถถังของฝ่ายศัตรูช่วงสงคราม THE BLACK DEATH กาฬโรคสีดำจากสัตว์ฟันแทะ “ความตายสีดำ” “โรคห่า” หรือ “กาฬโรค” คือชื่อของโรคระบาดร้ายแรงเกิดจากแบคทีเรียเยอร์ซิเนีย เปสติส (Yersinia Pestis) ทั้งคนและสัตว์ก็สามารถติดเชื้อนี้ได้ โดยสัตว์ฟันแทะอย่างกระรอก กระจง กระต่าย และหนู มีเชื้อชนิดนี้อยู่ในร่างกายอยู่แล้ว เชื้อสามารถแพร่ไปตามอากาศ ผู้ป่วยกาฬโรคมักเกิดอาการหลากหลายแล้วแต่กรณี เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตส่งผลให้มีไข้ หนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง เกิดความผิดปกติทางระบบหายใจ บางคนไอเป็นเลือดจนอาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยใกล้ตายผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีดำเพราะเลือดคั่งบริเวณหนังกำพร้า จึงทำให้ใคร ๆ ต่างเรียกกาฬโรคว่าความตายสีดำ ด้วยความรุนแรงทำให้ผู้ป่วยสามารถตายได้ใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้กาฬโรคเป็นแบคทีเรียคร่าชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ยากจะมีเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียชนิดอื่นมาสู้ได้ แรกเริ่มที่มีการบันทึกประวัติศาสตร์โลกพบว่ากาฬโรคหรือโรคห่าเกิดขึ้นครั้งแรกในจักรวรรดิไบแซนไทน์ และแพร่กระจายไปถึงอียิปต์ เอเชียกลาง และเข้าสู่กลางกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันโด่งดัง ผู้คนล้มตายกันวันละเป็นหมื่นคน กินเวลานานกว่า 50 ปี
สาวก NIKE น่าจะหลงรักแบรนด์มากขึ้นไปอีก เมื่อได้รู้ว่า Nike Air Sole เทคโนโลยี Signature ใกล้ตัว กำลังถูกปรับเปลี่ยนเป็นชิ้นส่วนสำหรับผลิตหน้ากาก Face Shields ให้กับเหล่าแพทย์และพยาบาล เพื่อต่อสู้กับมือกับ Coronavirus Nike เป็นแบรนด์ล่าสุดที่ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ โดยเปิดตัวพร้อมดีไซน์ Face Shields ที่ออกแบบโดยร่วมพัฒนาภายใต้คำแนะนำของ Oregon Health & Science University (OHSU) เพื่อให้ได้ design และ function ที่เป็นประโยชน์กับผู้กล้าแถวหน้าที่ใช้งานจริง ผลิตจากวัสดุที่ใช้ผลิตรองเท้าและเสื้อผ้าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสายรัดปรับขนาดที่ดัดแปลงมาจากวัสดุผลิตเชือกรองเท้า และตัวล็อคปรับระดับที่เอามาจากไลน์เสื้อผ้า แต่ที่น่าสนใจกว่าคือการนำวัตถุดิบ TPU สำหรับทำพื้น Air ของรองเท้า Nike มาผลิตเป็นแผ่นกันลมและกระจกใสด้านนอกเพื่อป้องกันสารคัดหลั่งจากคนป่วย ออกแบบเป็น Polyurethane film Shields แยกชิ้น 3 ชั้น เพื่อการป้องกันเฉพาะส่วนที่รัดกุมกว่า ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้การถ่ายเทอากาศทำได้ดีขึ้น “Full-Face Shields เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากในการทำงานดูแลผู้ป่วย
เมื่อโลกถูก disrupted โดย Coronavirus ส่งผลให้พวกเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมเรื่องงาน การสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือการพูดคุยหวานซึ้งกับคู่รัก ซึ่งแต่ละการใช้งานย่อมมีดีกรีของความลับ ความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าพื้นที่การสนทนาที่ควรจะเป็นส่วนตัวผ่านโปรแกรม Zoom กลับถูกพบว่ามีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย จน Hacker ทั่วโลกเจาะระบบเข้าไปก่อกวนการ Video call ของพวกเราได้อย่างง่ายดาย น่าจะเป็นปัญหาที่พวกเราต้องรู้เอาไว้ก่อนใช้งานครั้งต่อไป แม้ในบ้านเราอาจจะยังไม่รู้จักกับคำว่า Zoom Bombing แต่ในอเมริกา มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับจำนวนคดีที่ถูกแจ้งเข้ามาเนื่องจาก Hacker เจาะระบบ Zoom เข้าไปก่อกวนในห้อง Video call พุ่งสูงขึ้นเป็นเทรนด์เดียวกับจำนวนผู้ใช้งาน Zoom ที่พุ่งสูงขึ้นเช่นเดียวกัน จินตนาการว่าคุณกำลังประชุมสำคัญกับผู้บริหารและลูกค้าระดับสูง ทันใดนั้นกลับมีคนแปลกหน้าส่งรูปโป๊ หรือตะโกนด่าทอด้วยคำหยาบคาย ทำให้การประชุมต้องล้มเลิกไป หรืออีกกรณีที่นักศึกษากำลัง present งานกับอาจารย์และเพื่อนในห้องผ่าน Zoom แต่กลับโดนก่อกวนด้วยคนแปลกหน้าที่ด่าเหยียดชาติกำเนิดจนการประชุมต้องล้มเลิกไป อาจจะทำไปเพื่อความสะใจ และยังอาจจะโดน Hack ข้อมูลลับ Password หรือโดนควบคุมเครื่องระยะไกล ทั้งหมดนี้คือ Cyberattack รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Zoom Bombing” นั่นเอง
ตอนนี้วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ว่าเข้มแข็งและไม่มีทางล้มง่าย ๆ เกิดเหตุระส่ำระสายไม่แพ้ธุรกิจประเภทอื่น ๆ กองถ่ายภาพยนตร์หลายเรื่องต้องเลื่อนการทำงานออกไปอย่างไม่มีกำหนด ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำเสร็จแล้วเหลือเพียงแค่รอวันเข้าฉายในโรงก็ต้องถูกเลื่อนออกไป ในเวลาย่ำแย่สื่อบันเทิงก็ไม่สามารถทำหน้าที่ผ่อนคลายความรู้สึกให้กับผู้คนได้เหมือนเดิม ความเศร้าจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่บานปลายทำให้ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ออกมาเขียนจดหมายถึงคนรักการชมภาพยนตร์ทั่วโลก คนที่เป็นคอหนังภาพยนตร์ต่างประเทศคงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของโนแลน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแฟนหนัง หลายคนก็คงต้องเคยได้ดูผลงานการกำกับของเขาบ้าง เพราะโนแลนเป็นผู้กำกับหนังเรื่องดังทั้ง Batman Begins (2005) Inception (2010) Betman: The Dark Knight (2008) Interstellar (2014) และ Dunkirk (2017) ที่ใคร ๆ ต่างลงความเห็นว่าผลงานของเขานั้นยอดเยี่ยมในระดับปรมาจารย์ โรงภาพยนตร์คือสถานที่แรก ๆ ที่รัฐบาลหลายประเทศสั่งให้ปิดทำการ หลายคนได้รับผลกระทบกันเป็นโดมิโน ด้วยเหตุนี้เองเลยทำให้โนแลนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หลงใหลการชมภาพยนตร์แบบดั้งเดิม (ดูในโรงภาพยนตร์) ออกมาแสดงความคิดเห็นลงในคอลัมน์ของ The Washington post ว่าอยากให้คนที่หลงรักการดูหนังแวะเวียนไปโรงภาพยนตร์อีกครั้งหลังจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสจบลง ใจความสำคัญของบทความที่โนแลนเขียนชวนให้คิดถึงบรรยากาศการดูหนังในโรงหนัง เขาเห็นความสำคัญของธุรกิจภาพยนตร์และรู้ถึงผลกระทบรุนแรงที่ธุรกิจได้รับ คนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงหนังสักเรื่องก็มักนึกถึงนักแสดง ผู้กำกับ แต่ยังมีผู้คนในโลกธุรกิจภาพยนตร์อีกมากที่ถูกลืมทั้งคนโรงภาพยนตร์ ขายตั๋ว คนทำโฆษณา
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกรวมถึงถึงธุรกิจจำนวนมาก หลายอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงักเพราะความต้องการเป็นของสินค้าในตลาดลดน้อยลงหรือไม่มีความจำเป็นเลย ในเวลาเดียวกัน ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนไป(เฉพาะกิจ) สู่ชีวิตที่ต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นก็ทำให้มีหลายธุรกิจถือว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงของการกอบโกย โดยเฉพาะในดินแดนที่กัญชาเสรีในบางรัฐอย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาที่ธุรกิจเกี่ยวกับกัญญาทั้งดอกสด ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงอาหารแปรรูปล้วนกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่มียอดขายเพิ่มเป็นเท่าตัว สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากที่สุดในโลกด้วยยอดผู้ป่วยสะสมประมาณ 215,000 คน และเสียชีวิตแล้วกว่า 5,000 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน 2563) อย่างไรก็ตามระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดในแต่ละรัฐมีความหนัก-เบาแตกต่างกันไป ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงจะเป็นนิวยอร์กที่มีเคสผู้ป่วยมากกว่า 70,000 คน อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้หลายรัฐเริ่มประกาศให้ผู้คนกักตัวอยู่บ้าน หลายคนวางแผนสำหรับการกักตัวทั้งระยะสั้นและระยะยาวด้วยการกักตุนอาหาร เครื่องดื่มและของใช้ที่จำเป็น แต่สำหรับสายเขียวทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องกักตุนไว้ให้เต็มโหลในยามฉุกเฉินแบบนี้คือกัญชา การแพร่ระบาดของโควิด- 19 ส่งผลให้ยอดขายกัญชาใน 11 รัฐที่กัญชาเสรีพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระหว่างวันที่ 16-22 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศมีมูลค่าการขายกัญชารวมกันเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว สาเหตุเป็นเพราะบรรดาคนที่ชอบพืชจากพระเจ้าชนิดนี้ กังวลว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงจนพวกเขาไม่สามารถออกไปกักตุนของได้ เรียกว่ากันเหนียวเอาไว้ก่อน อย่างไรก็ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการกักตุนไม่ได้เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้พืชชนิดนี้ได้รับความนิยม วลาดีเมียร์ บัวร์ตสตา ซีอีโอของ HappyMunkey บริษัทไลฟ์สไตล์กัญชาแบบครบวงจรผู้ชอบสนทนาแลกเปลี่ยนกับลูกค้าเล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งซื้อสินค้ามากกว่าปกติเป็นเพราะว่า
พลังใจเป็นเรื่องแปลกประหลาด บางคราวในสภาวะมืดหม่นไร้แสงบางคนก็มีพลังใจเต็มเปี่ยมมากพอจะส่งต่อให้คนอื่นได้ ในขณะที่พลังใจของบางคนอาจพร้อมดับมอดสูญสลายเมื่อใดก็ได้ ทั้งโดยมีสาเหตุและไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ COVID-19 ทำให้พลังใจของใครหลายคนสั่นคลอน การปลุกปลอบกันและกันในห้วงเวลามืดหม่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ UNLOCKMEN ขอเลือกโควตคำพูดจากเหล่าผู้นำระดับโลกที่เคยกล่าวไว้เมื่อพวกเขาเผชิญภาวะสงคราม เพื่อส่งต่อพลังใจให้ทุกคนในวันที่อะไร ๆ ก็ไม่ง่ายเลย “ความกล้าหาญไม่ใช่การไม่กลัว แต่คือการก้าวไปข้างหน้าพร้อมเผชิญหน้ากับความกลัว” – Abraham Lincoln ในสภาวะที่ไม่มีอะไรแน่นอน มองไปทางไหนก็ไม่อาจหาความมั่นคงอะไรมาการันตีได้ ในฐานะผู้นำองค์กร หรือในฐานะมนุษย์คนหนึ่งคงพูดไม่ได้ว่าเรา “ไม่กลัว” แต่อย่างที่ Abraham Lincoln กล่าวไว้ในสถานการณ์อันยากลำบากยิ่งความกล้าหาญไม่ได้แปลว่าหัวใจของเราต้องปราศจากความกลัว แต่ไม่ว่าในความมืดหม่นหรือยากลำบากเพียงไหน เราต้องยอมรับว่าเรากลัว และหาทางเผชิญหน้ากับมันอย่างถูกวิธี UNLOCKMEN เชื่อว่าในสถานการณ์ COVID-19 นี้ เราล้วนมีความกลัวเกาะกุมตัวเราในหลากหลายรูปแบบ บางคนกลัวตกงาน บางคนกลัวไม่มีเงิน บางคนกลัวไม่มีกิน บางคนกลัวไม่ได้มีชีวิตสุขสบาย แต่ไม่ว่าความกลัวแบบไหน เราต้องไม่วิ่งหนีมัน สบตากับมันอย่างลึกซึ้ง แล้วถามว่าทำไมเราถึงกลัว? แล้วทำอย่างไรต่อไปได้บ้างถึงจะขจัดความกลัวนี้ไปได้? “กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของเรา ไม่ใช่ความแข็งแกร่งหรือสติปัญญา แต่คือการพยายามอย่างต่อเนื่อง” – Winston Churchil ความแข็งแกร่งสำคัญ พอ ๆ กับที่สติปัญญาก็มีความหมายสูงล้ำในห้วงเวลาที่วิกฤตเข้าคุกคามชีวิต แต่จะแข็งแกร่งหรือมีสติปัญญาหลักแหลมแค่ไหนก็คงหมดความหมาย
“แม้รักกันมากแค่ไหนแต่คู่รักส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตัวติดกันตลอด 24 ชั่วโมง” วลีข้างต้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคู่รักและครอบครัวคนทั่วโลก เพราะแต่ละคนต่างก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง บางบ้านสามีออกไปทำงานส่วนภรรยาอยู่บ้าน หรือคู่รักบางคู่ก็มีงานทำด้วยกันทั้งคู่ ครอบครัวที่มีลูกแล้วก็ต้องแบ่งเวลากันดูลูกและแบ่งเวลาให้กับชีวิตส่วนตัว ไม่ต้องพูดถึงครอบครัวใหญ่ที่มีกันหลายคนทั้งปู่ ย่า พ่อ แม่ ลูก หลาน เราเชื่อว่าคงไม่มีใครอยู่กับคนอื่นตลอด 24 ชั่วโมงแน่นอน ตอนนี้ไวรัสโควิด-19 ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องอยู่ติดบ้าน หลายประเทศสั่งห้ามประชาชนออกจากไปไหนถ้าไม่จำเป็น สำนักงานจำนวนมากสั่งให้พนักงานทำงานที่บ้าน ทำให้สมาชิกในครอบครัว คู่รักหลายคู่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่แทนที่จะมีแต่ความโรแมนติก อยู่ด้วยกัน เห็นหน้ากันตลอด กลายเป็นว่าความรุนแรงในครอบครัวกลับพุ่งสูงขึ้นจนน่าใจหาย ประเทศฝรั่งเศสเริ่มปิดประเทศเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2020 โดยตั้งเป้าว่าจนถึงวันที่ 25 เมษายน จะมีประชาชนออกจากบ้านน้อยลงเว้นแต่ออกไปซื้ออาหารหรือยารักษาโรค จูงสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นได้วันละครั้ง ออกไปออกกำลังกายวันละครั้งตามคำแนะนำของแพทย์ หลังจากเริ่มมาตรการฉุกเฉินได้สักพักรัฐบาลฝรั่งเศสพบความผิดปกติ หลังจากสั่งให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้าน มีคนจำนวนมากโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าถูกคนในครอบครัวทำร้ายร่างกายเพิ่มขึ้นถึง 36% ซึ่งจำนวนนี้แค่เฉพาะในเมืองปารีสเท่านั้น ส่วนเมืองอื่น ๆ ของฝรั่งเศสก็มีบันทึกเหตุทารุณกรรมเพิ่มขึ้น 32% รวมถึงมีคดีฆาตกรรมในช่วงวิกฤตไวรัสอีกสองคดี นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิและความเท่าเทียมแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีดังกล่าว พวกเขามองว่าการโดนสั่งให้กักตัวจะทำให้เหยื่อความรุนแรงขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ยากขึ้น เหยื่อต้องยกหูโทรศัพท์แจ้งความอย่างเดียวโดยไม่สามารถหลอกว่าจะออกไปทำธุระข้างนอกเพื่อขอความช่วยเหลือ หากการกักตัวอยู่แต่บ้านยังคงดำเนินต่อไปเป็นเดือน ๆ จะต้องมีคนโดยทำร้ายร่างกายเพิ่มขึ้นแน่นอน Marlene Schiappa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเสมอภาคทางเพศ


