หลายคนสูญเสียหลายอย่างไปกับโรคระบาดที่เราไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ความมั่นคง เงิน งาน สุขภาพจิต แต่นอกจากความปกติในชีวิตที่เราต้องเสียไปแล้ว COVID-19 ยังเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งวิธีคิดเรื่องการรักษาความสะอาดเพื่อสุขอนามัย วิธีคิดเรื่องการกินอาหาร วิธีคิดเรื่องการพักผ่อน ฯลฯ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ส่งผลไปถึงเทคโนโลยี ธุรกิจอีกหลายรูปแบบที่จะต้องปรับตัว แต่น่าเสียดายที่บางอย่างต่อให้ปรับตัวก็ไม่สามารถรอดไปได้ หลัง COVID-19 จึงไม่ได้มีแค่เทคโนโลยีและธุรกิจใหม่ ๆ ที่ผุดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนไปในช่วงนี้ แต่เทคโนโลยีหรือธุรกิจบางแบบต้องหายไปตลอดกาลเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน Touch Screens ในที่สาธารณะ ครั้งหนึ่งการไปเดินห้างสรรพสินค้า หรือต้องการข้อมูลจากจุดไหนเป็นพิเศษแล้วมีหน้าจอ Touch Screens วางหารอให้เราพุ่งตรงเข้าไปใช้บริการ มันช่างเป็นตัวแทนของความทันสมัย ใช้งานง่าย สะดวก ตอบโจทย์ผู้บริโภค และเป็นภาพลักษณ์เชิงบวกกับธุรกิจหรือองค์กรนั้น ๆ จนไม่ว่ามองไปทางไหน Touch Screens ก็มีให้เห็นละลานตา แต่เมื่อ COVID-19 มาถึง Touch Screens ที่เคยเป็นตัวแทนความสะดวก กลายเป็นพื้นที่รวบรวมนิ้วใครต่อนิ้วใคร และอาจรวมถึงเชื้อโรคไม่พึงประสงค์นานาชนิด ดังนั้นธุรกิจจะต้องพิจารณาเรื่องนี้ใหม่ Touch Screens ทำให้ลูกค้าจำนวนมากมองว่านี่คือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไม่ว่าพวกจะพยายามทำความสะอาดบ่อยแค่ไหน บรรดาตู้ ATM จอในรถเช่า
“ถ้าเราเหนื่อยล้าจงเดินเข้าป่า” เนื้อเพลงท่อนฮิตที่ฮิตติดลมบนอยู่หลายเดือนท่อนนี้คงยังติดหูใครหลายคนมาจนถึงตอนนี้ ที่เศร้ากว่าตอนนั้นก็คือ ไม่ว่าเราจะเหนื่อยล้าแค่ไหน ตอนนี้อย่าว่าแต่เดินเข้าป่า เข้าเขา เข้าทะเลที่ไหน เข้าร้าสะดวกซื้อใกล้บ้านก็ยังมีเวลาจำกัด (เพื่อความปลอดภัย) จึงไม่แปลกที่มนุษย์สายเที่ยว หรือแม้แต่สายไม่เที่ยวจะนั่งหน้าเหี่ยวหมดอาลัยตายอยากกันไปหมด แต่ทุกปัญหาต้องมีทางออกสินะ? ทำไมเหนื่อยล้าต้องเดินเข้าป่า? ธรรมชาติเยียวยาเราจริงไหม บางทีก็สงสัยใครรู้ว่าเหนื่อยล้าแล้วเดินเข้าป่าแล้วจะหายอย่างที่เพลงร้องเอาไว้จริงไหม? แต่หลาย ๆ ครั้งเวลาได้ไปเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติทีไร หัวใจก็พองโตทุกที ก็ไม่รู้ว่าพองเพราะธรรมชาติ เพราะอากาศดี หรือเพราะได้หยุดงานไปเริงร่ากันแน่? แต่เมื่ออยู่บ้านนาน ๆ (ออฟฟิศก็ไม่ต้องไป รถติดก็ไม่ต้องฝ่า) เรากลับพบว่าผนังห้อง เตียงนุ่ม หรือการดูซีรีส์ทั้งวันมันไม่อาจเยียวยาเราได้ขนาดนั้น ธรรมชาติจึงอาจช่วยเยียวยาเราได้จริง นักวิจัยจาก Stanford ทำการทดลองที่แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งให้เดินผ่านพื้นที่ในเมือง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งให้เดินผ่านพื้นที่ที่มีธรรมชาติ ผลออกมาว่าคนที่เดินผ่านพื้นที่สีเขียว สมองส่วนที่เชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลทำงานลดลง ยิ่งไปกว่านั้นการออกกำลังกายในพื้นที่ธรรมชาติยังเกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มขึ้นของการยอมรับนับถือตนเองและมีอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยให้บึ่งรถไปเขาใหญ่หรือขึ้นเครื่องบินไปดอยอินทนนท์ นักวิจัยจะว่ายังไงเรื่องนี้? งานวิจัยที่ชื่อ Principles of Neural Science หาคำตอบรอไว้ให้แล้ว โดยสรุปนั้นแม้เราจะไม่ได้ไปเดินป่าจริง ๆ ไม่ได้ไปดื่มด่ำธรรมชาติของแท้ แต่การได้ดูภาพของต้นไม้หรือป่าอันอุดมสมบูรณ์ผ่านหน้าจอก็ช่วยส่งเสริมระบบประสาทส่วนกลางที่ส่งผลทำให้เกิดความสงบได้ ดังนั้นแม้เราจะพากายหยาบออกไปท่องโลกกว้างไม่ได้ แต่มั่นใจได้เลยว่าด้วยตาสองดวง และหนึ่งสมองที่เต็มไปด้วยจินตนาการของเรา
การออกแบบที่ดี ต้องมีทั้งความคิดสร้างสรรค์และสามารถใช้งานเพื่อยกระดับชีวิตให้ดีขึ้น นี่คือไอเดียที่ Eisuke Tachikawa ดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้ก่อตั้ง ‘Nosigner’ platform ที่มี Vision ชัดเจนในการออกแบบเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ในสถานการณ์ที่หลายประเทศขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันตัวเองจากไวรัส SARS-CoV-2 อย่างหนัก เนื่องจากหน้ากากทางการแพทย์ต้องส่งไปให้บุคลากรแถวหน้าเช่น หมอ พยาบาล ในการรักษาผู้ป่วย Coronavirus ประชาชนปกติอย่างพวกเราที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า สามารถเลือกใช้หน้ากากผ้าหรือ Face Shields ที่มีความปลอดภัยรองลงมาได้ จึงเป็นหน้าที่ของ Designer หลายคนต่างระดมสมองเพื่อหาสารพัดวิธีในการออกแบบหน้ากากต่าง ๆ ออกมา ไอเดียล่าสุดที่เราหยิบมานำเสนอของ Eisuke Tachikawa นับเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีสำหรับทั้งพวกเราและเจ้าหน้าที่ที่ต้องการ Face Shields แบบเร่งด่วนและทำได้ง่าย โดยการแจก template ให้เอาไป DIY กันอย่างง่ายดาย เพียงแค่ใช้แฟ้มเอกสารและกรรไกร ตัดตามรอยเส้นที่ระบุเอาไว้ก็เรียบร้อยภายใน 1 นาที เข้าไป download template แบบ high-resolution ได้ที่ NOSIGNER GG
ถ้ายังวิ่งแบบเดิม ๆ อยู่ เราจะเป็นได้แค่กระต่ายที่รอวันเต่าวิ่งแซง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้การไล่ตามเทคโนโลยีให้ทัน ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาหรือสายงานอะไรก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นด้วยกันทั้งนั้น อธิบายง่าย ๆ ว่า “เทคโนโลยี” เข้ามาเป็นอีกสกิลที่ทำให้ทำงานได้ดี มีโอกาสมากกว่าคนอื่นและเป็นโอกาสที่สร้างได้จากทั่วทุกมุมโลกไม่ต่างจากสกิลด้านภาษาที่เราทุกคนให้คุณค่ากับมัน Bernard Mar นักกลยุทธ์ธุรกิจและนักเขียน Best Seller ผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ Big Data ได้สรุปเทรนด์ของเทคโนโลยี 25 ตัวที่น่าจับตามองภายในปี 2020 นี้ไว้ หลายสกิลเราได้ยินชื่อของมันมานานหลายปี ลองมาสำรวจว่าคุณรู้จักอะไรกันบ้างและจะใช้สกิลเหล่านั้นประยุกต์กับสิ่งที่ทำอยู่ได้อย่างไร Wearables and augmented humans อุปกรณ์สวมใส่เพื่อเติมเต็มชีวิตมนุษย์ แม้จะไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะสวมเทคโนโลยีบางอย่างติดตัวแล้วเชื่อใจมันจนไม่ต้องไปหาเทรนเนอร์หรือหมอ หันมาเฝ้าติดตามสุขภาพร่างกายเราแต่ละวันผ่านอุปกรณ์เล็ก ๆ นี้แทน ทั้งจำนวนก้าวเดิน ชีพจรของตัวเอง รวมทั้งไว้ใจให้มันทำหน้าที่บังคับเรากลาย ๆ เพื่อสร้างสุขภาพดี ๆ แต่สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นแล้วและน่าจะติดเทรนด์ไปยาว ๆ ในปีนี้ ถ้ามองตัวเลขจากยอดของ Smart Watch ที่จำหน่ายในตลาด ไม่ว่าจะเป็นค่าย Apple หรือ Samsung คงทำให้เห็นว่าผู้คนกำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีชิ้นนี้ขนาดไหน
ถ้าให้เลือกได้ เราก็คงเลือกไม่ให้วิกฤต COVID-19 เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เลย แต่เมื่อเราเลือกไม่ได้และยังพอมีเวลาเหลือให้เลือกทำอะไรอยู่บ้าง “การเรียนภาษา” ยังถือเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเป็นอย่างไร การสื่อสารได้มากกว่า 1 ภาษาก็มักจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าอยู่หนึ่งก้าวได้เสมอ คนเหงา คนเศร้า คนเครียด หรือคนที่กลัวว่าวันข้างหน้าการงานที่ทำอยู่จะมั่นคงไหม อย่าปล่อยเวลาให้หมดไปกับความรู้สึกเหล่านั้น รวบรวมพลังมาเรียนภาษาไปด้วยกัน เพราะคอร์สเรียนภาษาเหล่านี้ไม่เพียงแค่ออนไลน์เรียนจากที่ไหนก็ได้ในโลก แต่ยังฟรี แถมได้เรียนจากมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นนำอีกด้วย ภาษาอังกฤษ กับมหาวิทยาลัยมหิดล แม้ภาษาอังกฤษออนไลน์ที่ฟรีนั้นจะหาเรียนไม่ได้ยากมากนัก แต่การเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่ฟรีกับมหาวิทยาลัยเบอร์ต้น ๆ ของประเทศคงไม่ได้มีมาให้กันบ่อย ๆ เราจึงไม่อยากให้ใครพลาดโอกาสดี ๆ ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดคอร์ส “Listening and Speaking for Communication” ที่จะมาสอนเรื่องการสื่อสารทั้งฟังและพูกภาษาอังกฤษแบบเน้น ๆ เหมาะกับใครที่กล้า ๆ กลัว ๆ อยู่นาน อยากพูดได้ ฟังได้ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เห็นแกรมมาร์แล้วก็สยองขวัญ คอร์สนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เน้นการสนทนา ไปจนถึงการดูบริบทรอบ ๆ การตีความ
ถ้าพูดถึงปืนที่หนุ่ม ๆ อย่างเราคุ้นตามากที่สุด Walther PPK และ PKK/s คงเป็นหนึ่งในปืนพกที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะแฟนของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เพราะนี่คืออาวุธประจำตัวของสายลับ 007 ซึ่งปัจจุบันกลับมาวางขายอีกครั้งแล้ว Walther PPK และ PKK/s เป็นปืนที่ผู้เขียนนวนิยายเจมส์ บอนด์ อย่างเอียน เฟลมมิง ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านปืนชื่อว่า Geoffrey Boothroyd ก่อนจะเขียนเรื่องราวให้เป็นอาวุธประจำตัวของสายลับ 007 มาตั้งแต่ภาค Dr. No ในปี 1962 และยังคงใช้มาจนถึงภาค Skyfall ซึ่งใช้งานในฉากสำคัญ และด้วยความที่มันเป็นปืนพกซึ่งเข้ากันได้ดีกับสไตล์และบุคลิกสุดเท่ของ 007 ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในปืนพกรุ่นคลาสสิกที่เหล่าแฟน ๆ เจมส์ บอนด์ ทั้งหลายอยากสะสมหรือมีไว้ในครอบครองมาโดยตลอด Walther PP คือปืนพกขนาด 7.65 x 17 มิลลิเมตร ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1929 ออกแบบโดย Carl Walther Waffenfabric ในยุคแรกเริ่มตั้งใจออกแบบเพื่อใช้เป็นอาวุธประจำตัวสำหรับตำรวจและทหารของประเทศโซนทวีปยุโรป
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจาก Coronavirus จบลง คือการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต มนุษย์จะเกิดการเรียนรู้และมีการเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างไปอย่างถาวร หรือที่เรียกว่า New Normal นั่นเอง เช่นเดียวกับการออกแบบที่อยู่อาศัย ในอนาคตเราอาจจะต้องการบ้านที่ตั้งอยู่เป็นอิสระจากผู้คน เพื่อรองรับการทำ Social Distancing ที่อาจจะเกิดขึ้นบ่อยจากสารพัดไวรัสในอนาคต และคงไม่มีบ้านหลังไหนจะเหมาะกับการกักตัวอยู่อาศัยได้เท่า Lilypad Floating Villa หลังนี้ Lilypad คือ Private Floating Villa ทั้งที่อยู่อาศัยและเป็นแพลอยน้ำตั้งอยู่ใกล้ Australia’s Palm Beach ออกแบบโดย Chuck Anderson, Australian architect, Villa กลางน้ำขนาด 1 ชั้นครึ่ง ออกแบบอย่าง Minimal ด้วยวัสดุไม้น้ำหนักเบา ในโทนสีอ่อน กำแพงสีขาวที่ต่อเนื่องไปจนถึงเพดานช่วยทำให้ห้องดูใหญ่ขึ้น เพิ่มความเท่ด้วยการตัดลายเส้นบนขอบประตูกระจกและพื้นไม้สีดำ ไล่โทนให้อ่อนลงด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีน้ำตาล ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้ทุกครั้งที่ได้อยู่อาศัย ภายนอกล้อมรอบด้วยระเบียงสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น paddle boarding หรือจะนั่งตกปลา ชมวิวทะเล ทานอาหารเคล้าวิวธรรมชาติล้อมรอบของ New
หากพูดถึง ‘คาตานะ’ บางคนอาจยังไม่รู้จักและไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่ถ้าเอ่ยถึงดาบของซามูไรคนส่วนใหญ่มักรู้ถึงความแข็งแกร่ง ความคม กับจิตวิญญาณของนักรบผู้ถือดาบที่เชื่อมกับคาตานะในมือ ซึ่งชาวญี่ปุ่นต่างยกย่องว่าดาบคาตานะเป็นอาวุธร้ายกาจที่สร้างสรรค์จากเหล็กกล้าเนื้อดีและคมกริบจนน่าตกใจ เวลานี้มีดาบญี่ปุ่น 5 เล่ม ถูกเรียกว่า “ห้าดาบใต้หล้า” หรือ “ห้าดาบสวรรค์” (Tenka-Goken) ทั้งหมดล้วนเป็นดาบที่แข็งแกร่ง สวยงาม ผ่านกาลเวลามาอย่างโชกโชนแต่ยังคงความสมบูรณ์แบบ พร้อมถ่ายทอดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของนักรบญี่ปุ่น โดยดาบนามว่า มิคาสึกิ มุเนะจิกะ (Mikazuki Munechika) หนึ่งใน 5 ดาบชั้นยอด ถูกเก็บไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว แถมยังสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้มาเยือน เพราะเวลาผ่านมากว่าพันปีแต่ดาบยังคงเงางามเหมือนเพิ่งตีเสร็จใหม่ ๆ การตีดาบคาตานะถูกทำต่อเนื่องมากว่าพันปี ช่างตีดาบชาวญี่ปุ่นสามารถตีดาบด้านคมตัดได้แม้กระดาษหรือเส้นผมหนึ่งเส้นทั้งที่ยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยหรือเครื่องจักรคุณภาพสูง จึงทำให้คาตานะกลายเป็นผลงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวญี่ปุ่น ยุคแรกเริ่มที่ญี่ปุ่นเริ่มตีดาบอย่างจริงจัง ว่ากันว่ามีช่างตีดาบคนหนึ่งจากยุคโบราณ (นักประวัติศาสตร์คาดเดาว่าเขาน่าจะอยู่ในยุคนารา (ค.ศ. 710194) หรือยุคเฮอัง (ค.ศ. 794-1185)) นามว่า “อามากุนิ” (Amakuni) รู้สึกหงุดหงิดเมื่อรู้ข่าวว่าลูกค้านำผลงานของเขาไปใช้แล้วดาบหักออกเป็นสองท่อน จึงเริ่มต้นค้นคว้าหาว่าพอจะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้ดาบแข็งแกร่งขึ้น ในที่สุดเขารู้เคล็ดลับการตีดาบว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกเนื้อเหล็กราคาแพงสุดหรือใช้วัตถุดิบหายากจากต่างแดน แต่เป็นเรื่องของการควบคุมความเย็น ปริมาณคาร์บอนที่เหมาะสมเพราะถ้ามีคาร์บอนมากเกินไปดาบจะเปราะแต่หากคาร์บอนน้อยเกินไปดาบจะอ่อน ตีดาบซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้เนื้อเหล็กทับซ้อนเข้าด้วยกัน และแยกสารปะปนในเหล็กออกมาทำให้ดาบไม่หักง่ายอีกต่อไป แม้วิธีของอามากุนิจะแก้ปัญหาดาบหักเป็นสองท่อนแต่ถือว่ายังไม่ดีพอ เหล่านักรบต้องการมากกว่าดาบที่ไม่หัก พวกเขาต้องการดาบที่สามารถบั่นคอคนกระเด็นด้วยการฟันแค่ครั้งเดียว
ตอนนี้มีกระแสหนึ่งในทวิตเตอร์ที่กลายเป็นสงครามวัด EQ ระดับประเทศที่ใคร ๆ ต่างก็พูดถึงในโลกโซเชียลอย่าง #nnevvy ที่ทุกสื่อกำลังพูดถึง หรือบางคนอาจจะได้ร่วมแจมกับการติด Hashtag ไปแบบงง ๆ โดยไม่ทันรู้ต้นสายปลายเหตุ UNLOCKMEN จึงขอสรุปที่มาที่ไปให้เข้าใจง่าย ๆ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ มาจากกระแสความดังของซีรีส์วายไทยที่ชื่อว่า เพราะเราคู่กัน (2gether The Series) ฉายทางช่อง GMM ทุกวันศุกร์ตอนนี้เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่ 8 แล้ว โดยเล่าเรื่องราวความรักของคู่ชาย–ชายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเริ่มต้นจากการแกล้งเป็นแฟนกันของ 2 ตัวละครเอก ได้แก่ ไทน์ (รับบทโดย เมธวิน) และสารวัตร (รับบทโดยไบรท์ วชิรวิชญ์) จนพัฒนาเป็นความรัก จากเคมีที่เข้ากัน ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดังในชั่วข้ามคืน และกระแสแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนนอกจากในประเทศไทยแถบเอเชียก็ถือว่ากวาดแฟนคลับชาติอื่น ๆ ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีไปได้เยอะพอสมควร และอะไรก็ตามที่มาจากซีรีส์เรื่องนี้มักจะติดเทรนด์ twiter เสมอ แถมหลายครั้งยังโผล่เป็นเทรนด์ทวิตโลกด้วย CHECK POINT 1 :
มาเฟีย คือชื่อเรียกของกลุ่มคนและสมาชิกแก๊งอาชญากรรมที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศอิตาลีในช่วงศตวรรษที่ 18 ระยะเวลาที่อยู่คู่กับผู้คนมาเป็นเวลานานจึงไม่แปลกที่องค์กรเหล่านี้จะมีอิทธิพลและความผูกพันฝั่งแน่นกับคนในพื้นที่ปกครอง ไม่ต่างจากยากูซ่าในญี่ปุ่น หรือพ่อค้ายาในเม็กซิโกหรือโคลอมเบีย รายได้ของกลุ่มคนเหล่านี้มักมาจากการหากินแบบผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แอบแฝงไว้ในธุรกิจต่าง ๆ ทั้งยาเสพติด ค้าประเวณี ลักพาตัว และปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทางการอิตาลีพยายามหาทางปราบปรามมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ใครจะคิดว่าในช่วงเวลาที่ผู้คนในประเทศส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่รุนแรงและกินระยะเวลายาวนานขึ้นเรื่อย ๆ จะเป็นช่วงเวลาที่เห็นแก๊งมาเฟียจยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่กำลังมีปัญหา! และชื่อของพวกเขาคือคามอร์รา อย่างที่หลายฝ่ายรับรู้ว่าอิตาลีกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันพวกเขามียอดจำนวนผู้ติดเชื้อที่ 156,300 คน เสียชีวิตแล้ว 19,800 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2563) แต่ก่อนหน้านี้การระบาดในประเทศลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลต้องประกาศเคอร์ฟิวให้ประชาชนกักตัวอยู่ในบ้าน ซึ่งเวลาก็ผ่านมาจะครบ 1 เดือนแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ทำให้ให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนอาหารและอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจของประเทศอิตาลีก็ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ ซึ่งอาจต้องกู้เงินเพิ่มหรือรอรับเงินระดมทุนช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป ทั้งหมดส่งผลให้การแก้ปัญหาของภาครัฐในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงกลุ่มคนยากจนเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง การขาดแคลนอาหารและรายได้ในหลายพื้นเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นในแคว้นซิซิลี ประชาชนหาเช้ากินค่ำเริ่มกดดันขออาหารจากเจ้าของร้านซูเปอร์มาเก็ตเพราะไม่มีเงินจ่าย บางแห่งถูกขโมยจนตำรวจต้องเข้ามาควบคุมเหตุการณ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายร้านที่เต็มใจแจกจ่ายอาหารฟรี ๆ เพื่อช่วยเหลือคนในชุมชน แต่อาหารก็ยังคงไปไม่ถึงผู้คนอีกจำนวนมาก เมื่อคนที่มีอำนาจบริหารประเทศอยู่ในมือทำงานไม่ทันท่วงที


