Ferrari 12Cilindri ชื่อรุ่นใหม่มาจากภาษา Italian แปลว่า “12 cylinders” เป็นการตอกย้ำถึงเครื่องยนต์ 6.5 ลิตร NA V12 ที่ถูกเลือกมาอัพเกรดวางใต้ฝากระโปรงหน้าของ Super Grand Tourer โมเดลล่าสุดที่มาแทน 812 Superfast ให้พละกำลังแรงสะใจถึง 819 แรงม้า แรงบิด 678 นิวตันเมตร รอบจัดลากได้ถึง 9,500 rpm เครื่องยนต์ 6.5 ลิตร NA V12 ซึ่งเป็น flagship engine ของ Ferrari ผ่านการเปลี่ยนไส้ในด้วยวัสดุ titanium และ aliminum alloy เคลือบด้วยสาร Diamond-Like-Carbon coating ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ลดน้ำหนักพร้อมเสริมความทนทานในระดับเดียวกับรถแข่ง Formula 1 นอกจากนี้ยังมีการเขียน software เรียก max torque
จบการแข่งขันกันไปเรียบร้อยสำหรับแคมเปญคนคลั่งบอลประจำฤดูกาล 2024 ของ Chivas The Blend ในสโมสรฟุตบอลที่ใช้ชื่อว่า REGAL F.C. ที่มาในปีที่ 3 และยังคงแน่วแน่ในโกลด์ของตัวเอง ซึ่งต้องการให้วัฒนธรรมฟุตบอลถูกขับเคลื่อนด้วยความหลากหลายให้ได้ ไม่ว่าจะสไตล์ไหน มีความชอบอะไร หากมีใจรักให้กับ Football เราทุกคนก็คือทีม “I RISE, WE RISE!” อย่างไม่มีแบ่งแยก ! เพราะว่าวงการฟุตบอลมีตำนานและความเป็นไปได้รอให้ค้นหาในทุกวัน REGAL F.C จึงขอวิ่งลงสนามตามทันทุกเทรนด์ฟุตบอลโลกโดยมีคำประจำใจใช้เฉลิมฉลองของตัวเองว่า “Modern Football Culture” โดยที่ตั้งแต่เริ่มต้นสโมสรใน Day 1 ก็คิดแคมเปญนี้ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถจากทุกแขนงทั่วโลกที่ต้องการฉีกกฎเดิม ๆ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยเฉพาะกับดนตรี ศิลปะ และแฟชั่น เป็นการขับเคลื่อนชุมชนวัฒนธรรมคนรักฟุตบอลแบบรอบด้านก็ว่าได้ และสำหรับแคมเปญ REGAL F.C 2024 ของไทยประจำปีนี้แมทช์ Football Game สุดดุเดือดจาก 3 Headliner คุ้นหน้าคุ้นตาคุ้นฝีแข้งนำทีมโดย #StreetIcon ‘บ๊อบ–วรากฤช วิวัฒนาเกษม
– นี่คือคำสารภาพของเด็กหนุ่มวัย 30 ที่หลงไหลในเพลงเศร้าผู้อยากขลุกตัวอยู่ในหลุมดำของตัวเองตลอดเวลา – ทุกครั้งที่ฟังเพลงของ AYLA’s มันเหมือนเราพาตัวเองเดินเข้าสู่คลาสบำบัดความรู้สึกเลวร้ายตลอดทั้งวันด้วยสิ่งที่เศร้ายิ่งกว่า ภายในห้วงนั้น มีเตียง 1 ตัวให้ทิ้งทุกอย่างก่อนปล่อยร่างลงนอน เมื่อโน้ตแรกจากเสียงเพลงแว่วเข้ามา การบำบัดก็ได้เริ่มต้นขึ้น เด็กหนุ่มทั้ง 5 ใช้ความเศร้าหมองเป็นยาดี ทำเพลงไวบ์หม่นเศร้าเพื่อที่จะคอยปรบบ่าเราเบา ๆ ให้ก้าวสู่วันใหม่ได้ด้วยแรงของของตัวเองอีกครั้ง อัลบั้ม I’M KEEP GOING RUN AWAY มีความหมายอย่างนั้นกับเรา และตัวเพลงก็ได้ทำให้ซีนจากมังงะ ภาพยนตร์ หรือซีรีส์หลาย ๆ เรื่องที่เคยอยู่ในความทรงจำของเราให้มีความหมายยิ่งกว่าเดิม Next Cover, Same Mood ตอนที่ 10 จึงเป็นการจับหลากซีนที่ทั้งใจสลาย หรือบางครั้งก็ทำให้ทำให้หลั่งน้ำตาแห่งความสุขออกมาโดยไม่รู้ตัวเหล่านั้น เข้ากับทั้ง 12 เพลงในอัลบั้มนี้ ** คอลัมน์นี้มีสปอยล์ซีนสำคัญของมังงะ ภาพยนตร์ และซีรีส์หลายเรื่อง ** Song : เปลี่ยนไปแต่เหมือนเดิม (Changed) Anime : Ocean
โมเดลที่ขายดีที่สุดของ Lamborghini Urus เปิดตัวขุมพลัง Plug-in Hybrid ที่ทั้งแรงและเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่ลดไซส์เครื่องเล็กลง ยังคงเป็นเครื่องขนาด 4.0-liter V8 ทำงานร่วมกับ e-motor ให้กำลังรวมมากถึง 789 hp แรงบิด 701 lb-ft มาตั้งแต่ 1,750 rpm ทำเวลา 0-100 km/h ได้ 3.4 วินาที เร็วกว่า Urus S อยู่ 1 วินาที แต่ยังเป็นรอง Performante อยู่ 1 วินาทีเช่นกัน ความเร็วสูงสุดล็อคไว้ที่ 310 km/h Lamborghini Urus SE ใช้แบตเตอรี่ความจุ 25.7 kWh ซ่อนอยู่ใต้ที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ขับด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 60 km ใน EV Mode ขับความเร็วสูงสุดได้
New Mercedes-Benz Electric G-Class ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ The Geländewagen ที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ แทนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังคงความแกร่งพร้อมลุยเส้นทาง off-road ได้เหมือนเดิม ใช้ชื่อโมเดลว่า G580 with EQ Technology แทนที่ EQG ขุมพลัง quad-moto มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวครั้งแรกของ Mercedes-Benz ประกบสร้างพลังงานให้แต่ละล้อ ให้พละกำลังรวม 579 แรงม้า แรงบิดมากถึง 1,165 นิวตันเมตร แรงบิดมากกว่าตัว AMG G63 ถึง 315 นิวตันเมตร ทำเวลา 0-100 ใน 4.4 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 116.0-kWh เก็บอยู่ในเคสซึ่งรวมอยู่กับเฟรมของรถเสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษด้วยแผ่นปิดใต้รถผลิตจาก carbon-reinforced plastic ปกป้องจากเศษฝุ่นและน้ำ ช่องชาร์จอยู่ด้านหลังมาแทนที่ตำแหน่งล้ออะไหล่ของรุ่นปกติ ขับได้ระยะทางสูงสุด 384 กิโลเมตร ค่อนข้างน้อยไปหน่อยในยุคนี้ การชาร์จ
ประมวลภาพความสุขล้ำฉ่ำใจในวันสงกรานต์ 13 – 15 เมษายน ที่ผ่านมา บอกเลยว่าปีนี้ชุ่มฉ่ำยิ่งกว่า กับ DRINK MORE WATER แคมเปญดี ๆ จาก Pernod Ricard ชวนคนรุ่นใหม่ ทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก มาร่วมจอย Water Festival ประจำชาติแบบไม่ขาดสติ ด้วยคาราวานรถตุ๊กตุ๊กแจกน้ำดื่มเย็นฉ่ำ ให้เติมเต็มความเฟรช ณ พิกัดเล่นน้ำยอดฮิตทั่วกรุงเทพฯ อย่างที่รู้กันดีว่าสงกรานต์ทั้งทีนอกจากการเล่นน้ำให้เต็มที่ คงหนีไม่พ้นความสนุกสนานจากปาร์ตี้สุดเหวี่ยง ที่ทำเอาหลายคนเมามันส์เกินเบอร์ เผลอลืมดูแลตัวเอง จนต้องเจอกับอาการมึนที่ยากจะควบคุม แถมด้วยอากาศร้อน ๆ เดือด ๆ ของเดือนเมษาบ้านเรา ยิ่งทำให้เสี่ยงต่ออาการฮีทสโตรก และอาการร่างกายขาดน้ำได้ง่าย ๆ งานนี้ต้องขอบคุณทาง Pernod Ricard ที่นำแคมเปญรางวัลระดับโลกอย่าง DRINK MORE WATER มาเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ มันส์ให้สุด แต่ไม่หยุดที่ภาพตัด แค่พักดื่มน้ำให้มากขึ้น ร่างกายก็สดชื่นได้มากกว่า เพื่อความสนุกสนานแบบพอดี ๆ
หากพูดถึงการก้าวข้ามผ่านเวลามากว่า 50 ปี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับอายุของคนเรา แต่คงเร็วไปที่จะตัดสินว่าสิ่งที่ผ่านเวลามานานขนาดนี้ จะต้องเป็นสิ่งที่ตกยุคเสมอไป เพราะทุกหน้าปฏิทินที่เปลี่ยนผ่าน ย่อมหมายถึงประสบการณ์ที่สั่งสม ยิ่งผสานด้วยการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ยิ่งลบล้างภาพจำเรื่องความล้าสมัย แต่กลับเด่นชัดในมิติของความคลาสสิกที่อยู่เหนือกาลเวลา เปรียบได้กับ LAUREATO คอลเลกชันนาฬิการะดับไอคอนิกของ GIRARD-PERREGAUX ที่ปรากฎสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1975 เดิมทีมีชื่อเรียกว่า Quartz Chronometer ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ขนาดเล็ก ที่มีดีกรีเป็นกลไกควอตซ์แบบแรกของสวิส โดยงานดีไซน์แรกเริ่มจากฝีมือของสถาปนิกแห่งเมืองมิลาน ที่ตั้งใจออกแบบตัวเรือนให้มีลักษณะของขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมผสานกับตัวเรือนทรงกลม ให้เหลือบเงาที่งดงามเมื่อกระทบกับแสงในมุมต่าง ๆ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น LAUREATO ซึ่งเป็นคำภาษาอิตาเลียน ที่มีความหมายถึงผู้สำเร็จการศึกษา สื่อถึงความสมบูรณ์แบบของนาฬิการุ่นนี้ อีกทั้งขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมยังมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับมงกุฎลอเรล สำหรับประดับให้กับเหล่าผู้สำเร็จการศึกษาของอิตาลีในยุคนั้น จนกระทั่งในปี 1984 นาฬิกา LAUREATO ได้พัฒนาสู่กลไก Mechanical calibres และยังคงได้รับพัฒนาด้านวัสดุ กลไก และงานดีไซน์มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อตอกย้ำความเป็นเลิศของนาฬิกาที่ผสานศาสตร์ของกลไกบอกเวลาที่เที่ยงตรงแม่นยำ และงานดีไซน์ที่วิจิตรงดงามเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ลงตัวกับนาฬิกาที่เหมาะกับผู้คนในทุกยุคทุกสมัย ยืนยันได้จากนาฬิกา GIRARD-PERREGAUX LAUREATO CHRONOGRAPH Ti49 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง 49 ปี
สำหรับคนที่เป็นแฟนคลับของแบรนด์รองเท้าจากเยอรมันอย่าง BIRKENSTOCK อยู่แล้ว ก็คงไม่ต้องอธิบายเยอะว่านี่คือรองเท้าที่ใส่ดีขนาดไหนสำหรับสายเดินตลอดวัน ที่ต้องการความสไตล์ลิ่งเท่ไม่เหมือนใคร ปี 2024 นี้ BIRKENSTOCK กลับมาตอกย้ำความหมาย ‘รองเท้าของคนเมือง’ อีกครั้ง ด้วยรุ่น ZURICH TECH และ SHINJUKU รองเท้าที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในเมืองใหญ่โดยเฉพาะ ความเจ๋งของรองเท้าทั้ง 2 รุ่นไม่เหมือนกับ BIRKENSTOCK รุ่นที่ผ่านมา UNLOCKMEN ได้สัมผัสมาแล้ส BIRKENSTOCK ZURICH TECH ก้าวเดินครั้งใหม่จากรองเท้ารุ่นคลาสสิกปี 1964s ถ้าลองพิมพ์คีย์เวิร์ดใน Google ด้วยชุดคำสองคำนี้ ‘1964s’ และ ‘Shoes History’ คำตอบที่อินเทอร์เน็ตมอบให้ จะมีชื่อของแบรนด์รองเท้าจากเยอรมันนี BIRKENSTOCK ขึ้นมาด้วย เพราะช่วงเวลานั้นเป็นปีเดียวกันกับที่ ZURICH รองเท้าซึ่งถูกเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำคัญของแบรนด์ได้ถือกำเนิดเป็นครั้งแรก BIRKENSTOCK ตั้งชื่อรุ่นรองเท้าของตัวเองด้วยการ Country & City Name จากรอบโลกทุกครั้ง จะ BOSTON / KYOTO
เมื่อพูดถึงการใช้เวลาท่องไปในราตรีของคืนวันศุกร์ ณ สะพานควาย อารีย์ ย่านรวมบาร์ที่เรียกได้ว่ามีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดแห่งหนึ่ง จะบาร์ลับที่รอต้อนรับคนแปลกหน้าไม่ซ้ำแต่ละวันก็ดี หรือจะบาร์สาธารณะที่ผู้คนทั่วทุกย่านต่างต้องมาก็ไม่เลว ในอินเตอร์เน็ตมีไบเบิ้ลออนไลน์ Bar Guide ชี้โลเคชั่นแทบจะทุกจุดในซอกซอยที่มีบาร์ของย่านแห่งนี้เอาไว้หมด แต่แน่นอนว่าบางบาร์ก็หลบตัวจนพ้นจากสปอตไลต์ของนักรีวิวไปจนได้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่พวกคุณคนอ่านไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เรามายืนอยู่ที่ Roaring Room ใน 490/3 ถนนพหลโยธิน บาร์ที่อยู่ไม่ห่างไกลจากสำนักงานใหญ่ของธนาคารออมสินมากนัก ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ในบรรทัดที่คุณเพิ่งจะอ่านผ่านมา คือคอนเซปต์ของบาร์แห่งนี้ และไม่ว่าใครจะรู้สึกอย่างไร มันชวนให้เรานึกถึงบาร์แจ๊สที่ไม่มีอยู่จริงในหนังสือของนักเขียนชาวญี่ปุ่น Haruki Murakami ที่ชื่อ South Of The Border, West Of The Sun อยู่ไม่น้อย ตัวละครหลักชายหนุ่มวัยกลางคนอย่าง Hajime เลือกที่จะเปิดธุรกิจบาร์แจ๊สที่ Niche สุด ๆ แต่เขาก็ทำมันจนสามารถประสบความสำเร็จได้เพราะเชื่อใน ‘เสียงเพลง’ เหนือเหตุผลอื่นใดทั้งหมด เรามองเห็นสิ่งนี้ใน Roaring Room ไม่ต่างกัน ด้วยความความคล้ายคลึงของเสน่ห์บางอย่างจาก Roaring
คุณคิดว่า ‘ความหลงใหล’ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะพาใครสักคนไปได้ไกลแค่ไหน? คำตอบของคำถามนี้อาจมีได้หลากหลาย และคงไม่มีอะไรเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด แต่สำหรับ ‘กอล์ฟ – อัษฎา อบรมทรัพย์’ หรือที่ชาวแลมรู้จักในชื่อ ‘กอล์ฟ 70 CLUB’ เขาได้พบกับคำตอบของปลายทางแห่งความหลงใหล ด้วยความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับสกู๊ตเตอร์ Lambretta ที่เขาหลงรัก และยังเป็นเหมือน “แลม… บันดาลใจ” ต่อยอดสู่อาชีพหล่อเลี้ยงชีวิต กับธุรกิจขายอะไหล่แลมวินเทจ ที่ยังคงสานต่อตำนานความเก๋ากว่า 77 ปี มาให้ได้สัมผัสในยุคปัจจุบัน เรื่องราวจุดเริ่มต้นเส้นทางที่มี Lambretta เคียงข้างจนเป็นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ‘กอล์ฟ 70 CLUB’ ได้เล่าให้ฟังย้อนไปไกลสมัยที่ผู้ชายคนนี้เริ่มทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเองใหม่ ๆ และตัดสินใจหาสกู๊ตเตอร์มาขี่สักคัน เพื่อเป็นการสานต่อความชอบในวัยมหาวิทยาลัยที่เคยมีสกู๊ตเตอร์คู่ใจขี่ไปไหนมาไหนโดยตลอด และการกลับเข้าสู่วงการสองล้อครั้งนี้ทำให้เขาได้รู้จักกับ Lambretta ที่ดีไซน์เท่สะดุดตา จนไม่ลังเลที่จะไปเสาะหามาเป็นของตัวเอง “สมัยนั้นก็หารถในเว็บ Thai Scooter แล้วไปถูกใจ Lambretta Series 2 Li 150 จำได้ว่าไปซื้อแถววังหิน ซื้อเสร็จก็ต้องขี่กลับบ้านแถวแคราย พอได้ขี่เท่านั้นแหละ รู้สึกเลยว่า เฮ้ย!!
“ร้านเขาอ่านว่า ‘สยามมิส’ เมื่อกี้มึงอ่านผิด” ขณะยืนเถียงระหว่างชี้ทางใน Google Maps กับเพื่อน AE ที่มาด้วยกันในวันนี้ เราทั้งคู่ก็เดินมาถึงหน้าร้าน Siamese Cocktail & Gallery ในสุขุมวิท 58 แบบไม่รู้ตัว วันนี้เราตามหาบาร์เทนเดอร์ของร้านเพราะมีทีเด็ดที่หลายคนบอกให้มาลอง นั่นคือเครื่องดื่มแก้วพิเศษที่สร้างสรรค์จาก Jameson Black Barrel และวัตถุดิบจากหลายภูมิภาคของไทย แถมยังเป็นการเสิร์ฟแบบ Pairing อาหารที่ช่วงส่งเสริมทั้งกลิ่นและรสชาติที่กลมกล่อมและแตกต่าง เล่าขานกันขนาดนี้ มีหรือที่เราจะพลาดได้ คอลัมน์ ManCave ในครั้งนี้ เราขอเสนอเรื่องราวของ Hand-selected Whiskeys ที่กลมกล่อมเพราะความพิถีพิถันใส่ใจซึ่งเป็น Herritage ของแบรนด์มาโดยตลอด ผ่านประสบการณ์จากบาร์ชื่อ Siamese Cocktail & Gallery ที่นำความเป็นค็อกเทลไทยมาเจอกับความเป็น Irish Whiskey ได้อย่างลงตัว แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนว่า คอนเซปต์ของบาร์แห่งนี้เขานิยามตัวเองเอาไว้ 2 คำ ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกเล่าความเป็นไทยของร้านเอาไว้ทั้งหมดแล้ว นั่นคือ ‘Thai Drink
ขอเล่าย้อนกลับไปสักนิดก่อนจะเข้าเนื้อหาหลักที่โปรยเอาไว้บนเฮดไลน์ของบทความ (เพื่ออรรถรสที่สนุกมากขึ้นน่ะ) Rado แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำด้านวัสดุศาสตร์ เคยร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อดังสามคนจากหลากแขนงมาร่วมออกแบบเรือนเวลาในซีรีส์ True ตามความสามารถที่แต่ละคนถนัด – Rado True Phospho ออกแบบโดยสตูดิโอ Big-Game บริษัทออกแบบชั้นหัวแถวของสวิตเซอร์แลนด์ – Rado True Blaze ออกแบบโดย Sam Amoia นักออกแบบภายในระดับโลก (Interior Design) และเมื่อปี 2017 Rado True Shadow ออกแบบโดย Kunihiko Morinaga แฟชั่นดีไซเนอร์ตัวท็อปแห่งวงการสิ่งทอแบบโฟโตโครมิก (Photochromic) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทันทีที่ปล่อยคอลเลกชันออกมา เวลาผ่านไป 7 ปี วันนี้ Kunihiko Morinaga กลับมาพร้อมกับโปรเจกต์ที่พิเศษและเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ นำเสนอนาฬิการุ่น True Square x Kunihiko Morinaga ในปี 2024 ขึ้นมา แค่ชื่อก็น่าตื่นเต้นแล้ว เพราะได้ใช้ชื่อแบรนด์จากสวิตเซอร์แลนด์และชื่อ–นามสกุลภาษาญี่ปุ่นของเขาต่อกันเลย เล่ากันสั้น ๆ สำรับชื่อของ Kunihiko Morinaga ถูกนิยามเอาไว้ 2 ประโยค ‘นักวิทยาศาสตร์แห่งแฟชั่น’ และ ‘นักบทกวีแห่งแฟชั่น’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ของตั้วเอง ANREALAGE ตอนอายุ 23 เท่านั้น เขาปฎิวัติวงการแฟชั่นโดยความสามารถพิเศษในการทำ Photochromic Design บนเสื้อผ้า ถึงขนาดถูกเรียกว่าเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ และด้วยความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี่เอง ที่ทำให้เคมีร่วมงานกับ Rado ลงตัวในผลงานอย่างที่สุด True Square x Kunihiko Morinaga คือผลงานล่าสุดหลังคอลเลกชันเมื่อ 7 ปีที่แล้ว


