ทันทีที่เดือนเมษายนมาถึง นอกจากวันหยุดยาวสะใจ อากาศร้อน กิจกรรมกลางแจ้งสุดระห่ำและสาว ๆ ในชุดเซ็กซี่ท้าแดดลมริมทะเล อีกอย่างหนึ่งที่ชายไทยอย่างเรา ๆ คงอดนึกถึงไม่ได้ คือเรื่องสำคัญอย่างวันคัดเลือกทหารกองประจำการ หรือ “การเกณฑ์ทหาร” ที่เราเรียก ๆ กันนั่นเอง การเกณฑ์ชายไทยมาเป็นทหารรับใช้ชาติอย่างเป็นกิจจะลักษณะเริ่มต้นตอนรัตนโกสิทร์ศก 124 (พ.ศ.2448) หรือเมื่อ 114 ปีก่อน โดยได้รับอิทธิพลเรื่องการเป็นทหารมืออาชีพมาจากชาติตะวันตก เพราะก่อนหน้านี้เราเกณฑ์ผู้ชายไปรบด้วยระบบไพร่ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกเลิกระบบไพร่และทาสนั่นเอง UNLOCKMEN เลยอาสาพาไปสำรวจประเทศอื่นกันบ้างว่าเขามีการเกณฑ์ทหารเหมือนบ้านเราไหม? หรือเขาบังคับทุกคนเป็นทหารกันหมดโดยไม่ต้องจับใบดำใบแดงกันเลย? แล้วถ้าเขาไม่เกณฑ์ทหารเขาหาคนไปเป็นทหารกันอย่างไร? เกาหลีใต้: เมื่อผู้ชายทุกคนต้องเป็นทหาร เริ่มด้วยประเทศแถบเอเชียอย่างเกาหลีใต้กันก่อนเลย ถ้าเราเคยแอบฟังสาว ๆ ผู้ประกาศตนเป็นติ่งเกาหลีคุยกันอยู่บ้าง เราคงเคยได้ยินมาว่านักร้องหนุ่มขวัญใจพวกเธอคนนั้นคนนี้ต้องตบเท้าเข้ากรมไปเป็นทหาร นอกจากจะทำให้พวกเธอต้องเสียน้ำตาไปหลายหยด เราก็อาจอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมนักร้องหนุ่มเกาหลีนี่ต้องโดนทหารไปซะทุกคน เขาเกณฑ์เฉพาะดาราหรือเปล่า? คำตอบก็ไม่ยากเกินคาดเดา ก็เกาหลีใต้ไม่มีจับใบดำใบแดงให้เสียเวลา เพราะผู้ชายทุกคนต้องเป็นทหาร! กฏหมายรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลีบทที่ 2 มาตรา 39 ซึ่งตราขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1965 ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ชายเกาหลีอายุระหว่าง 18-35 ปีจะต้องเป็นทหารกองประจำการ เราอาจยังสงสัยว่าทำไมช่วงอายุถึงได้กว้างขนาดนั้น? นั่นเป็นเพราะรัฐอนุญาตให้ผู้ชายสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าเป็นทหารกองประจำการตอนไหน บางคนอาจจะรอเรียนจบก่อน บางคนก็เป็นทหารก่อนเสียเลยแล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ ในขณะที่บางคนอาจจะทำงานเก็บเงิน
ตัวตนของผู้ชายไม่ได้มาจากลักษณะนิสัยและความคิดภายในเท่านั้น แต่การเลือกข้าวของเครื่องใช้สามารถนิยามตัวตนของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะ “นาฬิกา” ที่อยู่บนข้อมือของเรา ไม่ว่าจะไปติดต่องานหรืองานเลี้ยงสังสรรค์ที่ไหนก็เป็นปราการด่านแรกที่ทุกคนมองเห็น การเลือกนาฬิกาที่เหมาะสมจึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกเครื่องบอกเวลาเท่านั้น แต่นาฬิกาสามารถบอกตัวตนของผู้สวมใส่ได้อีกด้วย จึงไม่แปลกที่ในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ตัวละครแต่ละตัวจะมีนาฬิกาคู่ใจเพื่อใช้บ่งบอกคาแรกเตอร์อันโดดเด่นที่ผู้กำกับหรือผู้สร้างต้องการสื่อให้ผู้ชมเห็น ดังนั้นนาฬิกาใดที่จะถูกนำมาใส่จึงต้องมีความสมจริงกับคาแรกเตอร์ในภาพยนตร์ และตัวนักแสดงต้องโอเคกับนาฬิกาเรือนนั้นด้วย ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะเข้ามาปรากฎตัวในหนังระดับโลกได้ง่าย ๆ Hamilton จึงถือเป็นอีกแบรนด์นาฬิกาที่มีหลากรุ่น หลายซีรีส์ มีเรื่องราวและประวัติอันยาวนาน เดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์มากว่า 127 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งแบรนด์ขึ้นที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในปี 1892 ด้วยความคลาสสิกและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Hamilton ทำให้ตั้งแต่ปี 1932 เป็นต้นมามีนาฬิกา Hamilton สารพัดรุ่นถูกนำไปปรากฏโฉมอยู่บนจอเงินในภาพยนตร์มากถึง 500 เรื่อง เพราะนอกจากการเป็นอุปกรณ์บอกเวลาแล้ว นาฬิกา Hamilton แต่ละรุ่นยังเป็นเครื่องบ่งบอกตัวตนของผู้สวมใส่อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันความเที่ยงตรง แต่ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมและเรื่องราวมากมาย เสริมคาแรกเตอร์ตัวละครในภาพยนตร์แต่ละเรื่องให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของ Hamilton ที่ Hollywood อุตสาหกรรมความบันเทิงระดับโลกไว้วางใจ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือยังไง แต่ภาพยนตร์จำนวนมากที่มี Hamilton อยู่บนข้อมือตัวแสดง มักจะประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นระดับ Oscar Nominations หรือกระทั่งคว้ารางวัล Oscar
Virgil Abloh ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของห้องเสื้อสุภาพบุรุษของ Louis Vuitton พาย้อนเวลาสู่ช่วง Boyhood ผ่านคอลเลกชันสุภาพบุรุษ Fall-Winter 2019 Pre Collection ที่ครั้งนี้ดีไซเนอร์หนุ่มได้หยิบเรื่องราวของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาสร้างสรรค์ไอเทมแฟชั่นเท่ ๆ โดยแรงบันดาลใจจากกรุงโตเกียวก็ส่งตรงมาถึงกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว คอนเซปต์แฟชั่นไอเทม Fall-Winter 2019 Pre Collection ของ Virgil Abloh เน้นแนวคิดเกี่ยวกับการไม่จำกัดกรอบทางแฟชั่น โดยดีไซเนอร์หนุ่มมองว่าเสื้อผ้าที่ถูกเรียกว่า “ชิ้นหลัก” ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าของทุกคนต่างก็มีสไตล์เป็นของตัวเองและมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน ซึ่งเสื้อผ้าชิ้นหลักของแต่ละคนไม่ควรไม่ถูกจำกัดด้วยเทรนด์หรือกระแสสังคม เรื่องราวที่เขาหยิบมาเล่าบนแฟชั่นไอเทมในคอลเลกชันนี้คือเรื่องราวของกรุงโตเกียว เมืองแห่งแฟชั่นที่หลอมรวมวัฒนธรรมที่หลากหลายที่ถึงแม้กระแสเครื่องแต่งกายของยุคสมัยใหม่เวียนเข้ามาแต่สไตล์แฟชั่นแบบเดิมของญี่ปุ่นก็ไม่เคยถูกกลืนหายไป จุดเด่นของกรุงโตเกียวทั้งระบบขนส่งสาธารณะ กิจกรรมกลางแจ้ง ลายกราฟิกแบบญี่ปุ่น แฟชั่นของชาวโตเกียว รวมถึงทุกอย่างที่ Virgil ชื่นชอบในญี่ปุ่นจะถูกสร้างสรรค์ลงบนไอเทมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Bomber Jacket กับกระเป๋าหนังสีขาวแปะข้อความหลากสีคล้ายกับป้ายโฆษณาที่มีอยู่ทั่วโตเกียว พร้อมกับฟอนต์ตัวอักษรแบบภาษาญี่ปุ่นที่จะเน้นเรื่องราวที่ชัดเจนของเมืองแห่งแฟชั่นของฝั่งตะวันออก เป็นเสื้อเชิ้ตที่แต่งแต้มสัญลักษณ์ที่เห็นแล้วจะรู้ทันทีว่านี่คือญี่ปุ่น และ Louis Vuitton ถ้าเซ็ตแฟชั่นไอเทมสีขาวเล่าถึงโตเกียวตอนกลางวัน ไอเทมสีดำของ Louis Vuitton ก็จะบอกเล่าเรื่องราวช่วงค่ำคืน ด้วยคอลเลกชันหนังสีดำไม่ว่าจะเป็นหมวกแก๊ป หมวกบักเก็ต
ในอดีตแฟชั่นถูกแบ่งอย่างชัดเจนว่าสตรีตก็คือสตรีต แฟชั่นผู้หญิง แฟชั่นผู้ชาย หรือแฟชั่นสำหรับชนชั้นสูง สไตล์แต่ละประเภทมักถูกแยกออกจากกันเด็ดขาด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเส้นแบ่งเขตแดนของแฟชั่นเริ่มจางลงเรื่อย ๆ และวันนี้โลกแฟชั่นก็ได้รับข่าวที่น่าจับตามอง เพราะแบรนด์สตรีตน้องใหม่ชื่อดังอย่าง Supreme ได้เจ้าพ่อดีไซเนอร์อย่าง Jean Paul Gaultier ที่โด่งดังเรื่องแฟชั่นแบบ Unisex มาร่วมงานเป็นที่เรียบร้อย Jean Paul Gaultier (ฌอง ปอล โกลติเยร์) ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสระดับตำนานที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 4 ทศวรรษ ผู้สร้างสรรค์น้ำหอม Jean Paul Gaultier และขึ้นชื่อเรื่องแฟชั่นล้ำสมัยอันโดดเด่นเฉพาะตัว ผลงานของเขามักรับแรงบันดาลใจจากการเสียดสีสังคม เพศ และวัฒนธรรมที่แตกต่าง จากนั้นนำเรื่องราวมาบอกเล่าผ่านแฟชั่น โดยเฉพาะคอลเลกชัน And God Created Men ในปี 1985 ผลงานแฟชั่นปี 1985 ของ Jean Paul ทำลายเส้นแบ่งเพศของแฟชั่นลงด้วยการให้นายแบบชายสวมเครื่องแต่งกายคล้ายกระโปรงขึ้นเดินบนรันเวย์ สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาเองรวมถึงสร้างค่านิยมใหม่ทางแฟชั่นไปพร้อมกัน และเขาคือชายที่ราชินีแห่งเพลงป็อบอย่าง Madonna เอ่ยปากขอให้ออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับ World Tour ของเธอด้วย ส่วน Supreme
ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร? ทำยังไงให้ชีวิตมีความสุข? ทำไมเราไม่เคยประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น เราคิดว่าคำถามพวกนี้คงวนเวียนอยู่ในหัวของใครหลาย ๆ คน วันละหลาย ๆ ครั้ง คุณอาจจะคิดว่าชีวิตนี้มันไร้ค่า มีไฟทำอะไรได้ไม่นาน พอเดินไปได้แค่ครึ่งทางก็หยุดเสียกลางคัน ชีวิตนี้ก็เลยไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาบ้าง “ประสบความสำเร็จสิถึงจะมีความสุข” มันเลยกลายเป็นคำตอบที่เราพยายามดิ้นรนไปให้ถึงเพื่อเติมเต็มเป้าหมายในชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยมีคำตอบไหนเป็นสูตรสำเร็จ เพราะใต้ใบหน้ายิ้ม ๆ ของคนที่เดินมาถึงเป้าหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะได้ดิบได้ดีจนเป็นเจ้านาย เป็นสตาร์ทอัพ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจหมื่นแสนล้านเขาเองก็ต้องเจอเคยกับอาการหมดไฟ เบื่อชีวิต ได้เหมือนกัน แต่อุปสรรคนั้นสำหรับพวกเขาเรียกมันว่า “ความว่างเปล่า” ไม่เหลือเป้าหมายให้พิชิต “จากตรงนี้ Career Path ของเธอคืออะไร อยากทำอะไรอีกไหม” เราเคยถามคนที่คุ้นเคยกัน ทั้งในฐานะคนสนิทที่เก่งกว่า คนที่เราชื่นชมด้วยผลงาน ชั่วโมงบินการทำงานสูง และรั้งตำแหน่งหัวหน้าสามารถจัดการทุกอย่างได้ดี ในบริบทสบาย ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างล้างหัวโขน เสมอกันทุกด้านในฐานะมนุษย์มานั่งคุยกัน “คงไม่ได้อยากเป็นอะไรแล้ว เราได้โปรโมตตำแหน่งนี้มาตั้งแต่อายุยังน้อยกว่านี้มากก่อนมาที่นี่ มันไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเพิ่มแล้วเพราะสิ่งที่อยากได้ เราก็ผ่านมันมาหมดแล้ว” เราเก็บงำความกลัวไว้ ภาพสวยหรูของความสำเร็จมันน่าเศร้ามากสำหรับเราในวันนั้น น่ากลัวกว่าอุปสรรคทั้งหมดในชีวิตที่พยายามฟันฝ่ามาเพื่อสู้เสียอีก เพราะศัตรูตรงหน้ามันไม่ได้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่อุปสรรคมันคือการ “ไม่มีอุปสรรค” อีกต่อไปต่างหาก ฟังดูน่ายินดีแต่จับอารมณ์จากเสียงที่ได้ยินก็รู้ว่าความสุขที่มีมันถูกลดทอนไปพร้อมกับความว่างเปล่า ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นของความสำเร็จ
เหตุการณ์ต่อไปนี้ไม่ได้กำกับโดย หว่องกาไว ไม่ได้อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง In the Mood for Love เราเองก็ไม่ใช่ โจวหมู่หวัน สุภาพสตรีตรงหน้าก็ไม่ใช่ ซูวไหล่เจิน แต่เธอคือ “จีน่า เดอซูซ่า”และเรากำลังอยู่ใน In the Mood for Hip-Hop เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก จีน่า เดอซูซ่า กันอยู่แล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าเธอคือใคร แต่ก็ต้องเคยได้ยินเพลงของเธอผ่านหูมาบ้าง คึกคะนอง คึกคะนอง คึกคะนอง ตีหนึ่งตีสองก็ยังไม่นอนแล้วใครจะทำไม สิ่งที่เรายังไม่รู้คือตัวตนของเธอ ว่าภายใต้ความเปรี้ยวซ่ามีความคิดและทัศนคติอะไรซ่อนอยู่บ้าง วันนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจพร้อม ๆ กัน Gena Desouza, Who is she? “ชื่อจีน่า เดอซูซ่าค่ะ คนจะชอบถามว่า เดอซูซ่า คืออะไร มันคือนามสกุลจริง ๆ ตั้งแต่เกิดค่ะ ไม่ใช่ฉายาหรือ AKA” “เป็นลูกเสี้ยวค่ะ มีหลายสัญชาติมารวมกัน (หัวเราะ)” “เริ่มร้องเพลงตั้งแต่ ป. 2 ค่ะ เพราะว่าตอนนั้นพี่สาวชอบเรียนร้องเพลง เป็นลูกพี่ลูกน้องที่ต้องกลับบ้านด้วยกันทุกวัน น่าก็ไปเป็นเพื่อนเค้า ทีนี้แม่ก็คิดว่าไหน ๆ ก็ไปแล้ว
เหล่านักดื่มทั้งหลายคงเคยผ่านการดื่มสุรากันมาแล้วหลายสมรภูมิ บางครั้งก็ดื่มกันหนักหน่วงหรือบางคนถึงขั้นเสพติดการดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย ถ้าชาว UNLOCKMEN คนไหนรักในการดื่มถึงขนาดที่ขาดมันไม่ได้ ก็ขอให้ระวังภาวะสุราเป็นพิษ (Alcohol Poisoning) เอาไว้ให้ดี ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คืออาการที่เกิดจากการดื่มสุราปริมาณมากในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจทำให้ภาวะที่ว่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อปลายปีที่แล้ว Nguyen Van Nhat หนุ่มเวียดนามวัย 48 ปีดื่มสุรา “เถื่อน” ในงานปาร์ตี้เข้าไปปริมาณมาก ถูกหามส่งเข้าห้อง ICU จากการตรวจของแพทย์พบว่าระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดมากถึง 1,000 เท่า! แพทย์เวียดนามเลือกวิธีรักษาโดยให้ชายคนนี้ดื่มเบียร์เข้าไปครั้งละ 1 กระป๋องต่อเวลา 1 ชั่วโมง เป็นระยะเวลารวม 15 ชั่วโมง (เท่ากับว่าเขาดื่มทั้งหมด 15 กระป๋อง) สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือการรักษาครั้งนี้ได้ผล! หลังจากการรักษาพบว่าอาการดีขึ้นมาก ถึงแม้จะยังมีอาการเมาค้างอยู่บ้าง นักดื่มตัวยงหลายท่านที่กำลังอ่านอยู่คงแปลกใจ และเกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมการรักษาโดยการให้ดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเข้าไปอีกถึงช่วยได้? เหตุผลคือแอลกอฮอล์นั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทได้แก่ เมทานอล (Methanol) และ เอทานอล (Ethanol) ที่พบได้ในเบียร์ ในส่วนของเมทานอลนั้นส่วนใหญ่แล้วจะพบได้จากสุราคุณภาพต่ำ ถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณมากจะส่งผลเสียต่อระบบประสาท สิ่งที่ตามมาอาจทำให้ตาบอดหรือเสียชีวิตได้ ในทางตรงกันข้ามสารเอทานอลที่สามารถพบได้ในสุราคุณภาพสูงจะไม่ส่งผลเสียเท่าเจ้าเมทานอล เนื่องจากร่างกายของคนเราสามารถกำจัดเอทานอลได้เร็วกว่าเมทานอลถึง 10 เท่า
สำหรับนักสะสมนาฬิกาข้อมือหรือผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา การปรับแต่งนาฬิกาเรือนโปรดให้มีดีไซน์และลูกเล่นที่ไม่ซ้ำใครก็เป็นอีกหนึ่งความสนุกของเหล่านักสะสม และครั้งนี้สำนักปรับแต่งนาฬิกาชื่อดังอย่าง MAD Paris ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแวดวงนาฬิกาอีกครั้งด้วยการสร้างสรรค์ผลงานสีรุ้งบน Rolex Daytona MAD Paris คือสำนักปรับแต่งนาฬิกาข้อมือชื่อดังที่มีจุดเริ่มต้นมาจากนักสะสมนาฬิกากลุ่มหนึ่งที่ต้องการเปลี่ยนให้นาฬิกาของตัวเองพิเศษและโดดเด่นไม่เหมือนใคร และขึ้นชื่อเรื่องการปรับแต่งนาฬิกาแบรนด์ดัง ๆ เช่น Rolex, Patek Philippes และ Audemars Piguets การปรับแต่งนาฬิกาของ MAD Paris ทำทุกอย่างตั้งแต่ดัดแปลงหน้าปัด ปรับแต่งสายข้อมือใหม่ เพิ่มเครื่องประดับหรือเปลี่ยนสีวัสดุใหม่ทั้งหมด ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ เกี่ยวกับกลไกด้านในที่ซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยผสมผสานกับงานทำมือเพื่อให้นาฬิกาแต่ละเรือนออกมาตรงตามความต้องการของแต่ละคน คอลเลกชันสุดพิเศษของ MAD Paris อยู่บน Rolex รุ่น Dayona นาฬิกาข้อมือที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1963 ออกแบบมาสำหรับนักแข่งรถโดยเฉพาะ MAD Paris ได้นำนาฬิกาจากตระกูล Dayona มาปรับแต่งใหม่ จนเหล่าคนรักนาฬิกาสนใจกันล้นหลาม เพราะทางสำนักแต่งได้นำแซฟไฟร์ซึ่งเป็นพลอยตระกูลคอรันดัมที่มีความแข็งแกร่งรองจากเพชร โดยใช้แซฟไฟร์สีสันหลากหลายทั้งสีชมพู ฟ้า เหลือง เขียว ม่วง และน้ำเงิน นำมาร้อยเรียงต่อกันตรงขอบหน้าปัดนาฬิกาให้เหมือนกับสีของรุ้งกินน้ำ ด้านในหน้าปัดนาฬิการุ่นพิเศษ พื้นและเส้นบอกเวลาภายในจะเป็นสีดำทั้งหมด
ถ้าพูดถึงนักสนุกเกอร์ชื่อก้องโลก ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้ชายอย่างเราคงหนีไม่พ้น รอนนี่ โอ’ซุลลิแวน (Ronald Antonio O’Sullivan) ที่ติดทำเนียบผู้คว้าแชมป์โลกได้มากที่สุดลำดับ 3 ของโลกด้วยจำนวนแชมป์ 5 สมัย (เป็นรองแค่สตีเฟ่น เฮนดรี้ 7 สมัย, เรียร์ดอน และสตีฟ เดวิส 6 สมัย) แม้หลาย ๆ คนจะรู้จักชื่อและความเก่งกาจของเขา แต่ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นของฝีมือฉกาจฉกรรจ์จะเริ่มต้นที่โรงเก็บของชั้นล่างของบ้านและเขาเติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจเซ็กซ์ช็อปซึ่งดูจะอยู่คนละขั้วกับสิ่งที่เขาทำ นักสนุกเกอร์วัย 43 ปีชาวอังกฤษ เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจเซ็กซ์ช็อปเล็ก ๆ อย่างไรก็ตาม จอห์น โอ’ซุลลิแวนพ่อของรอนนี่ตั้งใจให้ลูกชายเป็นนักสอยคิวตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก โดยสร้างห้องฝึกสนุกเกอร์ไว้ที่โรงเก็บของชั้นล่างของบ้านและสนับสนุนให้รอนนี่ฝึกปรือฝีมือได้อย่างเต็มที่ จนกลายมาเป็นรอนนี่ที่หลายคนรู้จักอย่างทุกวันนี้ ย้อนไปเมื่อรอนนี่อายุ 10 ขวบยอดนักสอยคิวอัจฉริยะ สามารถทำเซ็นจูรี่เบรก (การทำ 100 แต้มได้ในไม้เดียว) และที่จัดจ้านไปกว่านั้นคือตอนที่รอนนี่อายุเพียง 15 ปีเขากลับกวาดแดงดำ 15 ชุด พร้อมตบลูกสีครบทุกเม็ดหรือที่ชาวสนุกเกอร์เรียกกันว่า “แม็กซิมัมเบรก” (ได้ 147 แต้ม) ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ในสายตาเราฝีมือเขาจะเข้าขั้นเทพ แต่ก็ใช่ว่าชีวิตเขาจะราบรื่น เพราะขณะที่เขากำลังเติบโตขึ้นในวงการนักสอยคิวมืออาชีพ
“ทัศนคติคือสิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความแตกต่างอันยิ่งใหญ่” ข้อความนี้คือคำพูดของ วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Leonard Spencer Churchill) รัฐบุรุษชาวอังกฤษและอดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรสองสมัย นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้ชายที่มากด้วยความสามารถ เพราะเขาเคยเป็นทั้งทหารในกองทัพอังกฤษ นักประวัติศาสตร์ นักเขียน และศิลปินรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม วันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนไปเจาะลึกความเป็นวินสตัน เชอร์ชิล อะไรที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ถูกจากรึกไว้ในประวัติศาสตร์จนถูกกล่าวขานมาถึงทุกวันนี้ ? เด็กชายผู้บอกพร่องสู่การเป็นนักสู้ผู้ไม่ยอมใคร วินสตันเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1874 เขาเกิดมาในตระกูลขุนนางเก่าแก่มีต้นตระกูลเป็นนักรบ ในวัยเด็กวินสตันเป็นเด็กผู้ชายที่มีนิสัยและพฤติกรรมที่ต่างจากเด็กทั่วไป จากบันทึกที่ส่งไปยังแม่ของเขาระบุว่าเขาบกพร่องทางการพูด มีอาการพูดติดอ่างและทำคะแนนแย่แทบทุกวิชา รวมถึงมีปัญหาดด้านการเข้าสังคม เช่น เรื่องเวลาและอาการหลง ๆ ลืม ๆ เมื่อเขาถูกส่งให้สอบเข้าสถาบันการศึกษาวิชาทหารก็สอบตกถึง 2 ครั้ง ทำให้เขาต้องกลับมาติวเข้มกับครูทหารจนสอบเข้าได้ในที่สุด แต่วินสตันก็สอบเข้าไปได้แค่ในระดับทหารม้าเท่านั้นซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าทหารราบ ด้วยพฤติกรรมที่มีความบกพร่องและเข้าสังคมได้ไม่ราบรื่นเหมือนคนอื่นทำให้เขาตกเป็นเป้าถูกเพื่อนรังแกอยู่เป็นประจำ และนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาเติบโตมาและเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้มาตลอด วาทะเลื่องชื่อ วินสตัน เชอร์ชิล ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในปี 1940 ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังปะทุ ทำให้วินสตันต้องขับเคลื่อนอังกฤษในภาวะที่สงครามรออยู่ตรงหน้า วินสตันได้กล่าววาทะในรัฐสภาครั้งแรกว่า “ผมไม่มีอะไรจะมอบให้ นอกเสียจากเลือด การทำงานหนัก


